ที่นี่ไต้หวัน

ที่นี่ไต้หวัน

By รจรัตน์ ยนต์สุวรรณ, RtiSociety & CultureGovernment
Download on the App Store

ที่นี่ไต้หวัน episodes

  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 11 มกราคม 2565

    ฤดูกาลน้อยหน่าสับปะรดแถมราคาถูก อร่อย หวานฉ่ำชื่นใจ

    ช่วงนี้ถือเป็นฤดูกาลน้อยหน่าในไต้หวัน หลังจากที่จีนแผ่นดินใหญ่ไม่นำเข้าน้อยหน่าสับปะรด(ฟ่งหลีซื่อเจีย鳳梨釋迦)ของไต้หวันทำให้ปริมาณล้นตลาด หากใครก็ตามต้องการช่วยเหลือเกษตรกรก็อย่าลืมซื้อมากินกันบ้าง ถ้าจะถามว่าแล้วราคาน้อยหน่าสับปะรดถูกไหม หลายคนสังเกตว่าก็ไม่ได้ถูกมากๆ อย่างที่คิด น้อยหน่าลูกใหญ่ๆ ผลสวยน่ากิน วางอยู่บนหิ้งซุปเปอร์มาร์เก็ตขายลูกละ 80 กว่าเหรียญไต้หวัน จริงๆแล้วบางคนเห็นอยากจะซื้อ แต่เมื่อดูราคาแล้วมีความรู้สึกว่าแพงไปหน่อย เพราะถ้าเทียบกับราคาอาหารมื้อหนึ่งของคนทั่วไป อย่างอาหารกล่อง(เปี้ยนตัง) อาจจะใกล้เคียงกันหรือมากกว่านี้ หลายคนคิดว่าในเมื่อปริมาณมาก เกษตรกรโอดครวญต้องการระบายสินค้า แต่ทำไมยังต้องขายแพงอยู่อีก สำหรับเรื่องนี้ต้องบอกว่ายังมีเบื้องหลังที่คุณอาจไม่ทราบอีกมากมาย วันนี้มาเจาะลึกเรื่องราวกันเลยค่ะ

    น้อยหน่าเกรดเอ ผลใหญ่ นน.ประมาณ 600 กรัม(1ชั่ง)

    นายไช่(蔡先生) ผู้รับผิดชอบสถานีบรรจุภัณฑ์ของสมาคมเกษตรไถตงวิเคราะห์ให้ฟังว่า หากคิดคำนวณต้นทุนต่างๆ ตั้งแต่แหล่งปลูกจนถึงการจัดการสินค้า ผ่านขั้นตอนบรรจุภัณฑ์ จนกระทั่งการขนส่งไปยังผู้บริโภค น้อยหน่าสับปะรดแต่ละลูกล้วนผ่านขั้นตอนการทำงานร่วมกันระหว่างเกษตรกรผู้ปลูกกับสถานีบรรจุภัณฑ์ที่ต้องทำงานติดต่อกันตลอดทั้งวันและคืน ทั้งนี้ ช่วงบ่าย 4 โมงเย็น หลายคนเริ่มเก็บงานเตรียมเลิกงานกลับบ้าน แต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งของหมู่บ้านเหม่ยหนง ตำบลเปยหนาน เมืองไถตงกำลังจะเริ่มทำงาน เนื่องจากช่วงกลางวันเป็นช่วงที่เกษตรกรวุ่นงานที่สวน จากนั้นนำส่งตลาดรวมสินค้า แต่ก็มีบางรายนำกลับไปที่บ้านคัดเลือกเบื้องต้น แล้วค่อยส่งไปยังสถานีบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่ อย่างสถานีบรรจุภัณฑ์ของสมาคมเกษตรไถตงถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองไถตง ณ วันที่ 27 ธันวาคม น้อยหน่าที่ส่งไปยังสถานีบรรจุภัณฑ์มีมากถึง 17,000 ชั่ง(10.2 ตัน) พนักงานหน้าร้านเกือบ 30 คนช่วยกันชั่งน้ำหนัก เอาปืนลมแรงดันสูงฉีดทำความสะอาดน้อยหน่า แยกเกรดขนาดเล็กใหญ่บรรจุลงกล่อง จากนั้นส่งขึ้นรถบรรทุก บางส่วนส่งไปเก็บไว้ในห้องเย็น ไม่ว่าวันนั้นมีน้อยหน่ามากน้อยแค่ไหน สถานีบรรจุภัณฑ์จะต้องทำงานให้เสร็จภายใน 24 ชั่วโมง

    พนักงานคัดเกรดน้อยหน่า

     ช่วงฤดูกาลน้อยหน่าในไต้หวันเริ่มตั้งแต่เดือนธ.ค. หลัง 20 ธ.ค.ถือเป็นช่วงที่เริ่มมีผลผลิตมากและมีคุณภาพดีที่สุด ผลผลิตที่เก็บได้ระหว่างวันที่ 1 ธ.ค.- 20 ธ.ค. เฉลี่ย 6,000 ชั่ง/วัน( 1 ชั่งเท่ากับ 600 กรัม) ตั้งแต่ 21 ธ.ค.เป็นต้นไป ปริมาณจะมีมากถึง 10,000 กว่าชั่ง/วัน(6,000 กว่ากก.) หลังวันที่ 27 ธ.ค.เป็นต้นไปมีมากทะลุ 15,000 ชั่ง/วัน และหลังต้นเดือน ม.ค. ผลผลิตยิ่งจะมากกว่านี้ เพราะฤดูกาลจะมีถึงเดือนมี.ค. แต่สถานีบรรจุภัณฑ์รับสินค้าได้มากสุดคือ 30,000 ชั่ง/วัน(18,000 กก.) ณ วันที่ 22 ธ.ค.มีพนักงานทำงานอยู่ในสถานีบรรจุภัณฑ์ 25 คน ถ้างานเยอะก็ต้องเพิ่มคนและเวลา งานที่รับผิดชอบคือสินค้าเข้ามาในวันนั้นต้องจัดการและบรรจุลงกล่องให้เสร็จในวันนั้น ถ้าพนักงาน 25 คนช่วยกันบรรจุน้อยหน่า 10,000 ชั่ง ต้องใช้เวลา 6-7 ชั่วโมงต่อวัน หากมีปริมาณมากถึง 20,000 ชั่ง แรงงานจะต้องเพิ่มเป็นเท่าตัว เวลาทำงานต้องเพิ่มมากกว่า 2 ชั่วโมง ทั้งนี้ผลไม้ไม่สามารถรอเวลาได้ หากวันนี้ทำไม่เสร็จ พรุ่งนี้อาจทำให้ผลไม้มีคุณภาพด้อยลง ยกตัวอย่าง ในวันที่ 27 ธ.ค.ที่ต้องการเร่งเคลียร์งานให้เสร็จ พนักงานต้องทำงานถึงตี 04:49 น. ซึ่งการทำงานในสถานีบรรจุภัณฑ์ก็มีสภาพคล้ายกับพนักงานที่ทำงานในร้านอาหารที่มีการแบ่งงาน คือส่วนหนึ่งบริการอยู่หน้าร้าน อีกส่วนหนึ่งทำงานหลังร้าน พนักงานหน้าร้านจะรับผิดชอบรับสินค้า ทำความสะอาด คัดเกรดผลไม้ ต้องผ่านการอบรม มีประสบการณ์แยกว่าผลไหนดีหรือมีตำหนิภายในไม่กี่วินาที ส่วนคนที่อยู่หลังร้านก็จะทำหน้าที่พับกล่อง แยกขนาดเล็กใหญ่แล้วบรรจุลงกล่อง

    น้อยหน่าเกรดเอ ผลใหญ่

    สำหรับต้นทุนกล่องบรรจุน้อยหน่าสับปะรด มี 2 แบบ แบบแรกส่งขายต่างประเทศจะต้องมีฝาปิดและห้ามใช้ลวดเย็บที่กล่อง ต้องใช้แรงงานคนพับ ส่วนกล่องบรรจุขายในประเทศหรือส่งขายยังตลาดค้าส่งใช้ลวดเย็บได้ ใช้คนน้อยกว่า ช่วงการระบาดของ covid19 วัตถุดิบขาดแคลน กล่องกระดาษปรับราคาสูงขึ้นตลอด กล่องกระดาษที่ส่งขายต่างประเทศตกราคา 42 เหรียญไต้หวัน/ชิ้น กล่องกระดาษขายในประเทศน้ำหนัก 10 ชั่งราคา 28 เหรียญไต้หวัน/ชิ้น หากเป็นกล่องที่สามารถบรรจุน้ำหนัก 20 ชั่งจะมีราคา 32 เหรียญไต้หวัน ถ้าต้องการประหยัดจะต้องสั่งซื้อล็อตใหญ่มากกว่า 10,000 ชิ้นขึ้นไป ส่วนค่าแรงเฉลี่ย 230 เหรียญไต้หวัน/ชั่วโมง แม้ให้ค่าแรงสูงแต่ก็หาแรงงานได้ยากมากๆ และในเรื่องค่าขนส่งน้ำหนัก 10 ชั่งส่งจากเมืองไถตงไปยังผู้บริโภคประมาณ 100 - 130 เหรียญไต้หวัน/กล่อง นายไช่ ผู้รับผิดชอบสถานีบรรจุภัณฑ์ของสมาคมบอกว่า ทางสถานีรับซื้อจากเกษตรกรคิดตามน้ำหนัก เป็นผลไม้เกรดเอที่ไม่มีตำหนิ ผลใหญ่ชั่งละ 35 เหรียญไต้หวัน ขนาดปานกลางชั่งละ 32 เหรียญไต้หวัน แต่ถ้าเป็นเล็กกว่านี้ยังไม่รับซื้อ ส่วนพื้นที่เพาะปลูกน้อยหน่าสับปะรด ก็มีทั้งพื้นที่ขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ถ้าเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ต้นทุนปลูกอยู่ที่ชั่งละ 31.6 เหรียญไต้หวัน พื้นที่เล็ก ต้นทุนก็จะสูงขึ้นเป็นชั่งละ 34.8 เหรียญไต้หวัน เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกในพื้นที่ไม่ใหญ่มาก ต้องพยายามปลูกให้ได้ผลใหญ่เท่ากับเกรดเอจึงจะเสมอทุน สรุปแล้ว น้อยหน่าสับปะรดลูกใหญ่ที่ขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตลูกละ 80-90 เหรียญไต้หวันถือว่าราคาถูกแล้ว ถ้าเทียบกับปีก่อนๆ ที่ส่งขายจีนแผ่นดินใหญ่เยอะๆ ต้นทุนของเกรดเอจากแหล่งผลิตก็ตกชั่งละ 60 เหรียญไต้หวัน จะซื้อน้อยหน่าลูกหนึ่งก็ประมาณ 200 เหรียญไต้หวันแน่นอน ขณะเป็นโอกาสดีสำหรับคนที่ชื่นชอบกินน้อยหน่าและเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรด้วย

    น้อยหน่าเกรดเอ ผลใหญ่ รอบรรจุกล่อง

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 4 มกราคา 2565

    ทีมวิจัย ม.โอเชี่ยนแห่งชาติไต้หวันประสบความสำเร็จคัดเลือกยีนปลานิลทนหนาวในอุณหภูมิ 7 องศาเซลเซียสได้

    วันนี้มีเรื่องของทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยโอเชี่ยนแห่งชาติไต้หวันเพาะพันธุ์ปลานิลทนหนาวที่ตีพิมพ์ลงวารสารนานาชาติ(Animals)มาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งที่ผ่านมา ทั้งนี้ คณะกรรมการการเกษตรไต้หวันให้เงินอุดหนุนประกันภัยสัตว์น้ำโดยกำหนดอุณหภูมิเป็นเครื่องชี้วัด หากอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียสและนานติดต่อกัน 10 ชั่วโมงขึ้นไป ก็จะจ่ายเงินประกันภัยหนาวให้เกษตรกรที่เลี้ยงปลา โดยสัตว์น้ำเหล่านี้ประกอบด้วยปลา 4 ชนิด ได้แก่ ปลาเก๋า ปลานวลจันทร์ ปลากะพง และปลานิล กล่าวได้ว่า ปลานิลที่นำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ก็เป็นสัตว์น้ำชนิดหนึ่งที่ไม่ทนความหนาว

