ที่นี่ไต้หวัน

ที่นี่ไต้หวัน

By รจรัตน์ ยนต์สุวรรณ, RtiSociety & CultureGovernment
Download on the App Store

ที่นี่ไต้หวัน episodes

  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 16 พ.ค.2566

         เคพกูสเบอร์รี(Cape Gooseberry) หรือมีชื่อเรียกไทยๆ ว่า “โทงเทงฝรั่ง” แต่บางคนก็เรียกว่า “ระฆังทอง” แม้เป็นผลไม้ที่ปลูกกันไม่มากในไต้หวัน บางคนอาจคุ้นเคย แต่บางคนอาจจะเห็นแล้วเป็นผลไม้แปลก แต่ที่ผ่านมา เริ่มวางขายทางออนไลน์ของสินค้าเกษตร หรือวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตเฉวียนเหลียน(PX Mart) กว่า 100 สาขาบ้างแล้ว นับเป็นผลไม้ที่น่าสนใจ เพราะส่วนใหญ่นิยมนำโทงเทงฝรั่งมาประดับเบเกอร์รีหรืออาหารฝรั่งเศสที่ขายในราคาสูง

    โทงเทงฝรั่งที่ปลูกในยุคแรกๆ (photo:秋菊阿嬤)

         แต่ในความเป็นจริง เด็กๆ หลายคนที่เติบโตในชนบทในไต้หวันเคยพึ่งพามันเพื่อเสริมวิตามิน เพียงแต่ว่าในปัจจุบันโทงเทงฝรั่งป่าหายากขึ้นเรื่อย ๆ และเค้กหรูก็ตกแต่งด้วยโทงเทงฝรั่งที่นำเข้าจากต่างประเทศ โชคดีที่มีเกษตรกรปลูกผลไม้ที่ตำบลปู้ไต้ เมืองเจียงอี้ ท่านหนึ่งที่ชื่อ ไช่จี๋หลง เอาชนะอุปสรรคและปลูกโทงเทงฝรั่งที่หายากกลับมาอีกครั้ง ทำให้อาม่าเพื่อนบ้านปลื้มจนน้ำตาไหลเมื่อได้กินโทงเทงฝรั่งที่หายไปนาน

         โทงเทงฝรั่งเป็นผลไม้เมืองหนาว เหมาะกับอากาศหนาว มักปลูกในเดือนกันยายนและเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ผลิของปีถัดไป แม้ว่าจะเป็นไม้ผลยืนต้น แต่ก็ไม่สามารถอยู่รอดในฤดูร้อนของไต้หวัน และต้องปลูกใหม่ทุกปี ปัจจุบันทั่วทั้งไต้หวันมีการปลูกประปราย ครอบคลุมพื้นที่มากสุดเพียง 1-2 เฮกตาร์ เนื่องจากเริ่มมีช่องทางการขาย หลังนำพันธุ์จากญี่ปุ่นเข้ามาปลูกที่มีผลขนาดใหญ่กว่า หวานกว่า จึงคาดว่าแนวโน้มธุรกิจมีอนาคตที่สดใสได้

    โทงเทงฝรั่งพันธุ์ใหม่(ซ้าย) ส่วนภาพขวาเป็นสายพันธุ์เดิม

         ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของโทงเทงฝรั่ง ต้องบอกว่าอุดมด้วยสารอาหารมากมาย โดยมีปริมาณโพแทสเซียม 2.6 เท่าของแอปเปิล มีธาตุเหล็ก 12.4 เท่าของแอปเปิล และมีวิตามินเอ 60 เท่าของแอปเปิล นอกจากนี้ ยังมีสารอาหารอื่นมากมายด้วย

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 9 พ.ค.2566

         มีคำกล่าวประโยคหนึ่งบอกว่า “เลือกวัตถุดิบให้ถูกชนิด แม้ปรุงด้วยวิธีที่ง่ายๆ แต่ก็มีความอร่อยได้” ประโยคนี้คงเหมาะกับหน่อไผ่หยก หรือลวี่จู๋สุ่น(綠竹筍) แน่นอน เพราะหน่อไผ่หยกเป็นผลผลิตทางการเกษตรตามฤดูกาล ส่วนใหญ่มีมากในช่วงหน้าร้อนของไต้หวัน เริ่มมีมากกลางเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน และยังเป็นช่วงที่อร่อยที่สุดในบรรดาหน่อไม้ที่มีอยู่ในไต้หวันด้วย ข้อแตกต่างระหว่างหน่อไผ่หยกหรือลวี่จู๋สุ่นกับหน่อไม้อื่นๆ คือ เมื่อหน่อโผล่ขึ้นเหนือพื้นดินมาจะโค้งลงเล็กน้อย จากนั้นจึงชูสูงขึ้น และตัวหน่อไม้จะมีความโค้งคล้ายกับเขาควาย มีโคนกว้าง เนื้อหนา ถือเป็นเอกลักษณะพิเศษของหน่อไม้ชนิดนี้ ซึ่งหน่อที่มีน้ำหนักประมาณ 300-400 กรัม ถือเป็นหน่อที่มีรสชาติอร่อยที่สุดด้วย

         สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตเถาหยวนบอกว่า พื้นที่เพาะปลูกหน่อไผ่หยกส่วนใหญ่ปลูกตั้งแต่เมืองซินจู๋ ขึ้นไปทางเหนือ เถาหยวน นิวไทเป กรุงไทเป จนถึงเมืองจีหลง เริ่มมีปริมาณมากกลางเดือนพฤษภาคม มากสุดในเดือนมิถุนายนและอร่อยที่สุดด้วย จากนั้นลดลงในเดือนสิงหาคมและกันยายน ส่วนเคล็ดลับการเลือกซื้อหน่อไผ่หยกให้อร่อย นอกจากมี 5 ประการ คือ ขาว โค้ง สั้น อ้วน คล้ายเขาควายแล้ว เมื่อจับชั่งด้วยมือให้ความรู้สึกมีน้ำหนัก และควรซื้อในช่วงเช้าที่ชาวบ้านเพิ่งเก็บไปขายที่ตลาด หรือซื้อหลังฝนตกก่อนหน้าหนึ่งวันจะมีความอร่อยเช่นกัน

         โดยทั่วไปแล้ว เมื่อหน่อไม้โผล่ขึ้นเหนือดินและถูกแสงแดด มันก็จะสร้างสาร " แทคซิฟิลลิน (taxiphyllin) " ซึ่งเป็นที่มาของความขมที่อยู่ในหน่อไม้ ดังนั้นหน่อไม้ที่มีลักษณะยาวและตรง หรือมีเปลือกสีเขียวมักมีรสขมอยู่ด้วย ส่วนหน่อที่มีรูจากหนอนชอนไชหรือมีแผลเป็น แบบนี้จะมีความแข็ง ควรตัดทิ้งก่อนนำไปปรุงอาหาร ถ้าปลายยอดของกาบใบ (ส่วนบนสุด) เริ่มบานมาก แสดงว่าหน่อไม้นี้ยิ่งแก่ แต่ถ้าปลายยอดกาบใบหุบแน่น หน่อไม้ก็ยิ่งอ่อน และสีของรอยตัดส่วนหัวจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อทิ้งไว้นาน ความอร่อยก็จะลดลงด้วย นอกจากนี้ หากแช่หน่อไม้ไว้ในน้ำนานเกินไป หรือน้ำที่ใช้ไม่สะอาด อาจจะติดเชื้อจุลินทรีย์ได้ง่าย ทำให้มีกลิ่น "ท่อน้ำเหม็น" จึงต้องหลีกเลี่ยงซื้อหน่อไม้แบบนี้

    หน่อไผ่หยกในฤดูกาล หวาน อร่อย

         หน่อไผ่หยกหรือลวี่จู๋สุ่นมีเซลลูโลส คาร์โบไฮเดรตต่ำ วิตามิน กรดอะมิโน แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เหล็ก ฯลฯ จัดเป็นอาหารสุขภาพที่ดี ขณะเดียวกันอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร ช่วยย่อยอาหาร กระตุ้นการบีบตัวของทางเดินอาหาร ช่วยขับถ่าย อย่างไรก็ตาม หน่อไม้เป็นผักฤทธิ์เย็น ผู้ที่ระบบทางเดินอาหารทำงานไม่ดี หรือม้ามและกระเพาะอาหารบกพร่อง ไม่ควรบริโภคมากเกินไป และเนื่องจากมีโพแทสเซียมสูง ผู้ที่ไตทำงานไม่ดีควรกินให้น้อยลง ส่วนวิธีการต้มหน่อไม้ ให้นึ่งในหม้อไฟฟ้าเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด โดยล้างหน่อไม้แล้วใส่ลงในหม้อใน จากนั้นปิดฝา เติมน้ำ 2 ถ้วยลงในหม้อชั้นนอก (ถ้วยตวงของหม้อไฟฟ้า) หลังนึ่งเสร็จแล้ว ปล่อยให้เย็น แล้วใส่ในตู้เย็นทันที  นอกจากนี้ยังต้มในน้ำได้ด้วย แต่แนะนำให้ต้มพร้อมเปลือกหลังจากล้างแล้ว จะช่วยรักษาความสด ความหวานได้ดีกว่า หลังจากต้มเสร็จแล้ว ปล่อยให้เย็น เก็บหน่อไม้และน้ำที่ต้มไว้ในตู้เย็น เพื่อรักษารสชาติดั้งเดิม และน้ำหน่อไม้มีกลิ่นหอม หวาน ใช้เป็นซุปปรุงอาหารหรือนำมาดื่มได้

    หน่อไผ่หยกนิยมผัดกับหมูหั่นชิ้น

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 2 พ.ค.2566

         ไต้หวันนิยมบริโภคมะเขือเทศผลเล็กที่เรียกว่า "อวี้นวี่玉女" หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “มะเขือเทศราชินี” หรือ “มะเขือเทศเชอร์รี” เป็นผลผลิตทางการเกษตรที่มีมูลค่าการผลิตสูง อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิที่อุณหภูมิสูงขึ้น ผลของมะเขือเทศราชินีจะเปลี่ยนสีไม่สมบูรณ์ ดังนั้น สถาบันวิจัยการเกษตรไต้หวัน(Taiwan Agricultural Research Institute:TARI) จึงได้พัฒนามะเขือเทศผลเล็กสีเหลือง "ไถหนงเบอร์ 2-ถังซิน(糖馨)" ที่มีกลิ่นหอมหวาน อร่อยไม่แพ้มะเขือเทศราชินี ผลทรงกลมสูง มีรสหวานกว่า แม้ผลจะเล็กกว่า แต่ให้ผลผลิตรวมที่สูงกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าปลูกในช่วงฤดูใบไม้ผลิ จะมีปริมาณการผลิตสูงกว่ามะเขือเทศราชินี 1 ถึง 2 เท่าที่เห็นได้อย่างเด่นชัด

          มะเขือเทศที่ปลูกในไต้หวันเป็นพืชผลทางการเกษตรที่เก็บเกี่ยวได้อย่างต่อเนื่อง ระยะเวลาการผลิตของมะเขือเทศผลเล็กทั่วไปเริ่มตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงประมาณเดือนกันยายน ต่อไปจนถึงเทศกาลเช็งเม้งของปีถัดไป แต่เมื่ออุณหภูมิร้อนขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ มะเขือเทศราชินีมักพบไหล่ผลยังเป็นสีเหลือง ไม่เปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลต่อรูปลักษณ์ ขายได้ราคาต่ำลง อีกทั้งผลผลิตไม่ดีเท่าฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว

    มะเขือเทศผลเล็กสีเหลือง ไถหนงเบอร์เบอร์ 2 หวาน อร่อย

          คังเล่อ(康樂) ผู้ช่วยนักวิจัยของสถาบันวิจัยการเกษตรบอกว่า ปริมาณน้ำตาลของ "ถังซิน" ใกล้เคียงกับมะเขือเทศราชินีประมาณ 8 - 12 องศาบริกซ์ และความหวานของมะเขือเทศถังซินมีอัตราส่วนกรดน้ำตาลต่ำกว่า จึงให้รสเปรี้ยวและมีกลิ่นหอมหวานด้วย แม้เปลือกมะเขือเทศถังซินจะหนากว่าเมื่อเทียบกับมะเขือเทศราชินี แต่อัตราการปริแตกของผลสุกที่มีปริมาณเท่ากันจะต่ำกว่าเช่นกัน

    มะเขือเทศราชินี(ภาพบน) มะเขือเทศถังซิน(ภาพล่าง)

          นอกจากนี้ ผลเดี่ยวของมะเขือเทศถังซินมีน้ำหนักประมาณ 7 - 8 กรัม ซึ่งเล็กกว่ามะเขือเทศราชินีที่มีค่าเฉลี่ย 8 - 10 กรัม จากการทดลองเพาะปลูกที่ดำเนินโดยสถาบันวิจัยการเกษตรพบว่า มะเขือเทศราชินีต้นเดียวที่ปลูกในฤดูใบไม้ผลิปี 2021 ให้ผลผลิตรวม 500 กรัม แต่มะเขือเทศถังซินเก็บเกี่ยวได้ 1 กิโลกรัม ส่วนมะเขือเทศราชินีต้นเดียวที่ปลูกในฤดูใบไม้ผลิปี 2022 มีเพียง 200 กรัม แต่มะเขือเทศถังซินมีผลผลิต 700 กรัม กล่าวได้ว่ามะเขือเทศถังซินที่ปลูกในช่วงที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นในฤดูใบไม้ผลิมีผลผลิตที่ดีกว่า คาดว่าจะมีการถ่ายโอนเทคนิคในปีนี้ และผู้ประกอบการยังต้องใช้เวลาอีก 1 ปีในการผสมพันธุ์ เพาะต้นกล้าจึงจะขายให้เกษตรกรได้

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 25 เม.ย.2566

         หากพูดถึงลูกหม่อน หลายคนคงจะรู้จักดี แต่ก็ยังมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “มัลเบอร์รี” เป็นผลไม้ในตระกูลเบอร์รี เช่นเดียวกับสตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี ที่อุดมไปด้วยสารอาหารและคุณประโยชน์มากมาย สำหรับในไต้หวันไม่ค่อยมีใครปลูกขายในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากการเพาะปลูกและการเก็บผลล้วนต้องอาศัยแรงงานคน ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวและระยะเวลาการขายก็สั้น พื้นที่เพาะปลูกจึงลดลงทุกปี เหลือเพียง 56.92 เฮกตาร์ แม้จะปลูกลดลง แต่ฟาร์มตระกูลเฉิน "เฉิน เจียจวง陳稼莊" ในไถหนานกลับสร้างรายได้มหาศาล คุณเฉินคุนเซิน(陳坤生) เจ้าของฟาร์มได้ดื่มน้ำหม่อนเมื่อ 30 ปีก่อน พบว่า น้ำหม่อนอุดมไปด้วยสารอาหารและวิตามิน จึงผันตัวจากเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่เป็นเกษตรกรปลูกหม่อนแบบอินทรีย์โดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและยากำจัดวัชพืช

    หม่อนที่ฟาร์มเฉินเจียจวงปลูกเป็นพันธุ์ผลกลม

         การเก็บรักษาหม่อนสดไม่ใช่เรื่องง่าย คุณเฉินคุนเซินใช้วิธีการแปรรูปผลหม่อนตั้งแต่เริ่มต้น นอกจากปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตแล้ว ยังเอาชนะอุปสรรคการแปรรูปต่างๆ และพัฒนาน้ำหม่อนที่เก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องได้ สร้างโรงงานแปรรูปเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เช่น น้ำส้มสายชูผลไม้  เยลลี ฯลฯ นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์หม่อนคุณภาพสูงยังประสบความสำเร็จการขายสู่ไฮเปอร์มาร์เก็ต Costco ยิ่งไปกว่านี้ ยังส่งออกผลิตภัณฑ์หม่อนมูลค่ากว่า 30 ล้านเหรียญไต้หวันต่อปี ซึ่งตำนานการปลูกหม่อนขณะนี้กำลังสืบทอดโดยลูก ๆ ของเขา เฉินโป๋จัง(陳柏璋) ลูกชายของเขายังได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 100 เกษตรกรรุ่นใหม่เมื่อปีที่แล้ว และเผยแพร่ข้อมูลการปลูกหม่อนและพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปให้กับเกษตรกรท่านอื่นด้วย

    หม่อนของฟาร์มเฉินเจียจวง

         ในสายตาของเกษตรกรคนอื่นๆ เมื่อ 30 ปีที่แล้ว คุณเฉินคุนเซิน จัดเป็นคนทำอะไรก็แปลกไปหมด ไม่ว่าพืชผลเลือกปลูก วิธีการปลูก และวิธีการขาย คุณเฉินโป๋จัง บุตรชายของเขาบอกว่า หม่อนมีอายุการเก็บเกี่ยวที่สั้น ซึ่งแตกต่างจากกล้วย สับปะรด และผลไม้อื่น ๆ และการเก็บเกี่ยวนั้นใช้แรงงานจำนวนมาก นอกจากนี้ หม่อนยังออกเสียงเหมือนกันกับคำไว้ทุกข์ในภาษาจีน ดังนั้น เกษตรกรจำนวนมากจึงไม่นิยมปลูก เมื่อคุณพ่อเขาปลูกก็ไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี ซึ่งขัดแย้งกับการทำเกษตรแบบเดิมๆ หันมาใช้มูลวัว มูลไก่  มูลสุกร กากถั่วเหลือง ใบไม้ร่วงในสวน และกากที่ได้จากการแปรรูป นำมาหมักเป็นปุ๋ยเพื่อใช้เอง ส่วนวิธีการขายผลิตผลก็ไม่ได้ขายแบบผลไม้สด แต่หันไปแปรรูปโดยเฉพาะ

    เฉินโป๋จัง ผู้รับผิดชอบขยายตลาดต่างประเทศ

          หม่อนที่ฟาร์มของตระกูลเฉินปลูกเป็นหม่อนผลกลม เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดงดำ รสหวานอมเปรี้ยว อร่อย เมื่อนำมาแปรรูปไม่ต้องเติมสารปรุงแต่งใดๆ ซึ่งผู้รับผิดชอบขยายตลาดต่างประเทศคือคุณเฉินโป๋จัง เขาไปต่างประเทศเพื่อเข้าร่วมนิทรรศการอาหาร จนได้ใบสั่งซื้อจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น แคนาดา สิงคโปร์ และฮ่องกงอย่างต่อเนื่อง เหตุผลที่ได้รับการตอบรับจากตลาดต่างประเทศคือ "รสชาติดี" ซึ่งการส่งออกช่วงแรกต้องอาศัยตลาดคนจีน แต่ต่อมามีการรวมรสของน้ำผลไม้อยู่ในแพ็คเดียวกัน เช่น มีน้ำหม่อน น้ำเสาวรส และน้ำสตรอว์เบอร์รี ชาวต่างชาติไม่รู้จักน้ำหม่อนเท่าใดนัก แต่อยากลองเพราะมีน้ำเสาวรสกับน้ำสตรอว์เบอรีด้วย แต่เมื่อชิมน้ำหม่อนแล้วติดใจก็เลยซื้อซ้ำ

    โรงงานแปรรูปหม่อนสร้างขึ้นตั้งแต่ 18 ปีที่แล้ว

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 18 เม.ย.2566

         ผึ้งเป็นแมลงที่มีประโยชน์มากมาย นอกจากช่วยทำน้ำผึ้งแล้ว ผึ้งยังช่วยผสมเกสรของพืชเศรษฐกิจมากมายอีกด้วย แม้ไต้หวันจะมีเทคโนโลยีการเพาะปลูกที่ทันสมัย แต่การเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจหลายชนิดยังต้องใช้ผึ้งในการช่วยผสมเกสรเพื่อเพิ่มผลผลิต การใช้ผึ้งช่วยผสมเกสรสำหรับเกษตรกรที่ปลูกพืชในเรือนกระจก บางครั้งต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ เช่น ขาดแคลนลังผึ้งขณะที่เป็นช่วงฤดูกาลผลิตน้ำผึ้งขายของผู้เลี้ยงผึ้ง เพื่อสร้างความสะดวก ง่ายต่อการทำงาน และมีความปลอดภัย ภาควิชากีฏวิทยา มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ได้พัฒนาเทคนิคที่ไม่ต้องใช้ผึ้งนางพญา หันมาใช้ฟีโรโมนแทนเพื่อควบคุมให้ผึ้งงานทำงาน ทำให้การใช้จำนวนของผึ้งงานจากหลักหมื่นตัวลดลงเหลือแค่หลักพันก็ยังผสมเกสรได้ และผึ้งงานยังมีความเชื่องขึ้น

    ผึ้งช่วยผสมเกสร เพิ่มผลผลิตให้เกษตรกร

         เกษตรกรที่ทดลองใช้เทคนิคดังกล่าวล้วนบอกว่าดี และอยากที่จะซื้อมาใช้อีก ซึ่งเทคนิคนี้ปัจจุบันได้ถ่ายโอนสิทธิ์ให้กับผู้ประกอบการ เพื่อผลิตขายให้กับเกษตรกร ทำให้เกษตรกรมีผึ้งช่วยผสมเกสรได้ตลอดทั้งปี หยางเอินเฉิง(楊恩誠) ศต.สาขากีฏวิทยา มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันบอกว่า ซุกินีซึ่งเป็นพืชตระกูลแตง เมลอน สตรอว์เบอร์รี ล้วนเป็นพืชที่ต้องอาศัยผึ้งในการผสมเกสร หากไม่มีผึ้งช่วยผสมเกสร ผลผลิตต่ำที่ได้จะต่ำ ผลผิดรูปง่าย ขายได้ราคาน้อยลง ซึ่งการผสมเกสรด้วยคนจะเสียเวลา เพิ่มต้นทุนค่าแรง และยังผสมเกสรไม่สมบูรณ์อีกด้วย

    สตรอว์เบอร์รีที่ไม่มีผึ้งผสมเกสร รูปไม่สวย

         ไม่กี่ปีนี้เกิดภาวะอากาศแปรปรวนทั่วไต้หวัน การเพาะปลูกพืชที่มีการติดตั้งอุปกรณ์การเพาะปลูกมีพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 30,726 เฮกตาร์ เกษตรกรเพาะปลูกพืชในเรือนกระจกเพิ่มขึ้น 3.3 เท่า ความต้องการผึ้งในการช่วยผสมเกสรเพิ่มขึ้น เซี่ยเสียงเหวิน(謝祥文) ผู้รับผิดชอบบริษัทไบโอเทคโนโลยีคุนเสียงและยังเป็นนักศึกษาปริญญาเอก สาขากีฏวิทยา มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน บอกว่า การปลูกพืชในเรือนกระจกจะปิดกั้นสิ่งมีชีวิตภายนอก ไม่สามารถให้แมลงจากธรรมชาติเข้าไปช่วยผสมเกสรในเรือนกระจก เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องสั่งซื้อลังผึ้งจากผู้เลี้ยงผึ้งเพื่อช่วยผสมเกสรให้กับพืชที่เพาะปลูกในเรือนกระจก

    การดูแลผึ้งทั่วไปต้องสวมชุดป้องกันผึ้งต่อย

         ตามวงจรชีวิตของผึ้ง ลังผึ้งแบบดั้งเดิมจะมีผึ้งงานแบ่งหน้าที่กันทำงาน ส่วนหนึ่งทำหน้าดูแลอยู่ในรังผึ้ง อีกส่วนหนึ่งเป็นผึ้งสนามที่บินออกไปนอกรังเพื่อสำรวจและหาอาหาร เซี่ยเสียงเหวิน(謝祥文) ยังบอกว่า เวลาที่ผึ้งสนามบินออกไปหาน้ำหวานมักจะบินไปในตำแหน่งที่มีแสงอาทิตย์ หลังจากที่เกษตรกรซื้อลังผึ้งดั้งเดิมมาเลี้ยงไว้ในเรือนกระจกที่ปลูกพืช ผึ้งก็จะบินในทิศทางที่มีแสงอาทิตย์ จึงมักบินชนตาข่ายจนผึ้งงานเสียชีวิตที่ส่งผลประสิทธิภาพการผสมเกสรลดลง ถ้าพื้นที่เพาะปลูกในเรือนกระจกมีขนาดใหญ่จะพบว่าอาหารของผึ้งจะไม่พอ ผึ้งก็จะบินชนตาข่ายบ่อยจนทำให้ผึ้งตาย แต่ถ้าพื้นที่เพาะปลูกในเรือนกระจกมีขนาดเล็ก ผึ้งก็จะหิวง่าย และมีการจู่โจมสูง

    การเลี้ยงผึ้งโดยไม่ต้องใช้ผึ้งนางพญาในการช่วยผสมเกสร

         สำหรับเทคนิคที่ไม่ต้องใช้ผึ้งนางพญา ขณะนี้มีเกษตรกรทดลองนำไปใช้งานเกือบ 90 รายแล้ว ผลการใช้งานส่วนใหญ่บอกว่ามีความสะดวก ดูแลง่าย บางคนถึงกับลืมว่าไม่มีผึ้งนางพญาอยู่ด้วย และผึ้งก็มีความเชื่อง เกษตรกรที่ใช้ไม่ถูกผึ้งต่อยอีก และอยากใช้เทคนิคนี้ต่อไปด้วย เกษตรกรหยางซื่อเจีย(黃士珈) ที่ปลูกแตงกวาเล็กและซุกินี ในเมืองหยุนหลิน บอกว่า ถ้าเทียบกับการใช้คนในการช่วยผสมเกสรแล้ว การใช้ลังผึ้งที่ไม่มีผึ้งนางพญา ผลผลิตที่ได้เสียหายลดลงเหลือประมาณ 1 ใน 10 นอกจากนี้ ยังดูแลง่าย ความต้องการอาหารให้กับผึ้งงานน้อยลง เพียงแค่วางน้ำเปล่าที่สะอาดไว้ข้างๆ ลังผึ้งก็เพียงพอแล้ว ประหยัดแรงงาน ประหยัดเวลา 

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 11 เม.ย.2566

         บนเกาะไต้หวันมีหน่อไม้กินตลอดปี เริ่มจากหน่อไผ่ลูกศร(箭筍), หน่อไผ่กุ้ยจู๋(桂竹筍), หน่อไผ่ลวี่จู๋(綠竹筍), หน่อไผ่เจี้ยวเกา (轎篙筍), หน่อไผ่หมาจู๋ (麻竹筍) ได้กินเรื่อยไปจนถึง หน่อไผ่ตงจู๋(冬筍筍) อาหารรสเลิศเหล่านี้มักจะชวนน้ำลายสอ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหน่อไผ่ลูกศรต้องเก็บในป่าเกือบทั้งหมด ปริมาณจึงจำกัด และไม่เพียงพอสำหรับส่งไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตได้ เฉพาะตลาดท้องถิ่นในพื้นที่การผลิตเท่านั้นจึงจะมีขาย จางจินหั่ว (張金火) ผู้ใหญ่บ้านบอกว่า หมู่บ้านเหลี่ยงหู (兩湖) ในเขตจินซัน นครนิวไทเป พูดแบบติดตลกว่า "ต้องมีบุญพา วาสนาส่งเท่านั้น จึงจะได้กิน" นอกจากนี้ หน่อไผ่ลูกศรอนุญาตให้ชาวบ้าน 22 หมู่บ้านในเขตซื่อหลิน( 士林) ตั้นสุ่ย(淡水) ซานจือ(三芝) สือเหมิน(石門)จินซาน(金山)  และว่านหลี่(萬里) เข้าไปเก็บได้ในป่าบนภูเขาเท่านั้น

    ผู้ใหญ่บ้านจางจินหั่ว เชี่ยวชาญในการเก็บหน่อไผ่

         ผู้เก็บหน่อไผ่ลูกศรมีทักษะพิเศษ สามารถแบกหน่อไผ่ลูกศรน้ำหนักกว่าร้อยกิโลกรัมลงทางลาดชันได้ พวกเขามีสายตาที่ดีเยี่ยม เพียงแค่ปลายหน่อที่โผล่ออกมาเพียง 5 ซม.จากพื้นดินที่เต็มไปด้วยใบไม้ร่วงและกิ่งไม้แห้งๆ ก็ไม่อาจหลบหลีกสายตาผู้เก็บที่แหลมคม และพวกเขายังมีทักษะในการรู้ทิศทางเดินที่ยอดเยี่ยม โดยไม่ต้องมีป้ายบอกทิศทางก็ยังเดินทางออกจากป่าได้อย่างปลอดภัย

    หน่อไผ่ลูกศรที่โผล่เหนือพื้นดิน

         ในอดีตช่วงที่หน่อไผ่ลูกศรมีมาก ทุกคนต่างต้องการเก็บหน่อไผ่ในฤดูกาลที่ 2 (ประมาณเดือนส.ค.-ก.ย.) ถ้าพูดให้โอเวอร์หน่อย เงินที่ใช้สร้างบางตึกในตำบลเหลี่ยงหูล้วนมาจากการเก็บหน่อไผ่ลูกศร นอกจากนี้ ผู้ใหญ่บ้านจางจินหั่วที่มีความขยันมักจะออกจากบ้านตั้งแต่เช้า พกข้าวปั้นขึ้นเขาเพื่อเก็บหน่อไม้ เมื่อเก็บได้จนเต็มถุงจึงจะยอมลงจากเขา ซึ่งผู้ที่ขึ้นเขาเก็บหน่อไม้ล้วนไม่มีการแบ่งแย่งพื้นที่กัน ล้วนอาศัยฝีมือของแต่ละคน อย่างไรก็ตาม ในอดีต อุทยานหยางหมิงซานเคยห้ามผู้คนเก็บหน่อไผ่ แต่ต่อมานักวิชาการให้ความเห็นว่า หน่อไผ่ลูกศรเป็นพืชที่มีจำนวนมาก และการเก็บไปใช้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือธรรมชาติ ต่อมารัฐบาลจึงเปิดให้ผู้คนขึ้นเขาเก็บหน่อไผ่แบบมีเงื่อนไขด้วยการลงทะเบียนก่อน

    การลอกเปลือกหน่อไผ่ไม่ใช่เรื่องง่าย

          การเก็บหน่อไผ่ลูกศรเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปอกเปลือกนอกของหน่อไม้เป็นสิ่งที่ยาก จางจินหั่ว บอกว่า ตัวเองเก็บหน่อไผ่เสร็จบ่าย 2-3 โมงก็จะลงจากเขา จากนั้นสมาชิกในบ้านก็เริ่มทำการล้าง ปอกเปลือก ต้องทำจนถึง 3-4 ทุ่มจึงจะเสร็จงาน เปลือกนอกของหน่อไม้แข็งมาก ต้องใช้มีดแหลมคมกรีดให้เป็นเส้น แล้วบิดไปมาให้เปลือกหลุด จากหน่อไม้ที่พร้อมเปลือกน้ำหนัก 3 ชั่ง(1.8 กก.) เมื่อปอกเปลือกแล้วเหลือเพียง 600 กรัม แต่ปัจจุบันเนื่องจากขนาดของหน่อไม้เล็กใหญ่ไม่เท่ากัน กลายเป็นว่าจากหน่อไม้พร้อมเปลือก 2.1 กก. เมื่อปอกเปลือกแล้วเหลือเพียง 600 กรัม ส่วนในเรื่องของราคาซื้อขายนั้น ถ้าเป็นตลาดสดจินซาน หน่อไม้ลูกศรน้ำหนัก 600 กรัม ขายได้ 350 เหรียญไต้หวัน ตลาดสดเป่ยโถวขาย 400 เหรียญไต้หวัน/นน.600 กรัม ซึ่งมีลูกค้าแซ่หยางรายหนึ่งฝากเพื่อนที่ซานจือซื้อน้ำหนัก 600 กรัม ราคา 500 เหรียญไต้หวัน เธอบอกว่ากินปีละครั้ง แพงหน่อยก็ไม่เป็นไร

    ผัดหน่อไผ่ใส่หมูเส้น

          เมื่อซื้อหน่อไผ่ลูกศรไปแล้วจะนำไปปรุงอาหารอย่างไร? วิธีการที่นิยมมากที่สุดคือการนำไปผัดกับซีอิ๊ว ใส่เนื้อต่างๆ ตามใจชอบ เช่น เนื้อหมูเส้น พร้อมกับใส่เห็ดหอมลงไป ซึ่งแม่บ้านแซ่จางรายหนึ่งบอกว่า เนื่องจากเวลาผัดหน่อไม้รสชาติจะเข้าเนื้อยาก ดังนั้นจึงต้องเติมรสชาติจัดหน่อย หน่อไม่ลูกศรเมื่อนำไปผัดแล้วใช้เป็นกับแกล้มของคนดื่มเหล้าอย่างดี จะผัดครั้งละเยอะหน่อยก็ได้ แล้วเก็บไว้อุ่นกินในครั้งต่อไปก็ยังอร่อย แต่ถ้าใครที่อยากกินหน่อไผ่ที่รสจืดหน่อย สามารถใช้ด้ามมีดตบหน่อไม้ให้แตกเล็กน้อย เพื่อให้รสชาติเข้าเนื้อหรือไม่ก็นำไปต้มซุปกับเกี่ยมไฉ่กับกระเพาะหมูก็อร่อยมาก

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 4 เม.ย.2566

         ตอนนี้อะไรก็แพงขึ้นทั้งนั้น หมูก็แพงขึ้น ไก่ก็แพงขึ้น ไข่ไก่ก็แพงขึ้นแถมยังขาดแคลนอีก ผู้บริโภคก็คงต้องปรับวิถีชีวิตเพื่อสู้กับภาวะของแพง หันไปกินอาหารบางอย่างที่แทนที่กันได้และมีราคาถูกกว่า อย่างในช่วงที่ไข่ไก่ราคาแพง ปริมาณการผลิตลดลง สมาคมเกษตรเขตซินซื่อของนครไถหนานก็ออกมาเชิญชวนให้ผู้คนหันมากินถั่วแระแทนไข่ไก่ เพราะว่าถั่วแระมีคุณค่าทางโภชนาการที่มีโปรตีนไม่แพ้ไข่ไก่ ส่วนถ้าหมูแพงขึ้น เราจะหันมากินอาหารอะไรได้บ้าง น่าจะหันมากินปลาก็ดีนะ ย่อยง่ายด้วย เพราะจีนระงับการนำเข้าปลาไต้หวันด้วย

     PRRS เป็นโรคที่กระทบต่อหมูตัวเล็กมากที่สุดในปัจจุบัน

         อย่างไรก็ตาม หมูหรือสุกรก็ถือเป็นอาหารที่ชาวจีนชื่นชอบ และเมื่อถึงช่วงเทศกาลสำคัญๆ ที่มีการเซ่นไหว้เจ้าหรือไหว้บรรพบุรุษ หมูก็เป็นสิ่งขาดไม่ได้เสียด้วย ราคาประมูลขายของหมูมีชีวิต(หรือหมูที่มีขนที่มักเรียกด้วยภาษาจีนว่า “เหมาจู毛豬”) ณ วันที่ 11 มีนาคม 2566 อยู่ที่กิโลกรัมละ 90 เหรียญไต้หวัน ทุบสถิติสูงสุดในรอบ 40 ปี และในช่วงต่อไปก็จะมีการปรับตัวสูงขึ้นอีก คาดว่าทะลุ 100 เหรียญไต้หวันต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัมแน่นอน

         สมาคมผู้เลี้ยงหมูในไต้หวันบอกว่า ปีที่แล้ว อากาศหนาวในช่วงฤดูหนาว ส่งผลทำให้หมูตัวเล็กเกิดโรคท้องร่วง และโรคพี อาร์ อาร์ เอส(porcine reproductive and respiratory syndrome: PRRS) ซึ่งก็คือกลุ่มอาการของโรคที่เกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์และติดเชื้อทางเดินหายใจ นอกจากนี้ ในปี 2020 เริ่มเปิดนำเข้าหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดงจากต่างประเทศ รัฐฯ ให้เงินอุดหนุนการสร้างฟาร์มเลี้ยงใหม่เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมู ทำให้เลี้ยงหมูลดลง และช่วงถัดไปเข้าสู่หน้าร้อน ความอยากอาหารของหมูลดลงเพราะอากาศร้อนขึ้น กินได้น้อยลง โตช้า แต่ช่วงเทศกาลเช็งเม้ง เทศกาลบ๊ะจ่าง เทศกาลสารทจีน และเทศกาลไหว้พระจันทร์ซึ่งเป็นเทศกาลใหญ่มีความต้องการหมูเพิ่มขึ้น

    ข้าวโพดเป็นอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้นมากที่สุด

         สาเหตุอีกประการหนึ่งคือ อาหารสัตว์ที่ถีบตัวสูงขึ้นก็ทำให้ราคาหมูแพงขึ้นด้วย สภาเมล็ดพืชประเทศสหรัฐ อเมริกา (U.S. Grains Council-USGC) และสมาคมอาหารสัตว์เผยว่า การระบาดของโรคโควิด 19 รวมทั้งสงครามรัสเซียยูเครน ส่งผลให้อาหารสัตว์ยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ ต้นทุนการผลิตของหมูมีชีวิต 60 % มาจากอาหารสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าวโพดถือว่าปรับสูงขึ้นมากที่สุด ปัจจุบันแม้อาหารสัตว์จะไม่ปรับสูงขึ้นอีกแต่ราคาก็จะไม่ลดลงเหมือนราคาในอดีต เกษตรกรเลี้ยงหมูคาดหวังให้รัฐบาลเคารพต่อกลไกลการตลาด ก็คือขึ้นและลงตามอุปสงค์ – อุปทาน รัฐบาลไม่ควรเข้ามาแทรกแซงในกระบวนการตลาดมากเกินไป

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 28 มี.ค.2566

         แม้ไต้หวันจะปลูกอ้อยเพื่อหีบคั้นทำเป็นน้ำตาลทรายน้อย แต่กากอ้อยที่เหลือก็ไม่เคยทิ้งเป็นของเสียที่เปล่าประโยชน์ มีการนำมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อใช้ปรับสภาพของดิน ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากกากอ้อยคือบริษัทไต้หวันชูการ์ แต่เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูง ขายให้เกษตรกรในราคาต่ำ ทางบริษัทไต้หวันชูการ์จึงใช้วิธีหมักปุ๋ยอินทรีย์แบบดั้งเดิมที่นานถึง 1 ปี ปัจจุบันมีเกษตรกรไม่น้อยหันมาใช้ปุ๋ยจากกากอ้อยควบคู่กับปุ๋ยทั่วไป เพราะกากอ้อยจะเพิ่มช่องว่างในดิน มีประโยชน์ต่อรากของพืชที่ปลูก

    กากอ้อยที่กองพะเนิน

         ไต้หวันมีพื้นที่ปลูกอ้อย 8,500 เฮกตาร์ ในจำนวนนี้เกือบ 8,000 เฮกตาร์ที่ปลูกได้จะใช้เป็นวัตถุดิบส่งให้กับโรงงานผลิตน้ำตาล 2 แห่ง คือ โรงงานหูเหว่ยและซ่านฮั่ว ส่วนกากอ้อยที่เหลือจากการหีบแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยส่วนหนึ่งใช้ในโรงงานเพื่อทำเป็นเชื้อเพลิง อีกส่วนหนึ่งนำมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ยกตัวอย่างโรงงานผลิตน้ำตาลซ่านฮั่วที่นครไถหนาน มีกากอ้อยประมาณ 60,000 ตัน/ปี ในจำนวนนี้มี 40,000 ตัน ใช้เป็นเชื้อเพลิง ส่วนอีก 20,000 ตันส่งไปยังโรงงานหมักปุ๋ยอินทรีย์ที่ซินอิ๋งและซ่านฮั่ว

         หวงเหรินจู๋(黃仁足) ช่างเทคนิคที่ดูแลฝ่ายผลิตของบริษัทน้ำตาลไต้หวันชูการ์บอกว่า การผลิตน้ำตาลจะมีผลพลอยได้คือกากอ้อยและน้ำตาลที่ไม่จับตัว ซึ่งน้ำตาลส่วนนี้มีความข้นหนืด ยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง หากเติมน้ำ เติมกากอ้อย สามารถทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้ และในกระบวนการหมักยังส่งกลิ่นหอมหวานออกมาด้วย แต่กากอ้อยที่เพิ่งออกจากเตามีความร้อนไม่สามารถนำไปผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้ทันที ต้องเก็บไว้ในคลังสินค้าประมาณ 10 เดือน เนื่องจากกากอ้อยมีเส้นใยหยาบสูง สลายยาก ต้องผ่านกระบวนการหมักด้วยออกซิเจนประมาณ 9 - 10 เดือน ให้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลาย จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการหมักครั้งที่ 2 ด้วยการพลิกกลับไปกลับมาหลายครั้ง เพื่อให้เกิดกระบวนการหมักเต็มที่ จนกากอ้อยเน่าเปื่อย ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จึงจะมีสภาวะคงที่ หากไม่ผ่านขั้นตอนที่ 2 เมื่อนำไปใช้งาน มันจะผ่านกระบวนการหมักในดินเป็นครั้งที่ 2 อีก กากอ้อยจะแย่งสารไนโตรเจนจากดิน ทำให้พืชที่ปลูกขาดไนโตรเจนจนเกิดใบเหลืองได้

    ไร่ส้มโอที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากกกากอ้อยเพื่อปรับสภาพดิน

         ปุ๋ยอินทรีย์ที่ทำมาจากกากอ้อยมีความบริสุทธิ์ นอกจากลำอ้อยแล้ว ไม่มีวัตถุดิบอื่นเจือปน  ซึ่งปุ๋ยอินทรีย์ทั่วไปแบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้งานได้ 2 แบบ โดยแบบแรกใช้ทำเป็นปุ๋ย และอีกแบบคือใช้เพื่อปรับสภาพดิน การทำเป็นปุ๋ยที่เป็นแบบแรกจะให้สารอาหารเร็ว เพราะมีส่วนประกอบไนโตรเจนมาก เช่น ปุ๋ยจากกากถั่วเหลือง เป็นต้น ส่วนการทำปุ๋ยอินทรีย์จากกากอ้อยเพื่อปรับสภาพดิน ต้องใช้เป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม เกษตรกรมักชอบปุ๋ยที่ให้สารอาหาร ไม่ได้คำนึงถึงปุ๋ยที่ใช้ในการปรับสภาพดิน มีเกษตรกรบางคนปลูกพืชออร์แกนิก 10 กว่าปี แต่ดินที่ปลูกมีสารอินทรีย์ไม่ถึง 2% เหตุเป็นเพราะใช้ปุ๋ยเพื่อวัตถุประสงค์ให้สารอาหาร แต่ไม่ให้ความสำคัญต่อการปรับสภาพดิน ทั้งนี้ การเพาะปลูกจะมีการใช้สารอินทรีย์ในดินตลอดเวลา ดังนั้นการปรับสภาพดินก็เหมือนกับการรักษาดิน กากอ้อยจะมีสารอินทรีย์ที่มีประโยชน์ ช่วยปรับสภาพสารที่อยู่ในดินได้ เส้นใหญ่หยาบสามารถเพิ่มรูหรือรอยต่อพื้นดิน ช่วยรักษาน้ำ รักษาปุ๋ยไม่ให้สารอาหารไหลไปที่อื่น และสารอินทรีย์ยังช่วยหล่อเลี้ยงจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ได้ด้วย

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 21 มี.ค.2566

         ไต้หวันมีพื้นที่เพาะปลูกสตรอว์เบอร์รีประมาณ 530 เฮกตาร์ ผลผลิตแต่ละปีมูลค่าสูงถึง 1,400 ล้านเหรียญไต้หวัน ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ และช่วงนี้เป็นฤดูสตรอว์เบอร์รี ผู้คนมักชื่นชอบไปเก็บผลในฟาร์มหรือในไร่ อย่างไรก็ตาม สตรอว์เบอร์รีเป็นผลไม้ที่กลัวฝน หากช่วงไหนฝนตกเยอะก็จะสร้างความเสียหายหนัก เพราะฉะนั้นจึงมีการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพอากาศที่แปรปรวนในปัจจุบัน

    สตรอว์เบอร์รีเฮยจ้วน(黑鑽)  สีเข้มกว่า เนื้อแน่น กรุบอร่อย ทนต่อการขนส่ง

         ในไต้หวันมีเกษตรกรท่านหนึ่งชื่อ “สวี่หมิงซิง許明興” เป็นเกษตรกรที่มีความเชี่ยวชาญในการเพาะพันธุ์สตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์ใหม่ต่อเนื่องอย่างไม่ขาดสาย โดยก่อนหน้านี้ได้ใช้เวลา 5 ปี พัฒนาสตรอว์เบอร์รีพันธุ์ “อิวเสวี่ย優雪” ที่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์ “ผิงกั่ว蘋果” และ “เซียงมี่蜜香” มีความทนต่อฝน ไม่เละง่าย มีกลิ่นหอม รสหวาน อร่อย และมาในปีนี้ท่านได้เปิดตัวสตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์ใหม่อีก โดยตั้งชื่อว่า “เฮยจ้วน黑鑽” และยังเป็นพันธุ์ที่เกิดจากการผสมระหว่างผิงกั่วและเซียงมี่ แต่พันธุ์ใหม่เฮยจ้วน มีข้อดีกว่าพันธุ์อิวเสวี่ยคือ สีเข้มกว่าเดิม เนื้อแน่นกว่า กรุบอร่อย ทนต่อการขนส่งมากกว่า

    สตรอว์เบอร์รีปลูกในเรือนกระจก

         สวี่หมิงซิง มีประสบการณ์ปลูกสตรอว์เบอร์รีนานกว่า 30 ปี มีแปลงเพาะต้นกล้าตั้งอยู่บนภูเขาหม่าลาปัง(馬拉邦山) เมืองเหมียวลี่ ท่านเป็นผู้ที่ชอบพัฒนาสตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์ใหม่ๆ และแจกจ่ายให้กับเกษตรกรปลูก เคยได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น จนได้รับฉายา “บิดาต้นกล้าสตรอว์เบอร์รี” ปัจจุบันยังมีฟาร์มสตรอว์เบอร์รีท่องเที่ยวสตอเบอรี่ชื่อ strawberryworld อยู่ที่ไทจงอีกด้วย

    สตรอว์เบอร์รีปลูกในเรือนกระจก

         สวี่หมิงซิงยังบอกด้วยว่า การปรับปรุงสตรอว์เบอร์รีพันธุ์ใหม่ส่วนใหญ่ต้องใช้เวลา 5-6 ปี มีขั้นตอนมากมาย ตั้งแต่ผสมพันธุ์ เพาะปลูก จนถึงได้ผลผลิต ทดลองกิน ทดลองปลูก ซึ่งเมล็ดพันธุ์ที่ปลูกได้ 500 ต้น สุดท้ายคัดเหลือประมาณ 10 ต้นเท่านั้น ในปีนี้ สตรอว์เบอร์รีพันธุ์เซียงสุ่ยได้รับผลกระทบจากหนอนแมลงรบกวน ผลผลิตลดลง จึงมีการปลูกทดแทนด้วยพันธุ์อิวเสวี่ย,ผิงกั่ว และเฮยจ้วน เขาบอกว่า สตรอว์เบอร์รีไม่กลัวความหนาว แต่กลัวฝน ช่วงที่ผ่านมา อากาศกลางวันประมาณ 20 องศาเซลเซียส กลางคืนประมาณ 10 องศา ถือเป็นสภาพอากาศที่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของสตรอว์เบอร์รีมากที่สุด หลังกลางเดือนกุมภาพันธ์ เป็นฤดูกาลของสตอเบอรี่ในไต้หวัน คาดว่าจะมีผลผลิตมากจนถึงต้นเดือนเมษายนนี้

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 14 มี.ค.2566

         ดอกพุซซี่วิลโล่(Pussy willow) ภาษาจีนเรียกว่า อิ๋นหลิ่ว(銀柳) หรือมีชื่อเรียกอย่างอื่น เช่น ดอกตุ่มเงินตุ่มทอง ดอกต้นเงินต้นทอง เป็นดอกไม้มงคลเมืองหนาว สัญลักษณ์ของโชคลาภ ออกดอกในช่วงปลายปีถึงช่วงต้นปี ในไต้หวันเป็นผลิตภัณฑ์การเกษตรที่สำคัญและมีชื่อของตำบลซานซิงเมืองอี๋หลาน ถ้านำดอกทิ้งไว้จนแห้งก็จะมีอายุการใช้งานได้ยาวนาน เหมาะสำหรับใส่แจกัน ประดับตกแต่งได้ ในอดีตที่ไต้หวันมีการปลูกมากและส่งขายต่างประเทศ ที่ตำบลซานซิงเล็กๆ แห่งนี้มีกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมากถึง 4 กลุ่ม การส่งออกมีมากถึง 45 คอนเทนเนอร์ โดยแต่ละคอนเทนเนอร์เก็บเกี่ยวจากสวนในพื้นที่ 1.5 เฮกตาร์ ซึ่งเท่ากับว่าพื้นที่เพาะปลูกดอกพุซซี่วิลโล่เกือบ 70 เฮกตาร์ ล้วนส่งขายตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    พุซซี่วิลโล่มีการปลูกน้อยลงในปัจจุบัน

         ในสมัยก่อนดอกพุซซี่วิลโล่ก้านสวยล้วนส่งขายต่างประเทศ ที่เหลือไม่สวยเกษตรกรนำไปเผาทิ้ง หรือเอาไปอบมันเทศ ต่อมามีการผลักดันร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ดอกพุซซี่วิลโล่จึงกลายเป็นดอกไม้ตกแต่งในครัวเรือน กลายเป็นผลงานสร้างสรรค์งานประดิษฐ์ดอกไม้ หลังถูกวงการสื่อเปิดเผย ได้กลายเป็นสินค้าที่ผู้คนชื่นชอบ เป็นดอกไม้มงคลที่นำมาประดับบ้านในช่วงเทศกาลตรุษจีน

    พุซซี่วิลโล ดอกไม้มงคล

         มีคำถามว่า ทำไมในช่วงต่อมา การเพาะปลูกจึงน้อยลง คำตอบคือ หลังจากดอกไม้นี้มีชื่อเสียง นักธุรกิจไต้หวันไปลงทุนปลูกในเมืองเฉิงตูของจีน พื้นที่ปลูกมีมาก อากาศก็เหมาะสม ทำให้ดอกพุซซี่วิลโล่ที่ปลูกในจีนครองตลาดใหญ่ของการส่งออกต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาขาดแคลนแรงงาน ทั้งนี้ การปลูกต้องใช้เวลา 1 ปี ช่วง 8 เดือนแรก ใช้แรงงานน้อย แต่ช่วงเก็บเกี่ยว ต้องใช้แรงงานมากสำหรับการตัดกิ่ง เลือกกิ่ง แบ่งเกรด แพ็คห่อ และส่งขาย ซึ่งต้นทุนการปลูกมากที่สุดคือแรงงานคน ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องจักรใช้ในการเก็บเกี่ยว อีกทั้งคนในชุมชนย้ายไปทำงานที่อื่น เกษตรกรหันมาปลูกข้าวเพิ่มขึ้นเนื่องจากได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล

    เสิ่นหมิงชิ่ง ผู้นำส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกับเกษตรกรรุ่นใหม่

         อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีผู้ประกอบการส่งออกพุซซี่วิลโล่รุ่นที่ 2 และผู้ปลูกรุ่นที่ 2 ร่วมมือกันส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ นำมาทำเป็นแผ่นมาร์กหน้า ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม ภายใต้การช่วยเหลือจากคณะออกแบบและการใช้วัสดุ,มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีผิงตง,ห้องทดลองมหาวิทยาลัยอี๋หลาน และอาจารย์ออกแบบจัดดอกไม้  มีการขยายตลาดสินค้าที่ต่างจากดั้งเดิม เพิ่มช่องทางการขายทางออนไลน์ มีการนำทุกส่วนของดอกพุซซี่วิลโล่มาใช้ หรือสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นตุ่มดอก กิ่ง ก้าน หรือแม้แต่ใบก็ยังใช้เป็นวัสดุย้อมสี มีการพัฒนาเป็นทรายสำหรับเลี้ยงแมว ใช้ทำเครื่องสำอางและเครื่องหอมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาร์กหน้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ล่าสุด สกัดจากตุ่มดอกพุซซี่วิลโล่ ที่อุดมไปด้วยฟลาโวนอยด์(flavonoids) และสารประกอบฟีนอลิก มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ให้ความชุ่มชื้นกับผิวหนัง มีคุณสมบัติบำรุงผิวที่ดี

    15 min

About ที่นี่ไต้หวัน

From the publisher's feed

ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน