
Sign up to save your podcasts
Or


แม้เทศกาลไหว้พระจันทร์จะผ่านไปแล้ว แต่ส้มโอที่นิยมกินในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ก็ยังคงมีวางขายในท้องตลาด และไต้หวันเองก็มีส้มโอหลายสายพันธุ์ มีทั้งส้มโอขาว ส้มโอเนื้อแดง แต่ที่ได้รับความนิยมมากคือ ส้มโอเหวินตั้น ซึ่งผลผลิตส้มโอในไต้หวันมีจนถึงต้นปีหน้า ประมาณช่วงเดือนมกราคมหรือกุมภาพันธ์ก็ยังหาซื้อได้ จางเวิ่นจ้าว(張汶肇) เจ้าหน้าที่วิจัยส้มโอสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตไถหนานชี้ว่า เหวินตั้นเป็นพันธุ์ที่ปลูกมากที่สุดในไต้หวัน สัดส่วนสูงถึง 90% จนผู้คนเรียกส้มโอว่าเหวินตั้น แต่ชื่อภาษาจีนของส้มโอคือ อิ่วจื่อ(柚子) และเนื่องจากผลผลิตของส้มโอจะมีมากในช่วงก่อนและหลังเทศกาลไหว้พระจันทร์ คนไต้หวันนิยมนำส้มโอเป็นของฝากในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ เกษตรกรผู้ปลูกส้มโอจึงต้องเร่งรีบขายส้มโอให้ได้มากที่สุดในช่วงก่อนเทศกาล
ส้มโออร่อยต้องมีรสกลมกล่อมระหว่างความ "หวาน เปรี้ยว ชุ่มคอ "
จางเวิ่นจ้าว(張汶肇) ในฐานะผู้ร่วมวิจัยที่สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตไถหนาน (Tainan District Agricultural Research and Extension Station) เป็นผู้ศึกษาและวิจัยส้มโอนานกว่า 20 ปี มักชอบไปเยี่ยมชมพื้นที่ปลูกส้มโอทุกสัปดาห์ และยังชอบถ่ายภาพเพื่อใช้สร้างฐานข้อมูลส้มโอขนาดใหญ่ นำมาใช้ประโยชน์ด้านวิจัย แนะนำเกษตรกร และส่งเสริมการตลาด นอกจากนี้ เขายังสร้างความสัมพันธ์กับเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอทั่วไต้หวัน โดยผ่านแพลตฟอร์มโซเชียล และตอบคำถามแก่เกษตรกรเกี่ยวกับปัญหาส้มโอที่มีความยากและซับซ้อนอย่างต่อเนื่อง ราวกับเป็นครูผู้เชี่ยวชาญด้านส้มโอ แม้แต่เกษตรกร นักวิชาการ และผู้อยู่ในวงการส้มโอต่างยกนิ้วโป้งให้เขา และเรียกเขาว่า "เจ้าชายเหวินตั้น-文旦王子"
ส้มโอที่เกษตรกรส่งให้คุณจางเวิ่นจ้าวชิม
การชิมส้มโอ และประเมินส้มโอได้กลายเป็นกิจวัตรประจำวันของเขา ตอนที่เขายังเด็ก มักคุ้นเคยอยู่กับคุณพ่อในทุ่งนา จึงทำให้เขาสนใจด้านการเกษตร ตอนเรียนมหาวิทยาลัยและป.โท ล้วนเลือกเรียนวิชาพืชสวน อย่างไรก็ตาม ความใกล้ชิดกับส้มโอได้เริ่มต้นจากการทำงาน หลังเข้ารับราชการ ได้รับมอบหมายให้ดูแลพืชตระกูลส้ม และส้มโอก็เป็นพืชหลักที่รับผิดชอบ ดังนั้นเพื่อเริ่มต้นการทำงานที่รวดเร็ว เขาได้ใช้เวลาทั้งหมดอยู่ในสวน
สวนทดลองส้มโอที่คุณจางเวิ่นจ้าวปลูกเอง
จางจิ่นซิง(張錦興) หัวหน้าวิจัยและเป็นผู้อาวุโสของสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตไถหนาน ได้ถ่ายทอดวิชาและสอนงานวิจัยให้กับคุณจางเวิ่นจ้าว ทำให้สามารถเดินทางลัดและเรียนรู้การทำงานได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากตัวเขาเองเป็นคนหนานโถว ไม่คุ้นเคยกับเมืองไถหนาน มักจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปที่สวนผลไม้ในไถหนานและเจียอี้ในช่วงสุดสัปดาห์ และมักจะขออาศัยรถคนอื่นเพื่อเดินทางไปยังแหล่งปลูกอื่น ๆ ขณะเดียวกันก็จะสะพายกล้องไว้ที่หลัง เพื่อถ่ายภาพส้มโอ เมื่อมีข้อสงสัย มักจะสอบถามผู้รู้ หลังเลิกงานแล้ว มักจะอยู่ในออฟฟิศเพื่อเรียบเรียงภาพถ่ายและข้อมูล จะไม่พักจนถึง 4 ทุ่ม 5 ทุ่ม ทำกิจวัตรแบบนี้เป็นประจำนานกว่า 10 ปี
พัฒนาแผ่นไม้ป้องกันด้วงหนวดยาวที่เป็นศัตรูต้นส้มโอ
หลังสะสมประสบการณ์และข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากมายแล้ว คุณจางเวิ่นจ้าวค้นพบว่าส้มโอเป็นผลไม้ที่มีความพิเศษมากในบรรดาพืชตระกูลส้มทั้งหมด เพราะส้มโอมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงและให้ความรู้สึกถึงฤดูกาลมากที่สุด เนื่องจากระยะเวลาการผลิตใกล้เคียงกับกลางเทศกาลฤดูใบไม้ร่วง ส้มโอเหวินตั้นที่เก็บเกี่ยวเร็วที่สุดจะกลายเป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และส้มโอมีแหล่งปลูกในหลายพื้นที่ ต่างจากส้มเมอร์คอท หรือส้มอื่นๆ ที่มีแหล่งปลูกเฉพาะพื้นที่ นอกจากนี้ สิ่งแวดล้อม วิธีการเพาะปลูก การขนส่งและการตลาดของแต่ละพื้นที่ก็มีความต่างกัน
ภาพถ่ายส้มโอฝีมือคุณจางเวิ่นจ้าว
กุ้งลายเสือญี่ปุ่น( Kuruma Ebi หรือ Japanese imperial prawn) ภาษาจีนเรียกว่า “กุ้งปันเจี๋ย斑節蝦” เป็นกุ้งที่นิยมรับประทานในญี่ปุ่น เป็นวัตถุดิบในเมนูอาหารทะเลราคาสูง นิยมทำเป็นซูชิ หรือข้าวหน้าต่างๆ ลักษณะของกุ้งคือ ตัวเป็นลาย สีสันชัดเจน เนื้อแน่น หวานเป็นเอกลักษณ์ แต่การเพาะเลี้ยงกุ้งชนิดนี้ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากประสบปัญหาการระบาดของกุ้งในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ส่งผลให้การเลี้ยงกุ้งลายเสือญี่ปุ่นในไต้หวันมีความซบเซา มีเพียงเกษตรกรบางส่วนที่มีการเลี้ยงในเมืองอี๋หลานเท่านั้น และส่วนใหญ่ต้องอาศัยการนำเข้าจากต่างประเทศ หรืออาศัยชาวประมงจับจากธรรมชาติซึ่งมีปริมาณน้อยและราคาสูง
