
Sign up to save your podcasts
Or


ในครั้งนี้ขอนำเรื่องของพืชสมุนไพรจีนชนิดหนึ่งที่ปลูกในไต้หวันโดยเกษตรกรรุ่นใหม่นั่นก็คือ “ตานเซิน丹參” เล่าสู่กันฟัง ค่ะ ตานเซินก็เป็นสมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง มีชื่อเรียกกันหลายอย่างในภาษาจีนกลาง บ้างก็เรียกว่า ชื่อเซิน-赤參,ซานเซิน山參,หงเกิน紅根 ฯลฯ ตานเซินเป็นพืชที่ใช้รากเป็นยาในตำรายาจีน รากเปลือกนอกสีน้ำตาล หรือสีแดงเข้มราวกับปะการัง หยาบเป็นรอยย่น สรรพคุณช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด รักษาอาการนอนไม่หลับ โรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีสรรพคุณรักษาประจำเดือนมาไม่ปกติที่ดีมาก จนได้รับฉายาว่า “ยาตัวเดียว สรรพคุณเหมือนยา 4 ตัว ในตำรับยา ซื่ออู้ทัง (四物湯) ที่ประกอบด้วย ตังกุย (當歸), สูตี้ (熟地), ไป๋สาว (白芍), ชวนทรวง (川芎)
รากตานเซินสด เปลือกนอกแดงเข้มราวกับปะการังแดง
ฤดูกาลของตานเซินในไต้หวันคือ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนจนถึงช่วงเทศกาลตรุษจีน ปัจจุบัน ในไต้หวันมีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ปลูกตานเซินได้รับฉายา “เจ๊ตานเซิน丹參姐姐” แต่ชื่อจริงของเธอคือ “เยี่ยจื่อหยุน葉芷妘” สาเหตุที่เธอหันมาปลูกตานเซินเพราะตอนที่ทำงานอยู่ที่สวนวิทยาศาสตร์ซินจู๋ โชคดีที่ได้รู้จักสรรพคุณของตานเซิน หลังลองกิน สภาพร่างกายเปลี่ยนแปลงดีขึ้น จึงตัดสินใจกลับบ้านเกิดที่จงลี่ นครเถาหยวน ปลูกตานเซินออร์แกนิค และสร้างแบรนด์สินค้าของตัวเองชื่อ “草本誠食Honest Herbal” โดยในปี 2017 ได้เข้าร่วมโครงการด้านการเกษตรที่เถาหยวน เรียนรู้เรื่องการเกษตรอย่างจริงจัง ปี 2021 สามีของเธอคือคุณจางเจี๋ยเวย(張絜威) ตัดสินใจลาออกจากบริษัทเทคโนโลยีแล้วเข้าร่วมโครงการเรียนรู้การเกษตรด้วยกัน
จางเจี๋ยเวย ลาออกจากบริษัทเทคโนโลยี ปลูกตันเซินเอง
มีคำถามว่า ตานเซินที่ปลูกในไต้หวันขายได้ดีหรือไม่? ราคาสูง สามารถแข่งขันกับการนำเข้าหรือไม่? ยกตัวอย่าง สถิติการนำเข้าปี 2021 มีทั้งหมด 140.7 ตัน โดยทั้งหมดมาจากจีน เพื่อคำนึงถึงยาฆ่าแมลงที่ตกค้างและมีการเติมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ป้องกันการเน่าเสียที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ในสมุนไพรที่นำเข้าจากจีน ตั้งแต่ปี 2005 สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตฮัวเหลียนเริ่มทดลองเพาะปลูกตานเซิน และแนะนำเกษตรกรปลูก ดังนั้นเมืองฮัวเหลียนจึงเป็นแหล่งผลิตตานเซินที่สำคัญของไต้หวัน จางโถงอู๋(張同吳) เจ้าหน้าที่วิจัยสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชบอกว่า ตานเซินที่ปลูกในไต้หวันมีคุณภาพดี สด ขายในราคาเริ่มต้น 500 เหรียญไต้หวัน/น้ำหนัก 1 กิโลกรัม เทียบกับตานเซินแห้งที่นำเข้ากก.ละ 100-200 เหรียญไต้หวัน ถือว่าสูงกว่ามาก แต่ถ้าเปรียบเทียบสรรพคุณทั้งสองแล้ว ตานเซินที่ปลูกในเมืองฮัวเหลียนจะมี Salvianolic acid B ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่า 2.5 เท่า ส่วนสารยับยั้งการอักเสบ Tanshinone IIA มีมากกว่า 16 เท่า อีกทั้งผู้ประกอบการไม่ต้องเสียค่าขนส่งนำเข้า ลดต้นทุนการเก็บรักษา โดยแข่งขันกับตานเซินที่นำเข้าได้
ผลิตภัณฑ์ตานเซิน แบรนด์ 草本誠食-Honest Herbal
ตานเซิน เหมาะต่อการปลูกในพื้นที่มีแสงแดดเพียงพอ พื้นดินที่ชุ่มชื้น ทั่วไต้หวันล้วนปลูกได้ แต่มีขีดจำกัดในเรื่องของกฎหมาย ผู้ประกอบการที่ขายหรือนำเข้าต้องมีใบอนุญาตขายยาจีน เกษตรกรทั่วไปที่ปลูกตานเซินขายได้เฉพาะผลผลิตสดหรือสินค้าแปรรูปแล้ว การพัฒนาธุรกิจมีขีดจำกัด ส่วนใหญ่ขายให้กับร้านอาหาร บริษัทเทคโนโลยี หรือลูกค้าที่บ้าน นอกจากนี้ เมล็ดพันธุ์หาซื้อยาก คุณจางเจี๋ยเวยและภรรยาตัดสินใจปลูกเองและเก็บต้นที่แข็งแรงเอาไว้ทำพันธุ์ในรุ่นต่อไป ซึ่งสินค้าแปรรูปที่บริษัทขายได้แก่ ซุปไก่สกัดใส่ตานเซิน โดยซุปนี้ยังนำไปตุ๋นกับไข่ ต้มกับข้าวต้ม หรือทำเป็นหัวเชื้อซุปได้ นอกจากนี้ ยังร่วมกับบริษัทฝูโซ่ว(福壽實業) ผลิตซุปไก่สกัดใส่ตานเซินออร์แกนิค อีกทั้งยังพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม เหมาะสำหรับคนที่นอนไม่หลับ หรือผู้สูงอายุที่ไม่ต้องการดื่มคาเฟอีน นอกจากนี้ ยังเชิญชวนเกษตรกรรุ่นใหม่เข้ามาอยู่ในทีม ร่วมกันปลูกตานเซิน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วย
ในครั้งนี้ขอนำเรื่องของเห็ดปุยฝ้ายมาเล่าสู่กันฟัง เมื่อได้ยินชื่อเห็ดนี้แล้ว หลายคนคงไม่เคยกินและไม่เคยเห็น เนื่องจากเป็นเห็ดที่หน้าตาแปลก เห็นแล้วต้องหลงใหล หัวเห็ดเป็นรูปทรงกลม มีเส้นฟูคล้ายกับปุยฝ้าย สีขาวสะอาด จึงเป็นที่มาของการเรียกชื่อเห็ดชนิดนี้ แต่คนไทยจะเรียกว่า เห็ดภู่มาลา หรือเห็ดหัวลิง ซึ่งเรียกเห็ดหัวลิงน่าจะใช้ชื่อเรียกตามภาษาจีน เพราะในภาษาจีนเรียกว่า “โหวโถวกู猴頭菇” ภาษาอังกฤษเรียกว่า Monkey’s Head หรือ Lion’s Mane ที่แปลว่า แผงขนบนคอสิงโต คนญี่ปุ่นเรียกว่า ยามาบูชิตาเกะ( Yamabushitake) แปลว่า ผู้หลับใหลอยู่ในหุบเขา ซึ่งเห็ดปุยฝ้าย จัดเป็นอาหารบำรุงที่มีประโยชน์กับร่างกาย มีโปรตีนสูง มีสรรพคุณทางยาสูงที่มักใช้เป็นสมุนไพร ยับยั้งเซลมะเร็ง เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน รักษาแผลในกระเพาะและลำไส้
เห็ดปุยฝ้ายหรือเห็ดหัวลิง
แต่ที่ผ่านมา ไต้หวันระงับการนำเข้าเห็ดปุยฝ้ายจากจีน 1 เดือน เนื่องจากสุ่มพบสารตกค้างที่ไม่ได้รับอนุญาตใช้ในเห็ดปุยฝ้ายหลายครั้ง แพทย์แผนกโรคไตชี้ว่า การกินเห็ดปุยฝ้ายที่นำเข้าเป็นเวลานานจะส่งผลต่อความปลอดภัยของสุขภาพ ในความเป็นจริง ไต้หวันก็สามารถเพาะเห็ดปุยฝ้ายได้ ปัจจุบันเริ่มมีวางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้ว หลี่เหว่ยซง(李瑋崧) ผู้ช่วยวิจัยแผนกโรคพืชของสถาบันวิจัยการเกษตรบอกว่า เห็ดปุยฝ้ายต้องการสิ่งแวดล้อมที่หนาวเย็น อากาศในไต้หวันค่อนข้างร้อนชื้น ไม่ค่อยเหมาะต่อการปลูกนัก หากต้องปลูกในโรงเรือนที่ควบคุมอุณหภูมิ ต้องลงทุนสูง จึงมีเกษตรกรปลูกจำนวนน้อยบนภูเขาสูง หรือว่าปลูกในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว ยกตัวอย่าง เห็ดปุยฝ้ายที่ปลูกบนภูเขาสูงของไต้หวัน คือฟาร์มอิ๋งอิ๋ง ตั้งอยู่เขตเฉาหลิ่ง ตำบลกู่เคิง เมืองหยุนหลิน เจ้าของฟาร์มชื่อ อู๋หรูอิ๋ง(吳如瀅) ปลูกบนภูเขาสูง 1,300 เมตร และปลูกมานานเกือบ 8 ปีแล้ว เธอบอกว่า ขอเพียงมีสิ่งแวดล้อมที่ดี การดูแลก็จะไม่มีปัญหา แต่ถ้าขณะปลูกเจออุณหภูมิที่สูงขึ้น อย่างในปีนี้ต้นฤดูหนาวอบอุ่น เห็ดจะโตไม่เป็นระเบียบ จากเดิมกลมฟูๆ บริเวณโดยรอบก็จะมีเห็ดเล็กๆ ผุดขึ้นมา
อู๋หรูอิ๋ง ปลูกเห็ดปุยฝ้ายออร์แกนิคบนภูเขาสูง 1,300 เมตร
หลินหันอวี๋(林涵榆) ผู้ประกอบการเห็ดรุ่นที่ 3 บอกว่า ฟาร์มเกษตรตั้งอยู่บนพื้นที่ราบ จึงปลูกเฉพาะฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว วัสดุที่นำมาเพาะเห็ดคือขี้เลื่อย แต่ได้คำนึงถึงเชื้อราที่มีความแรง เพราะฉะนั้นขั้นตอนและอุปกรณ์ที่ใช้ในการแพ็คห่อเห็ดปุยฝ้ายจะแยกจากการแพ็คเห็ดชนิดอื่นเพื่อไม่ให้เชื้อเห็ดเกิดมลภาวะ ซึ่งทั้งคุณอู๋หรูอิ๋งและคุณหลินหันอวี๋ที่ปลูกเห็ดปุยฝ้ายล้วนปลูกแบบออร์แกนิค การปลูกต้องใส่ใจเรื่องการรดน้ำ เพราะปริมาณน้ำส่งผลต่อรูปลักษณ์ภายนอกของเห็ด ต้องการน้ำพอเหมาะ น้ำมากเกินไปไม่ได้ ท่อพ่นน้ำจะต้องมีขนาดเล็กมาก การรดน้ำต้องกระจายน้ำอย่างสม่ำเสมอ ช้าๆ สายน้ำจะต้องไม่หยุดอยู่กับที่ หากเห็ดได้รับน้ำมากเกินไปจะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นเหลืองและช้ำน้ำได้
เห็ดปุยฝ้ายแห้งจากจีน(ภาพซ้าย) ไต้หวัน(ภาพขวา)
มีคำถามว่า เห็ดปุยฝ้ายสดที่ปลูกในไต้หวันหาซื้อง่ายหรือไม่ ผู้ปลูกเห็ดทั้ง 2 ท่านคือ คุณอู๋หรูอิ๋งและหลินหันอวี๋บอกว่า เนื่องจากเห็ดปุยฝ้ายแห้งจากจีนมีราคาถูก ส่วนเห็ดปุยฝ้ายที่ปลูกในไต้หวันหากนำมาอบแห้งจะมีปริมาณน้อยไม่สามารถเทียบกับการนำเข้าได้ ในไต้หวันขายรูปแบบสดจะดีกว่า หากเปรียบเทียบเห็ดที่ผ่านการอบแห้งระหว่างเห็ดปุยฝ้ายกับเห็ดหอม เห็ดหอมสดน้ำหนัก 8-10 ชั่ง(5-6 กก.) อบแห้งแล้วได้ 600 กรัม แต่ถ้าเป็นเห็ดปุยฝ้ายสดต้องใช้ 10-12 ชั่ง( 6-7 กก.) จึงจะได้เห็ดแห้งน้ำหนัก 600 กรัม นอกจากนี้ เห็ดปุยฝ้ายสดที่ปลูกในไต้หวันน้ำหนัก 600 กรัม ขายได้ราคา 300 เหรียญไต้หวัน ดังนั้นถ้าอบแห้งให้ได้น้ำหนัก 600 กรัม ต้องซื้อในราคาอย่างน้อย 3,000 เหรียญไต้หวันขึ้นไป ถือว่าแพงกว่ามาก ส่วนเห็ดปุยฝ้ายแห้งที่นำเข้าจากจีนแค่ 250 เหรียญไต้หวันต่อน้ำหนัก 600 กรัม ถือว่าถูกมาก อย่างไรก็ตาม เห็ดปุยฝ้ายที่ปลูกในไต้หวันปลอดภัย รับประทานได้อย่างไว้วางใจ ไม่มีรสขม ปรุงอาหารง่าย นำมาฉีกเป็นเส้นๆ สำหรับทอดไข่ หรือต้มซุป หรือว่าหั่นเป็นชิ้นโตสำหรับเจี๋ยน จะมีความอร่อยมาก
แผ่นฟองเต้าหู้ หรือผิวเต้าหู้ หรือฟองเต้าหู้ ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า ยูบะ ภาษาจีนเรียกว่า “โต้วผี豆皮” เกิดจากต้มน้ำนมถั่วเหลือง หรือน้ำเต้าหู้ โดยต้มทิ้งไว้จนเกิดแผ่นฟิล์มบาง ๆ ลอยอยู่ที่ผิวด้านบน จากนั้นก็ช้อนแผ่นฟองขึ้นมาเรียกว่าฟองเต้าหู้สดนั่นเอง นิยมนำไปทำเป็นแผ่นสำหรับห่ออาหาร เช่น ห่อกุ้งหรือที่เรียกว่าแฮ่กึ๊น ห่อหอยจ๊อ หรือเอาแผ่นฟองเต้าหู้ผัดกับผัก ใส่ในแกงจืด สลัดฟองเต้าหู้ ฟองเต้าหู้ทรงเครื่อง พะโล้ ห่อม้วนเป็นชิ้นที่เรียกว่าโต้วเปา ทำเมนูได้สารพัดอย่าง แต่ข้อจำกัดของฟองเต้าหู้สดนั้น คือ มีโอกาสเสียได้ง่าย จึงมีฟองเต้าหู้แบบแห้งหลายรูปแบบที่ยืดอายุการเก็บรักษาได้นานขึ้น
ผลิตแผ่นฟองเต้าหู้ถูกหลักอนามัย ได้มาตรฐานสากล
สำหรับโรงงานแปรรูปถั่วเหลืองที่แนะนำในครั้งนี้คือ โรงงานสือเมี่ยว石廟 ตั้งอยู่ในเมืองหยุนหลิน มีการทำพันธสัญญาในรูปแบบสหกรณ์ มีประธานสหกรณ์คือ คุณเสิ่นหงจื้อ(沈泓志) เป็นโรงงานใหม่ที่เริ่มใช้ปลายปี 2021 ผ่านการรับรองจาก HACCP และ ISO22000 มีสายการผลิตที่ออกแบบป้องกันมลภาวะ พื้นที่ทำงานสอดคล้องกับเกรดของอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร ฝ้าเพดานยกสูงขึ้น มีระบบไหลเวียนอากาศดี มีการติดตั้งพัดลมเป่าอากาศไว้สำหรับให้คนที่กำลังจะเข้าห้องคลีนรูม มีเครื่องจักรคัดเลือกเมล็ดถั่วเหลือง ล้างถั่วเหลือง บดโม่เป็นน้ำเต้าหู้จนกระทั่งแยกกาก ส่วนแผ่นฟองเต้าหู้ที่ทำเสร็จจะส่งไปยังเขตบรรจุภัณฑ์ เพื่อลดอุณหภูมิแล้วเก็บไว้ในห้องแช่แข็ง ที่แต่ละขั้นตอนล้วนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีการเก็บรักษาความเย็นและเป็นระบบปิดทั้งหมด
ผลิตแผ่นฟองเต้าหู้และผลิตภัณฑ์ที่มีการทำพันธสัญญากับเกษตรกร
คุณเสิ่นหงจื้อเล่าให้ฟังว่า ตนเองได้ทุ่มเงิน 100 ล้านเหรียญไต้หวันตั้งแต่ปี 2017 ปรับปรุงและสร้างโรงงานแห่งใหม่นี้นานถึง 4 ปี จึงสำเร็จลุล่วงโดยไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเลย เขาได้นำบ้านและที่นาไปกู้เงินมาสร้างโรงงาน ช่วง 7 เดือนแรกที่เริ่มผลิตสินค้าล้วนขาดทุน จนกระทั่งไม่นานมานี้ เริ่มเสมอทุนและขายได้มากขึ้น ถั่วเหลืองที่เป็นวัตถุดิบผลิตแผ่นฟองเต้าหู้และผลิตภัณฑ์ใช้ประมาณ 500 กิโลกรัมต่อวัน กำลังการผลิต 2.5 ตัน ครองสัดส่วน 1 ใน 5 ของการผลิตที่เต็มกำลัง ซึ่งมีคำถามว่า ทำไมทำงานประจำที่อยู่ตัว แต่หันมาทุ่มเททำแผ่นฟองเต้าหู้และผลิตภัณฑ์ที่ตนไม่คุ้นเคย? คุณเสิ่นหงจื้อบอกว่า ตนเป็นลูกชาวนารุ่นที่ 3 อาศัยอยู่ที่ตำบลโต่วหนาน เมืองหยุนหลิน สมัยหนุ่มเลือกค้าขาย เพราะไม่อยากเป็นเกษตรกร จนกระทั่งคุณพ่อป่วยนอนติดเตียงบอกว่า คนทำนาทุกคนคาดหวังลูกหลานไม่ให้ขายที่นา ให้รู้จักนำมาใช้ประโยชน์และสืบทอดให้กับรุ่นต่อไป คำพูดนี้คิดวนเวียนอยู่ในใจหลังคุณพ่อเสียชีวิตแล้ว ประกอบกับเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยด้านอาหารเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้คิดว่าควรสร้างโรงงานอะไรที่ให้ผลประโยชน์ทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค จากนั้นจึงไปหาความรู้ด้านเกษตรจากสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตไถหนาน เรียนรู้การปลูกข้าวสลับกับการปลูกถั่วเหลืองเพื่อรักษาคุณภาพดินและเพิ่มรายได้ของเกษตรกร ในที่สุด ตัดสินใจผลักดันการปลูกถั่วเหลือง และอยากจะสร้างโรงงานผลิตแผ่นฟองเต้าหู้และผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานสากล
แผ่นฟองเต้าหู้และผลิตภัณฑ์ ตรวจสอบย้อนกลับได้
ปี 2021 เขาได้ปลูกถั่วเหลืองเองและยังทำเกษตรพันธสัญญากับเกษตรกรตำบลอี้จู๋ เมืองเจียอี้ และเขตกวนอินของนครเถาหยวนในพื้นที่ 70 เฮกตาร์ โดยปลูกถั่วเหลืองสายพันธุ์เกาสงเสี่ยนเบอร์ 10 เป็นหลัก คุณเสิ่นหงจื้อ ผู้ซึ่งเป็นประธานสหกรณ์ มักจะเข้าใจและรับรู้ปัญหาของเกษตรกร มีโอกาสก็จะไปพูดคุยกับเกษตรกร เพื่อสร้างระบบที่เป็นหนึ่งเดียว ตั้งแต่การปลูก การขาย และส่งให้กับโรงงานเพื่อผลิตแผ่นฟองเต้าหู้และผลิตภัณฑ์ ซึ่งแผ่นฟองเต้าหู้ 1 กล่องน้ำหนัก 450 กรัม ผลิตจากถั่วเหลือง non gmo ที่ปลูกในประเทศ ขายราคา 140 เหรียญไต้หวัน ในขณะที่แผ่นฟองเต้าหู้ที่ผลิตจากถั่วเหลือง non gmo ที่นำเข้ามาจากแคนาดาขายในราคา 120 เหรียญไต้หวัน ถือว่าห่างกันเล็กน้อย ปัจจุบันช่องทางการขายคือร้านค้าของสหกรณ์ในเมืองต่างๆ ทั่วไต้หวัน มีผลประกอบการดี จากสถิติพบว่า ลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ปลูกในประเทศกับนำเข้าจากแคนาดาสัดส่วนเท่ากับ 7 ต่อ 3 แสดงว่าผู้บริโภคเลือกแหล่งที่มาที่ผลิตในประเทศมากกว่า เหตุผลเพราะอร่อยกว่า และยังเป็นการสนับสนุนเกษตรกรในไต้หวันด้วย
แผ่นฟองเต้าหู้นำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู
ผักบุ้งที่บริโภคในไต้หวัน หลักๆ แล้วมี 2 สายพันธุ์ คือ “ผักบุ้งจีนใบไผ่” หรือภาษาจีนเรียกว่า “竹葉種” มีใบเรียวเล็กเหมือนใบไผ่ สีเขียว ไม่มีแขนง ข้อปล้องยาว ลำต้นตรง ถือเป็นสายพันธุ์หลักที่มีการบริโภคกันมาก ส่วนอีกสายพันธุ์หนึ่งคือ ผักบุ้งลำต้นอวบใหญ่ ใบใหญ่กว่า มีก้านใบสีเขียวหรือออกสีขาว นิยมปลูกในน้ำในตำบลเจียวซี เมืองอี๋หลาน ซึ่งผักบุ้งลำต้นอวบใหญ่พันธุ์นี้ก็มีการนำไปปลูกในเมืองไทยเช่นกัน ปลูกในน้ำ บางคนเรียกว่า ผักบุ้งลอยคลอง นำมาประกอบอาหารได้หลายๆ เมนู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใส่ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ
ฝักเมล็ดผักบุ้ง
ผักบุ้งภาษาจีนเรียกว่า “คงซินไช่空心菜 ” หลายคนที่ชอบทานบะหมี่ตามแผงอาหาร หรือในร้านอาหาร มักจะเรียกเมนูผักบุ้งลวกใส่ซอสหรือผักบุ้งผัดไฟแดงสักจาน เพราะเป็นผักใบที่มีความอร่อย ราคาเป็นมิตร ไม่แพงมาก ถ้าเป็นร้านอาหารไทยในไต้หวัน ก็จะมีผักบุ้งไฟแดง หรือผักบุ้งผัดกะปิที่หลายคนชื่นชอบ และผักบุ้งยังเป็นผักที่บริโภคได้ตลอดทั้งปี เพราะปลูกได้ทั้งปีด้วย เฉลี่ยตั้งแต่ปลูกจนกระทั่งเก็บเกี่ยวใช้เวลาเพียง 20 วันเท่านั้น ยิ่งช่วงหน้าร้อน ผักบุ้งยิ่งราคาถูก แหล่งปลูกที่สำคัญเกินครึ่งมาจากตำบลซีหลัวเมืองหยุนหลิน รองลงมา คือ เขตปาเต๋อของนครเถาหยวน
เมล็ดพันธุ์ผักบุ้ง
การปลูกผักบุ้งขายในไต้หวัน ตั้งแต่หย่อนเมล็ดลงดินจนกระทั่งเก็บขายจะใช้เวลาประมาณ 20 วันเท่านั้น แต่ว่าถ้าเป็นการปลูกผักบุ้งเพื่อขายเมล็ดพันธุ์จะต้องใช้เวลานานกว่านี้มาก คือใช้เวลาเพาะปลูกจนกระทั่งสามารถนำเมล็ดไปขายต้องใช้เวลานานถึง 8 เดือนเลยทีเดียว ซึ่งในไต้หวันมีการปลูกผักบุ้งเพื่อขายเมล็ดพันธุ์เอง มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่นำเข้าจากต่างประเทศ แหล่งปลูกที่สำคัญอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลในตำบลปู้ไต้(布袋) ตำบลผูจื่อ(朴子)ของเมืองเจียอี้
การเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งต้องอาศัยแรงงานคนจำนวนมาก
โจวหมิงสั่ง(鄒明賞) เกษตรกรที่ปลูกเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งขายบอกว่า ที่เมืองเจียอี้เป็นแหล่งปลูกครองสัดส่วน 95% ของประเทศ พื้นที่เพาะปลูกประมาณ 400 เฮกตาร์ เนื่องจากสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมเหมาะสม ปลายฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวฝนตกน้อย ขณะเดียวกันได้รับลมทะเลที่พัดขึ้นบกด้วย อย่างไรก็ตาม การปลูกผักบุ้งขายเมล็ดพันธุ์มีความแตกต่างจากผักบุ้งที่ใช้ในการบริโภคมากด้วย ช่วงเก็บเกี่ยว ขุด ตัดต้นผักบุ้ง ช่วงตากแดดพลิกกลับด้าน หรือแม้แต่ช่วงกระเทาะเมล็ดออกจากเปลือก แต่ละขั้นตอนต้องเสียเวลาและต้องใช้แรงงานคน เกษตรกรที่ปลูกต้องทำงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน 10 ตามปฏิทินจีนทำจนกระทั่งก่อนเทศกาลตรุษจีนจึงจะเสร็จงาน คนรุ่นใหม่มักจะไม่มีความอดทนพอ ดังนั้นในปัจจุบันยังคงอาศัยแรงงานผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ คาดว่าอนาคตอาจจะไม่ได้เห็นดอกผักบุ้งที่บานขาวโพลนราวกับหิมะเดือน 10 อีกก็ได้
กระเทาะเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งด้วยเครื่องจักรที่กระเทาะเมล็ดถั่วแดง
วันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา มีการประชุมสมาชิกสมาพันธ์ผู้ผลิตมันเทศครั้งที่ 2 ที่นครไถหนาน นับเป็นการระดมความคิด แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น การผลิตร่วมกันที่เกี่ยวกับต้นกล้า การเพาะปลูก การแปรรูป ช่องทางการขาย เพื่อยกระดับธุรกิจการผลิตมันเทศของไต้หวัน โดยมีสมาชิกเข้าร่วมประชุมกว่า 600 คน รวมทั้ง เจ้าหน้าที่ภาครัฐ อาทิ กรมการเกษตรและอาหาร สถาบันวิจัยพัฒนาการเกษตร และสถานีปรับปรุงพันธุ์ ขณะเดียวกัน ยังได้จัดตั้งสมาคมพัฒนาอุตสาหกรรมมันเทศไต้หวัน(Taiwan Sweet Potato Industry Association:TSPA) เพื่อใช้เป็นองค์กรขยายตลาดต่างประเทศด้วย
การประชุมสมาชิกสมาพันธ์ผู้ผลิตมันเทศครั้งที่ 2 ที่นครไถหนาน
ไต้หวันมีการพัฒนาสายพันธุ์มันเทศอย่างไม่ขาดสายและปลูกเป็นล่ำเป็นสัน สถิติปี 2022 มีพื้นที่เพาะปลูกเท่ากับ 8,782.02 เฮกตาร์ โดย 85% อยู่ใน 5 เขตใหญ่ ได้แก่ เมืองหยุนหลิน จางฮั่ว นครไถหนาน นครไถจง และนครนิวไทเป ส่วนสายพันธุ์หลักที่ปลูกคือ ไถหนงเบอร์ 57 (เนื้อสีเหลือง) ไถหนงเบอร์ 66 (เนื้อสีแดง) และไถหนงเบอร์ 73 (เนื้อสีม่วง) ซูเจียอี้(蘇嘉益) ผู้ก่อตั้งบริษัทมันเทศแบรนด์อากันสู่ซู(阿甘薯叔Uncle sweet) บอกว่า เมืองหยุนหลินเป็นแหล่งปลูกมันเทศที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน เฉพาะที่ตำบลสุ่ยหลิน ถือว่าเป็นแหล่งปลูกอันดับ 1 เพราะมันเทศทุก 5 หัวที่ขายในตลาด จะมี 2 หัวที่มาจากตำบลสุ่ยหลิน นอกจากนี้ ยังมีฟาร์มกัวกัว(K.K.Orchard)ที่พื้นที่เพาะปลูกมันเทศพันธสัญญากว่า 1,000 เฮกตาร์
หวงหรงชิง(黃榮清) ประธานฝ่ายบริหารบริษัทมันเทศชิ่งฉวน(慶全地瓜)บอกว่า มันเทศที่ปลูกในไต้หวันส่วนใหญ่จะมีผลผลิตในช่วงฤดูใบไม้ร่วง แม้ว่าจะหลีกเลี่ยงปลูกในช่วงฤดูฝนหรือฤดูไต้ฝุ่น แต่ผลผลิตในฤดูกาลจะกระจุกรวมกันเป็นจำนวนมาก ทำให้มันเทศคุณภาพดีที่สุดขายได้ราคาแย่ที่สุด ส่วนมันเทศคุณภาพแย่ที่สุดกลับขายได้ราคาดีที่สุด เพื่อแก้ปัญหาการปลูก ผู้ประกอบการได้นำเข้าเทคนิคการเก็บรักษามันเทศจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อยืดเวลาการเก็บรักษาให้นานถึง 10 เดือนที่สามารถครอบคลุมฤดูการปลูกพอดี และยังช่วยรักษาราคามันเทศในตลาดให้คงที่ เกษตรกรยินยอมปลูกเพิ่มขึ้น ส่วนปัญหาขาดแคลนแรงงานที่รุนแรง จะมีการพัฒนาเครื่องจักรขนาดเล็กให้เกษตรกรใช้งาน
การแปรรูปมันเทศมีความหลากหลาย
สำหรับสมาพันธ์ผู้ผลิตมันเทศไต้หวันที่จัดตั้งขึ้นในเดือนพฤศจิกายนปี 2020 ขณะนี้ก็ดำเนินการมาครบ 2 ปีแล้ว มีการครอบคลุมธุรกิจมันเทศระดับบน ระดับกลาง และระดับล่าง ซึ่งในพื้นที่เพาะปลูกมันเทศทั่วไต้หวันที่มีมากกว่า 8,700 เฮกตาร์โดยในจำนวนนี้ เป็นสมาชิกของสมาพันธ์ผู้ผลิตมันเทศครองสัดส่วนมากถึง 60- 70% ซึ่งธุรกิจการปลูกมันเทศไม่เหมือนกับพืชผลเกษตรอย่างอื่น ห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่การปลูก การแปรรูป จนถึงการขาย ล้วนมีการร่วมมือกัน และแข่งขันด้วยกัน แต่หลังจัดตั้งสมาคมพัฒนามันเทศแล้ว จะช่วยกันเจาะตลาดต่างประเทศ ร่วมกันทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น และการจัดประชุมในครั้งนี้ยังได้เชิญกลุ่มธุรกิจที่ขายผลิตภัณฑ์มันเทศ ได้แก่ แมคโดนัลด์ กลุ่มธุรกิจต้าเฉิง รวมทั้งร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ท เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการขาย การบริโภคมันเทศด้วย