    ลูกปลานิลที่มียีนทนหนาวในอุณหภูมิ 7 องศาเซลเซียสได้

    ทีมวิจัยประกอบด้วย รองศต.หวงจางเหวิน(黃章文) คณะวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต(Science for Life) สาขาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นำทีมร่วมมือกับสถาบันวิทยาศาสตร์สารสนเทศ และคณะวิศวกรรมไฟฟ้าของมหาวิทยาลัย เพาะเลี้ยงปลานิลที่สามารถทนต่อความหนาวได้ รองศต.หวงจางเหวิน บอกว่า การเลี้ยงสัตว์น้ำแบบดั้งเดิมอาศัยประสบการณ์จากการปฏิบัติ แต่ขาดคู่มือมาตรฐานการปฏิบัติงาน(SOP) ที่เป็นขั้นหรือกระบวนกาทางวิทยาศาสตร์ ขณะนี้ ทีมคณะวิจัยจัดตั้งวิธีการจัดการที่มีประสิทธิภาพ รวบรวมข้อมูลและคัดเลือกยีนที่มีคุณภาพของปลาเป็นหมวดหมู่ เมื่อมีการตั้งเป้าเพาะเลี้ยงปลานิลที่ทนต่ออากาศหนาว ขอเพียงถอดรหัสพันธุกรรมที่มีความยืดหยุ่น(resilience)ก็สามารถร่นเวลาการเพาะเลี้ยงได้ ซึ่งการวิจัยในครั้งนี้ทางทีมต้องใช้เวลานาน 5 ปี จึงประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลานิลที่ทนหนาวได้

    ทีมวิจัย ม.โอเชี่ยนแห่งชาติไต้หวันเพาะพันธุ์ปลานิลทนหนาวได้รับการตีพิมพ์ลงวารสารนานาชาติ

    แม้ปลานิลจะเป็นปลาที่เลี้ยงง่ายและใครๆ ก็เลี้ยงได้ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่อุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส ปลานิลจะเริ่มกินอาหารน้อยลง แต่ถ้าอุณหภูมิลดต่ำลงไปอีกจนถึง 12 องศาเซลเซียส ก็จะต้องมีที่หลบหนาวจึงจะรอดตายได้ แต่ถ้าอุณหภูมิต่ำจนถึง 10 องศาเซลเซียส อัตราการรอดชีวิตจะมีไม่มากแล้ว การจำลองสภาพแวดล้อมให้มีอุณหภูมิต่ำในห้องทดลอง ปลานิลสายพันธุ์ที่ทนหนาวจะยังคงรอดชีวิตแม้อุณหภูมิของน้ำลดลงถึง 7 องศาเซลเซียสก็ตาม นอกจากนี้ ยังคงอุณหภูมิของน้ำที่ 10 องศาเซลเซียสติดต่อกันนาน 48 ชั่วโมง อัตราการรอดชีวิตก็ยังคงสูงกว่า 90% รองศต.หวงจางเหวินบอกว่า ถ้าปลาที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีอุณหภูมิต่ำแล้วไม่ตาย ก็จะช่วยลดความเสียหายจากการเลี้ยงได้ นอกจากนี้ ปลานิลที่ทนต่อความหนาว ถ้าเลี้ยงในช่วงฤดูหนาวก็จะลดความเสียหายได้ 20-30% ด้วย

    ปลานิลที่มียีนทนหนาวในอุณหภูมิ 7 องศาเซลเซียสได้

    จากการทดลองยังพบว่า ปลานิลสายพันธุ์ทนหนาวนี้ถ้าเลี้ยงในสิ่งแวดล้อมที่มีอุณหภูมิปกติ อัตราการเจริญเติบโตจะไม่ต่างจากสายพันธุ์ปลานิลที่ขายในท้องตลาด แต่ถ้าเลี้ยงในอุณหภูมิต่ำ จะทนความหนาวได้มากกว่า ผลงานวิจัยมากมายระบุ ปลาที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีอุณหภูมิต่ำ กรดไขมันที่จำเป็นในกลุ่มโอเมกา 3 (DHA) รวมทั้งอีพีเอ(EPA) หลังจากที่ทีมวิจัยพัฒนาปลานิลสายพันธุ์ที่ทนหนาวได้แล้ว ในอนาคต จะพัฒนาผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีศักยภาพในการรักษาที่แม่นยำสำหรับวงการแพทย์ด้วย นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังเปิดเผยว่า ปลานิลชนิดต่อไปที่กำลังจะตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติคือสายพันธุ์ที่ทนต่อความเค็ม เพราะว่าโดยปกติถ้าเลี้ยงปลานิลในน้ำทะเลจะทำให้เนื้อปลามีรสหวานขึ้น แต่ว่าทางทีมวิจัยพัฒนาปลานิลสายพันธุ์ที่ทนต่อความเค็มนี้ จะเพิ่มปริมาณของกรดอาร์จินินและซิสตีอีน ล้วนเป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อทารกและเด็กที่กำลังเจริญเติบโต รวมทั้งผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านเมตาบอลิซึมและการดูดซึมสารอาหารผิดปกติ และยังทำให้รสชาติของเนื้อปลานิลเหมือนปลานิลที่เลี้ยงในน้ำทะเลด้วย แต่ว่าเนื้อปลาจะแน่นนุ่มกว่าปลานิลที่ขายในท้องตลาดปัจจุบัน แน่นอนว่าราคาของปลานิลต้องสูงกว่า ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับปลานิล ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชาวประมงที่เพาะเลี้ยงด้วย

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 28 ธันวาคม 2564

    ส้มจี๊ดผลรูปไข่(จินเจ่า-金棗) เป็นพืชตระกูลส้มชนิดเดียวที่กินสดได้ทั้งเปลือก

    ส้มจี๊ดผลรูปไข่ (Oval kumquat) ภาษาจีนเรียกว่า “จินเจ่า金棗”จัดอยู่ในวงศ์ส้ม เป็นพืชตระกูลเดียวกับมะนาว ส้มโอ ส้มเขียวหวาน แต่เป็นส้มชนิดเดียวเท่านั้นที่กินสดได้ทั้งเปลือก โดย 80% ของวิตามินซีอยู่ที่เปลือกส้ม และยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูงสดในบรรดาส้มชนิดต่างๆ ด้วย ชาวยุโรปและชาวญี่ปุ่นชอบรับประทานส้มจี๊ดของไต้หวันมาก ในทางตรงข้ามตลาดในไต้หวันกลับได้รับความนิยมน้อยลง คนรุ่นใหม่อาจจะเห็นกระถางส้มจี๊ดที่ส่งมอบเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลตรุษจีน หรือไม่ก็เห็นส้มจี๊ดใส่ในชาที่ขายในร้านเครื่องดื่มเขย่า ซึ่งต้องบอกว่าที่วัยรุ่นเห็นนั้นล้วนเป็นส้มจี๊ดผลกลม ไม่ใช่ส้มจี๊ดรูปทรงไข่ที่กำลังพูดถึงในขณะนี้ ดังนั้นเกษตรกรปลูกส้มจี๊ดผลรูปไข่จึงน้อยลงไปเรื่อยๆ ผลผลิตในยุครุ่งเรืองประมาณ 5,000 ตันต่อปี แต่ตอนนี้เหลือเพียง 1,000 ตันต่อปี นอกจากนี้ เกษตรกรที่ปลูกส้มจี๊ดรูปทรงไข่ส่วนใหญ่อายุเยอะ และยังต้องเจอปัญหาไม่มีผู้สืบทอดกิจการ และเพื่อต้องการฟื้นฟูธุรกิจที่เกี่ยวกับส้มจี๊ดรูปทรงไข่ให้เป็นที่รู้จัก โรงงานแปรรูปส้มจี๊ด “กวงหยาง”ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในไต้หวันได้ร่วมมือกับเกษตรกรในท้องถิ่น สร้างสรรค์ธุรกิจแบบดั้งเดิม เป็นผู้นำตัวอย่างสกัดน้ำมันหอมระเหยจากส้มจี๊ดเพื่อใช้ทำผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ นอกจากนี้ยังร่วมมือกับเกษตรกรที่ปลูกข้าว ใช้เวลาว่างจากการปลูกข้าวหารายได้เสริมด้วยการดูแลสวนส้มจี๊ด การทำเช่นนี้ได้ทำให้เขตพื้นที่ต้าหูของตำบลหยวนซาน(員山大湖地區) ที่เป็นแหล่งปลูกส้มจี๊ดที่สำคัญมีผู้ดูแลสวนส้ม และยังทำให้กับเกษตรกรสูงอายุสวนส้มจี๊ดกว่า 70 คนมีรายได้ต่อไปด้วย

    ส้มจี๊ดผลรูปไข่พืชตระกูลส้มชนิดเดียวที่กินสดได้ทั้งเปลือก

    การปลูกส้มจี๊ดในไต้หวัน มีการนำพันธุ์มาจากทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีนเมื่อประมาณ 200 ปีก่อน ส้มจี๊ดเป็นพืชที่เหมาะในการปลูกในพื้นที่เชิงเขาและพื้นที่ที่ไม่มีน้ำขัง มีปริมาณน้ำฝนเพียงพอ สำหรับในไต้หวันพื้นที่แบบนี้จะอยู่ที่เมืองอี๋หลาน ครองสัดส่วนการปลูกสูงถึง 90% ในจำนวนนี้กว่าครึ่งปลูกในพื้นที่เขตต้าหูของตำบลหยวนซาน ปัจจุบันเกษตรกรที่ปลูกส้มจี๊ดในเขตต้าหูมี 70 กว่าคนที่มีอายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป และอายุ 90 ปีก็ยังมี พวกเขาเหล่านี้ผ่านยุคทองของส้มจี๊ดและปัจจุบันก็ยังดูแลสวนส้มจี๊ดอยู่

    ส้มจี๊ดแช่อิ่ม

    เฉินฉางเกิง(陳長庚) ซึ่งเป็นปู่ของเฉินอี่เพ่ย(陳苡佩) เกษตรกรปลูกส้มจี๊ดสืบทอดรุ่นต่อรุ่น ปัจจุบันอายุ 88 ปีบอกว่า ส้มจี๊ดขายเป็นผลไม้สดมีขีดจำกัด เมื่อ 50 ปีก่อนที่มีผลิตผลมาก แต่ความต้องการของตลาดไม่มาก เพราะฉะนั้นจึงต้องนำส้มจี๊ดแปรรูปเป็นผลไม้แช่อิ่ม เหตุผลประการที่หนึ่งคือเป็นการยืดอายุการเก็บรักษา ส่วนประการที่ 2 คือ เป็นการเพิ่มรสชาติให้กับอาหาร ดังนั้นคุณปู่ของเธอได้ร่วมมือกับเกษตรกรจัดตั้งโรงงานแปรรูปอาหารกวงหยาง(光陽食品) หลังจากที่เฉินซือหาง(陳思行)ซึ่งเป็นคุณพ่อของเธอรับกิจการต่อ ก็เริ่มขยายตลาดต่างประเทศ เป็นผู้นำธุรกิจการแปรรูปส้มจี๊ด และยังทำให้การปลูกส้มจี๊ดของเมืองอี๋หลานกับมารุ่งเรืองอีกครั้ง มีโรงงานแปรรูปผลไม้เกิดขึ้นในเมืองอี๋หลานมากมาย ส่งขายต่างประเทศและในประเทศ กลายเป็นยุคทองของส้มจี๊ด มีผลผลิตสูงถึง 5,000 ตันต่อปี ซึ่งตลาดส่งออกหลักของส้มจี๊ดแช่อิ่มคือประเทศญี่ปุ่นและประเทศในยุโรป แต่ว่าผู้บริโภคทั้งสองจะมีวิธีการรับประทานส้มจี๊ดแช่อิ่มที่ไม่เหมือนกัน สำหรับในญี่ปุ่นนั้น ผู้สูงอายุชอบนำส้มจี๊ดแช่อิ่มมาชงชา โดยเลือกใช้ชาเขียวชา ชาเขียวเซนชะ(Sencha) หรือชาเขียวข้าวคั่วที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า "เก็นไมฉะ"(Genmaicha) ซึ่งเป็นชาที่มีรสชาติไม่เข้มข้นชงดื่มกับส้มจี๊ดแช่อิ่ม เพื่อปรับสภาพร่างกายและจิตใจ ส่วนคนยุโรป อย่างคนเยอรมัน คนฮอลแลนด์ หรือคนอิตาลีที่ชอบอาหารหวานมักจะนำส้มจี๊ดแช่อิ่มที่เชื่อมด้วยน้ำตาลจิ้มกับช็อกโกแลตขม ทำให้รสชาติของส้มจี๊ดหวานปนขม ถือเป็นอาหารหวานเกรดพรีเมียม นอกจากนี้ ยังมีคนนำส้มจี๊ดแช่อิ่มเป็นวัตถุดิบในการทำขนมปัง ขนมเค้ก แครกเกอร์ เป็นอาหารหวานที่สามารถหาได้ในร้านเบเกอรีประเทศทางยุโรป ส่วนในไต้หวันแม้ผู้คนไม่ชอบรับประทานส้มจี๊ดแช่อิ่มเหมือนในสมัยก่อน แต่ว่าโรงงานแปรรูปกวงหยางก็ยังคงมีการส่งออกส้มจี๊ดแช่อิ่มในปริมาณคงที่ สามารถรับซื้อประกันราคาส้มจี๊ดกับเกษตรกรที่ปลูกได้ทั้งปี

    ชาวยุโรปนำส้มจี๊ดแช่อิ่มจิ้มช็อกโกเเลตขม รสชาติขมหวานเปรี้ยว

    การประกอบกิจการไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด ธุรกิจที่ต้องเผชิญมากที่สุดใช่ว่าไม่สามารถเจาะตลาดวัยรุ่นได้ แต่เป็นเพราะว่าเกษตรกรสูงอายุไม่สามารถทำการเพาะปลูกต่อไป มีเกษตรกรคนหนึ่งอายุ 94 ปีที่แล้วยังสามารถทำงานได้ แต่อีกปีก็ไม่สามารถทำงานได้แล้ว ยังมีต้นส้มจี๊ดแกอยู่ 200 กว่าต้นจำเป็นต้องหาผู้สืบทอด และเกษตรกรในเขตต้าหูที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไปมีมากกว่า 70 คน ถ้าสักวันหนึ่งเขาเสียชีวิตไปต้นส้มจี๊ดก็คงต้องเหี่ยวแห้งไปเช่นกัน เพราะฉะนั้น เฉินอี่เพ่ยจึงร่วมมือกับไล่ชิงซง ผู้ก่อตั้งกู่ตงคลับ(穀東俱樂部 ) หวังดึงดูดเยาวชนรุ่นใหม่สืบทอดธุรกิจการปลูกส้มจี๊ด ซึ่งการเก็บเกี่ยวส้มจี๊ดเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมจนถึงหลังตรุษจีน เป็นช่วงเดียวกับที่ว่างจากการปลูกข้าว การดูแลส้มจี๊ดนอกจากเดือนมีนาคมช่วงออกดอกแล้ว ในช่วงปกติที่ต้องตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย กำจัดแมลง งานไม่หนักและไม่ยุ่งมาก เยาวชนที่เป็นเกษตรกรของกู่ตงคลับไม่ต้องดูแลอะไรมาก และยังมีรายได้เสริม ทำให้การปลูกข้าวและปลูกส้มจี๊ดของเมืองอี๋หลานก็ยังคงต่อไป ถือเป็นชัยชนะทั้ง 2 อย่าง

    แยมส้มจี๊ดที่ได้รับรางวัล The World_s Original Marmalade Awards ปี 2019

    14 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 21 ธันวาคม 2564

    ไต้หวันพัฒนาสายพันธุ์มันฝรั่งที่มีรสชาติอร่อยตั้งชื่อว่า“ไถหนงเบอร์ 4 หรือ台農4號 ” 

    มันฝรั่ง ภาษาจีนเรียกว่า “หม่าหลิงสู่-馬鈴薯”เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก ถือเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุในปริมาณสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรตีนที่ได้จากมันฝรั่งนั้นมีคุณภาพสูงกว่าโปรตีนที่ได้จากถั่วลิสง จึงทำให้ชาวตะวันตกนิยมกินมันฝรั่งเป็นอาหาร ผ่านกรรมวิธีปรุงสุกด้วยการต้ม อบ ผัด ทอด สำหรับการปลูกมันฝรั่งในไต้หวันมีปริมาณไม่มาก ไม่เพียงพอต่อการบริโภค โดยสายพันธุ์หลักที่ปลูกคือสายพันธุ์เคนนีเบค (Kennebec) ซึ่งเป็นพันธุ์ดั้งเดิมของสหรัฐอเมริกา ครองสัดส่วน 70-80% แต่เนื่องจากสายพันธุ์นี้เหมาะสำหรับการนำมาปรุงอาหารเป็นส่วนใหญ่ เพราะว่ามีปริมาณของแป้งสตาร์ซต่ำ(starch ) จึงไม่ค่อยเหมาะต่อการนำไปแปรรูปทอดเป็นมันฝรั่งแผ่นหรือเฟรนไฟส์

    มันฝรั่งแปรรูปทอดเป็นมันฝรั่งแผ่นหรือเฟรนไฟส์

    สถาบันวิจัยการเกษตรไต้หวัน(Taiwan Agricultural Research Institute :COA) จึงพยายามพัฒนามันฝรั่งสายพันธุ์ใหม่ที่เหมาะต่อการนำมาปรุงอาหารและแปรรูปด้วย ตั้งแต่ปี 2013 สถาบันวิจัยการเกษตรสาขาเมืองเจียอี้ เริ่มนำมันฝรั่งสายพันธุ์พันธุ์แอตแลนติก (Atlantic)ที่มีคุณสมบัติดีหลายๆ ประการ อย่างเช่น เหมาะต่อการนำไปแปรรูป ให้ผลผลิตสูง  นำมาผสมกับพันธุ์ที่เหมาะในการนำมาปรุงเป็นอาหาร หลังผ่านการพัฒนาพันธุ์หลายปี จนในที่สุดได้สายพันธุ์มันฝรั่งที่มีคุณภาพดี ตั้งชื่อเป็นทางการว่า “ไถหนงเบอร์ 4 หรือ台農4號 ” เป็นพันธุ์ที่มีปริมาณน้ำน้อย รูปร่างภายนอกสวย ใช้เป็นของสดเพื่อประกอบอาหารและนำไปแปรรูปอาหารได้ด้วย ทั้งนี้แผ่นมันฝรั่งที่แปรรูปแล้วเนื้อจะแน่น ได้ปริมาณมากขึ้น รสชาติอร่อย และที่สำคัญหลังผ่านการทอดจะไม่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล แต่ถ้าเก็บไว้ในอุณหภูมิ 2-4 องศา เมื่อคืนรูปแล้วจะทำให้ปริมาณน้ำตาลสูงขึ้น จากนั้นถ้านำไปทอดก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลได้ง่าย จากการวิจัยพบว่า ถ้าเอาไปแปรรูปให้เก็บมันฝรั่งไว้ในอุณหภูมิประมาณ 15 องศาก็จะไม่ทำให้ปริมาณน้ำตาลในมันฝรั่งเพิ่มขึ้น เมื่อนำไปทอดก็จะไม่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล จึงเหมาะต่อการนำมาแปรรูปเป็นอย่างยิ่ง หากเปรียบเทียบกับสายพันธุ์หลักที่มีการปลูกคือเคนนีเบค จะเพิ่มเนื้อมันฝรั่งสูงกว่า 10% แต่ถ้านำมาประกอบอาหาร อย่างเอาไปต้มตุ๋นก็จะไม่เละง่ายด้วย และเนื้อของมันฝรั่งจะนุ่มอร่อย นอกจากนี้ มันฝรั่งไถหนงเบอร์ 4 ถ้าผู้บริโภคซื้อมันฝรั่งกลับบ้านเพื่อประกอบอาหาร สามารถเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องธรรมดา และเก็บได้นานกว่าสายพันธุ์เคนนีเบคถึง 2 สัปดาห์โดยไม่งอกรากง่าย ด้วยข้อดีหลายประการไม่ว่าจะนำมาแปรรูปหรือประกอบอาหาร จึงเป็นตัวเลือกใหม่ของผู้บริโภคได้อย่างดี

    มันฝรั่งไถหนงเบอร์ 4 เมื่อนำไปต้มซุป ไม่เละง่าย

    สถาบันวิจัยการเกษตรบอกว่า มันฝรั่งเป็นผักที่สำคัญของหลายประเทศ มีการใช้ประโยชน์ที่หลากหลาย มันฝรั่งสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่างทั้งที่เป็นอาหารและไม่ใช่อาหาร เช่น ทำแป้ง ทำขนมขบเคี้ยว ทำอาหารคาว ทำน้ำตาลกลูโคสและเดกซ์ทริน เป็นวัตถุเติมแต่งอาหาร หรือใช้ทำกาวและสารให้ความเหนียว ใช้ในอุตสาหกรรมการหมักเพื่อผลิตแอลกอฮอล์และกรดซิตริก การทำล้อยาง การทำพลาสติก ฟิล์ม สีน้ำมัน ใช้ในอุตสาหกรรมกระดาษ อุตสาหกรรมทอผ้า สถิติการนำเข้าในปี 2020 ไต้หวันมีการนำเข้ามันฝรั่งสดประมาณ 25,000 ตันต่อปี มูลค่าการนำเข้าข้ามันฝรั่งสด 580 ล้านเหรียญไต้หวัน โดยมีการนำเข้ามันฝรั่งมาแปรรูปประมาณ 100,000 ตัน มูลค่าการนำเข้ากว่า 5,000 ล้านเหรียญไต้หวัน ทั้งนี้ การปลูกมันฝรั่งของไต้หวันมีเนื้อที่เพียง 2,600 เฮกตาร์(16,250 ไร่) ปริมาณการผลิต 53,000 ตัน และการปลูกมันฝรั่งของไต้หวันเก็บเกี่ยวผลผลิต 1 ครั้งต่อปี ซึ่งปริมาณปลูกไม่เพียงพอกับความต้องการบริโภคทั้งปี

    ม้นฝรั่งอบ เป็นที่ชื่นชอบของชาวตะวันตก

    ไม่กี่ปีนี้ คนไต้หวันให้ความสำคัญกับการบริโภคอาหารที่มีความประณีตขึ้น ไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญในเรื่องของการปรุงรส ที่ยิ่งไปกว่านี้ยังให้ความสำคัญในการเลือกวัตถุดิบที่นำมาปรุง ต้องบอกว่าถ้าแหล่งที่มาจากท้องถิ่นก็ยิ่งดี เพราะว่าวัตถุดิบมีความสดใหม่ มันฝรั่งไถหนงเบอร์ 4 ที่ผ่านการวิจัยพัฒนาของสถาบันวิจัยการเกษตรหลายปี รสชาติไม่แพ้มันฝรั่งที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่น หวงเจ๋อหลุน(黃哲倫)ผู้ช่วยวิจัยสาขาเจียอี้บอกว่า มันฝรั่งไถหนงเบอร์ 4 มีผลผลิตประมาณ 28 ตันต่อเฮกตาร์ ถ้าเทียบกับพันธุ์เคนนีเบคซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ปลูกในไต้หวันปัจจุบันจะสูงกว่าเล็กน้อย คือของพันธุ์เคนนีเบคอยู่ที่ 25 ตันต่อเฮกตาร์ และสายพันธุ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศรวมทั้งมันฝรั่งพันธุ์เดียวกับที่นำมาทำเฟรนไฟซ์ของแมคโดนัลที่นำมาประกอบอาหาร ราคากิโลกรัมละมากกว่า 50 เหรียญไต้หวัน แต่ว่ามันฝรั่งที่ปลูกในไต้หวันราคาแค่ 30-40 เหรียญไต้หวัน/กก. หากเป็นมันฝรั่งแปรรูปนำเข้าตกกิโลกรัมละ 25 เหรียญไต้หวัน ขณะที่ปลูกในไต้หวันเองราคากิโลกรัมละประมาณ 11 เหรียญไต้หวันเท่านั้น ถือว่าต้นทุนต่ำกว่าเยอะ เพราะฉะนั้นทางรัฐบาลเองก็ขอให้ผู้ประกอบการใช้มันฝรั่งที่ปลูกในไต้หวันก่อน หากไม่พอจึงค่อยนำเข้าจากต่างประเทศ