คุณสวีเจียหลงท้าทายกับการเลี้ยงกุ้งลายเสือญี่ปุ่นจนสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน มีฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำคาซูโอะ( kazuo หรือ一夫水產) ที่ตั้งอยู่ในเขตเสวียเจี่ย เมืองไถหนาน ประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงกุ้งลายเสือญี่ปุ่นในที่ร่ม และยังเป็นรายแรกในไต้หวันที่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับผลิตภัณฑ์ สวีเจียหลง(徐嘉隆) เจ้าของฟาร์มแห่งนี้ได้เล่าประสบการณ์การเลี้ยงกุ้งลายเสือญี่ปุ่นในปีที่แล้ว บอกว่า หลังปล่อยลูกกุ้งลงบ่อเลี้ยงในเดือนสิงหาคมและพฤศจิกายน ผ่านไปครึ่งปีก็ยังไม่เห็นกุ้งเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถ้าเทียบกับการเลี้ยงกุ้งขาวที่ใช้เวลาเท่ากันก็สามารถขายได้แล้ว จนถึงขนาดกังวลว่าจะขาดทุนหรือไม่? แต่ความกังวลนี้ก็ลดลงเมื่อเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิต
กุ้งลายเสือญี่ปุ่น ตัวเป็นลาย สีสันชัดเจน
ทำไมคุณสวีเจียหลงจึงหันมาเลี้ยงกุ้งลายเสือญี่ปุ่น ทั้งๆ ที่การเพาะเลี้ยงมีความยาก มีความเสี่ยง เขาตอบว่า ก็แค่อยากท้าทายตัวเอง เพราะขณะนั้นมีคนเลี้ยงกุ้งตะกาดซึ่งเป็นกุ้งที่พบเห็นได้น้อยและยังตรวจสอบย้อนกลับได้ จึงอยากเลี้ยงกุ้งลายเสือญี่ปุ่นดูบ้าง เนื่องจากในช่วงที่เลี้ยงกุ้งขาวยังเคยท้าทายกับการลงทุนเลี้ยงปลาเก๋าและกุ้งกุลาดำมาแล้ว ด้วยอุปนิสัยที่ชอบความท้าทายจึงอยากลองเลี้ยงกุ้งลายเสือญี่ปุ่นสักตั้ง แม้ว่าเทคโนโลยีการเลี้ยงกุ้งลายเสือในญี่ปุ่นจะมีความสุกงอมแล้วก็ตาม แต่สภาพแวดล้อมการเพาะเลี้ยงมีเพดานที่สูงมาก นอกจากนี้ ระยะเวลาการเจริญเติบโตจะมีมากกว่า 3-4 เท่าของกุ้งขาวและกุ้งกุลาดำ ดังนั้นต้นทุนและเวลาในการลงทุนจึงค่อนข้างสูง
ฟาร์มเลี้ยงกุ้งลายเสือญี่ปุ่นในที่ร่ม
เยี่ยซิ่นลี่(葉信利) อดีตผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสัตว์น้ำ สถาบันวิจัยประมง บอกว่า เทคโนโลยีการผสมพันธุ์กุ้งลายเสือญี่ปุ่นเทียมของไต้หวันมีต้นกำเนิดจากบริษัทเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นในปี 1960 และได้รับการแนะนำโดยลูกศิษย์ของเขาซึ่งก็คือบิดากุ้งกุลาดำไต้หวัน ดร.เลี่ยวอีจิ่ว(廖一久)ในขณะนั้นได้นำมาเพาะเลี้ยงที่สถาบันวิจัยประมงไต้หวัน สาขาไถหนาน จนประสบความสำเร็จ แม้ว่า ดร.เลี่ยวอีจิ่ว จะเป็นที่รู้จักในฐานะบิดากุ้งกุลาดำของไต้หวัน แต่ตอนเรียนที่มหาวิทยาลัยโตเกียว งานที่ทำวิจัยคือกุ้งลายเสือญี่ปุ่น และในปี 1968 ได้นำเทคนิคการเลี้ยงกุ้งลายเสือญี่ปุ่นกลับมายังไต้หวัน แต่สุดท้ายเลือกวิจัยและพัฒนากุ้งกุลาดำเป็นเป้าหมาย เพราะคิดว่าควรเลือกเลี้ยงกุ้งที่เหมาะกับสภาพของไต้หวันมากกว่า จึงนำเทคโนโลยีการเลี้ยงกุ้งลายเสือญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้ในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ จนประสบความสำเร็จในการผสมพันธุ์กุ้งกุลาดำเทียมรายแรกของโลก จนปลายปี 1980 ไต้หวันได้รับฉายาอาณาจักรกุ้งกุลาดำ
ดร.เลี่ยวอีจิ่ว บิดากุ้งกุลาดำไต้หวัน
ในส่วนของกุ้งลายเสือญี่ปุ่นถือเป็นกุ้งที่มีนิสัยดุร้ายมาก คุณสวีเจียหลงบอกว่า ทุกสัปดาห์จะพบกุ้งไม่สมประกอบหรือแขนขาไม่สมบูรณ์มากกว่า 10 ตัว เพราะมันแย่งอาหารรุนแรง ในอนาคต คงต้องหาทางพัฒนาอาหารเลี้ยงกุ้งโดยเฉพาะ และปรับปรุงเทคนิคการเลี้ยงที่เหมาะสมต่อไป ส่วนมุมมองการพัฒนาอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งของไต้หวันในอนาคต ดร.เลี่ยวอีจิ่ว บิดากุ้งกุลาดำ บอกว่า ยังมีความกังวลว่าอาจเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนเมื่อ 20 ปีก่อน เพราะคนรุ่นใหม่หลายคนทุ่มเทกับการใช้เทคโนโลยีในการควบคุมการเพาะเลี้ยงกุ้ง รวมทั้งหน่วยงานรัฐบาลก็ยังให้การสนับสนุน คาดว่าธุรกิจการเพาะเลี้ยงกุ้งจะค่อยๆได้รับการฟื้นฟูอีกครั้ง แต่เขาย้ำว่า จะต้องไม่ให้เหมือนเหตุการณ์ในอดีต ที่ทุกคนแย่งกันเลี้ยง
ในครั้งนี้ขอนำเรื่องของเห็ดที่ปลูกในไต้หวันมาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งเห็ดอาจนับเป็นผักเนื่องจากพ่อค้าแม่ที่ขายผักมักขายเห็ดด้วย แต่ที่จริงแล้วเห็ดทุกชนิดที่เรารับประทาน นอกจากจะไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มของทั้งผักและผลไม้แล้ว ยังไม่ถือว่าเป็นพืชด้วยซ้ำ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรฟังไจ (Kingdom Fungi) ประเภทเดียวกับรา มีความคล้ายคลึงกับพืช แต่ในมุมมองทางโภชนาการ จริงๆ แล้วเห็ดมีความใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์มากกว่า เพราะว่าเห็ดอุดมไปด้วยโปรตีน และแคลอรีต่ำ อีกทั้งยังให้กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ จึงเหมาะสมมากสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักหรือรับประทานมังสวิรัติ ซึ่งในเห็ดสดแต่ละดอกประมาณ 90% ประกอบด้วยน้ำ และอีก 10% ที่เหลือเป็นของแห้ง ซึ่งของแห้งประกอบด้วยโปรตีน 27 - 48 % ไขมัน 2 - 8 % ส่วนที่เหลือเป็นคาร์โบไฮเดรต เนื่องจากมีปริมาณโปรตีนสูงกว่าผักทั่วไปมาก เห็ดจึงถูกเรียกว่า "สเต๊กผัก-蔬菜牛排" มีกรดอะมิโนจำเป็น วิตามิน พอลิแซ็กคาไรด์ นิวคลีโอไทด์ โปรตีโอไกลแคน และเส้นใยอาหารที่มีประโยชน์กับร่างกาย ซึ่งทั่วโลกมีเห็ดกินได้มากกว่า 2,000 ชนิด ในจำนวนนี้ปลูกในเชิงพาณิชย์ประมาณ 35 ชนิด ส่วนในไต้หวันปลูกเห็ดที่กินได้มีมากกว่า 20 ชนิด เช่น เห็ดแชมปิญองหรือเห็ดกระดุม เห็ดหอม เห็ดออรินจิ เห็ดเข็มทอง เห็ดเข็มเงิน เห็ดหูหนู เห็ดหัวลิง ฯลฯ และไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยังมีเห็ดอีกมากมายวางขายในท้องตลาด เช่น เห็ดเห็ดพอร์โทเบลโล เห็ดนางรมดำ เห็ดนางรมขาว เห็ดชิเมจิ เป็นต้น