กระจับ(菱角) พืชผลการเกษตรที่มีความอร่อยและมีผลผลิตมากในช่วงฤดูใบไม้ร่วง แหล่งปลูกสำคัญครองสัดส่วนมากที่สุดอยู่ในเขตกวนเถียนของนครไถหนาน สถิติคณะกรรมการเกษตรการเกษตรปี 2021 ระบุ พื้นที่เพาะปลูกกระจับในนครไถหนานเท่ากับ 410.43 เฮกตาร์ ปริมาณการผลิต 4,760 ตันต่อปี นอกจากนี้ บึงที่ปลูกกระจับยังเป็นที่อาศัยที่สำคัญที่สุดของนกอีแจวฉายา “ราชินีนกน้ำ” ที่ใกล้สูญพันธุ์ ดังนั้น เขตอนุรักษ์นกอีแจวจึงตั้งอยู่ในเขตกวนเถียนของนครไถหนานด้วย
กระจับ 2 เขา(ซ้าย) กระจับ 4 เขา(ขวา)
ตั้งแต่ปี 2020 บึงอนุรักษ์นกอีแจวที่อยู่ร่วมกับการปลูกกระจับมีพืชน้ำลดลง ส่งผลให้นกอีแจวสร้างรังน้อยลง โชคดีต่อมา สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตไถหนานได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ ปรับปรุงสภาพดิน กำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน( IPM- Integrate Pest Management) โดยใช้บึงปลูกกระจับของเกษตรกรหลินปิ่งหั่วเป็นตัวอย่าง หวงรุ่ยจาง(黃瑞彰) ผู้ช่วยวิจัยสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตไถหนาน ได้สำรวจพื้นที่เขตอนุรักษ์นกอีแจวช่วงต้นปี 2021 พบว่า ดินปลูกกระจับมีธาตุเหล็กมากเกินไป หลังปรับปรุงกดด่างของดิน ส่งผลให้กระจับเจริญดี นกอีแจวได้กลับมาทำรังอีก จากการสำรวจปี 2020 บึงอนุรักษ์มีรังนกอีแจว 6 แห่ง แต่มีลูกนกแค่ 2 ตัว แต่ปีที่แล้ว นกอีแจวสร้างรังเพิ่มเป็น 12 รัง มีลูกนก 14 ตัว และในปีนี้ เพิ่มเป็น 18 รัง มีลูกนก 24 ตัว
นกอีแจวชอบทำรังบนใบกระจับที่เรียงหนาแน่น
กระจับที่ปลูกในไต้หวันมี 2 สายพันธุ์ ได้แก่ กระจับ 2 เขาที่ปลูกสลับกับการปลูกข้าว ก้านใบแดง ใบเรียงหนาแน่น จากช่วงออกดอกถึงช่วงเก็บเกี่ยว 45 วัน มักขายในท้องตลาดที่มีเปลือกติดไปด้วย เนื้อร่วนซุย อร่อย ขายได้ราคาดี จัดเป็นอาหารทานเล่นจำกัดฤดูกาล ส่วนกระจับอีกพันธุ์มี 4 เขา ก้านใบเขียว ใบเรียงหนาแน่น ช่วงออกดอกจนเก็บเกี่ยว 30 วัน รูปร่างไม่เป็นระเบียบ ขายสู่ท้องตลาดจึงมักจะปอกเปลือกขายเพื่อนำไปปรุงอาหาร และฤดูผสมพันธุ์นกอีแจวอยู่ในช่วงเดือน 4-5 มักใช้ใบกระจับสร้างรังกกไข่ และในช่วงนี้ยังเป็นช่วงที่กระจับ 2 เขาเพิ่งเริ่มปลูก ใบกระจับไม่โตพอให้นกอีแจวทำรัง ส่วนกระจับ 4 เขา เติบโตช้า เก็บเกี่ยวในช่วงก่อนและหลังเทศกาลบ๊ะจ่าง เป็นช่วงที่นกอีแจวต้องการสร้างรัง
ใบกระจับใหญ่ เรียงรายหนาแน่น บ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของดิน
หลินปิ่งหั่ว ผู้ซึ่งคุ้นเคยกับการปลูกกระจับทั้ง 2 สายพันธุ์ และยังรู้ว่ากระจับ 4 เขามีรสชาติและราคาสู้กระจับ 2 เขาไม่ได้ แต่ยังเลือกปลูกกระจับ 4 เขา เพราะต้องการอนุรักษ์นกอีแจว แต่โชคดีที่รัฐบาลท้องถิ่นให้เงินอุดหนุนโครงการอนุรักษ์นกอีแจว จึงชดเชยรายได้ที่ลดลงได้ อย่างไรก็ตาม หลังมีประสบการณ์ปลูกกระจับที่อนุรักษ์นกอีกแจวจากคำแนะนำของสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชจนได้ผลผลิตกระจับ 4 เขาเพิ่มขึ้นแล้ว ได้เชิญชวนเพื่อนเกษตรกร 7 ท่านเข้าร่วมโครงการ เพราะผลผลิตที่ได้ยังสามารถส่งขายให้กับซุปเปอร์มาร์เก็ต pxmart เพิ่มขึ้น ถือเป็นการยกระดับคุณภาพและการแปรรูป รวมทั้งยังอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อความยั่งยืนสืบต่อไป
นิทรรศการไม้ดอกไม้ประดับไต้หวัน ประจำปี 2022 ณ อาคารแสดงสินค้าหนานกั่ง ระหว่าง 10-12 พ.ย.ที่ผ่านมา มีการจัดแสดงพันธุ์ไม้ทั้งในและต่างประเทศจำนวนกว่า 1,500 ชนิด มีทั้งไม้ประดับ ดอกไม้ รวมทั้งกล้วยไม้ที่ปรากฏโฉมเป็นครั้งแรก ซึ่งหนึ่งนี้คือกล้วยไม้ออนซิเดียมเอเลนา(愛琳娜-Elena) นั่นเอง แต่ว่ากล้วยไม้สกุลออนซิเดียมตัดดอกขายที่ได้รับความนิยมในไต้หวันปัจจุบันยังคงเป็นออนซิเดียมสายพันธุ์ฮันนี เอนเจิล( Honey Angel) ครองสัดส่วน 90% ของการเพาะปลูก เนื่องจากปลูกง่าย ให้ผลผลิตสูง นำมาปักแจกันรักษาความสดได้นาน และเป็นสายพันธุ์ที่ไต้หวันนำเข้าจากญี่ปุ่นมาปลูกตั้งแต่ปี 2006 มีข้อดีข้อเด่นกว่าสายพันธุ์โกเวอร์ แรมเซย์( gover ramsay )ที่นำเข้ามาจากไทยมาเพาะปลูก
เฉินฟงเจ๋อ(陳豐澤) เกษตรกรปลูกออนซิเดียมที่ตำบลโฮ่วหลี่ของนครไทจงพบว่า สวนกล้วยไม้ออนซิเดียม honey angel ที่ปลูกมีการเปลี่ยนสีที่จางลง แต่ลักษณะดอกไม่คงที่ จึงทำการเพาะปลูกและบันทึกลักษณะเฉพาะของกล้วยไม้ พบว่าในรุ่นต่อไปกลับกลายเป็นสีเหลืองเข้มอีก จึงใช้วิธีเพาะเลี้ยงด้วยเนื้อเยื่อ ทำการบันทึก คัดพันธุ์รุ่นต่อไป โดยที่คุณเฉินฟงเจ๋อมอบให้ เลี่ยวปิ่งหง(廖秉鋐) ผู้จัดการโรงเรือนกล้วยไม้ปิ่งซินที่มีการร่วมมือกันทำการเพาะพันธุ์ วิจัยพัฒนา ทดลองปลูกจนปรับตัวได้ดี โดยใช้เวลานานถึง 6 ปี จึงได้สายพันธุ์ออนซิเดียมเอเลนา
ปัจจุบันออนซิเดียม honey angel ครองสัดส่วน 90% ของการเพาะปลูก
มีคำถามว่า ทำไมจึงตั้งชื่อกล้วยไม้ออนซิเดียมสายพันธุ์ใหม่นี้ว่า “เอเลนา” เลี่ยวปิ่งหง บอกว่า ได้ไอเดียมาจากภาพยนตร์ไต้หวันชื่อ ไอ้หลินน่า(愛琳娜) ออกเสียงในภาษาฮกเกี้ยนของไต้หวันใกล้เคียงกับคำว่า “ไอ้เหริน(愛人)ที่แปลว่าคนรัก” เพราะว่าจำง่าย ความหมายดี ซึ่งกล้วยไม้ออนซิเดียมสายพันธุ์เอเลนาให้ผลผลิตที่สูงกว่าออนซิเดียมสายพันธุ์ฮันนี เอนเจิล 3 เท่า เป็นที่ยอมรับในตลาดสูง ขณะนี้ได้ส่งไปขายที่ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และตะวันออกกลางแล้ว ช่วงกลางเดือน พ.ย.วางแผนส่งขายนิวซีแลนด์ ส่วนอนาคตวางแผนขายไปที่เนเธอร์แลนด์ด้วย
สำหรับพื้นที่ปลูกออนซิเดียมในโรงเรือนปิ่งซินที่ตั้งอยู่ในเขตซินเซ่อ นครไถจง มีทั้งหมด 2.5 เฮกตาร์(15.6ไร่) ปริมาณการผลิต 1,800,000 – 2,000,000 ก้านต่อปี แต่ตลาดหลักยังคงเป็นญี่ปุ่นครองสัดส่วน 50% ปัจจุบันคุณเลี่ยวปิ่งซินยังปลูกออนซิเดียมเอเลนาในโรงเรือนของตนในพื้นที่ 1 เฮกตาร์ และยังได้ถ่ายโอนสิทธิ์ให้กับเกษตรกรท่านอื่นในพื้นที่ 4 เฮกตาร์ ซึ่งถือว่าไม่มากเพราะไม่ต้องการปลูกในพื้นที่ขนาดใหญ่ ในอนาคตวางแผนควบคุมพื้นที่เพาะปลูกทั่วไต้หวันประมาณ 10-15 เฮกตาร์
เจลลี่ฟิก(Jelly Fig)หรือไอ้วี่(愛玉Aiyu) พืชอัศจรรย์เฉพาะถิ่นที่มีอยู่ในไต้หวันเท่านั้น มักขึ้นตามป่าตามเขา ออกผลบนยอดที่สูงลิ่ว เจริญดีในป่าทึบแถบเทือกเขาตอนกลาง เป็นพืชดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น เวลาที่ผสมพันธุ์ต้องอาศัยตัวต่อ ผลทรงคล้ายไข่ไก่สีเขียว มีเมล็ดนิ่ม ๆ ภายในผลมากมาย นิยมทำเป็นวุ้นไอ้วี่ มีประโยชน์กับสุขภาพมาก ล่าสุด สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตเหมียวลี่ได้เปิดตัวเทคนิคการสกัดสารในเมล็ดเจลลี่ฟิกที่ใช้เวลานานถึง 6 ปีในการค้นคว้าวิจัย พบว่าสารสกัดเข้มข้นจากเมล็ดไอ้วี่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าในบลูเบอร์รี่ และยังพบว่ามีส่วนประกอบของ Phytosterol ที่มีโครงสร้างคล้ายคลอเรสเตอรอลที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบได้ด้วย
วุ้นไอ้วี่ใส่ไข่มุก มะนาว หรือเสาวรส รสชาติอร่อย
ตั้งแต่ปี 2013 สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตเหมียวลี่ได้เพาะพันธุ์เจลลี่ฟิกขึ้นใหม่ 2 สายพันธุ์ ได้แก่เหมียวลี่หมายเลข 1 และหมายเลข 2 ที่ปลูกในพื้นที่ราบได้ เก็บผลสะดวก ให้ผลผลิตสูง แต่ที่ผ่านมามีการนำประโยชน์เจลลี่ฟิกมารับประทานโดยนำเมล็ดมาล้าง ขยี้ เพื่อทำเป็นวุ้นเจลลี่ ลวี่ซิ่วอิง(呂秀英) ผู้อำนวยการสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชบอกว่า ข้างในผลเจลลี่ฟิกมีเมล็ดเจลลี่นับล้านเม็ด เปลือกที่อยู่บนเมล็ดเจลลี่ฟิกคือวัตถุดิบที่ทำวุ้นเจลลี่ แต่ในส่วนของเมล็ดยังมีส่วนประกอบที่มีคุณสมบัติดีเยี่ยม 3 ประการ ประการแรกคือ มีสารโพลีฟีนอลซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ สารต้านมะเร็ง ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และก็ยังกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันลดการเกิดออกซิเดชันของไขมันตัวเลวได้ ประการที่ 2 มีสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งถือว่าเป็นวิตามินที่มีโครงสร้างโมเลกุลเหมือนกับฮอร์โมนเอสโตรเจน จึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น เต่งตึงให้แก่ผิวหนัง ประการที่ 3 มีสารไฟโตสเตอรอลซึ่งมีโครงสร้างคล้ายคลอเรสเตอรอล มีหน้าที่แย่งพื้นที่กับคอเลสเตอรอลในการดูดซึมที่ลำไส้เล็ก
สารสะกัดจากเมล็ดเจลลี่ฟิก มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ ได้ตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ
ลวี่ซิ่วอิง ผู้อำนวยการสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชยังบอกด้วยว่า เทคนิคการสกัดสารในเมล็ดเจลลี่ฟิกจะช่วยให้สารที่อยู่ในเมล็ดสามารถดึงออกมาได้หมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สารต้านอนุมูลอิสระโพลีฟีนอลจะมีปริมาณสูงกว่าบลูเบอร์รี่ถึง 13 เท่า เพราะฉะนั้น เจลลี่ฟิกหรือไอ้วี่จึงกลายเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระดีเลิศ ส่วนสารฟลาโวนอยด์ที่อยู่ในเมล็ดเจลลี่ฟิกจะมีมากกว่าบลูเบอร์รี่ถึง 9 เท่า ซึ่งความสำเร็จนี้ มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย China medical ผ่านการทดลองกับหนูในห้องปฏิบัติการแล้ว มีการนำผลงานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการแบบเปิด “แอนตี้ออกซิเดนท์-Antioxidants” แล้วด้วย
ผลเจลลี่ฟิกตากแห้งที่ส่งขายร้านค้าเพื่อทำวุ้นไอ้วี่
ปัจจุบันไต้หวันมีพื้นที่เพาะปลูกเจลลี่ฟิก 549 เฮกตาร์ โดย 1 ใน 5 ปลูกในพื้นที่ราบ แถบนครเกาสง ไถตง เจียอี้ มีเกษตรกรเข้าร่วมกลุ่มผลิต 20 กลุ่ม ขายผลเจลลี่ฟิกให้กับพ่อค้าคนกลาง จากนั้นส่งขายปลีกให้กับร้านค้าที่ทำวุ้นไอ้วี่ ถือเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบเดียว มีขีดจำกัดต่อการพัฒนาการตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมล็ดที่อยู่ในเจลลี่ฟิกที่มีประโยชน์อีกมากมายยังไม่ได้นำมาใช้ แต่ขณะนี้ เทคนิคการสกัดสารในเมล็ดเจลลี่ฟิก มีการถ่ายโอนเทคนิคให้กับผู้ประกอบการโดยไม่จำกัดแต่เพียงผู้เดียว ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีนี้สกัดเพื่อทำเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพ เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณได้ และตอนนี้สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชได้ทดลองทำเป็นเครื่องดื่มขนาด 30 มิลลิลิตรต่อถุง เติมสารสกัดจากเมล็ดเจลลี่ฟิกเพียง 1 มิลลิลิตร แต่มีคุณค่าเพียงพอต่อร่างกายได้ 1 วัน ปัจจุบันมีผู้ประกอบการ 1-2 แห่ง ยินยอมที่จะรับการถ่ายโอนเทคโนโลยีนี้แล้วด้วย
กัวจางเซิ่ง(郭章盛) เกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จในการปลูกกาแฟบนภูเขาสูงของไต้หวัน อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านสือปี้ ตำบลกู่เคิง เมืองหยุนหลิน ตอนอายุ 19 ปี ประมาณปี 1980 ช่วงที่เดินทางลงจากภูเขาเหอเปา(荷苞山) มักจะได้ได้ยินผู้อาวุโสบอกว่า ในยุคญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน ที่ภูเขาเหอเปาเคยเป็นแหล่งปลูกกาแฟที่สำคัญ แม้ว่าปัจจุบันถูกแทนที่ด้วยป่าไผ่หมดแล้ว แต่ยังไม่ตายใจ ยังอยากจะรู้ว่ามีต้นกาแฟแก่ๆ หลงเหลืออยู่หรือไม่ ดังนั้นจึงปีนขึ้นไปที่ยอดเขาเหอเปา พบว่ามีต้นกาแฟหลงเหลืออยู่จริง หลังจากขุดไปปลูกที่บ้านผ่านไปหลายปี ต้นกาแฟที่ปลูกได้ติดผลเป็นจำนวนมาก แต่ตอนนั้นไม่มีความรู้เรื่องการอบและบดกาแฟเลย จึงเก็บเมล็ดกาแฟที่ได้มากะเทาะเปลือก จากนั้นใช้กระทะผัดกับข้าวคั่วให้สุก แล้วใช้ปลายมีดอีโต้ทุบเมล็ดกาแฟให้ละเอียด ใส่ถ้วยชงด้วยน้ำร้อนดื่ม โดยไม่ได้ผ่านการกรอง ซึ่งเขาจำได้ว่าตอนที่ดื่มในปากยังเต็มไปด้วยกากกาแฟและกลิ่นไหม้ จึงกลายเป็นเรื่องจดจำไม่เคยลืมกับความหอมอร่อยของกาแฟถ้วยแรกในชีวิต
กาแฟพันธุ์หลากหลายปลูกในสวนของคุณกัวจางเซิ่ง ได้แก่ เกอิชา(ซ้าย) คาทูร่า(กลาง) พาคามาร่า(ขวา)
ช่วงที่เขาปลูกกาแฟได้ ที่ภูเขาอาลีซานก็ยังไม่ได้ริเริ่มปลูกกาแฟเลย และยังไม่รู้ว่าที่ระดับความสูงเหนือน้ำทะเล 1,200-1,300 เมตร อยู่ระหว่างละติจูด 25 องศาเหนือใต้ เป็นพื้นที่ที่เหมาะในการปลูกกาแฟคุณภาพดีที่สุดของไต้หวันด้วย กล่าวได้ว่า คุณกัวจางเซิ่ง กลายเป็นบุคคลแรกของไต้หวันที่ปลูกกาแฟบนภูเขาสูงแบบไม่รู้ตัว อย่างไรก็ตาม เขาได้ก้าวสู่วงการธุรกิจกาแฟอย่างจริงจังอีกครั้งเมื่อผ่านไปแล้วอีก 20 ปี ทั้งนี้ ต้นกาแฟที่ปลูกในยุคแรกถูกขุดทิ้งไปหมด เพราะตอนนั้นผู้คนในไต้หวันนิยมดื่มชา ขายชาได้ราคาดี จึงหันมาปลูกชาขาย จนกระทั่งหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว 921 (วันที่ 21 กันยายน ปี 1999) รัฐบาลมีนโยบายฟื้นฟูการผลิตในท้องถิ่น ผลักดันกาแฟให้เป็น 1 ผลิตภัณฑ์ 1 ตำบล เขาเลยคิดว่าตัวเองเคยมีประสบการณ์ปลูกกาแฟสำเร็จมาก่อน จึงตัดสินใจออกจากงานการขับรถแม็คโคร ปรับปรุงสวนชาให้เป็นสวนกาแฟทั้งหมด
คุณกัวจางเซิ่งใช้วิธีต่อกิ่ง ร่นเวลาการปลูกจาก 5 ปี เหลือ 2 ปี
หลังปลูกได้เมล็ดกาแฟจำนวนมากแล้ว โกดังในบ้านเต็มไปด้วยเมล็ดกาแฟจนไม่มีพื้นที่เก็บ จนต้องเอาไปฝากที่บ้านญาติ ตอนนั้นรู้สึกผิดหวังมาก เคยคิดละทิ้งการปลูกกาแฟ และยังถูกเพื่อนและญาติต่อว่าด้วย ไม่คาดคิดในปี 2005 สหกรณ์เกษตรตำบลกู่เคิงจัดงานแข่งขันประกวดกาแฟคุณภาพดี เขาได้ส่งกาแฟเข้าประกวดปรากฏว่าได้รับรางวัลชนะเลิศ หลังจากสร้างชื่อเสียงแล้ว ทำให้การขายกาแฟในระยะยาวดีขึ้น เขามีความมั่นใจที่จะก้าวต่อไป และเริ่มขยายพื้นที่การเพาะปลูก รวมทั้งจัดตั้งแบรนด์กาแฟของตัวเอง นอกจากนี้ ในปี 2020 ยังได้รับรองว่าเป็นผู้ผลิตกาแฟคุณภาพดีที่มีคะแนนสูงสุดจากสมาคมกาแฟพิเศษ(Specialty Coffee Association)ที่การันตีโดยสถาบันเพื่อพัฒนาคุณภาพกาแฟ(CQI-Coffee Qualtiy Institute)
ลานตากเมล็ดกาแฟ
ยุคแรกที่ผู้คนเริ่มคลั่งไคล้ดื่มกาแฟทิปิก้า(Typica) คุณกัวจางเซิ่งบอกว่า คนอื่นยอมจ่ายเงินสูงเพื่อซื้อมาดื่ม แต่ตัวเขาเองยอมจ่ายเงินสูงเพื่อซื้อมาปลูก หลังปลูกติดต่อกัน 4 ปีก็ปลูกไม่ขึ้น เหตุเพราะซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการกะเทาะเปลือกแล้ว อย่างไรก็ตาม เขาไม่ตายใจ ไปหาผู้นำเข้าเมล็ดกาแฟที่ไม่ผ่านการกะเทาะเปลือกมาปลูก เมื่อปลูกได้รุ่นแรกแล้วก็พบว่ากาแฟแต่ละต้นหน้าตาไม่เหมือนกันอีก เหตุเพราะยีนพืชดั้งเดิมไม่เหมือนกัน ทำให้รสชาติต่างกัน จากนั้นทดลองแยกปลูกอย่างละเอียด จนกลายเป็นผู้นำด้านสายพันธุ์ทิปิก้าในไต้หวัน เขายอมซื้อต้นกาแฟครั้งละ 2,000 ต้นเพื่อปลูกและคัดเลือกพันธุ์ดีที่สุด ทำการทดลองปลูกจริง เขาเสมือนนักวิทยาศาสตร์ที่อยู่ในสวนกาแฟ ทดลองหลายๆ ครั้ง ส่วนในเรื่องขั้นตอนหลังการผลิตเขาก็มีความแม่นยำ ยุคแรกที่กระบวนหลังการผลิตกาแฟของไต้หวันยังไม่สุกงอม เขาต้องรวบรวมข้อมูลจากแหล่งปลูกทั้งในและต่างประเทศ จากนั้นทำการทดลอง และค้นหาปัญหาจากการประกวดกาแฟ หากไม่ได้รับรางวัลก็จะซื้อกาแฟของผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศมาดื่มดู หรือลองดื่มกาแฟมีชื่อที่ต่างๆ หรือซื้อกาแฟนำเข้ากิโลละกว่า 10,000 เหรียญไต้หวันมาทดลองดื่ม เพื่อเรียนรู้ข้อดีของคนอื่น
ผลิตภัณฑ์กาแฟของคุณกัวจางเซิ่ง เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค
ฤดูชมดอกบัวบานในไต้หวันอยู่ในช่วงฤดูร้อน ซึ่งแหล่งปลูกที่สำคัญทางภาคเหนืออยู่ที่เขตกวนอิน นครเถาหยวน ส่วนทางภาคใต้อยู่ที่เขตไป๋เหอ นครไถหนาน แต่ที่เขตต้าหยวนซึ่งอยู่ในนครเถาหยวนห่างจากเขตกวนอินไม่มากก็มีการปลูกบัวด้วย ที่นี่ในช่วงฤดูร้อนจะไม่มีดอกบัวให้ชม แต่จะเห็นเกษตรกรใส่เอี๊ยมหมีกันน้ำแช่อยู่ในน้ำที่ปลูกบัวครึ่งตัว ขุดดึงรากบัวขึ้นมาจากโคลนตม ทั้งนี้เขตต้าหยวนในนครเถาหยวนจะปลูกรากบัวสำหรับบริโภคเป็นหลัก รากบัวที่ปลูกได้ในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง ทั้ง 2 ฤดู จะมีความหวาน กรอบ อร่อยที่สุด
การเก็บเกี่ยวรากบัวต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญ
ชิวโป๋เสียง(邱柏翔) ผู้ก่อตั้งบริษัทชีเหนียนจี๋(七年級企業)ที่ขายส่งรากบัวบอกว่า รากบัวอยู่ในโคลนตมจะมองไม่เห็น ต้องอาศัยการสัมผัสและประสบการณ์ทั้งหมด ดึงขึ้นมาด้วยความเร่งรีบไม่ได้ ถ้าไม่ระวังทำให้รากบัวขาดท่อน ไม่เพียงแต่ทำให้ดินโคลนซึมเข้าไปในรูของรากบัวจนทำความสะอาดยาก เมื่อขายส่งตลาดราคาก็ไม่ดี การใช้น้ำแรงดันสูงฉีด จะไม่ฉีดที่รากบัวโดยตรง เพราะจะทำให้รากบัวช้ำหรือดูไม่สวยด้วย ส่วนการเก็บรักษารากบัวถ้าเก็บไว้อุณหภูมิห้องจะเก็บได้นาน 3-4 วัน แต่เพื่อต้องการความสด ไม่ว่าฝนจะตก ลมจะพัดแรง คนงานก็จะต้องไปเก็บเกี่ยวรากบัวทุกวัน การใช้ท่อฉีดแรงดันสูงถือเป็นอุปกรณ์ทันสมัยที่ใช้เก็บเกี่ยวรากบัว แต่ที่เขตหนิวโต่วซาน ตำบลหมินสง เมืองเจียอี้ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกรากบัวขายมานานกว่า 80 ปี มีเกษตรกรผู้อาวุโสเกรงว่าชะแลงที่ช่วยขุดรากบัวจะทำให้รากบัวเสียหาย จึงใช้วิธีการเก็บเกี่ยวแบบดั้งเดิมซึ่งก็คือปล่อยน้ำออกจากนาบัวแล้ว จะใช้มือขุดรากบัว แต่วิธีนี้เมื่อทำไปนานๆ จะทำให้มือทั้งสองเปลี่ยนรูปรุนแรง จนคล้ายกับนิ้วของนกอินทรี
รากบัวที่เก็บเกี่ยวได้จะขายส่งตลาดในวันเดียวกัน
ชิวโป๋เสียงได้พรรณาถึงรากบัวที่ขุดได้ใหม่ว่า คล้ายๆครอบครัวใหญ่ที่มี 3 รุ่นอยู่ด้วยกัน รากบัวที่ผอมยาวอยู่ส่วนหัวเปรียบเสมือนเป็นแม่ ตรงกลางที่อ้วนป้อมเป็นข้อๆก็คือลูก ส่วนระหว่างข้อที่มีหน่ออ่อนแตกออกมาภายหลังก็คือหลาน แม้รากบัวส่วนที่เป็นแม่จะมีเส้นใยหยาบ รสชาติไม่อร่อย อาจถูกคัดทิ้ง แต่ว่าส่วนนี้นำมาต้มเป็นชาสำหรับดื่มได้ ส่วนที่แตกหน่อออกใหม่จะเหลือไว้เป็นต้นอ่อนสำหรับการปลูก มีเพียงส่วนกลางเท่านั้นที่ขายสู่ท้องตลาดกลายเป็นรากบัวสดอร่อย ซึ่งรากบัวมักเกี่ยวข้องกับเวลาที่อยู่ในดิน โดยช่วงแรกของฤดูกาล รากบัวจะมีคาร์โบไฮเดรตน้อย จึงทำให้กรอบ เมื่ออยู่ในดินนานขึ้น มีการสะสมอาหารมากขึ้น สีเข้มขึ้น รสชาติก็จะนุ่ม แต่เมื่อผ่านไปช่วงหนึ่งรากบัวจะเริ่มแก่ แต่เพื่อรักษาคุณภาพของรากบัว วิธีการที่ดีที่สุด เกษตรกรจะแบ่งช่วงเวลาปลูก โดยเริ่มทยอยปลูกตั้งแต่หลังเทศกาลตรุษจีน
รากบัวที่ทำความสะอาดแล้วจะพอกด้วยดินโคลนเพื่อรักษาความสด
มีคำถามว่า ทำไมรากบัวที่ส่งขายตลาดมีดินติดมาด้วย ล้างไม่สะอาดใช่หรือ? คำตอบคือไม่ใช่ ทั้งนี้เพื่อต้องการป้องกันอากาศเข้าไปสัมผัสกับเนื้อรากบัวทำให้เปลี่ยนสีจนไม่สวย หลังเก็บเกี่ยวก่อนส่งขายตลาดจะพอกด้วยโคลนก่อน ดังนั้นเวลาที่เลือกซื้อรากบัวขอแนะนำซื้อรากบัวที่มีดินติดมาด้วย จะเก็บรักษาได้นานขึ้น หากไม่มีดินติดมาและสีขาวเกินไปอาจมีการแช่ยาฟอกขาว แบบนี้ควรหลีกเลี่ยงซื้อ ถ้าต้องการเอารากบัวไปต้มซุปหรือนึ่ง ควรเลือกรากบัวที่อวบใหญ่ รสชาติจะอร่อยกว่า รูรากบัวใหญ่ด้วยก็ยิ่งดี นำมายัดไส้เนื้อหรือข้าวเหนียวได้ แต่ถ้าต้องการนำรากบัวมายำ ให้เลือกรากบัวขนาดเล็ก จะกรอบกว่า หากซื้อได้รากบัวที่มีดินอยู่ในรูก็ให้ใช้แปรงขนอ่อนค่อยๆ ทำความสะอาด การเก็บรักษารากบัวในตู้เย็นควรห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ก่อน ถ้าเป็นรากบัวที่มีดินหุ้มจะเก็บได้เป็นสัปดาห์ แต่ถ้าหั่นรากบัวเป็นชิ้นแล้วแนะนำว่าให้นำมาแช่น้ำส้มสายชูแล้วเก็บไว้ในถุงที่ปิดมิดชิด เก็บในตู้เย็นช่องธรรมดาหรือแช่ช่องแข็งก็ได้
รากบัวส่วนกลางเนื้อแน่น อร่อย เหมาะในการต้มซุป
From the publisher's feed
ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน
รายการนี้ นำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เกี่ยวกับไต้หวัน ขอเชิญรับฟังกัน อย่าพลาด แล้วคุณจะรู้จักไต้หวัน ตั้งแต่ยังไม่ได้เดินทางมาไต้หวัน