    มันฝรั่งที่งอกรากแล้ว ไม่ควรรับประทานเพราะมีพิษ

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 14 ธันวาคม 2564

    สบู่สมุนไพรจากหมาก ของฝากเมืองเจียอี้

    ที่เมืองเจียอี้ มีอดีตผู้ประกอบการค้าส่งหมากรุ่นที่ 3 คนหนึ่งชื่อ หลัวเสี้ยนหง(羅憲鴻) เนื่องจากที่บ้านค้าขายหมากมาตั้งแต่รุ่นอากง ยึดเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัว แต่ไม่กี่ปีนี้ ผู้คนคิดว่าการเคี้ยวหมากทำลายสุขภาพ และทางบ้านก็หันไปทำธุรกิจอย่างอื่น แต่ตัวเขาเองยังยากที่จะลืมเลือนเรื่องราวของหมาก และยังจดจำสิ่งที่อากงพูดเสมอว่า หมากเป็นสมุนไพรจีน ไม่ใช่พืชที่เลวร้ายไปหมด เพราะฉะนั้นเขาก็เลยอยากจะสร้างภาพลักษณ์ดีๆ เกี่ยวกับหมากใหม่ ด้วยการสกัดสารที่อยู่ในเนื้อหมากนำมาผลิตเป็นสบู่ เขาได้ทุ่มเทด้านการวิจัยพัฒนาการผลิตสบู่จากหมากนานถึง 5 ปี สกัดสารอัลคาลอยด์ ชื่อ อาเรโคลีน( Arecoline) และไขมัน มีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อโรคสูง นำมาทำผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและสบู่

    หมากสด

    ปัจจุบัน หลัวเสี้ยนหง อายุ 41 ปี ผ่านการทำธุรกิจหลายอย่าง ตั้งแต่ทำธุรกิจ KTV เปิดร้านอาหาร เป็นเซลล์ขายสินค้าให้กับโรงพยาบาล ทำงานวนเวียนอยู่ในสังคมมาระยะหนึ่ง แต่ในใจยังคงผูกพันกับเรื่องของหมาก ยากที่จะลืมเลือนสิ่งที่อยู่กับเขาตั้งแต่เด็กจนโต เพราะฉะนั้นเขาจึงหาโอกาสทำการวิจัยพัฒนาเกี่ยวกับหมาก ต้องการสกัดสารที่มีอยู่ในหมาก นำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรค พอมีเวลาปุ๊บก็จะทำการศึกษาวิจัย ทำอย่างนี้นานถึง 5 ปี แต่ที่ทุ่มเทมาก ใช้เวลาประมาณ 1 ปี หมกมุ่นกับการทดลองในห้องครัว ทิ้งงานอย่างอื่นหมด แม้ไม่มีรายได้แต่ก็ไม่ไปหางาน ยอมทนคนในบ้านด่าทอ เพราะต้องการผลิตสบู่จากหมาก ในเรื่องของวัตถุดิบ เขาเลือกซื้อหมากที่สุกแก่มาก เนื่องจากหมากที่สุกมากจะเม็ดใหญ่กว่าหมากทั่วไป ผ่าเอาเนื้อที่อยู่ข้างในง่ายกว่า จากนั้นสกัดแยกไขมัน สารอัลคาลอยด์ที่อยู่ในหมากด้วยเทคนิคพิเศษ การเอาเนื้อหมากข้างในมาสกัดถือเป็นขั้นตอนที่ยาก เพราะว่าถ้าแยกไม่ดีสบู่ที่ทำได้จะกลวงข้างใน ตกผลึก ที่ยิ่งไปกว่านั้น ไขมันที่สกัดได้จะไม่จับตัวเป็นก้อนแข็ง

    นายหลัวเสี้ยนหงโชว์สบู่หมากที่ตนผลิตได้

    หลังจากที่เขาทำสบู่หมากได้แล้ว หลัวเสี้ยนหงได้นำผลิตภัณฑ์มอบให้กับญาติสนิทมิตรสหายลองใช้ ซึ่งคนที่ใช้แล้วส่วนใหญ่ก็บอกว่าใช้ดี อาจเป็นเพราะเกรงใจหรือยังมีข้อกังหาแต่ไม่กล้าถาม เพราะว่าหลังจากที่ใช้แล้วก็ไม่ได้ติดตามอีก อย่างไรก็ตาม หลัวเสี้ยนหง ไม่ลดละความพยายาม ได้นำผลิตภัณฑ์ไปขายที่ตลาดสด โดยขอวางขายบนแผงของร้านขายผลไม้เพื่อน แต่ว่าขายไม่ได้สักก้อนเลย ต่อมาใช้วิธีให้ลูกค้าที่ซื้อผลไม้แล้วก็แถมสบู่หมากไปด้วย และในใจคิดว่าแถมจนหมดแล้วก็หมดไป หากไม่มีคนควักเงินในกระเป๋ามาซื้อเพิ่ม ก็คงต้องเลิกลากันไป

    นายหลัวเสี้ยนหงสกัดสารที่อยู่ในเนื้อหมากเพื่อใช้ผลิตสบู่

    อย่างไรก็ตาม ความฝันของการสร้างสรรค์ธุรกิจของนายหลัวเสี้ยนหงก็ไม่ได้จบเพียงเท่านี้ เขายังคงพยายามต่อไป เขาได้ไปหาคนเข้าทรง ถามเทพเจ้าว่าจะทำต่อไปหรือไม่ คำตอบก็คือ “อย่ายกเลิกให้ทำต่อไป” และจริงๆ ด้วยเมื่อถึงตอนนั้น คนที่ทดลองใช้สบู่หมากแล้ว เริ่มกลับมาซื้อ และยังมีคนแนะนำว่าควรจะไปขายตามตลาดนัดสร้างสรรค์หรือครีเอทีพมาร์เก็ต อย่างไรก็ตาม สบู่หมากเริ่มได้รับการยอมรับอย่างจริงจังในช่วงการระบาดของ covid 19 ที่มีการรณรงค์ให้ผู้คนล้างมือบ่อยๆ หลายคนไม่คิดว่าสบู่หมากสามารถนำมาใช้ป้องกันโรคได้ และในช่วงการระบาด หลัวเสี้ยนหงไม่ได้ไปวิ่งตลาดนัด แต่ใช้วิธีมอบสบู่หมากให้กับบุคลากรทางการแพทย์ฟรี และยังใช้ช่องทางแนะนำทางเฟซบุ๊กของชุมชน ถึงกระนั้นก็ตาม มีบางคนเกิดความสงสัยว่าสบู่หมาก เจลล้างมือที่ทำจากหมากสามารถฆ่าเชื้อได้จริงหรือไม่ ด้วยข้อสงสัยนี้ เขาได้ส่งผลิตภัณฑ์ไปตรวจสอบมาตรฐาน SGS เพื่อเป็นการยืนยันว่าสบู่หมากมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อจริง และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่าผลิตภัณฑ์อื่นๆในท้องตลาด และไม่ทำลายผิวหนังด้วย  ในปี 2019 สบู่หมากได้รับคัดเลือกให้เป็นของฝากเมืองเจียอี้ จนผลิตภัณฑ์ของเขาเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น ในปี 2021 ที่มีการจัดนิทรรศการการออกแบบของไต้หวันในช่วงปลายเดือนธันวาคม(Taiwan Design Expo)

    สบู่โฟมล้างมือที่มีสารสกัดจากหมาก

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 7 ธันวาคม 2564

    คางคกยักษ์หรือคางคกอ้อย(海蟾蜍)สายพันธุ์ต่างถิ่นที่มีพิษรุนแรงมีจำนวนเพิ่มขึ้น

    ไม่นานมานี้ ชาวบ้านที่ตำบลเฉ่าถุนเมืองหนานโถวเจอคางคกในสวนผัก หลังจากที่ศต.หยางอี้หรู(楊懿如) ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำตรวจวิเคราะห์พบว่าเป็นคางคกยักษ์หรือคางคกอ้อย(海蟾蜍)สายพันธุ์ต่างถิ่นที่มีพิษรุนแรงและทำลายระบบนิเวศระดับต้นๆ ของโลก ล่าสุด ช่วงต้นเดือนธ.ค.ที่ผ่าน อาสาสมัครที่อนุรักษ์สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำได้จับคางคกยักษ์ไปแล้วกว่า 200 ตัว จากการสำรวจพบว่าคางคกยักษ์ปรากฏตามสิ่งแวดล้อมที่มีความชื้น จึงเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันสอดส่อง หากพบร่องรอยในละแวกใกล้เคียงกับที่อยู่อาศัย ให้รีบแจ้งกรมป่าไม้เขตหนานโถว สมาคมปกป้องสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เพื่อส่งเจ้าหน้าเข้าไปจับ ที่ผ่านมาในเดือนก.ย.ปี 2019 ได้มีประชาชนโพสต์คางคกยักษ์ทางโซเชียลแล้ว แต่ตอนนั้นหลายคนไม่รู้จักและไม่สนใจ ต่อมาในเดือนก.ย.-ต.ค.ปี 2020 มีข่าวที่ชาวบ้านเห็นซากของคางคกยักษ์ถูกทิ้งบนท้องถนน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าคางคกยักษ์ปรากฏตัวอยู่ในพื้นที่ป่าของไต้หวันประมาณ 2 ปีแล้ว คาดว่าในปีนี้ที่พบคางคกยักษ์เพิ่มขึ้นจำนวนมากในตำบลเถ่าถุนเมืองหนานโถว อาจะเป็นคางคกยักษ์รุ่นที่ 2  ศต.หยางอี้หรูบอกว่า คางคกยักษ์มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปอเมริกา ที่ผ่านมามันถูกนำเข้าไปในหลายๆ ประเทศ ทั้งฟลอริดา ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น รวมทั้งเกาะแถบทะเลแคริบเบียน ฮาวาย และที่อื่นๆ เพื่อช่วยกำจัดศัตรูของพืชเศรษฐกิจ อย่างเช่น อ้อย กล้วยหอม เพราะฉะนั้น คางคกยักษ์จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “คางคกอ้อย-蔗蟾” แต่ในความเป็นจริง คางคกยักษ์มีขีดจำกัดในการทำลายศัตรูพืช