ปี 1960-1980 ไต้หวันส่งออกเห็ดกระดุมกระป๋องขายต่างประเทศจำนวนมาก
ไต้หวันมีการปลูกเห็ดมานานกว่า 100 ปีแล้ว และเห็ดที่ปลูกในเชิงพาณิชย์ล้วนมีการพัฒนาจากเห็ดแชมปิญองหรือเห็ดกระดุมทั้งนั้น ลวิหยุนเซิง(呂昀陞) ผู้ช่วยวิจัย สถาบันวิจัยการเกษตรไต้หวัน บอกว่า ในปี 1909 เริ่มมีการนำขยะทางการเกษตร เช่น ฟาง กิ่งไม้ ท่อนไม้ มาใช้ในการเพาะเห็ด รวมทั้งนำเข้าเห็ดจากสหรัฐอเมริกามาปลูกด้วย ทำให้ระหว่างปี 1960-1980 ไต้หวันมีการส่งออกเห็ดกระดุมกระป๋องจำนวนมากไปขายต่างประเทศ จนไต้หวันได้รับฉายาว่า "อาณาจักรเห็ดกระดุม" อย่างไรก็ตาม ต่อมาเกี่ยวเนื่องกับนโยบายการค้าระหว่างประเทศ เห็ดกระดุมไต้หวันจึงหันจำหน่ายภายบริโภคสดในประเทศ และต่อมามีการนำสดุที่เหลือจากการปลูกเห็ดกระดุมมาเพาะเห็ดฟาง จนในปี 1975 ไต้หวันได้กลายเป็นแหล่งผลิตเห็ดฟางที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก อย่างไรตาม แม้ในต่อมาความรุ่งเรืองของเห็ดกระดุมและเห็ดฟางไม่มีอีกต่อไป แต่ว่าเห็ดอีกหลายชนิดก็กลับได้รับการพัฒนาขึ้น มีการใช้โรงเรือนหรืออุปกรณ์ควบคุมสิ่งแวดล้อมมาปลูกเห็ดเข็ม โดยในปี 1960 เห็ดเข็มถือเป็นเห็ดราคาสูง เป็นวัตถุดิบที่นำมาประกอบอาหารชั้นเลิศ ขายในราคาต่อกิโลกรัมสูงถึง 70-80 เหรียญไต้หวัน ใครก็ตามที่จัดงานเลี้ยงแขก หากมีการนำเห็ดเข็มมาประกอบอาหารในเมนูถือว่าเป็นหน้าตาของเจ้าภาพ ในทางตรงกันข้ามกับภาพลักษณ์ปัจจุบัน เห็ดเข็มถือเป็นเห็ดที่มีราคาถูกมาก ใครๆ ก็ซื้อมากินได้ หรือบางคนคิดว่าเห็ดถูกไม่อยากกินเสียอีก
ไต้หวันพัฒนาการเพาะเห็ดในถุงและสร้างโรงเรือนควบคุมสภาพแวดล้อม
เนื่องจากอุณหภูมิในไต้หวันค่อนข้างสูง ทำให้ไม่เหมาะต่อการเพาะเห็ดบางชนิดที่ต้องการอุณหภูมิต่ำ แต่หลังจากใช้อุปกรณ์ควบคุมสิ่งแวดล้อมในการเพาะปลูก เช่น ปรับอุณหภูมิ ความชื้น คาร์บอนไดออกไซด์ และความเข้มข้นของออกซิเจน ทำให้เกษตรกรผู้เพาะเห็ดสามารถควบคุมสภาวะการเจริญเติบโตของเห็ดได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำ นอกจากนี้ ไต้หวันยังพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเห็ดในถุง ในปี 1980 เกษตรกรใช้เศษไม้เพาะเห็ดหอมในถุง รวมทั้งอื่นๆ เช่นเห็ดเป๋าฮื้อ ที่ช่วยร่นเวลาการปลูกและเพิ่มผลผลิต
เห็ดนางรมดำมีรสชาติใกล้เคียงกับเนื้อ
นอกจากนี้ ยังมีเห็ดที่น่าสนใจมาฝากในช่วงท้าย ได้แก่ เห็ดนางรมดำและเห็ดพอร์โทเบลโล (Portobello) ซึ่งเห็ดทั้งสองชนิดมักนำมาปรุงอาหารแทนเนื้อสเต๊ก โดยเห็ดนางรมดำมีรสชาติใกล้เคียงกับเนื้อ มีกรดอะมิโนสูงและมีรสหวาน จึงนำมาประกอบเมนูอาหารที่หลากหลาย เพียงแค่ผัดกับกระเทียมกับหอมใหญ่ก็อร่อยแล้ว ส่วนเห็ดพอร์โทเบลโล (Portobello) เป็นเห็ดที่อยู่ในตระกูลเดียวกับแชมปิญองหรือเห็ดกระดุม แต่ขนาดใหญ่กว่ามาก ใหญ่ขนาดฝ่ามือก็ยังมี เป็นเห็ดป่าที่เติบโตในหลายประเทศในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ ภายหลังเพาะปลูกได้และนิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลายในโลก มีคุณสมบัติดีๆ คือ มีแคลอรีต่ำ ไม่มีไขมัน ไม่มีคอเลสเตอรอล และโซเดียมต่ำ ใช้แทนเนื้อสัตว์ได้เช่นกัน เมื่อปรุงออกมาจะให้รสชาติและกลิ่นที่คล้ายคลึงกับเนื้อ ดอกเห็ดที่มีความหนาอวบ ให้เนื้อเต็มปากเต็มคำ ไม่เหี่ยวเฉาเมื่อนำมาปรุงผ่านความร้อน เหมาะสำหรับการทอดและย่างมาก
เห็ดพอร์โทเบลโล อวบใหญ่ ให้เนื้อเต็มปากเต็มคำ
ในครั้งนี้ขอนำเรื่องมะระขี้นกในไต้หวันที่มีการวิจัยพัฒนาพันธุ์ใหม่ คือ “ฮัวเหลียน หมายเลข 8 ” มาเล่าสู่กันฟัง สำหรับในไต้หวัน มะระขี้นกก็ถือเป็นพืชผลที่เป็นเอกลักษณ์พิเศษของชนพื้นเมือง โดยพันธุ์ดั้งเดิมนั้นมีผลเล็ก ๆ ขนาดลูกปิงปอง น้ำหนักประมาณ 20-30 กรัมต่อผล สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเมืองฮัวเหลียน (Hualien District Agricultural Research and Extension Station) ได้ทุ่มเทในการทดลองมานานถึง 20 ปี สามารถเพาะพันธุ์มะระขี้นกพันธุ์ใหม่ออกมา ภายใต้ชื่อ “ฮัวเหลียนหมายเลข 1 ถึง หมายเลข 7” และปัจจุบันยังได้วิจัยพัฒนาพันธุ์ใหม่เพิ่มคือ “ฮัวเหลียนหมายเลข 8” ซึ่งเป็นพันธุ์ที่นำมาพูดคุยในครั้งนี้ โดยหวังจะให้มะระขี้นก ไม่ได้เป็นเพียงแค่พืชผักที่ถูกนำมาใช้ในการปรุงเป็นอาหารจานรองเท่านั้น แต่ยังสามารถนำเอาสารสกัดบริสุทธิ์จากมะระขี้นกมาใช้ในการผลิตเป็นอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ โดยอาศัยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ผ่านการวิจัยและพัฒนาร่วมกันของบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพกับฟาร์มเกษตรอินทรีย์ ทำให้มะระขี้นกที่มีรสขม กลายเป็นพืชผักที่ใช้บำรุงสุขภาพได้ด้วย
มะระขี้พันธุ์ดั้งเดิมมีขนาดเล็กจิ๋ว
มะระขี้นกสายพันธุ์ "ฮัวเหลียน หมายเลข 8" เป็นมะระขี้นกที่ทางสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเมืองฮัวเหลียนพัฒนาจากมะระขี้นกในท้องถิ่นของเมืองฮัวเหลียนที่เก็บได้ในปี 1998 มีอัตราการออกดอกของเพศเมียสูง ผสมพันธุ์กับมะระขี้นกในท้องถิ่นของเมืองฮัวเหลียนที่เก็บได้ในปี 2001 มีผลสีเขียวเข้ม น้ำหนักผลเดี่ยวเกิน 400 กรัม จากนั้นทำการปรับปรุงพันธุ์ คัดเลือกพันธุ์ ตรวจคุณสมบัติต่างๆ หลายปี และมีการจดสิทธิ์ของพันธุ์ในวันที่ 18 มกราคม ปี 2023 ที่ผ่านมา ซึ่งจุดเด่นของมะระขี้นกนี้ นอกเหนือจากช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดที่รู้จักกันดีแล้ว จากการวิจัยยังพบว่ามีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต่อต้านไวรัส และควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น
มะระขี้นก "ฮัวเหลียนหมายเลข 8 " ใช้ประโยชน์ทั้งใบและผล
เพื่อยืนยันคุณสมบัติของสายพันธุ์ สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเมืองฮัวเหลียนได้ร่วมมือกับทีมวิจัยของ ศต. สวีเสวี่ยอิ๋ง(徐雪瑩) จากมหาวิทยาลัยฉือจี้ ทำการศึกษาพบว่า มะระขี้นกฮัวเหลียนหมายเลข 8 มีคุณสมบัติพิเศษในการยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สารสกัดจากใบมะระขี้นกจะความโดดเด่นที่สุด นอกจากนี้ ทีมงานของ ศต.สวี ยังได้วิเคราะห์ฤทธิ์ต้านมะเร็งเต้านมของสารสกัดใบมะระของฮวาเหลียน หมายเลข 8 พบว่าสารสกัดจากใบด้วยเอทานอลมีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านมชนิดที่ค่อนข้างยุ่งยากในการรักษาอย่างเห็นได้ชัด
มะระขี้นกปลูกในปริมาณมากเพื่อเพิ่มผลผลิตได้
มะระขี้นกพันธุ์“ฮวาเหลียน หมายเลข 8” เป็นสายพันธุ์ใหม่และชนิดแรกที่มีการใช้ประโยชน์ทั้งใบและผล และคุณสมบัติพิเศษของใบยังผ่านการทดลองว่ามีประโยชน์ ปัจจุบัน สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเมืองฮัวเหลียนได้ทำการปรับปรุงพันธุ์มะระขี้นกจาก "ฮัวเหลียน หมายเลข 1" ถึง "ฮัวเหลียน หมายเลข 8" แล้ว ในส่วนของสายพันธุ์ "ฮัวเหลียน หมายเลข 1" ถึง"ฮัวเหลียน หมายเลข 5" มุ่งพัฒนามะระในเชิงปริมาณ ตามความต้องการของตลาด และยืนยันคุณสมบัติของมะระที่ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่ว่าเริ่มจากมะระสายพันธุ์ "ฮวาเหลียน หมายเลข 6" เป็นต้นไป นอกจากวิจัยพัฒนาคุณสมบัติที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ยังเน้นไปที่การค้นพบคุณสมบัติพิเศษ และการประยุกต์ส่วนต่างๆ ของมะระเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับการผลิตด้วย
สมาคมพ่อค้าไข่กรุงไทเปและเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่จัดประชุมในวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ตัดสินใจปรับขึ้นราคาไข่ไก่ในวันที่ 4 กันยายน 3 เหรียญไต้หวัน โดยราคาเดิมจากแหล่งผลิต 40.5 เหรียญไต้หวันต่อน้ำหนัก 600 กรัม( 1 ชั่ง) เพิ่มป็น 43.5 เหรียญไต้หวัน และราคาขายส่งจาก 50 เหรียญไต้หวันต่อน้ำหนัก 600 กรัม เป็น 53 เหรียญไต้หวัน สำหรับความต้องการไข่ในไต้หวันแต่ละวันอยู่ที่ประมาณ 120,000 ลัง ( 24 ล้านฟอง) โดยไข่ไก่ 1 ลังน้ำหนัก 12 กก.มีไข่ไก่ประมาณ 200 ฟอง จากข้อมูลการผลิตและการขายไข่ของกระทรวงเกษตรระบุ ปัจจุบันการผลิตไข่รายวันอยู่ที่ประมาณ 114,500 ลัง ขาดแคลนไข่ประมาณ 1.1 ล้านฟอง นายหลิว ประธานสมาคมพ่อค้าไข่แห่งไทเป กล่าวว่าช่วงนี้โรงเรียนเปิดภาคเรียน ความต้องการยังคงขยายตัว อย่างไรก็ตาม จำนวนแม่ไก่ที่ผลิตไข่ในแหล่งผลิตยังไม่ฟื้นตัว ความต้องการไข่ที่เพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณ "ไข่ขาดแคลน" ในช่วง 2 ปีนี้ เรื่องของไข่ไก่ออกสื่อบ่อย การปรับขึ้นหรือปรับลงของราคาไข่จะกลายเป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ รัฐบาลพยายามควบคุมราคา ทำให้ราคาไข่ไก่ในปัจจุบันไม่ได้ถูกกำหนดโดยกลไกตลาดเสรีเหมือนในอดีตอีกต่อไป
เกษตรผู้เลี้ยงไก่ต้องคัดไก่แก่ออก เพราะไม่คุ้มทุน
ถูวั่นไฉ(涂萬財) ผู้ประกอบการไข่ที่ครองสัดส่วนเกือบ 10% ในไต้หวันกล่าวว่า ในการประชุมหลายครั้งที่ผ่านมา เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่และผู้ค้าไข่บางรายต้องการขึ้นราคา แต่กระทรวงเกษตรได้สั่งการว่า ให้ปรับขึ้นราคาไข่ ในช่วงหลังเปิดเทอม เมื่อราคาไข่ไม่สามารถสะท้อนสถานการณ์อุปสงค์และอุปทานที่แท้จริง การผลิตและการขายก็จะไม่เป็นไปตามกลไกลตลาด การปรับขึ้นราคาไข่ในครั้งนี้ถือว่าล่าช้าอย่างน้อยสองสัปดาห์ เมื่อการเลี้ยงไก่แก่ไม่คุ้มทุน เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ก็จะคัดไก่แก่ออก ไม่อยากเลี้ยงไก่แก่ไว้อีกต่อไป ทั้งนี้ สถิติของสมาคมเพาะพันธุ์ไก่ของไต้หวันระบุ ช่วงเดือนกรกฎาคมปีนี้ มีไก่ผลัดขนจำนวน 1,330,000 ตัว การขาดแคลนไข่ในปัจจุบันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ ตั้งแต่ปีที่แล้ว เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ประสบปัญหาในการซื้อไก่ไข่ขนาดกลางตัวใหม่เพื่อใช้แทนที่ไก่แก่ ตอนนี้ต้องใช้เวลาครึ่งปีกว่าจึงจะเข้าสู่ภาวะปกติ ไข่ที่ใช้บริโภคขณะนี้ส่วนใหญ่ยังคงเป็นแม่ไก่แก่ออกไข่ ดังนั้นปัญหาไข่ไม่เพียงพอต่อการบริโภคคงต้องลากยาวไปถึงช่วงเทศกาลตรุษจีนปีหน้า
นายเฉิน เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ในเมืองจางฮั่ว กล่าวว่า ขณะนี้แม่ไก่ไข่ที่อยู่ในโรงเรือนน้อยลงประมาณครึ่งหนึ่ง เนื่องจากมีไก่ตายจำนวนมาก ต้นปีไก่ติดเชื้อไข้หวัดนก คร่าชีวิตไก่ไปหลายตัว ต่อมาสภาพอากาศร้อนขึ้น ไก่จำนวนไม่น้อยเมื่อเจออากาศร้อนจะมีความเครียดและเบื่ออาหาร และแม่ไก่ไข่ขนาดกลางที่ซื้อมาก็มีความอ่อนแอกว่าเดิมมาก เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ในบริเวณใกล้เคียงกับคุณเฉิน ต่างสงสัยว่าฟาร์มเพาะพันธุ์ไก่ป้องกันการแพร่ระบาดของไก่ไม่ดี และขายไก่ที่ไม่แข็งแรงให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ ไก่ล็อตใหม่เหล่านี้จะตายทันทีหลังจากออกไข่ครั้งแรก
ไข่นำเข้ายังมีสินค้าคงคลังอีกมาก เพราะผู้บริโภคไม่มั่นใจเรื่องคุณภาพ
ปัจจุบันไต้หวันยังขาดแคลนไก่ขนาดกลางอย่างน้อย 3 ถึง 4 ล้านตัว แม้ว่าการนำเข้าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไก่ไข่จะเพิ่มขึ้นในปีนี้ แต่ปริมาณการนำเข้าจะอยู่ในช่วงครึ่งหลังของปี แม้ว่าขณะนี้ยังมีสินค้าคงคลังของไข่นำเข้า และมูลนิธิอุตสาหกรรมปศุสัตว์แห่งชาติ (National Animal Industry Foundation หรือ NAIF) จะปล่อยไข่ดังกล่าวออกสู่ท้องตลาดภายในเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้อุปทานสมดุลกับอุปสงค์ อย่างไรก็ตาม นายหวัง เกษตรกรที่เลี้ยงไก่ในเมืองไถหนาน เล่าว่าได้ยินพ่อค้าไข่รายงานว่ามีไข่นำเข้าบางส่วนคุณภาพไม่ดี และมีข่าวลบมากมาย พ่อค้าไข่ในประเทศไม่กล้าขายตรงให้ผู้บริโภค ได้แต่ขายให้โรงงานแปรรูป หรือขายให้กับร้านสะดวกซื้อเพื่อใช้ผลิตเป็นไข่ต้มใบชา ยิ่งไปกว่านั้น มีไข่นำเข้าจำนวนมากถูกทำลายทิ้งเนื่องจากหมดอายุแล้ว
แต่ละปีไต้หวันมีวัสดุที่ได้จากการตัดแต่งกิ่งก้านพืชผลทางการเกษตร หรือต้นไม้ยืนต้นตายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติประมาณ 3 ล้านตัน ซึ่งขยะเหล่านี้ถูกทอดทิ้งและมองว่าไม่มีประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีสหกรณ์การรีไซเคิลเชื้อเพลิงชีวมวลต้าตี้จำกัด ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า "สหกรณ์ ต้าตี้(大地合作社)" เป็นองค์กรเอกชนได้ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 สิงหาคม 2023 ที่ผ่านมา มีเป้าหมายคือนำขยะจากการเกษตรและการป่าไม้ ผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด( Wood Pellet) เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนประเภทชีวมวล
เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (wood pellets)
สถาบันวิจัยป่าไม้ไต้หวัน (Taiwan Forestry Research Institute : TFRI) ชี้ว่า Wood Pellet มีขนาดเล็กและมีความหนาแน่นสูง คุณภาพของความร้อนที่เกิดจากการเผาไหม้จะดีกว่า และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าน้ำมันเชื้อเพลิง ทังจิ้งเหิง(湯競恒)ประธานสหกรณ์ต้าตี้ กล่าวว่า ขณะนี้มีการตั้งจุดรวบรวมขยะการเกษตรอยู่ที่ตำบลอวี้จิ่ง เมืองไถหนาน กิ่งก้านที่เป็นขยะจากพืชผลทางการเกษตรสามารถส่งมอบให้สหกรณ์โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ หลังจากที่สหกรณ์จัดการแล้วจะขายให้กับโรงงานผู้ผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด เมื่อผลิตได้แล้วก็จะนำไปขายให้กับผู้ประกอบการในประเทศ ถือเป็นการร่วมกันฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น ทั้งนี้ ในทุกปีหลังจากเก็บเกี่ยวผลไม้แล้ว จะต้องทำการตัดแต่งกิ่งไม้ผล คุณหลี่ เกษตรกรปลูกส้มโอในเขตหมาโต้ว เมืองไถหนานบอกว่า เมื่อส้มโอออกผลเต็มที่ กิ่งก้านอาจจะหักเนื่องจากมีน้ำหนักเยอะ หรือกิ่งอาจจะหักง่ายหลังถูกพายุไต้ฝุ่นพัด จึงจำเป็นต้องตัดแต่งกิ่งในทุกฤดูหนาว เมื่อตัดกิ่งก้านได้จำนวนมากแล้วก็จะจ้างหน่วยงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมารับไปจัดการ แต่ถ้ามีปริมาณขยะมากจนไม่มีเวลาจัดการก็จะใช้วิธีเผา ซึ่งการเผายังสร้างมลพิษทางอากาศ และยังเสี่ยงต่อการถูกปรับโดยหน่วยงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย
ทังจิ้งเหิง ผู้ก่อตั้งสหกรณ์ต้าตี้
หลินอวี้เหริน(林裕仁) นักวิจัยด้านการใช้ประโยชน์ป่าไม้ของสถาบันวิจัยป่าไม้ อธิบายว่า ขอเพียงเป็นวัสดุไม้สามารถนำมาหัก บด ทำให้แห้ง จากนั้นอัดให้แข็งจนกลายเป็นไม้อัดเม็ดได้ทั้งนั้น แต่เนื่องจากวัสดุไม้มีขนาดใหญ่และมีน้ำเป็นส่วนประกอบ ไม่ทนต่อการเผาไหม้ จึงต้องผ่านกรรมวิธีและอัดเป็นเม็ดไม้ เพื่อลดปริมาณ สะดวกต่อการจัดเก็บและขนส่ง นอกจากนี้ ความหนาแน่นของไม้ยิ่งมาก ยิ่งทนต่อการเผาไหม้ ประเทศในยุโรปและอเมริกาเริ่มใช้เชื้อเพลิงอัดเม็ด (wood pellets) ในระบบทำความร้อนในบ้านเมื่อ 40 ปีที่แล้ว และปัจจุบันได้พัฒนาเป็นห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่สมบูรณ์แล้วด้วย
ขยะจากการเกษตรและการป่าไม้ ผลิตเป็นเชื้อเพลิงอัดเม็ดได้
ในไต้หวันมีทรัพยากรป่าไม้มากเพียงพอ แต่ในอดีตเนื่องจากนโยบายกีดกันการใช้วัสดุจากป่า เพราะฉะนั้นชีวมวลอัดเม็ดจึงไม่ได้รับการพัฒนาในวงกว้าง ทังจิ้งเหิง ผู้ก่อตั้งสหกรณ์ต้าตี้ บอกว่า เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดในต่างประเทศจะใช้ไม้ชนิดเดียว เพราะเน้นคุณภาพและประสิทธิภาพ ในขณะที่สหกรณ์ต้าตี้ใช้ไม้หลายชนิดผสมกัน ในต่างประเทศใช้วัสดุป่าไม้จำนวนมากผลิตชีวมวลอัดเม็ดจำนวนมาก เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า แต่สถานการณ์ในไต้หวันต่างกัน ปัจจุบันมีการใช้ขยะทางการเกษตรเท่านั้น และปริมาณยังไม่เพียงพอต่อความต้องการผลิตไฟฟ้า ดังนั้นจึงต้องผสมกับกิ่งพืชอื่นๆ เพื่อดำเนินการไปพร้อมๆ กัน
แม้การเพาะถั่วงอกขายไม่สร้างรายได้มากมาย แต่ยังคงยืนหยัดเพาะถั่วเหลืองงอกที่ใช้ถั่วเหลืองที่ปลูกในประเทศ ซึ่งนี่คือความคิดเห็นของคุณหงเจิ้งซิน(洪正欣) ทายาทเพาะถั่วงอกในครอบครัวรุ่นที่ 3 โดยเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินมากว่า 70 ปี ไม่ลังเลที่จะขายบ้านเพื่อกู้เงินมาสร้างโรงงาน และสร้างมาตรฐาน กระบวนการผลิตอัตโนมัติ เพื่อผลิตถั่วงอกที่สะอาด ถูกสุขอนามัย มีความโปร่งใส ขณะเดียวกัน หันมาใช้การกะเทาะเปลือกถั่วงอกแบบแห้ง และใช้ถั่วออร์แกนิกในการเพาะ ซึ่งขณะนี้ซูเปอร์มาร์เก็ตฉวนเหลียน(PX Mart) เหม่ยเหลียนเซ่อ(Simple Mart) หวังผิ่นกรุ๊ป(Wowprime Corp.) และผู้ประกอบการอาหารที่ผลิตอาหารให้กับโรงเรียนล้วนเป็นลูกค้าของเขา นอกจากนี้ เขาคาดหวังที่จะช่วยเหลือบ้านเกิดด้วยการจัดตั้งสหกรณ์เพื่อช่วยระบายข้าวโพดอ่อน ถั่วลิสง หรืออื่นๆ ที่เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรดีเด่นของตำบลเป๋ยกั่ง เมืองหยุนหลินด้วย
คุณหงเจิ้งซิน สร้างโรงงานเพาะถั่วงอกที่ใช้ระบบอัตโนม้ติ
ทั้งนี้ ในอดีตหมู่บ้านโข่วจวง ตำบลเป๋ยกั่งมีผู้เพาะถั่วงอกกว่า 100 ครัวเรือน และเกือบทั้งหมู่บ้านล้วนเพาะและขายถั่วงอกเลี้ยงชีพ ครอบครัวของคุณหงเจิ้งซินก็เช่นกัน ปลูกถั่วเขียวและพาะถั่วงอกขายตั้งแต่รุ่นคุณปู่ จากนั้นบรรทุกถั่วงอกด้วยจักรยาน ปั่นไปขายที่หมู่บ้านข้างเคียง แต่หลังจากคุณพ่อรับกิจการต่อ ได้เปลี่ยนวิธีการขายด้วยการเช่าแผงในตลาดค้าส่งเป๋ยกั่ง อย่างไรก็ตาม เพื่อนๆ ที่เป็นลูกหลานเพาะถั่วงอกรุ่นที่ 3 ล้วนไม่อยากรับช่วงกิจการที่บ้าน เพราะว่าถั่วงอกต้องใช้แรงงานเยอะ ผลิตเอง ขายเอง ตลอดทั้งปีได้หยุดพักเฉพาะวันแรกของวันตรุษจีนเท่านั้น นอกจากนี้ การเพาะถั่วงอกไม่ต้องการแสงสว่าง ส่วนใหญ่ต้องทำงานตอนกลางคืน และไซเคิลการเจริญเติบโตของถั่วงอกสั้น ทำให้เกิดแรงกดดัน
ถั่วงอกบรรจุถุงส่งขายซูเปอร์มาร์เก็ต
คนไต้หวันชอบบริโภคถั่วงอก ประมาณ 90% เพาะจากถั่วเขียว 5% เพาะจากถั่วเหลือง ที่เหลือเพาะจากถั่วดำ ข้าวบาร์เลย์ บัควีท ถั่วลิสง เป็นต้น และส่วนใหญ่ชอบบริโภคถั่วงอกขาวและอวบ แต่หารู้ไม่ว่าถั่วงอกแบบนี้อาจมีปัญหาด้านความปลอดภัย เพราะที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการร่วมกับรัฐบาลเมืองหยุนหลินเคยตรวจพบถั่วงอกแช่สารฟอกขาว และยังเคยตรวจพบเชื้ออีโคไล ด้วย ดังนั้น คุณหงเจิ้งซิน จึงต้องการยกระดับคุณภาพการเพาะถั่วงอก เช่น หันมาใช้ถั่วออร์แกนิกที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน สร้างแบรนด์เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค สร้างโรงงานเพาะถั่วงอกที่ได้รับการรับรอง HACCP, ISO22000 กะเทาะเปลือกถั่วแบบแห้งด้วยแรงสั่นสะเทือนเพื่อแยกถั่วงอกและเปลือกถั่วออกจากกัน ติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รดน้ำอัตโนมัติ ตรวจสอบอุณหภูมิและความชื้น ระบบจะแจ้งเตือนทันทีเมื่อมีความผิดปกติ และคนเพาะถั่วงอกก็ไม่ต้องอดหลับอดนอนทั้งคืน
เพาะถั่วงอกหัวโตที่ใช้ถั่วที่ปลูกในประเทศ
ตั้งแต่ปี 2021 คุณหงเจิ้งซินเริ่มเพาะถั่วงอกหัวโตจากถั่วเหลืองที่ปลูกในประเทศ และยังมีถั่วงอกถั่วดำด้วย มีการทำพันธสัญญากับเกษตรกรเพื่อซื้อถั่วเหลืองในราคาสูงกว่าถั่วเหลืองนำเข้า นอกจากเป็นการช่วยเหลือเกษตรในประเทศ กระตุ้นให้คนรุ่นใหม่กลับบ้านเกิดทำการเกษตรแล้ว ข้อดีของถั่วเหลืองที่ปลูกในประเทศยังมีความสดใหม่กว่า อัตราการงอกดีกว่าถั่วเหลืองนำเข้าด้วย
ถั่วงอกดำเพาะ
อาชาชา(Achacha) หรือบางคนอาจเรียกว่า “มังคุดโบลิเวีย” เป็นผลไม้พื้นเมืองมีถิ่นกำเนิดในป่าโบลิเวีย อเมริกาใต้ แต่ปัจจุบันมีการปลูกมากในออสเตรเลียตอนเหนือและส่งขายต่างประเทศ ผลรูปทรงไข่สวยงาม ขนาดเล็กกว่าไข่ไก่ น้ำหนักต่อผลประมาณ 35-70 กรัม ผลที่ยังไม่สุกจะมีสีเขียว แต่ถ้าสุกเต็มที่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสดใส เนื้อข้างในนุ่มฟูคล้ายกระท้อน เนื้อนุ่ม รสเปรี้ยวอมหวาน เป็นผลไม้ที่จัดอยู่ในตระกูลเดียวกับมังคุด เนื่องจากผลสุกมีสีเหลืองอร่าม เพราะฉะนั้นคนไต้หวันจะเรียกว่า มังคุดสีทอง(หวงจินซานจู๋黃金山竹)
อาชาชาผลไม่สุกเป็นสีเขียว
กงไท่อัน(龔泰安) เกษตรกรรายย่อยในเมืองผิงตง เริ่มปลูกมังคุดสีทองตั้งแต่ต้นปี 2012 หลังกลับบ้านเกิดหันมาปลูกผลไม้เมืองร้อนหลากหลายชนิด รวมทั้งเงาะ ทุเรียน ขนุน ลองกอง และมะยงชิด ปัจจุบันมีพื้นที่เกษตรหลักอยู่ 2 แปลง โดยแปลงหนึ่งปลูกอาชาชา(มังคุดสีทอง) ส่วนอีกแปลงหนึ่งปลูกมังคุดสีม่วง และยืนหยัดทำเกษตรออร์แกนิค ไม่ฉีดยาฆ่าแมลง และใส่ปุ๋ยน้อย แต่ต้องระวังโรคพืชที่มารบกวน เพลี้ยแป้ง แมลงวันผลไม้ และการปลูกมังคุดสีม่วงกลับต้องดูแลที่ค่อนข้างเข้มงวด ต้องใส่ปุ๋ยเป็นประจำ และก่อนฝนตกต้องฆ่าเชื้อระหว่างแปลงเพาะปลูกด้วย
อาชาชาเนื้อข้างในนุ่มฟูคล้ายกระท้อน รสเปรี้ยวอมหวาน
คุณกงไท่อันคาดว่าตลาดมังคุดสีทองในไต้หวันอาจเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เนื่องจากราคาขายของมังคุดสีทองในปีแรกเคยอยู่ที่ 1,000 เหรียญไต้หวันต่อน้ำหนัก 600 กรัม มีประมาณ 12 - 15 ลูก แต่ราคาสูงเช่นนี้ไม่ได้มีทุกปี แม้จะลดลงเหลือ 300 เหรียญไต้หวันต่อน้ำหนัก 600 กรัมในปีที่แล้ว แต่ใช่ว่าผู้บริโภคทุกคนที่จะกำลังซื้อได้ การปลูกจำนวนมากเป็นวิธีเดียวที่จะลดต้นทุน จึงมีเกษตรกรหันมาปลูกมากขึ้น แต่ถ้าเปรียบเทียบระหว่างมังคุดสีทองกับมังคุดผลสีม่วง ในส่วนของมังคุดสีม่วงมีการแข่งขันที่สูงกว่า น้ำหนัก 600 กรัมขายกันประมาณ 600-800 เหรียญไต้หวัน แต่ขั้นตอนการเพาะปลูกเต็มไปด้วยตัวแปร
กงไท่อัน เกษตรกรปลูกอาชาชา แบ่งปันประสบการณ์การปลูก
คุณกงไท่อัน ได้แบ่งปันประสบการณ์ของตนในการปลูกไม้ผลน้องใหม่ เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงให้กับเกษตรกรท่านอื่น เขายกตัวอย่าง ถ้าทุกคนปลูกมะนาว พอมะนาวเยอะ ราคาตก ทุกคนก็ต้องแบกรับผลผลิตที่ล้นตลาด แต่ถ้าเปลี่ยนแนวความคิด เช่น ปลูกเพื่อขายให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาชมสวนหรือฟาร์มเพื่อการพักผ่อน หรือโฮมสเตย์ที่มีลักษณะเฉพาะ เพื่อสัมผัสประสบการณ์การเก็บเกี่ยวและเพลิดเพลินกับผลไม้พิเศษน่าจะดีกว่า และก่อนปลูกก็ต้องศึกษาหาความรู้ วิธีการปลูก การจัดการ รวมทั้งหาตลาด เพราะไม่เหมือนกับในออสเตรเลียที่ปลูกปริมาณมากเพื่อการส่งออก ละมีการส่งเสริมการปลูกอย่างจริงจัง เขาแนะนำให้เกษตรกรที่สนใจปลูกพืชผลน้องใหม่ ต้องลองกินก่อนปลูก ต้องหาข้อมูลให้มากๆ เพราะถ้าคุณยังไม่ยอมรับในรสชาติของพืชผลที่ปลูก แล้วจะขายให้ผู้บริโภคอย่างไร
มังคุดที่คุณกงไท่อันปลูกได้
ไต้หวันมีพื้นที่เพาะปลูกองุ่นประมาณ 2,400 เฮกตาร์( 15,000 ไร่) มูลค่าผลผลิตต่อปีอยู่ที่ 5,800 ล้านเหรียญไต้หวัน แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญหาต่างๆ เช่น สภาพภูมิอากาศแปรปรวน การปลูกองุ่นเพื่อการบริโภคสดที่เน้นเพียงสายพันธุ์เดียว รวมทั้งเกษตรกรผู้ปลูกเข้าสู่วัยชรา ส่งผลทำให้การปลูกองุ่นในไต้หวันลดลงถึง 18% ในช่วง 10 ปี เพราะฉะนั้น สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตไทจงได้พัฒนาองุ่นพันธุ์ใหม่เพื่อการบริโภคผลสดจนประสบความสำเร็จ ตั้งชื่อว่า "ไทจงเบอร์ 6 " โดยพันธุ์นี้เกิดจากการกลายพันธุ์ขององุ่นเคียวโฮ และในปีที่แล้วมีโหวตตั้งชื่อของสายพันธุ์ ผลการตัดสินมีชื่อว่า “เจ้าหญิงหลัวนาร์羅娜公主” ขณะนี้ผ่านการจดสิทธิ์พันธุ์พืชอย่างเป็นทางการแล้ว
องุ่นพันธุ์เจ้าหญิงหลัวนาร์
องุ่นพันธุ์ "ไทจงเบอร์ 6 หรือ เจ้าหญิงหลัวนาร์" มีผลยาวคล้ายองุ่นหวานแซฟไฟร์พันธุ์อเมริกัน(Sweet Sapphire Grapes) ด้านบนแคบ ด้านล่างกว้างคล้ายมะละกอจิ๋ว องุ่นทั้งพวงเหมือนพวงของประทัด เนื้อแน่น มีกลิ่นหอมของน้ำผึ้ง อัตราส่วนกรด-น้ำตาลอยู่ในระดับปานกลาง ความหวาน 18 บริกซ์ ซึ่งต่างจากองุ่นเคียวโฮที่คนไต้หวันคุ้นเคย แต่กว่าจะสำเร็จต้องใช้เวลานานกว่า 7 ปีในการพัฒนาพันธุ์ ซึ่งส่วนใหญ่พืชผลที่กลายพันธุ์มักจะกลายเป็นพันธุ์ไม่ดี แต่โชคดีองุ่นไทจงเบอร์ 6 พัฒนากลายเป็นพันธุ์ดี รสชาติอร่อย รูปลักษณ์สวย คาดจะช่วยสร้างมูลค่าผลผลิตสูงถึง 350 ล้านเหรียญไต้หวันต่อปี
โรงเรือนปลูกองุ่นที่มีการจัดการข้อมูลอัจฉริยะ
เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ปริมาณฝนและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตและคุณภาพขององุ่น และยังเป็นตัวกลางในการแพร่กระจายของโรคเชื้อราน้ำค้างและโรคแอนแทรคโนส ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไต้หวันเริ่มปลูกองุ่นเคียวโฮในโรงเรือนเพื่อลดผลกระทบในพื้นที่ประมาณ 400 เฮกตาร์ แต่เกษตรกรต้องไปโรงเรือนเพื่อควบคุมอุปกรณ์ติดตั้ง เสียเวลาและแรงงานมาก หลังจากที่สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชฯ ได้รวมแพลตฟอร์มการจัดการข้อมูลอัจฉริยะขององุ่น ใช้เทคโนโลยี Internet of Things 5G รวมข้อมูลอุตุนิยมวิทยาของพืชผล ควบคุมการเปิดและปิดม่านม้วนและสกายไลท์ในโรงเรือนอัตโนมัติ ทำให้ประหยัดแรงงานได้ถึง 25% และเกษตรกรยังจัดการผ่านโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตได้ด้วย
ขั้นตอนการย่อยสลายกิ่งก้านองุ่น
นอกจากนี้ สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชฯ ยังได้พัฒนาเทคโนโลยีการย่อยสลายกิ่งก้านองุ่นหลังตัดแต่งด้วยเชื้อรา Trichoderma "TCT-P001" โดยนำกิ่งองุ่นตัดหรือบดให้มีขนาด 3 - 5 ซม. รดน้ำให้มีความชื้นระดับหนึ่ง จากนั้นใส่เชื้อราไตรโคเดอร์มา เร่งการย่อยสลาย โดยสามารถทำในสวนผลไม้ได้และไม่ส่งกลิ่นเหม็น กิ่งก้านที่ผ่านการย่อยสลายใส่กลับไปในดิน ช่วยเพิ่มแร่ธาตุในดิน ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 15% ด้วย
องุ่นเป็นผลไม้กินสดได้ เอามาทำเป็นไวน์หรือทำเป็นองุ่นแห้งก็ได้ ส่วนเมล็ดองุ่นก็สกัดเป็นน้ำมันได้อีกด้วย ทั่วโลกมีองุ่นมากกว่า 5,000 สายพันธุ์ เนื่องจากอุตสาหกรรมไวน์มีความรุ่งเรือง ผู้ปลูกองุ่นทั่วโลกจึงนิยมปลูกองุ่นสำหรับทำไวน์ อย่างไรก็ตามการปลูกองุ่นในไต้หวันค่อนข้างตรงกันข้าม หลี่กั๋วถัน(李國譚) ศต.ด้านพืชสวนแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน กล่าวว่าในไต้หวันมีพันธุ์องุ่นมากกว่า 200 สายพันธุ์ แต่ประมาณ 90% เป็นองุ่นสำหรับบริโภคสด
องุ่นเคียวโฮเป็นพันธุ์หลักที่นิยมบริโภคสด
มีคำถามว่า ไต้หวันปลูกองุ่นเพื่อแปรรูปหรือไม่? อย่างเช่นนำมาทำลูกเกด(หรือองุ่นแห้ง) ศต.หลี่กั๋วถัน บอกว่าการนำองุ่นแปรรูปเป็นองุ่นแห้งต้องใช้พันธุ์ที่ไม่มีเมล็ดและต้องมีน้ำตาลสูง หลังตากแห้งผลองุ่นจะนุ่มหนึบและเคี้ยวง่าย ในต่างประเทศมักใช้พันธุ์องุ่นไร้เมล็ด แต่พันธุ์หลักที่ปลูกปริมาณมากของไต้หวัน อย่างพันธุ์เคียวโฮ หรือภาษาจีนเรียกว่า จวี้โฟง(巨峰) ไม่เหมาะในการทำผลไม้แห้ง และบริโภคสดก็ไม่เพียงพอ จึงไม่มีการแปรรูปเป็นองุ่นแห้ง ส่วนน้ำมันเมล็ดองุ่น วัตถุดิบมักจะมาจากเมล็ดองุ่นสำหรับทำไวน์ เป็นผลิตภัณฑ์เสริมนอกเหนือจากการทำไวน์ในต่างประเทศ เนื่องจากสัดส่วนของการผลิตองุ่นไวน์ในไต้หวันไม่สูง จึงไม่ค่อยมีการพัฒนาการสกัดน้ำมันองุ่น
คนไต้หวันนิยมบริโภคองุ่นลูกผสมสายพันธุ์ยุโรปและอเมริกา ตัวอย่างเช่น องุ่นเคียวโฮที่มีรสชาติอร่อย นุ่มหนึบ หอมหวาน ขณะเดียวกันก็เหมาะกับสภาพอากาศของไต้หวัน เป็นที่ชื่นชอบของเกษตรกรและผู้บริโภค สันนิษฐานว่านำเข้ามาจากญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษที่ 1960 โดยเริ่มปลูกครั้งแรกในพื้นที่ขนาดเล็กในไทจง ต่อมาขยายไปปลูกที่เมืองจางฮั่วและเมืองอื่น ๆ ปัจจุบันพื้นที่ปลูกองุ่นประมาณ 99% เป็นองุ่นเพื่อกินสด และยังมีการองุ่นไถจงเบอร์ 6 (หรือที่รู้จักในชื่อ เจ้าหญิงหลัวนาร์) ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาเหมือนมะละกอจิ๋ว หวานกรอบ มีกลิ่นน้ำผึ้ง ปีนี้เพิ่งได้สิทธิ์สายพันธุ์ อนาคตจะกลายเป็นองุ่นบริโภคสดด้วย นอกจากนี้ ยังมีองุ่นสีแดง เป็นพันธุ์ผสมระหว่างอเมริกาและยุโรป มีกลิ่นน้ำผึ้งเข้มข้น รวมถึงองุ่นอิตาลีพันธุ์ยุโรป และองุ่นแซฟไฟร์ไร้เมล็ด ( องุ่นพระจันทร์) ซึ่งแต่ละชนิดมีลักษณะเฉพาะตัวที่ให้ผู้บริโภคได้ลิ้มลองมากขึ้น
องุ่นพันธุ์ไทจงเบอร์ 1,3 และ 5 เหมาะในการผลิตไวน์ขาว
สำหรับองุ่นที่นำมาผลิตไวน์จะต้องมีน้ำตาลและสารที่เป็นกรดอินทรีย์เพียงพอ มีปริมาณน้ำตาลมากกว่า 22ºBrix และมีปริมาณกรดอินทรีย์มากกว่า 0.7% หลังผลิตเป็นไวน์จะมีกลิ่นหอมของผลไม้ ดอกไม้ ในปี 1965 ไต้หวันได้นำเข้าพันธุ์องุ่น Black Queen (ราชินีดำ) และองุ่น Moscato (มอสคาโต้) หรือ Muscat (มัสแคท) สำหรับทำไวน์แดงและไวน์ขาวตามลำดับ โดยยุคแรกของอุตสาหกรรมการผลิตไวน์ถูกควบคุมโดยองค์การยาสูบและสุราที่ผูกขาดโดยรัฐ และมีการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชไทจง หลังการปรับโครงสร้างการผลิตไวน์แล้ว สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตไทจงได้รับหน้าที่ปรับปรุงพันธุ์องุ่นต่อ และเพื่อให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมไวน์ในไต้หวันที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชฯได้พัฒนาองุ่นพันธุ์ ไทจงเบอร์ 1 ถึงเบอร์ 5 อย่างต่อเนื่องเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไวน์ โดยพันธุ์ ไทจงเบอร์ 1 เบอร์ 3 และเบอร์ 5 เหมาะต่อการผลิตไวน์ขาว ไวน์ที่ผลิตได้มีกลิ่นหอมของผลไม้เมืองร้อน เช่น ไวน์ที่ผลิตจากองุ่นพันธุ์ไทจง No. 5 มีกลิ่นหอมของลิ้นจี่ ส่วนองุ่นพันธุ์ ไทจงเบอร์ 4 เนื่องจากเปลือกองุ่นมีสีม่วงเข้ม นิยมหมักไวน์แดง มีกลิ่นหอมของดอกกุหลาบ เป็นต้น
องุ่นพันธุ์ไทจงเบอร์ 2 ผสมกับเบอร์ 4 ผลิตเป็นไวน์สีชมพู( 2 ขวดซ้าย)
From the publisher's feed
ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน
รายการนี้ นำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เกี่ยวกับไต้หวัน ขอเชิญรับฟังกัน อย่าพลาด แล้วคุณจะรู้จักไต้หวัน ตั้งแต่ยังไม่ได้เดินทางมาไต้หวัน