    เปรียบเทียบขนาดของคางคกยักษ์กับคางคกบ้าน

    สำหรับในไต้หวัน จากการบันทึกระบุ มีการนำเข้าคางคกยักษ์ในปี 1935 ในช่วงยุคที่ญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน แต่มีการเลี้ยงไม่มาก ไม่มีข่าวคางคกยักษ์ทำลายระบบนิเวศหรือเป็นสัตว์ทำลายล้าง   ต่อมามีคนนำเข้ามาเลี้ยงไว้ดูเล่นและจากความเชื่อที่ว่าคางคกเป็นสัตว์นำโชค แต่ในประเทศจีนกลับได้รับความนิยม ในหมู่นักปรุงยาจีนตำรับดั้งเดิม เพราะเชื่อว่าพิษคางคกนั้น มีสรรพคุณกระตุ้นหัวใจ ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยรักษาโรคโพรงจมูกอักเสบอาการปวดฟัน อีกทั้งหนังคางคกและอวัยวะส่วนอื่นๆ ยังเชื่อกันว่ามีประโยชน์ด้านการบำบัดโรคต่างๆ ได้ดีเช่นกัน ส่วนในไต้หวันไม่มีข่าวว่าเลี้ยงไว้เพื่อใช้เป็นยาบำรุง แต่เลี้ยงเพื่อนำโชค เมื่อเลี้ยงเบื่อก็ทิ้ง เนื่องจากคางคกยักษ์เป็นสัตว์มีพิษ ในไต้หวันจะไม่มีศัตรูทำลายมันได้ มันเป็นสัตว์ตะกละกินพืชและสัตว์พื้นเมืองหลายชนิด ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ง่าย มันจะสืบพันธุ์ที่น่ากลัวมาก ตัวเมียแต่ละตัววางไข่ 8,000–30,000 ฟองต่อปี ระยะฟักตัวแค่ 48 ชั่วโมง มันจะกลายเป็นคางคกหนุ่มสาวภายใน 12 – 60 วัน หากมันเจอศัตรูมาคุกคาม มันจะพ่นของเหลวที่มีพิษจากต่อมหลังหู และพ่นได้ไกลมากกว่า 1 เมตรด้วย แม้แต่สุนัขและแมวที่กินซากศพของมันยังได้รับพิษทำให้ตายได้ เพราะฉะนั้นมันจะทำลายระบบนิเวศอย่างรุนแรง แทบจะไม่มีศัตรูใดๆที่ฆ่ามันได้ นอกจากมนุษย์

    คางคกยักษ์ที่อาสาสมัครจับได้ตัวใหญ่มาก

    คางคกยักษ์จะมีขนาดของตัวใหญ่กว่าคางคกบ้านถึง 2 เท่า มีลำตัวยาวถึง 8 นิ้ว และมีน้ำหนักถึง 2 ปอนด์หรือเกือบ 1 กิโลกรัม (ใหญ่ที่สุดที่บันทึกไว้มีความยาว 9.4 นิ้ว) คางคกชนิดนี้มีพิษตั้งแต่เป็นไข่โดยพิษจะอยู่ในลำตัว จะเป็นพิษกับสัตว์หลายชนิด ที่ผิวหนังของมันจะมีสารพิษที่สามารถฆ่าสัตว์ที่พยายามกินมัน จนกระทั่งหลังปี 2016 ไต้หวันห้ามการนำเข้าคางคกยักษ์มาเลี้ยง อย่างไรก็ตาม ช่วงต้นเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา ที่ตำบลเฉ่าถุนเมืองหนานโถว มีข่าวการปรากฏตัวของคางคกยักษ์ในป่า ทุ่งนา หรือสุสานร้างเป็นจำนวนมาก กรมป่าไม้เมืองหนานโถวบอกว่า หลังจากวันที่ 7 พ.ย. มีประชาชนพบเห็นคางคกยักษ์ ในวันเดียวกันเจ้าของสวนผักและอาสาสมัครได้ทำการกำจัดไปแล้ว 27 ตัว โดยจุดที่เจอคางคกยักษ์จะใช้เป็นศูนย์กลาง จากนั้นตรวจหาในวงกว้างเพื่อต้องการทราบว่ามีการขยายระดับความรุนแรงไปที่อื่นหรือไม่ ซึ่งหลังตรวจพบคางคกยักษ์ก็ได้ส่งอาสาสมัครมากกว่า 600 คนไปตรวจหาทั่วไต้หวัน คางคกยักษ์น่ากลัวจริงๆ ไม่เพียงแต่ในไต้หวันที่น่ากลัว ทั่วโลกยังกลัวมัน ช่วงที่อาสาสมัครออกไปสำรวจพบว่า แม้แต่หนอนในกองปุ๋ยหมักมันก็เข้าไปกินและรวมตัวอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อน วันที่ 13 พ.ย.ได้กำจัดคางคกยักษ์ไปแล้วกว่า 100 ตัว ส่วนใหญ่ลำตัวยาว 10-15 ซม. มีทั้งเพศผู้และเพศเมีย คาดว่าประชากรของคางคกยักษ์คงอยู่ในพื้นที่มาหลายปีแล้ว

    คางคกยักษ์ชอบอยู่ในพื้นที่ชื้น

    ชาวบ้านสงสัยว่า การที่คางคกยักษ์ปรากฏตัวเพิ่มขึ้นมาจากสาเหตุที่คนเลี้ยงเกิดความเบื่อหน่ายแล้วทอดทิ้งการเลี้ยง แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ไม่ได้ฟันธงว่าเป็นเหตุผลดังกล่าว อาจจะเกิดจากคางคกยักษ์หลบหนีออกมาจากกรงหรือว่าผู้เลี้ยงต้องการปล่อยชีวิตเป็นทาน คงต้องรอดูปีหน้าว่าจะมีการขยายพันธุ์เพิ่มมากขึ้นหรือไม่ เพราะไข่ของคางคกยักษ์จะฟักตัวสำเร็จมีเพียง 0.5% และมีเพียงประมาณ 10 ตัวเท่านั้นที่จะโตเต็มวัย อนาคตคงต้องใช้วิธีให้มันตกหลุมพราง จับด้วยวิธีที่แม่นยำที่สุด หยางอี้หรู ผู้เชี่ยวชาญบอกด้วยว่า หากประชาชนพบร่องรอย ให้สวมถุงมือจับ แล้วนำส่งที่ศูนย์ หรืออาจโทรเรียกอาสาสมัครมาจับ หรือแจ้งทางเฟซบุ๊กของศูนย์พร้อมทั้งแจ้งวันที่และที่อยู่ หรือโทรสายตรง 1999 แจ้งรัฐบาลท้องถิ่น จากนั้นจะส่งเจ้าหน้าที่ไปจับ หากแจ้งทางเฟซบุ๊กหรือทางโซเชียล ไม่ต้องแจ้งตำแหน่งที่เจอ เกรงว่าจะมีคนไปจับก่อน เนื่องจากช่วงที่อาสาสมัครออกไปตรวจตราหรือจับคางคกยักษ์พบว่า มีคนไปรับซื้อคางคกยักษ์เพื่อเอาไปขาย ราคาดีที่สุดจะขายได้ตัวละ 5,000 เหรียญไต้หวัน แต่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000-2,000 เหรียญไต้หวัน/ตัว เมื่อเลี้ยงแล้วอาจจะเบื่อแล้วนำไปปล่อย สร้างปัญหาที่รุนแรงได้ เพราะการเลี้ยงคางคกยักษ์นาน 15-30 ปี ถือว่ายาวนาน ต้องมีความอดทนพอ

    อาสาสมัครที่ไปตรวจหาคางคกยักษ์

    14 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน 2564

    โครงการความหวังส้มเกลี้ยงหรือส้มเช้ง ปกป้องระบบนิเวศและผึ้ง ดีต่อสุขภาพผู้บริโภค

    ช่วงนี้ส้มเกลี้ยงหรือส้มเช้งในไต้หวันกำลังออกสู่ตลาด ใครที่ชอบซื้อมารับประทานได้เลยค่ะ รสชาติอร่อย รสหวานอมเปรี้ยว ราคาถูก อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ แต่ที่พิเศษในวันนี้คือ ขอแนะนำส้มเกลี้ยงผิวไม่สวย อาจจะด่างๆ ดำๆ แต่ก็เต็มไปด้วยเบื้องหลังที่น่าสนใจที่ต้องติดตามกันค่ะ ซึ่งที่ตำบลจงเหลียวเมืองหนานโถว มีเกษตรกรสามีภรรยาคู่หนึ่งคว้ารางวัลน้ำผึ้งจากดอกลำไยและลิ้นจี่แท้ เป็นรางวัลพิเศษรวมทั้งหมด 3 รางวัล และรางวัลชนะเลิศอีก 1 รางวัล ถือเป็นรางวัลใหญ่ซ้อนที่น่าปีติเป็นอย่างยิ่ง นายอู๋จวี้นเสียน(吳俊賢) เกษตรกรเลี้ยงผึ้งผู้เป็นสามีบอกว่า ตนเองเลี้ยงผึ้งมานานกว่า 20 ปี แต่เพื่อต้องการหาสภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการเลี้ยงผึ้ง ต้องการปกป้องผึ้งไม่ให้ได้รับยาฆ่าแมลง เมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว เขาได้เริ่มทำพันธสัญญากับเจ้าของสวนส้มเกลี้ยงในพื้นที่จำนวนหนึ่ง ตั้งชื่อว่า “โครงการความหวังส้มเกลี้ยง-柑願計畫” โดยในช่วงที่ส้มเกลี้ยงเริ่มออกดอกจะไม่ฉีดยาฆ่าแมลงหรือลดการใช้ยาฆ่าแมลงไปครึ่งหนึ่ง รวมทั้งไม่ใช้ยาฆ่าหญ้าในสวนส้มเกลี้ยงตลอดทั้งปีด้วย แม้ส้มเกลี้ยงที่ปลูกได้ผิวจะไม่สวย มีด่างๆ ดำๆ  แต่มีความเกี่ยวพันกับการฟื้นฟูระบบนิเวศ

    ส้มเกลี้ยงหรือส้มเช้งที่ไม่ฉีดยาฆ่าแมลง

    หลินคุนเจิ้ง(林坤正) เจ้าของธุรกิจ Inclusive Corporation ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอยู่ในชนบทห่างไกลเป็นส่วนใหญ่ และปักหลักอยู่ในตำบลจงเหลียวเป็นเวลานาน เขามีความประทับใจกับ “โครงการความหวังส้มเกลี้ยง” ที่ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ปีที่แล้ว เขาช่วยเหลือขยายตลาดการขายส้มเกลี้ยงไปที่ไฮเปอร์มาเก็ตคาร์ฟูร์ ทั้งนี้ ตำบลจงเหลียวเป็นเนินเขาที่มีความสูงต่ำ อดีตที่นี่เป็นแหล่งปลูกกล้วยหอมที่สำคัญที่ส่งไปขายญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อถึงปี 1981 พื้นที่ในเขตนี้กลายเป็นแหล่งปลูกส้มเกลี้ยงที่มีมากที่สุดในไต้หวัน อู๋จวี้นเสียน เกษตรกรที่เลี้ยงผึ้งบอกว่า ความทรงจำในสมัยเด็กๆ มักเห็นเกษตรกรปลูกส้มเกลี้ยงเป็นจำนวนมาก เมื่อถึงช่วงที่ส้มเกลี้ยงออกดอก ช่วงเวลากลางคืนจะมีลมเย็นๆ พัดโชยมา ลมเย็นนี้ยังมีกลิ่นหอมของดอกส้มเกลี้ยงปนมาด้วย แต่ว่าในช่วง 10 ปีนี้ เนื่องจากเกษตรกรใช้ยาฆ่าแมลงพ่นต้นส้มเกลี้ยงจนส่งผลต่อการหาอาหารของผึ้ง เมื่อถึงช่วงที่ส้มเกลี้ยงออกดอกเป็นจำนวนมาก เกษตรกรเลี้ยงผึ้งก็จะทำการย้ายลังที่เลี้ยงผึ้งไปอยู่ที่อื่น

    ส้มเกลี้ยงหรือส้มเช้งที่ไม่ฉีดยาฆ่าแมลง

    หากกล่าวถึงน้ำผึ้งที่ผลิตในไต้หวัน หลักๆแล้วมีอยู่ 2 ชนิดคือ น้ำผึ้งจากดอกลำไยและน้ำผึ้งดอกลิ้นจี่ โดยน้ำผึ้งทั้ง 2 ชนิดมีผลผลิตครองสัดส่วนประมาณ 70-90 %  นายอู๋จวี้นเสียนบอกว่า ตำบลจงเหลียวเป็นแหล่งปลูกลำไย สมัยก่อนช่วงที่ผึ้งหาน้ำหวานจากดอกลำไยก็มักจะอยู่ที่ตำบลจงเหลียว โดยช่วงหลังตรุษจีนประมาณเดือนก.พ. ดอกส้มเกลี้ยงก็จะออกดอก เมื่อผึ้งได้รับน้ำหวานจากดอกส้มเกลี้ยงลำตัวจะโตและแข็งแรง จากนั้นประมาณเดือนมี.ค.ผึ้งก็จะไปหาอาหารจากดอกลิ้นจี่ ประมาณเดือนเม.ย. ช่วงเทศกาลเช็งเม้งผึ้งก็จะไปหาน้ำหวานจากดอกลำไย แต่ช่วง 7-8 ปีนี้พบว่า หลังจากที่ผึ้งหาอาหารจากดอกส้มเกลี้ยงแล้วล้มตายไปเป็นจำนวนมาก และเพื่อความอยู่รอดของเกษตรกรที่เลี้ยงผึ้ง เมื่อถึงช่วงที่ส้มเกลี้ยงออกดอก เกษตรกรเลี้ยงผึ้งก็จะย้ายลังเลี้ยงผึ้งจำนวน 500- 600 ลังไปอยู่ที่หมู่บ้านเหมยหลิน ตำบลซิ่นอี้ โดยไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนว่าต้องจ่ายไปกับการขนย้ายลังเลี้ยงผึ้งเท่าไหร่ จากนั้นรอถึงช่วงที่ลำไยและลิ้นจี่ออกดอกแล้ว ค่อยย้ายลังเลี้ยงผึ้งกลับมาที่ตำบลจงเหลียว นายอู๋จวี้นเสียนพูดอย่างหนักใจว่า “ถ้าเกษตรกรไม่พ่นยาฆ่าแมลง ผึ้งก็คงไม่ตาย พวกเราซึ่งเป็นเกษตรกรที่เลี้ยงผึ้งก็จะไม่ต้องย้ายลังเลี้ยงผึ้งไปที่อื่น” เขายังบอกด้วยว่า เกษตรกรที่ปลูกส้มเกลี้ยงก็ต้องการความอยู่รอด การที่จะขอร้องให้เกษตรกรปลูกส้มเกลี้ยงไม่พ่นยาฆ่าแมลงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และขอพูดจากใจจริงว่า “เกษตรกรต้องพ่นยาฆ่าแมลงมากมายก็เพราะผู้บริโภค” เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ชอบซื้อส้มเกลี้ยงที่มีผิวสวย เหลืองอร่าม เขาบอกว่าไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ได้แล้ว เขาเลยตัดสินใจหาเกษตรกรพันธสัญญา รับซื้อส้มเกลี้ยงจากเกษตรกรด้วยราคาที่สูงกว่าแหล่งผลิต เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกส้มเกลี้ยงไม่พ่นยาฆ่าแมลงในช่วงที่ส้มเกลี้ยงออกดอก ในปีแรกลดการใช้ยาฆ่าแมลงไปครึ่งหนึ่ง แต่ผลจากการไม่ฉีดยาฆ่าแมลง ผิวของส้มเกลี้ยงไม่สวย เก็บรักษาได้ไม่นาน ปีแรกของการทำเกษตรพันธสัญญาได้ผลผลิตส้มเกลี้ยงประมาณ 10,000 ชั่ง(6,000 กก.) ขายได้เพียง 1,000 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม อู๋จวี้นเสียนยังคงยืนหยัดที่จะทำต่อไป จนในที่สุดได้รับการสนับสนุนจากไฮเปอร์มาร์เก็ตคาร์ฟูร์ เขารู้สึกปลื้มปีติมากและบอกว่า แนวความคิดนี้ต้องมีการส่งต่ออย่างต่อเนื่อง ให้ทุกคนรับรู้ เมื่อผู้คนรับรู้มากขึ้น ก็จะรู้ว่าทำเพื่อวัตถุประสงค์อะไร

    ลังที่ใช้เลี้ยงผึ้ง หากฉีดยาฆ่าแมลง ต้องเคลื่อนย้ายไปเลี้ยงที่อื่น

    สำหรับจุดเริ่มต้นของการตั้ง “โครงการความหวังส้มเกลี้ยง” ที่ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงมาจากแนวความคิดของ เถียนจื้อซุ่น(田志順)อดีตครูใหญ่โรงเรียนประถมกว่างฝู ตำบลจงเหลียว เมืองหนานโถว ตอนที่ครูใหญ่เถียนจื้อซุ่นนำนักเรียนผลิตน้ำยาทำความสะอาดที่ใช้เปลือกส้มเกลี้ยงปลอดสารเป็นวัตถุดิบ และขณะนั้นได้เชิญนายอู๋จวิ้นเสียนเข้าร่วมด้วย ซึ่งในครั้งนั้นตั้งชื่อว่า “น้ำยาทำความสะอาดความหวังส้มเกลี้ยง” และปัจจุบันแบรนด์นี้ก็ยังใช้วัตถุดิบเปลือกส้มเกลี้ยงไม่สวยอยู่อีก ส่วน “โครงการความหวังส้มเกลี้ยง” ของนายอู๋จวี้นเสียนที่มีการขายส้มเกลี้ยงไปยังไฮเปอร์มาร์เก็ตคาร์ฟูร์นั้น ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เพิ่มช่องทางการขาย ทั้งขายในห้างพร้อมกับแพลตฟอร์มออนไลน์ของคาร์ฟูร์ หลูเซิ้งไท่(盧勝太) หัวหน้าฝ่ายจัดซื้อผลไม้ของคาร์ฟูร์บอกว่า ปัจจุบันวัยรุ่นไม่ชอบกินส้มเกลี้ยง ผลไม้ประเภทส้มที่ขายดีที่สุดคือส้มพ่งกัน ครองสัดส่วน 50% ส่วนส้มเกลี้ยงครองสัดส่วนแค่ 5 % เท่านั้น ปกติการขายส้มเกลี้ยงก็ยากอยู่แล้ว ยิ่งถ้าเป็นส้มเกลี้ยงผิวไม่สวยยิ่งขายยาก นับเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่ง แต่เขาบอกว่า ส้มเกลี้ยงจะไม่กินส่วนของผิวเปลือกนอก ผู้บริโภคไม่รู้ว่าเบื้องหลังของผิวส้มเกลี้ยงที่ไม่สวยแฝงด้วยความปลอดภัย ยังปกป้องระบบนิเวศและผึ้งด้วย แม้จะขายไม่ดี แต่ก็จะให้การสนับสนุน

    น้ำยาทำความสะอาดที่ผลิตจากผิวส้มเกลี้ยงปลอดสาร

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ี 23 พฤศจิกายน 2564

     หลายพื้นที่ในกรุงไทเปถูกนกพิราบป่ายึดครองมากขึ้น

    ใครก็ตามที่ไปเที่ยวอนุสรณ์สถานเจียงไคเชก ก็คงเห็นนกพิราบป่ารวมกลุ่มจำนวนไม่น้อยอยู่บริเวณด้านหน้าซุ้มประตูใหญ่สุด เพื่อหาอาหารที่ผู้คนนำมาโปรยให้กิน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันจำนวนกพิราบที่มีมากที่สุดในกรุงไทเปก็ไม่ใช่ที่นี่อีกแล้ว ทั้งนี้ จากการสำรวจของกองอนุรักษ์สัตว์กรุงไทเปที่ว่าจ้างมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันพบว่า พื้นที่ 75 แห่งของกรุงไทเปที่มีการรวมตัวของนกพิราบป่า ในจำนวนนี้มีมากที่สุดอยู่บริเวณศาลเจ้ากวนตู้เขตตั้นสุ่ย รองลงมาคือสวนสาธารณะต้าอัน นอกจากนี้ บริเวณที่มีการรวมตัวของนกพิราบป่า 8 อันดับแรกล้วนมีมากกว่า 100 ตัวทั้งนั้น หลินเหวยถิง(林韋廷)นศ.ปริญญาเอก คณะป่าไม้มหาวิทยาลัยไต้หวันบอกว่า จุดสำคัญ “นกพิราบ” หนาแน่น ด้วยเหตุผลเดียว มีของกิน มีคนให้อาหาร สังเกตว่าสถานที่ประชาชนให้อาหารนกเป็นประจำ จำนวนของนกพิราบป่าก็จะมีมากขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น จำนวนที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลต่อความเป็นอยู่ของนกเขาหรือนกท้องถิ่นอื่นๆ และไม่กี่ปีนี้ ยังได้รับคำร้องเรียนจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากนกพิราบบ่อยๆ ด้วย

    ชมนก แต่อย่าให้อาหารนก

    รัฐบาลกรุงไทเปถึงกับต้องทำกิจกรรมรณรงค์ไม่ให้อาหารนกพิราบ ให้ชมนกอย่างเดียว เพราะมันแพร่พันธุ์เร็วมาก จนส่งผลต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม จากการสำรวจพบว่า หากประชาชนหยุดให้อาหารนก จะช่วยลดจำนวนประชากรนกพิราบป่าได้ดีที่สุด หลินเหวยถิงยังบอกด้วยว่า จากปีที่แล้วได้ทำการสำรวจโดยคัดเลือกบริเวณที่ประชาชนร้องเรียนว่ามีนกพิราบรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก โดยใช้กล้องส่องทางไกลและเครื่องนับจำนวน สำรวจ 4 ครั้ง/พื้นที่ พบว่าที่ศาลเจ้ากวนตู้มีนกพิราบมากที่สุด 371 ตัว รองลงมาที่สวนสาธารณะต้าอันจำนวน 221 ตัว สวนสาธารณะสนามม้า(หม่าฉ่างติง) 145 ตัว สวนสาธรณะเหอผิง 141 ตัว สวนสาธารณะริมแม่น้ำกวนซัน 134 ตัว ริมแม่น้ำจิ๋งเหม่ย 110 ตัว สะพานหมินเฉวียน 109 ตัว อนุสรณ์สถานเจียงไคเช็ก 103 ตัว อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจพบว่าบางสถานที่มีนกพิราบป่ารวมตัวอยู่มาก แต่ว่าประชาชนไม่ค่อยซีเรียส อย่างที่เกาะเซ่อจื่อ สาเหตุเป็นเพราะว่าความหนาแน่นของประชากรน้อยกว่า ประชาชนคุ้นเคยกับนกพิราบ ยอมรับได้ แต่ก็ใช่ว่าไม่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมความเป็นอยู่ ส่วนพื้นที่นกพิราบป่ารวมตัวอยู่มากที่สุดอย่างศาลเจ้ากวนตู้ เป็นเพราะว่าคนในท้องที่ขายอาหารนกให้กับนักท่องเที่ยวแล้วนำไปเลี้ยงนก การขายอาหารนกก็ถือเป็นรายได้ของคนในท้องถิ่นด้วย

    หลินเหวยถิงบอกด้วยว่า จากการสังเกตหลายปีที่ผ่านมา คนที่อาศัยอยู่ในกรุงไทเปที่ให้อาหารนกจะมีการรวมตัวเป็นองค์กร ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับความเชื่อด้านศาสนา มีบางพื้นที่ในเวลาประมาณตี 3-4 ของช่วงหัวรุ่ง มีคนนำกระสอบป่านใส่อาหารโปรยให้นกพิราบป่ากิน แถมถุงกระสอบป่านที่ใส่อาหารยังเขียนคำว่า “โฝ-佛”ที่แปลว่าพระพุทธเจ้าด้วย ช่วงเดือนพ.ค.ปีนี้ที่มีการระบาดของโควิด 19 ในไต้หวันรุนแรงขึ้น มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันปิดไม่ให้คนนอกเข้าไปในเขตมหาวิทยาลัย จากการสังเกตพบว่า นกพิราบป่าที่อยู่ในเขตมหาวิทยาลัยมีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้เด่นชัด เพราะฉะนั้น การที่ผู้คนไม่ให้อาหารนกจะเป็นการป้องกันการรวมตัวของนกได้ อย่างที่เมืองมาดริด เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศสเปนยังมีนโยบายห้ามให้อาหารนกพิราบป่า จำนวนประชากรนกพิราบป่าลดลงอย่างเห็นได้เด่นชัดเลยทีเดียว

    หลายพื้นที่ในกรุงไทเปถูกนกพิราบป่ายึดครอง สร้างปัญหาทำให้สิ่งแวดล้อมสกปรก

    ในไต้หวัน มีการนำเข้านกพิราบมาเลี้ยงเป็นเพราะว่ามีกิจกรรมแข่งขัน หลายสิบปีที่ผ่านมา นกพิราบหลงทาง หลุดรอดออกจากกรงโบยบินอยู่ข้างนอก เมื่อได้รับอาหารที่ชาวบ้านให้ก็ทำให้มีการแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว ในกรุงไทเปส่วนใหญ่ตึกรามบ้านช่องสร้างสูง ทำให้เป็นที่ซุกทำรังของนกพิราบได้ดี ประกอบกับสภาพอากาศของไต้หวันเหมาะต่อการอยู่อาศัย เมื่อมีอาหารอุดมสมบูรณ์ ใน 1 ปีก็จะมีการสืบพันธุ์อย่างน้อย 3-4 ครั้ง  แต่เนื่องจากนกพิราบป่าเป็นสัตว์ต่างถิ่น จะส่งผลต่อความเป็นอยู่ของนกในถิ่นกำเนิดเดิม เวลาที่มันต้องการหาคู่ มันจะขับไล่นกชนิดอื่น ขณะเดียวกัน ตอนที่นกพิราบจิกอาหารหากินตามพื้น หากมีนกชนิดอื่นอยู่ด้วย มันก็จะขับไล่ให้ไปที่อื่นเพราะไม่ต้องการให้นกอื่นมาแย่งอาหารด้วย แม้การให้อาหารสัตว์ป่าในบริเวณสวนสาธารณะของกรุงไทเปมีการออกกฎหมายมาควบคุม โดยตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.ปีนี้ เริ่มมีมาตรการปรับตั้งแต่ 1,200-6,000 เหรียญไต้หวัน หวงสูหรู(黃淑如)ผอ.กองดูแลสวนสาธารณะบอกว่า ประชาชนชอบให้อาหารนกพิราบ กระรอก หรือปลา เต่าที่อยู่ในสระเขตสวนสาธารณะ ในจำนวนนี้ที่บริเวณสวนสาธารณะต้าอันจะมีความรุนแรงมากที่สุด ประเภทของสัตว์ที่ให้อาหารก็มีจำนวนมากที่สุดด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าสัตว์เหล่านี้กินอาหารไม่หมดก็จะสร้างปัญหาให้สิ่งแวดล้อม ทำให้สกปรก ทำให้น้ำเสีย จนเกิดปัญหามลภาวะ แถมยังดึงดูดหนูมาอยู่เพิ่มมากขึ้น ส่วนประชากรกระรอกที่เพิ่มขึ้นนั้น มันจะกัดแทะเปลือกต้นไม้ ทำให้ต้นไม้ กิ่งไม้หักหรือตาย จนอาจส่งผลความปลอดภัย นกพิราบป่าที่เพิ่มขึ้นก็จะถ่ายมูลส่งกลิ่นเหม็น หรืออาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรค เช่น โรคสมองอักเสบจากเชื้อรา โรคไข้หวัดนกจากเชื้อไวรัส โรค Q fever (โรคไข้คิว) ทำให้ปอดอักเสบ เป็นต้น ที่สำคัญ ผู้คนไม่น้อยยังมีความเครียดที่เกิดจากการสร้างความรำคาญของนกพิราบ ภาครัฐอาจต้องเข้ามาสนับสนุนศึกษาค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับวงจรชีวิตนกพิราบอย่างจริงจัง เพื่อควบคุมปริมาณของนกไม่ให้มากเกินไป จนเกิดปัญหาสุขภาพชีวิตของประชาชนได้

    ป้ายรณรงค์ไม่ให้อาหารนกพิราบ

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน 2564

    ชานางงามบูรพา คว้ารางวัลสูงสุด 3 ดาว ในงาน “Great Taste Awards ปี 2021”

    วันนี้มีเรื่องของชานางงามบูรพาของไต้หวันมาเล่าสู่กันฟัง เพราะว่าล่าสุด จางเจียฉี(張家齊) ผู้ผลิตชารุ่นใหม่ที่ตำบลโถวเฟิ่น เมืองเหมียวลี่ ได้ผลิตชานางงามบูรพาหรือตงฟางเหม่ยเหรินฉาแล้วนำผลงานเข้าไปประกวดในงาน “Great Taste Awards ปี 2021” ที่ประเทศอังกฤษ ได้รับรางวัลสูงสุด 3 ดาว การประกวดชาในครั้งนี้มีประเทศที่เข้าร่วมแข่งขันจากทั่วโลกทั้งหมด 108 ประเทศ จำนวน 14,113 รายการ ซึ่งการแข่งขันที่มีการประชันผลงานกันอย่างเข้มข้นที่สุดก็คือกลุ่มประเภทชา และมีเพียง 3 รายการเท่านั้นที่ได้รับรางวัลสูงสุด 3 ดาว ในจำนวนนี้เป็นชานางงามบูรพาของจางเจียฉี 2 รายการ กล่าวได้ว่า การได้รับรางวัลชาคุณภาพดีในครั้งนี้ทำให้ทั่วโลกได้เห็นศักยภาพการผลิตชาของไต้หวันไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว จางเจียฉีเคยนำผลงานชาดำหรือแบล็กทีเข้าประกวดในงาน Great Taste Awards ปี 2019 ได้รับรางวัลกิตติมศักดิ์ 3 ดาว ขณะเดีวกันยังได้นำชานางงามบูรพาเข้าประกวดด้วย แต่ว่าได้รับรางวัลแค่ 1 ดาวเท่านั้น ต่อมาในปี 2020 จางเจียฉีได้นำผลงานชานางงามบูรพาเข้าไปประกวดอีกครั้ง โดยครั้งนี้ได้รับรางวัล 2 ดาวด้วย คณะกรรมการตัดสินให้ความเห็นว่า ไต้หวันเป็นเกาะที่มีผู้คนผลิตชาเก่ง หากความหอมของชานางงามบูรพาเด่นขึ้นอีกนิดก็จะยิ่งดี จางเจียฉีคิดว่า ชานางงามบูรพาเป็นตัวแทนเครื่องดื่มของไต้หวัน เพราะฉะนั้น จึงเพิ่มความพิถีพิถันในการปรับเทคนิคการบ่มชา จนในที่สุดได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการตัดสิน 500 ท่าน เลยได้รับรางวัลอันทรงคุณค่าสูงสุด 3 ดาวในปีนี้

    ชาดำของนายจางเจียฉี ได้รับรางวัลกิตติมศักดิ์ 3 ดาว ในปี 2019

    ชานางงามบูรพาที่นำไปเข้าร่วมแข่งขัน 2 รายการในครั้งนี้ เป็นชาพันธสัญญาที่เก็บเกี่ยวในช่วงต้นเดือนมิ.ย.และปลายเดือนมิ.ย. ซึ่งชาที่เก็บเกี่ยวในช่วงปลายเดือนมิ.ย.เมื่อนำมาผลิตชาจะมีกลิ่นหอมของดอกไม้ เพราะฉะนั้น จางเจียฉีจึงตั้งชื่อชานี้ว่า “Flower god lora” คณะกรรมการตัดสินรู้สึกแปลกมากที่ชานางงามบูรพาที่ผลิตโดยจางเจียฉีมีกลิ่นหอมของแชมเปญ กุหลาบ ท้อหวานและกลิ่นหอมของผลไม้อื่นๆที่หลากหลายอย่างเด่นชัด จางเจียฉีบอกว่า เนื่องจากช่วงต้นปีนี้ประสบภาวะขาดแคลนน้ำ ทำให้การเก็บเกี่ยวชาในช่วงต้นเดือนมิ.ย.ได้รับผลกระทบ แต่อย่างไรก็ตาม การส่งข้อมูลเข้าประกวดของงาน Great Taste Awards ก็ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิดเช่นกัน จึงทำให้มีการยืดเวลาการจัดงานออกไปด้วย เพราะฉะนั้น เขาจึงนำชาที่เก็บเกี่ยวในช่วงปลายเดือนมิ.ย.ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเข้าไปประกวด จนทำให้เขาได้รับรางวัล 3 ดาว ส่วนชาที่เก็บเกี่ยวในช่วงต้นเดือนมิ.ย. ผลิตเป็นชานางงามบูรพานั้นก็ยังไม่ได้ตั้งชื่อ ถือเป็นชาที่มีความหอมเช่นกัน แต่ว่าเวลาที่ชงออกมาแล้วความหวานจะน้อยกว่า เพราะฉะนั้น เดิมทีไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับรางวัล แต่หลังจากที่คณะกรรมการแนะนำวิธีการชงแล้ว กลับได้รับรางวัลสูงสุดคือ 3 ดาว

    ชานางงามบูรพาของไต้หวันรสชาติอร่อย หอมละมุน

    ที่ผ่านมา การพิจารณาว่าเป็นชาเกรดดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับคุณภาพของวัตถุดิบที่นำมาผลิตชาโดยครองสัดส่วน 70-80% รองลงมาคือเทคนิคการผลิตชา แต่ว่าไม่กี่ปีนี้ เนื่องจากอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คุณภาพของใบชาที่ใช้เป็นวัตถุดิบผลิตชามีความไม่คงตัว เพราะฉะนั้น จางเจียฉีจึงได้ทุ่มเทวิจัยพัฒนาศิลปะการบ่มชา ยกระดับเทคนิคการบ่มชาเพิ่มขึ้น ครองสัดส่วน 50%  จึงดึงมาตรฐานชาให้สูงขึ้นและมีคุณภาพคงที่ ปัจจุบัน จางเจียฉี อายุ 36 ปี เดิมเป็นคนที่ไม่รู้จักชาเท่าไร แต่เข้าสู่วงการผลิตชาตอนที่หาความรู้เพิ่มจากมหาวิทยาลัยครูซือต้า และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสิ่งอู๋ เขาได้สร้างแบรนด์  “FormoCha” เอง แล้วนำไปฝากขายที่ร้านชาของคุณพ่อ จางเจียฉีบอกว่า Great Taste Awards ประกาศผลตั้งแต่เดือนต.ค. แต่ว่ารางวัลยังส่งมาไม่ถึง ชาที่ได้รับรางวัลทั้ง 2 รายการคาดว่าจะนำมาขายในท้องตลาดในช่วงปลายเดือนพ.ย. แต่เนื่องจากปริมาณของชาที่ได้รับรางวัลมีผลผลิตเพียงอย่างละ 20 ชั่ง( 12 กก.) คาดว่าจะนำมาแพคเป็นห่อเล็กน้ำหนัก 30 กรัม/ห่อ โดยขายกรัมละ 30 เหรียญไต้หวัน เพราะต้องการให้ผู้บริโภคได้ลิ้มรสชาอร่อย ต้องการแบ่งปันความสำเร็จให้กับผู้คน ซึ่งถ้าจะถามว่า Great Taste Awards คือรางวัลอะไร จัดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร ถ้าเปรียบเทียบกับวงการภาพยนตร์ การที่เราจะเลือกดูหนังอะไรดีๆ สักเรื่องหนึ่ง ถ้าหนังเรื่องนั้นได้รับรางวัลออสการ์การันตี ก็ทำให้เรามั่นใจว่าหนังเรื่องนั้นต้องน่าดูน่าชมแน่นอน ซึ่งในวงการอาหารและเครื่องดื่มก็เช่นกัน Great Taste Award เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1994 ณ ประเทศอังกฤษ โดย Guild of Fine Food เพื่อการันตีผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่มีความพิถีพิถันในการผลิต เลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและรสชาติดี ตัดสินโดยคณะกรรมการที่เชี่ยวชาญในวงการอาหารและเครื่องดื่ม เพราะฉะนั้น ชานางงามบูรพาของนายจางเจียฉีได้รับ Great Taste Award ถือเป็นชาที่ไม่ธรรมดาที่ควรค่าแก่การลิ้มรสและลองดื่ม

    นายจางเจียฉี ยกระดับเทคนิคการบ่มชาเพิ่มขึ้นเป็น 50% ทำให้คุณภาพชาคงที่

    ชานางงามบูรพาหรือบางคนอาจเรียกว่าชาสาวงามแห่งดินแดนตะวันออก ภาษาจีนเรียกว่า ตงฟังเหม่ยเหรินฉา(東方美人茶) ส่วนภาษาอังกฤษเรียกว่า Oriental Beauty Tea เป็นชาชนิดหนึ่งที่มีชื่อเสียงของไต้หวัน มีสีสวย รสชาตินุ่มนวล กลิ่นหอมหวนรัญจวนชวนดื่ม ราคาแพง เพาะปลูกในพื้นที่เขตซินจู๋และเหมียวลี่ของไต้หวันที่มีความอุดมสมบูรณ์ ความสูงเหนือระดับน้ำทะเลไม่มากประมาณ 300-400 เมตร ได้รับลมมรสุมจากทางทะเลจีนตะวันออกและจากทะเลญี่ปุ่น ด้วยสภาพภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม เป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการเจริญงอกงามของต้นชาเป็นอย่างดี ช่วงเวลาเหมาะสมในการเด็ดใบชาชนิดนี้คือช่วงที่อากาศร้อนที่สุดในไต้หวัน คือช่วงเดือน มิย.-กค. หรือช่วงก่อนหรือหลังเทศกาลตวนอู่ประมาณ 10 วัน จุดเด่นของชาชนิดนี้คือ เมื่อเพลี้ยจักจั่นสีเขียว (Jacobiasca formosana) เจาะน้ำเลี้ยงใบอ่อนของชา ต้นชาจะหลั่งสารที่มีรสเปรี้ยวและกลิ่นหอมน้ำผึ้ง แมลงชนิดนี้ทำให้ชารสชาติดีเยี่ยม กลิ่นหอมจนสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียแห่งอังกฤษทรงชื่นชมอย่างมากถึงกับตั้งชื่อว่า “ชานางงามบูรพา” นั่นเอง

    รางวัลที่นายจางเจียฉีได้รับจากการประกวด "Great Taste Awards"

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน 2564

    วันนี้มีเรื่องของอีกัวนาเขียวหรือกิ้งก่ายักษ์สีเขียวหรือกรีนอีกัวนามาเล่าสู่กันฟัง เพราะว่าช่วงนี้เกษตรกรในไต้หวันได้รับผลกระทบจากอีกัวนาเขียวไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกษตรกรเมืองผิงตงที่ปลูกถั่วแดง หลังจากที่ยอดอ่อนของต้นถั่วแดงงอกออกมาแล้วก็ถูกเจ้านี่กินเรียบ กองการเกษตรเมืองผิงตงชี้ว่า เกษตรกรที่ปลูกถั่วแดงในตำบลว่านตันต่างโอดครวญกันไปตามๆ กัน พื้นที่ปลูกถั่วแดงหลายตำบลบริเวณใกล้แม่น้ำตงกั่ง รวมทั้งตำบลว่านตันซึ่งเป็นแหล่งปลูกถั่วแดงมีชื่อ ถูกอีกัวนาเขียวกินยอดที่งอกใหม่ไปจำนวนไม่น้อย หน่วยงานเกษตรได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปจับได้หลายตัว เจิ้งหย่งอวี้(鄭永裕) ผอ.กองการเกษตรบอกว่า อีกัวนาเขียวที่จับได้ส่วนใหญ่มีลำตัวยาวกว่า 1 เมตรขึ้นไป ซึ่งสถิติของกรมป่าไม้ระบุ ปี 2020 ปริมาณอีกัวนาเขียวทั่วไต้หวันที่ถูกกำจัดไปมีจำนวนทะลุหลักหมื่นเป็นครั้งแรก มีมากกว่า 14,000 ตัว โดยที่เมืองผิงตงจำนวนที่ถูกกำจัดไปมากที่สุด มีจำนวนกว่า 8,400 กว่าตัว ส่วนในปีนี้(2021) จนสิ้นสุดวันที่ 25 เดือนต.ค. ได้กำจัดทำลายสถิติ มีจำนวนมากกว่า 8,700 ตัว ในจำนวนนี้ ที่ตำบลว่านตันกำจัดไปแล้ว 3,018 ตัว และมีปริมาณมากกว่าปีที่แล้วด้วย กล่าวได้ว่า ใน 2 ปีนี้ได้กำจัดอีกัวนาเขียวไปเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ตำบลว่านตันเมืองผิงตงถือเป็นแหล่งปลูกถั่วแดงที่สำคัญของไต้หวัน พื้นที่เพาะปลูกที่นี่ประมาณ 1,278 เฮกตาร์ ปริมาณการผลิต 3,000 ตัน เป็นตำบลที่มีการปลูกถั่วแดงมากที่สุดในไต้หวัน สำหรับการปลูกถั่วแดงนั้น เริ่มหว่านเมล็ดระหว่างปลายเดือนก.ย.จนถึงต้นเดือนต.ค. ประมาณปลายเดือนต.ค.ถึงต้นพ.ย.ถือว่าใบอ่อนของถั่วแดงกำลังงอกงาม อีกัวนาเขียวชอบกินเพราะใบอ่อนอร่อยที่สุด  ปีก่อนๆ อีกัวนาก็ชอบกิน แต่ว่าปีนี้รุนแรงที่สุด ซึ่งในความเป็นจริง อีกัวนาเขียวไม่เพียงแต่ชอบกินยอดใบของต้นถั่วแดง พืชอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ยอดพืชอะไร ดอกไม้ ผลไม้ ก็จะกินทั้งนั้น

    อีกัวนาเขียวบุกกินยอดถั่วแดง ปีนี้รุนแรงที่สุด

    อีกัวนาเขียวเป็นสัตว์ที่ได้รับความนิยมนำมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง เป็นกิ้งก่าขนาดใหญ่ มีลำตัวสีเขียว ปกคลุมไปด้วยเกล็ด  จุดเด่นคือ มีเกล็ดแผ่นใหญ่เป็นรูปวงกลม อยู่บริเวณแก้มทั้งสองข้าง  แม้ว่ามีชื่อเรียกว่า อีกัวนาเขียว แต่สีเกล็ดยังมีปัจจัยที่ขึ้นอยู่กับอายุ และปัจจัยที่สร้างความผันแปร เช่น สภาพอารม สุขภาพ อันดับในกลุ่ม และอุณหภูมิของพื้นที่ที่ร่างกายอีกัวนาจะต้องปรับตัว ถ้าอากาศหนาวเย็นสีเกล็ดจะออกคล้ำ ส่วนในช่วงอากาศร้อนสีเกล็ดจะลดความเข้มลง นอกจากนี้ อีกัวนายังมีขาที่ทรงพลังที่ทำให้มันสามารถปีนป่ายได้รวดเร็ว มีหางยาวเกือบ 2 ใน3  ของความยาวทั้งหมด  หางมีประโยชน์มากมาย เช่น รักษาสมดุลในการปีนป่าย  ใช้เป็นอาวุธป้องกันตัว มีคุณสมบัติงอกใหม่ได้

    อีกัวนาเขียวมีลำตัวยาว 1-2 เมตร

    สำหรับในไต้หวันการนำเข้าอีกัวนาเขียวมาเลี้ยง เดิมเพื่อเป็นสัตว์เลี้ยงดูเล่น ถือเป็นสัตว์ต่างถิ่น แต่หลังจากที่ตัวโตแล้ว ลำตัวยาว 1-2 เมตร คนที่เลี้ยงเบื่อไม่อยากเลี้ยง ตัวใหญ่เกินไปดูแลยาก และมีความดุร้ายเพิ่มขึ้นตามอายุและช่วงผสมพันธุ์ ทำให้ผู้เลี้ยงบางคนตัดสินใจปล่อย หรือนำไปทิ้งตามคลองระบายน้ำ ตามไร่ตามนา ตามป่าตามเขา แต่เนื่องจากสิ่งแวดล้อมของไต้หวันเหมาะกับการเจริญเติบโต และไม่มีศัตรูที่มาทำลายเพราะไต้หวันไม่ใช่ถิ่นกำเนิดเดิม มีความทน ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี จึงแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขตพื้นที่ภาคใต้ของไต้หวันที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เจิ้งหย่งอวี้ ผอ.กองการเกษตรบอกว่า ถ้าสิ่งแวดล้อมเหมาะสม ใน 1 ปี มันจะมีการแพร่พันธุ์ถึง 2 ครั้ง  ซึ่งภาคใต้ของไต้หวันมีแหล่งน้ำและอาหารอุดมสมบูรณ์จึงทำให้แพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว กองการเกษตรชี้ การกำจัดแม้เพิ่มขึ้น แต่ว่ามันก็ขยายพันธุ์เร็วและยังมีจำนวนมาก หากประชาชนจับได้ สามารถนำไปแลกผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรกับหน่วยงานรัฐ แต่ถ้าเห็นอีกัวนาเขียวอยู่ในป่า ทุ่งนา หรือตามแม่น้ำลำคลอง สามารถโทรแจ้ง 1999 ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่น จากนั้นจะส่งเจ้าหน้าที่ไปกำจัดหรือหาวิธีป้องกันไม่ให้มันแพร่พันธุ์อีก แม้อีกัวนาเขียวมันไม่ทำร้ายประชาชน แต่ว่ามันตัวใหญ่ ทำให้ผู้คนกลัว ตกอกตกใจได้ และมันจะกินผักใบ พืชผลทางการเกษตร หรือยอดอ่อนที่ชาวสวนปลูก สร้างความเสียหายพืชผลเศรษฐกิจ โดยตั้งแต่ปี 2019 รัฐบาลทุ่มงบประมาณเกือบหนึ่งล้านเหรียญไต้หวันเพื่อกำจัด มาในปีนี้ของบประมาณเพิ่มอีก 2 ล้านเหรียญไต้หวัน เพื่อใช้ในการตรวจหาและกำจัด

    เมืองผิงตงจับอีกัวนาเขียวได้ปีละเกือบ 4,000 ตัว

    หลายปีที่ผ่านมา จำนวนอีกัวนาเขียวเพิ่มขึ้นมาก รัฐบาลมีโครงการให้ผู้ที่เลี้ยงลงทะเบียนกับรัฐเพื่อควบคุมการเลี้ยง โดยจัดให้ลงทะเบียนในระยะเวลาที่กำหนด หากฝ่าฝืนจะถูกปรับสูงสุดถึง 60,000 เหรียญไต้หวัน และรัฐยังผลักดันโครงการกำจัดอีกัวนาเขียวที่อยู่ในป่า เพราะส่งผลต่อระบบนิเวศของไต้หวันอย่างรุนแรง หลายคนใช้วิธีกำจัดแบบไร้มนุษยธรรม อย่างเช่น ใช้ประทัดยัดเข้าไปในปากอีกัวนาแล้วจุดให้ระเบิดจนถึงแก่ความตาย หรือใช้ธนูยิงทะลุลำตัว เป็นต้น จนทำให้กลุ่มอนุรักษ์สัตว์ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลดูแลในเรื่องนี้ และหามาตรการยุติการทรมานสัตว์ด้วยวิธีการต่างๆ อีกทั้งใช้มาตรการควบคุมที่ต้นตอ ซึ่งทางกรมป่าไม้ชี้ว่า การควบคุมที่ต้นตอถือว่าสำคัญมาก จากเดิมมีข้อห้ามนำเข้าสัตว์เพียง 501 ชนิด มาในปีนี้(2021) มีการเพิ่มรายชื่อห้ามนำเข้าสัตว์ประเภทต่างๆ มีจำนวนทั้งหมดกว่า 2,500 ชนิดแล้ว

    15 min

About ที่นี่ไต้หวัน

From the publisher's feed

ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน