ที่นี่ไต้หวัน

ที่นี่ไต้หวัน

By รจรัตน์ ยนต์สุวรรณ, RtiSociety & CultureGovernment
Download on the App Store

ที่นี่ไต้หวัน episodes

  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 25 ก.ค.2566

         มะนาวที่พบมากและปลูกมากที่สุดในไต้หวัน คือมะนาวเปลือกเขียวโดยแหล่งปลูกอยู่ที่เมืองผิงตง และส่วนใหญ่นำมาแปรรูป เช่น คั้นเป็นน้ำมะนาวส่งให้กับร้านอาหารหรือร้านขายเครื่องดื่ม ดังนั้นรูปแบบการผลิตและการขายมะนาวจึงค่อนข้างตายตัว ราคารับซื้อถูกควบคุมโดยคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่ามะนาวจะมีคุณภาพดีแค่ไหน ราคาขายก็ยังไม่ต่างกันมาก คือประมาณ 10 เหรียญไต้หวันต่อน้ำหนัก 600 กรัม เพราะมองว่าจุดสุดท้ายคือการคั้นเป็นน้ำ แต่หลังจากที่คุณเยี่ยกวงจื้อ(葉光治) วัย 41 ปี ได้เห็นมะนาวสีเหลือง 2 ลูกที่วางขายในไฮเปอร์มาร์เก็ต ราคา 25 เหรียญไต้หวัน เมื่อเทียบราคาขายของมะนาวทั้งสองชนิดแล้ว อยากปลูกมะนาวขึ้นมาทันที

    มะนาวสีเหลืองขายได้ราคาดี

         โดยหลักการแล้วกล้วยสีเขียวกลายเป็นกล้วยสีเหลืองเมื่อมันสุก ส่วนมะนาวสีเหลืองคือมะนาวสุกหรือไม่? คำตอบคือ "ไม่ใช่"  คุณเยี่ยกวงจื้อ บอกว่า ผิวผลไม้ที่เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองเนื่องจากสูญเสียคลอโรฟิลล์ แต่มะนาวไม่ใช่  ความสุกไม่เกี่ยวกับสี แม้มะนาวสีเขียวทั่วไปในท้องตลาดจะกลายเป็นสีเหลืองหลังเก็บไว้นาน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ เพราะมะนาวสีเหลืองและสีเขียวเป็นคนละพันธุ์ รสชาติของเนื้อและความเป็นกรดคล้ายกันมาก แต่รสชาติของเปลือกต่างกันอย่างเด่นชัด เปลือกมะนาวสีเขียวจะมีรสขมเล็กน้อยหลังผ่านความร้อนหรือแช่น้ำนาน ขณะที่มะนาวสีเหลือง ไม่มีรสขม ดังนั้น ธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่ม ผู้ประกอบการเบเกอรี่ สไปร์มะนาว โซดามะนาว หรือมะนาวดอง ส่วนใหญ่จะใช้มะนาวสีเหลือง

    คุณเยี่ยกวงจื้อปลูกมะนาวหลายสายพันธุ์

         นอกจากปลูกมะนาวแล้ว คุณเยี่ยจื้อกวงยังต้องขายสินค้าและทำการตลาด เขาก่อตั้งบริษัทภายใต้ชื่อ " Asiru หนิงจิ้ง (Asiru 檸境) ซึ่งคำว่า Asiru ก็เป็นชื่อของพืชตระกูลส้มในภาษาอามิส และยังเป็นชื่อของคุณพ่อแฟนสาวด้วย หลังปลูกมะนาว 6 ปี เริ่มมีลูกค้ามากขึ้น แต่เมื่อ 2 ปีก่อน เนื่องจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยรอบพื้นที่เพาะปลูกมะนาว รวมทั้งพื้นที่เกษตรราคาสูง เจ้าของที่ตัดสินใจขาย เขาต้องหาพื้นที่เพาะปลูกใหม่ สุดท้ายได้เช่าพื้นที่ขนาดใหญ่ที่เมืองเจียอี้ในราคาเท่ากับที่เมืองผิงตง เขายังได้ร่วมมือกับเกษตรกรรุ่นใหม่ในท้องถิ่นปลูกมะนาวแบบดั้งเดิมที่มีการใช้ยาฆ่าแมลง แต่เน้นความปลอดภัย

    ในไต้หวันนิยมแปรรูปคั้นเป็นน้ำมะนาว

         ปัจจุบัน ในสวนปลูกมะนาว 4 พันธุ์ ได้แก่ มะนาวยูเรก้าเปลือกเขียว, ลิสบอน,เมเยอร์ และมะนาวสีชมพู คุณเยี่ยกวงจื้ออธิบายว่า มะนาวยูเรก้า มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด แต่ดูแลยากที่สุด เพราะออกดอกตลอดปี ต้องได้รับการดูแลให้ติดผลตลอด ส่วนมะนาวเมเยอร์สีเหลืองเป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมในไต้หวันในช่วงไม่กี่ปีนี้ ออกดอกดก ดูแลง่าย เกษตรกรบางรายตั้งชื่อว่า "มะนาวสีทอง黃金檸檬" เป็นพันธุ์ผสมระหว่างมะนาวและส้ม ได้รับการพัฒนาโดยนักปฐพีวิทยาแฟรงก์ ตั้งชื่อโดยแฟรงก์ เมเยอร์ รสชาติของเนื้อและเปลือกจะเป็นมะนาวเมื่อผิวเป็นสีเขียว แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นสีเหลืองจะมีความหวานของส้ม จึงเป็นเอกลักษณ์ที่จะขายในรูปแบบมะนาวสีเหลือง ส่วนมะนาวชนิดที่ 3 ที่เขาปลูก คือ มะนาวลิสบอน รสชาติคล้ายๆ มะนาว ยูเรก้า ฉ่ำน้ำ กรดสูง เมล็ดน้อย จำหน่ายเป็นมะนาวเหลืองได้ด้วย และอีกพันธุ์คือ มะนาวสีชมพูที่มีลักษณะพิเศษที่สุด มีแถบสีเหลืองอ่อนบนใบและเปลือก เมื่อผ่าออกเนื้อจะเป็นสีชมพู ในต่างประเทศนิยมนำมาประดับ มีศักยภาพทางการค้า เพราะเนื้อมีรสแครนเบอร์รี่และเกรปฟรุต ถือว่าค่อนข้างโดดเด่น

    มะนาวที่คุณเยี่ยกวงจื้อปลูกหลักๆ มี 4 พันธุ์

         คุณเยี่ยกวงจื้อ ได้เพิ่มพื้นที่เพาะปลูก เนื่องจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น  อู๋เป่าชุน(吳寶春) พ่อครัวขนมปังผู้คว้าแชมป์ขนมปังโลก และบริษัทหมักเบียร์ไถหู่(Taihu Brewing ) ล้วนเป็นลูกค้าของเขา อย่างไรก็ตาม ช่วงเริ่มต้นการขายไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เกือบต้องยอมแพ้หรือเลิกปลูก หลังฝ่าฟันอุปสรรคพบว่า หากต้องการอยู่รอด ต้องพัฒนาพันธุ์ใหม่ต่อเนื่องและขยายตลาดใหม่ เพราะแข่งขันรุนแรง หากขายดีก็หันมาปลูกเยอะ ขณะนี้เขามีมะนาว 9 พันธุ์ที่อยู่ในแปลงทดลอง กำลังค้นหาวิธีการปลูกที่เหมาะสม การเก็บเกี่ยว วิธีการเก็บรักษา ฯลฯ เพื่อเป็นผู้นำในตลาดมะนาว ซึ่งการขายมะนาวของเขามีทั้งขายยกลัง คั้นเป็นน้ำ ส่วนเปลือกที่เหลือจากการคั้นจะสกัดน้ำมันหอมระเหยขายให้กับบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ และกากที่เหลือลำดับสุดท้ายจะส่งคืนสู่ฟาร์มที่เพาะปลูก

    4 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 18 ก.ค.2566

         ในช่วงหน้าร้อนที่อากาศร้อนอบอ้าว หากได้กินซุปเห็ดหูหนูขาวตุ๋นกับเมล็ดบัวสักชามก็จะช่วยดับร้อนและดับกระหายได้ไม่น้อย เพราะเห็ดหูหนูขาวเป็นเห็ดที่มีประโยชน์ ตามตำรับแพทย์แผนจีนใช้เป็นสมุนไพรดับร้อน บำรุงกำลัง อุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย ส่วนเม็ดบัว เป็นยาจีนมีผลในการบำรุงม้าม บำรุงหัวใจ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เห็ดหูหนูขาวที่ปลูกในไต้หวันราคาสูง เนื่องจากกระบวนการเจริญเติบโตจะต้องอยู่ร่วมกันของเชื้อรา 2 ชนิดที่มีสัดส่วนที่เหมาะสม หากสัดส่วนไม่เหมาะสมก็จะส่งผลต่อการออกดอกที่รวมเป็นกลุ่มก้อนไม่สม่ำเสมอหรือไม่ออกดอกเลย ดังนั้น สถาบันวิจัยเกษตร คณะกรรมการการเกษตร(Taiwan Agricultural Research Institute :COA) จึงพัฒนาเทคโนโลยีการปลูกและการเก็บรักษาเชื้อเห็ดหูหนูขาว

    ซุปเห็ดหูหนูขาวตุ๋นเม็ดบัว

         เห็ดหูหนูขาว (White Jelly Fungus白木耳) หรือ เห็ดหิมะ(雪耳) หรือ เห็ดเงิน(銀耳) เป็นเห็ดที่นิยมนำมาประกอบอาหารและใช้เป็นยาสมุนไพรตามแนวแพทย์แผนจีน ปัจจุบันเห็ดหูหนูขาวที่ขายในไต้หวัน นอกจากเป็นเห็ดสดที่ปลูกในประเทศแล้ว ในส่วนที่เป็นของแห้งประมาณ 80% - 90% นำเข้ามากจีน และที่เหลือจึงจะเป็นเห็ดหูหนูแห้งที่ปลูกในไต้หวัน ซึ่งน้ำหนักของเห็ดหูหนูขาวสดกับของแห้งต่างกันประมาณ 10 เท่า โดยราคานำเข้าของเห็ดหูหนูขาวแห้งอยู่ที่ประมาณ 300 เหรียญไต้หวันต่อกิโลกรัม แต่ถ้าเป็นเห็ดหูหนูขาวสดที่ปลูกในประเทศจะขายในราคา 40-50 เหรียญไต้หวันต่อน้ำหนัก 100 กรัม

         ลวี่ หยุนเซิง(呂昀陞) ผู้ช่วยนักวิจัยสถาบันวิจัยการเกษตร กล่าวว่า แหล่งอาหารสำหรับการเจริญเติบโตของเห็ดหูหนูขาวจะต้องถูกย่อยสลายโดยเชื้อรา ดังนั้น สัดส่วนของเชื้อราทั้ง 2 ชนิด อย่างเช่น อายุของเชื้อราไม่เหมาะสม เห็ดโคนแก่เกินไป เห็ดหูหนูขาวจะไม่โตพอ ทั้งนี้ ในปัจจุบันอัตราของเชื้อราที่เพาะเป็นเห็ดหูหนูขาวในไต้หวันโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 70% - 80% และน้ำหนักต่อดอกมีประมาณ 100 - 200 กรัม แต่ถ้าแย่ไปกว่านี้เห็ดหูหนูขาวจะไม่ออกดอกเลยก็ยังมี

    เห็ดหูหนูขาวที่สถาบันวิจัยฯ พัฒนามีขนาดใหญ่

         หลังจากสถาบันวิจัยการเกษตรได้กำหนดกระบวนการผลิตและการเก็บรักษาที่ได้มาตรฐานของสายพันธุ์แล้ว ก็จะเป็นกุญแจสำคัญในการเพาะเห็ด เพื่อให้ได้เห็ดหูหนูขาวที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป เกษตรกรสามารถเพาะเห็ดสายพันธุ์ดั้งเดิมจากถุงสุญญากาศโดยตรงและผลิตเห็ดต่อไป เห็ดหูหนูขาวที่เพาะได้มีอัตราการออกดอกสูงกว่า 95% น้ำหนักของเห็ดที่เพาะได้ประมาณ 300 กรัมต่อดอก หรือถ้าแย่สุดก็ยังมีน้ำหนัก 150 กรัมด้วย ซึ่งขณะนี้ทางสถาบันวิจัยฯ กำลังถ่ายโอนเทคนิคการปลูกให้กับผู้ที่สนใจเพื่อนำไปเพาะปลูก ส่วนการเพาะเห็ดหูหนูดำก็กำลังอยู่ในช่วงของการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอยู่เช่นกัน

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 11 ก.ค.2566

         ในครั้งนี้ขอนำเรื่องการเพาะถั่วลิสงงอกและถั่วลิสงที่ปลูกในไต้หวันมาเล่าสู่ฟัง สำหรับเพาะถั่วลิสงงอกถือว่ายากกว่าการเพาะถั่วชนิดอื่น  ถั่วงอกที่เพาะขายเป็นการค้าในท้องตลาดทั่วไปมีหลายชนิด เช่น ถั่วงอกเพาะจากถั่วเขียว และถั่วเหลือง แต่ที่เริ่มมีความนิยมเพิ่มมากขึ้นคือถั่วงอกหัวโตที่เพาะจากเมล็ดถั่วลิสง การเพาะถั่วลิสงงอกจะให้รสชาติที่หวาน มัน กรอบอร่อย กว่าถั่วชนิดอื่นๆ แต่อาจจะเพาะยากตรงที่มักจะขึ้นราได้ง่าย จึงมีการเพาะเพื่อขายทั่วไปในตลาดน้อย ปัจจุบันในไต้หวัน มีการพัฒนาเทคนิคการเพาะถั่วลิสงงอกขายในท้องตลาด และยังมีการวิจัยประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพด้วย

    ถั่วลิสงงอก  ขายปลีกในราคา 60 NTD. ต่อน้ำหนัก 100 กรัม

         ชิวอี้หยวน(邱義源) อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเจียอี้และอาจารย์พิเศษภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร บอกว่า เมื่อถั่วลิสงงอก ถั่วจะสังเคราะห์สารในกลุ่มที่เรียกว่า สตีลบีน พอลิฟินอล(stilbene polyphenols) ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง และยังมีคุณสมบัติต้านการอักเสบในร่างกาย มีศักยภาพในการดูแลสุขภาพที่ดี  ฟาร์มเพื่อการพักผ่อน เซิ่งหยาง( 勝洋休閒農場) ที่เมืองอี๋หลานได้พัฒนาเทคนิคการเพาะถั่วลิสงงอก มีอัตราการงอกสูงถึง 95% ถั่วสามารถงอกมีความยาวถึง 12 เซนติเมตรในหนึ่งสัปดาห์  ถั่วลิสงงอกที่เพาะได้มีรสชาติหวานกรอบ อร่อย ขายปลีกในราคา 60 เหรียญไต้หวันต่อน้ำหนัก 100 กรัม นอกจากนี้ ทางฟาร์มยังนำถั่วลิสงงอกทำเป็นเมนูพิเศษ เช่น กุ้งมังกรหมาล่าถั่วลิสงงอก เป็นต้น

    ถั่วลิสงงอกผัดกุ้งรสหมาล่า

         ทั้งนี้ คุณชิวอี้หยวน ได้ทุ่มเท ค้นคว้า เกี่ยวกับโภชนาการของถั่วลิสงมานานกว่า 40 ปี ช่วงปี 1990 และปี 2000 ได้เผยแพร่ผลงานวิจัยมากมาย มีการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ เช่น Journal of Agricultural and Food Chemistry ยืนยันว่าถั่วลิสงงอกจะสังเคราะห์สตีลบีน พอลิฟินอล(stilbene polyphenols) จำนวนมาก ซึ่งมีศักยภาพในการต้านออกซิเดชัน กำจัดอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และปรับฮอร์โมนได้ นอกจากนี้ ปริมาณสารเรสเวอราทรอล( resveratrol) ในถั่วลิสงมีมากกว่าไวน์แดง 10 - 100 เท่าเมื่อทำให้แห้ง และไม่ผลิตสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์ ซึ่งสารเรสเวอราทรอล เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่หาได้จากแหล่งอาหารต่าง ๆ เช่น ผลไม้ประเภทเบอรี่ องุ่นแดง ถั่ว หรือไวน์แดง เป็นต้น

    ผัดถั่วลิสงงอกพริกไทยดำ

         ขณะนี้ที่เมืองไทจงและเมืองผิงตงมีผู้ประกอบการเพาะถั่วลิสงงอกขายเช่นกัน ซึ่งภายหลังเกษียณจากงานประจำ คุณชิวอี้หยวนยังก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพร่วมกับเพื่อนๆ  เพื่อพัฒนาถั่วลิสงงอกที่มีกรดอะราคิโดนิก (Arachidonic acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว ที่มีความสำคัญต่อสุขภาพ เป็นผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะนักกีฬา หรือผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ รวมไปถึงผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อเพาะกาย หากคนทั่วไปที่ต้องการเพาะถั่วลิสงงอกเองสามารถแช่เมล็ดถั่วลิสงในน้ำเป็นเวลา 12 ชั่วโมง สะเด็ดน้ำออก ห่อด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ เพื่อเร่งการงอก ใส่ไว้ภาชนะที่ปิดแสงทึบ ใช้เวลาเพาะประมาณ 7 วัน ก็นำมาประกอบอาหารต่างๆ ได้ เช่น ทอด ผัด หรือกินดิบได้โดยใส่ในสลัด

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 4 ก.ค.2566

         ปลาอินทรีเป็นปลาทะเลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นปลาที่คนไต้หวันนิยมบริโภคชนิดหนึ่ง ประมาณ 90% จับได้ในทะเลบริเวณเกาะเผิงหู แต่ปริมาณของปลาอินทรีลดลงอย่างมากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สถาบันวิจัยการประมงไต้หวัน(Fisheries Research Institute: FRI) ใช้เวลากว่า 10 ปี ทำการวิจัยเพื่อการผสมเทียมในทะเล และประกาศในวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า ความสำเร็จในการผสมเทียมปลาอินทรีในทะเลนับเป็นรายแรกของโลก ขณะนี้ลูกปลาวัยรุ่นที่ได้จากการผสมเทียมมีลำตัวยาว 30- 40 ซม.แล้ว คาดว่าจะใช้เวลา 2 ปี ในการขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล และหลังจาก 4 - 5 ปีแล้วจะพัฒนาเพาะเลี้ยงในกระชัง

    ไต้หวันประสบความสำเร็จในการผสมเทียมปลาอินทรีในทะเล

         องจิ้นซิง(翁進興) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทรัพยากรชายฝั่งของสถาบันวิจัยสัตว์น้ำ บอกว่า ปลาอินทรีเป็นปลาที่อาศัยอยู่ในทะเลบริเวณน้ำลึกประมาณ 100 เมตร หาอาหารโดยไล่กินปลาและสัตว์น้ำขนาดเล็กกว่า ว่ายน้ำเร็ว อาศัยอยู่ในทะเลเปิดทั่วโลกในเขตร้อนและเขตอบอุ่น จากสถิติของกรมประมงระบุ การจับปลาอินทรีตามชายแนวชายฝั่งทะเลในปี 2001 มีปริมาณ 3,200 เมตริกตัน แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา เหลือเพียง 500 กว่าเมตริกตัน ดังนั้น ทางสถาบันวิจัยสัตว์น้ำจึงมุ่งเน้นผสมเทียมปลาอินทรี  โดยในเดือนมีนาคมถึงปลายเดือนพฤษภาคม ได้ออกทะเลพร้อมกับชาวประมงเพื่อจับปลาอินทรีตัวผู้และปลาตัวเมีย  เก็บสเปิร์มและไข่สำหรับการผสมเทียมบนเรือ

    ปลาอินทรีหลังฟักเป็นตัวอ่อน 26 วัน

         ทางด้านศูนย์วิจัยทรัพยากรชายฝั่งของสถาบันวิจัยสัตว์น้ำ เผยว่า การผสมเทียมล็อตแรก ไข่ที่ผ่านการปฏิสนธิสำเร็จมีประมาณ 120,000 ฟอง แต่ฟักได้เป็นปลาตัวอ่อนเพียง 206 ตัว ส่วนล็อตที่ 2 ผสมเทียม 180,000 ฟอง ฟักได้ตัวอ่อนเพียง 406 ตัว ซึ่งถือว่าอัตราการมีชีวิตรอดยังต่ำอยู่ คิดเป็น 0.17% และ 0.23% และต้นทุนการให้อาหารก็สูง  ประมาณวันที่ 20 จึงเริ่มให้อาหารที่เป็นเนื้อสด ลูกปลาที่รอดชีวิตมีการส่งมอบให้กับศูนย์เพาะพันธุ์ปลา 3 แห่ง ซึ่งหนึ่งในจำนวนนี้ คือ ศูนย์วิจัยการเพาะพันธุ์ที่ชีกู่ เมืองไถหนานประสบความสำเร็จในการเลี้ยงเป็นปลาวัยรุ่นที่มีขนาด 30 ซม. และได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว และอีกล็อตหนึ่งมีขนาด  40 ซม.แล้วด้วย

    ปลาอินทรีหลังผสมเทียม

          จางจิ่นอี๋(張錦宜) ผู้อำนวยการสถาบันทดลองสัตว์น้ำยังกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นได้ผสมเทียมปลาอินทรีจุดในทะเลที่มีขนาดเล็กกว่า และวัตถุประสงค์ของการผสมเทียมคือเพื่อใช้เป็นการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล แต่ว่าปลาอินทรีบั้งที่มีขนาดตัวโตกว่าที่ไต้หวันประสบความสำเร็จในการผสมเทียมถือเป็นรายแรกของโลก เป็นความสำเร็จจากการร่วมมือของศูนย์วิจัยทรัพยากรชายฝั่ง ศูนย์วิจัยเพาะพันธุ์ทางทะเล และศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพตงกั่ง

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 27 มิ.ย.2566

         ช่วงไม่กี่ปีมานี้ ทางภาคกลางและภาคใต้ของไต้หวันมีเกษตรกรหันมาปลูกถั่วดาวอินคามากขึ้น เนื่องจากมีลักษณะคล้ายดาวและเป็นเมล็ดพืชที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ต้านการอักเสบ จึงมีคนเรียกว่า "ซิงซิงกั่ว(星星果ถั่วรูปดาว)" หรือบางคนเรียกว่า "น้ำมันปลาจากพืช(樹上魚油) ซึ่งในไต้หวันมีเกษตรกรปลูกถั่วดาวอินคารายหนึ่งในเมืองไถหนาน ชื่อ เฉินเสี้ยนหง(陳憲弘) ปลูกถั่วดาวอินคาออร์แกนิก ได้นำถั่วดาวอินคาไปว่าจ้างให้บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพผลิตน้ำมันถั่วดาวอินคาสกัดเย็น และได้นำผลิตภัณฑ์เข้าร่วมการแข่งขันผลิตภัณฑ์น้ำมันนานาชาติของ AVPA (Agency for the Valorization of Agricultural Products) ประจำปี 2022 ที่ประเทศฝรั่งเศส และคว้าเหรียญทองมาด้วย รางวัลนี้ไม่เพียงทำให้คุณเฉินเสี้ยนหงยึดมั่นในความตั้งใจดั้งเดิมในการทำเกษตรอินทรีย์ แต่ยังทำให้ผู้คนจำนวนมากเห็นความยอดเยี่ยมของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของไต้หวันด้วย

    คุณเฉินเสี้ยนหงปลูกถั่วดาวอินคาออร์แกนิค

         คุณเฉินเสี้ยนหง บอกว่า เมื่อ 4 ปีที่แล้ว น้ำมันถั่วอินคาที่ผลิตในไต้หวันมีน้อยมาก ดังนั้นเขาจึงซื้อน้ำมันถั่วอินคาที่นำเข้าจากต่างประเทศลองดื่มดู และยังให้คุณพ่อกับคุณแม่ดื่มด้วย ดื่มวันละครั้ง ดื่มติดต่อกัน 6 เดือน คุณพ่อที่มีค่าน้ำตาลในเลือดสูง คลอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูงลดลงอย่างทันตาเห็น ส่วนคุณแม่ที่มีปานคนแก่เห็นเด่นชัดเริ่มจางลง และปัญหาผมร่วงของคุณแม่ก็ลดลง การนอนหลับดีขึ้น จนทุกคนตกใจ ทั้งนี้ น้ำมันถั่วดาวอินคา มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว เช่น Omega-3 (ALA), Omega-6 และ Omega-9 รวมทั้งวิตามินอี เป็นต้น ที่ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญของร่างกาย และรักษาสมดุลของคอเลสเตอรอล เป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ

         คุณเฉินเสี้ยนหง(陳憲弘) เผยว่า ค่าใช้จ่ายในการปลูกถั่วดาวอินคาที่ต้องลงทุนมากที่สุด คืออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ โดยเฉพาะท่อเหล็กที่ใช้ทำเป็นเสาไม้เลื้อย ส่วนความสูงของไม้เลื้อยขึ้นอยู่กับความสะดวกในการทำงานของแต่ละคน อย่าง คุณเฉินเซี่ยนหงจะใช้ท่อยาว 3 เมตร โดยฝังลงดิน 1 เมตรเพื่อยึด เฉพาะท่อปลูกไม้เลื้อยก็มีราคาสูงถึง 120,000 เหรียญไต้หวัน และยังไม่นับค่าอื่นๆ เช่น ท่อส่งน้ำ ดังนั้นในเวลาต่อมา เขาและหุ้นส่วนประกอบโครงไม้เลื้อยเอง

    ต้องทำเสาไม้เลื้อยให้ต้นถั่วดาวอินคา

         หลังเก็บเกี่ยวถั่วดาวอินคา จะเอาไปตากแดดให้แห้ง ให้ความชื้นของถั่วลดลงเหลือประมาณ 11% และตากจนได้ยินเสียงปริเหมือนเสียงข้าวโพดคั่ว ก็จะช่วยลดขั้นตอนการกระเทาเปลือก ซึ่งเมล็ดถั่วดาวอินคาไม่เพียงแต่นำไปสกัดเย็นเพื่อผลิตน้ำมันเท่านั้น แต่เส้นใยภายในฝักยังสามารถนำมาทำเป็นผ้าอนามัยและกระดาษชำระได้อีกด้วย แต่น่าเสียดายที่ต้นทุนสูงเกินไปที่จะแข่งขันกับกระดาษชำระยี่ห้อใหญ่ๆ ในท้องตลาด

    นำใบถั่วดาวอินคาผลิตเป็นชาสำหรับดื่ม

    2 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 20 มิ.ย.2566

         ที่ผ่านมา คณะกรรมการการเกษตรผลักดันโครงการ "การสร้างระบบสาธิตสำหรับโลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็นและการประกันคุณภาพสินค้าเกษตร" ซึ่งหนึ่งในโครงการนี้คือ การยกระดับและปรับปรุงโรงอบความร้อนด้วยไอน้ำ จนถึงขณะนี้ได้ทุ่มงบไปแล้ว 12,600 ล้านเหรียญไต้หวัน และยังของบจากสภาบริหารเพิ่มอีก 4 พันล้านเหรียญไต้หวัน ซึ่งในส่วนของโรงงานอบไอน้ำอวี้จิ่งที่เดิมมีอยู่ 2 โรง มีประสิทธิภาพการทำงานไม่ดีและเป็นอุปกรณ์ติดตั้งที่ผลิตในไต้หวัน ทางคณะกรรมการการเกษตรและรัฐบาลเมืองไถหนานจึงร่วมกันเปลี่ยนอุปกรณ์ติดตั้งใหม่ โดยงบ 85% มาจากคณะกรรมการการเกษตร 15% มาจากรัฐบาลท้องถิ่น ส่วนกรมการเกษตรและอาหารให้เงินอุดหนุนซื้อตู้อบความร้อนด้วยไอน้ำที่มีลักษณะคล้ายตู้คอนเทนเนอร์ จำนวน 2 ตู้ ด้วยงบ  54.051  ล้านเหรียญไต้หวันจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อใช้อบไอน้ำมะม่วงสำหรับส่งขายตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้ ในปีนี้ กรมการเกษตรและอาหารยังให้เงินอุดหนุนสำหรับการซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉินจำนวน 2.967 ล้านเหรียญไต้หวันด้วย

    ตู้อบไอน้ำมะม่วง

             การส่งมะม่วงไปขายยังประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ จะต้องผ่านการอบไอน้ำด้วยความร้อน 46.5°C เป็นเวลา 30 นาที จากนั้นจึงค่อยลดอุณหภูมิเข้าสู่ภาวะเป็นปกติ ตะกร้าใส่มะม่วงที่คลุมด้วยตาข่ายกันแมลงจะถูกส่งไปยังตู้อบไอน้ำพร้อมกับพาเลท เจ้าหน้าที่กักกันโรคพืชจะเลือกผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในตะกร้าและสอดเข็มวัดอุณหภูมิ จากนั้นเอาผลไม้กลับไปวางบนพาเลท ให้อุณหภูมิค่อยๆสูงขึ้นจนถึงจุดสูงสุดที่กำหนดไว้ เพื่อให้เกิดความแน่ชัดว่าอุณหภูมิของจุดศูนย์กลางมะม่วงทั้งชุดถึงจุดที่ฆ่าแมลงได้

             หลังจากเปลี่ยนอุปกรณ์เก่าของโรงอบไอน้ำอวี้จิ่งแล้ว นอกจากกำลังการผลิตสามารถเพิ่มจาก 8 เมตริกตันเป็น 10 เมตริกตัน เวลาอบไอน้ำของเครื่องเก่าใช้เวลา 4.5 ชั่วโมง แต่หลังเปลี่ยนเครื่องใหม่แล้วใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น ทำให้ลดเวลาลง 1 ใน 3 และการกระจายอุณหภูมิและความชื้นของเครื่องใหม่ดีขึ้น ได้ผลดีเกือบ 100% นอกจากนี้ ยังสามารถยืดอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์จาก 8 วันเป็น 14 วัน

    มะม่วงที่ผ่านการอบไอน้ำรสชาติเหมือนเดิม 

            คณะกรรมการการเกษตรกำลังให้ความช่วยเหลือรัฐบาลเมืองไถหนานในการสร้าง "ศูนย์แปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตรและโลจิสติกซ์ห่วงโซ่ความเย็นที่อวี้จิ่ง" ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในวันที่ 7 พฤษภาคมปีหน้า(2024) ในอนาคตจะกลายเป็นแหล่งบริการรวบรวมผลไม้สด คัดเกรด บรรจุหีบห่อ แปรรูป กักกันศัตรูพืช แช่เย็นหรือแช่แข็ง รวมทั้งการปรับการขนส่ง ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแปรรูปผลไม้สดอย่างน้อย 5,500 เมตริกตันต่อปี

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 13 มิ.ย.2566

         สับปะรดไต้หวันคุณภาพดี หวานอร่อย เนื้อละเอียด แม้แต่แกนสับปะรดก็กินได้ เป็นที่นิยมทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ เมื่อนำมาแปรรูปเป็นพายสับปะรดก็ยังกลายเป็นขนมฝากที่เป็นตัวแทนของไต้หวัน ซึ่งในปีนี้คาดว่าผลผลิตสับปะรดอยู่ 380,000 ตัน เพื่อเพิ่มมูลค่าและแก้ปัญหาสับปะรดราคาตกต่ำ กรมการเกษตรและอาหารจึงส่งเสริมให้นำสับปะรดมาแปรรูป โดยมีการร่วมมือกับผู้ประกอบการแปรรูปอาหารมีชื่อ 13 เจ้าในไต้หวัน เช่น Dahan Enzyme(大漢酵素), Pineapplehill หรือวั่งไหลซาน(旺萊山), Hsin Tong Yang(新東陽), Beans Family(豆之家) เป็นต้น  เพื่อพัฒนาไส้สับปะรดที่ใช้ทำขนม ทำพายสับปะรด ทำลูกชิ้นหมูสับปะรด หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มีส่วนผสมของสับปะรด ภายใต้คำแนะนำเทคนิคการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารจาก ม.เจียอี้ ม.จงซิง และม.เทคโนโลยีเกาสง เพื่อขายตลาดในประเทศและส่งขายต่างประเทศอีกด้วย

    กรมการเกษตรและอาหารส่งเสริมการนำสับปะรดมาแปรรูป 

         หูจงอี(胡忠一) อธิบดีกรมการเกษตรและอาหาร บอกว่า ผลผลิตสับปะรดในปีนี้มีมาก จึงส่งเสริมนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลายอย่าง จำนวน 12,000 ตัน สิ้นสุดกลางเดือนพฤษภาคม มีการนำสับปะรดมาแปรรูปแล้ว 6,081 ตัน โดยผู้ประกอบการแปรรูปอาหารรับซื้อสับปะรดสดจากแหล่งปลูกในราคากิโลกรัมละกว่า 10 เหรียญไต้หวัน ซึ่งการนำสับปะรดมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ นอกจากจะยืดอายุการเก็บรักษาได้แล้ว ยังสร้างมูลค่าผลผลิตได้มากกว่า 90 เหรียญไต้หวันต่อกิโลกรัม โดยในช่วงเริ่มต้นที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ มีผู้ประกอบการแปรรูปอาหาร  13 เจ้า ได้ลงทะเบียนเพื่อซื้อสับปะรดสดไปแล้วจำนวน 1,780 ตัน หลังหักต้นทุนวัตถุดิบแล้วสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากถึง 142.4 ล้านเหรียญไต้หวัน

         เฉินอี้เสวียน(陳奕璇) รองผู้จัดการบริษัท Hai Rei Foods ที่ผลิตลูกชิ้นมีชื่อของไต้หวัน บอกว่า ที่ผ่านมาทางบริษัทเคยพัฒนาลูกชิ้นหมูลิ้นจี่ ลูกชิ้นหมูสตรอว์เบอร์รี และมีลูกค้าประจำอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น การผลิตลูกชิ้นสับปะรดยิ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้บริโภคยอมรับได้ เพราะสับปะรดมีการนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารที่พบเห็นบ่อยอยู่แล้ว ใครที่เคยลิ้มลองลูกชิ้นหมูสับปะรดล้วนบอกว่าอร่อย แม้แต่ชาวต่างชาติ อย่าง ชาวญี่ปุ่น อิตาลี ชาวไทย ที่เคยลองกิน ต่างก็ชื่นชมในความอร่อย กล่าวได้ว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ยอมรับในวงกว้าง ไม่มีการแบ่งกลุ่มลูกค้า ไม่มีการแบ่งวัย ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุล้วนชื่นชอบ

    พายสับปะรดรสใหม่

         ส่วนบริษัทเทคโนโลยีอาหารเก่าแก่ อย่าง Beans Family(豆之家) ที่แปรรูปผลไม้แห้งและถั่วชนิดต่างๆ ยังได้ปรับปรุงพายสับปะรดและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ตัวใหม่เช่นกัน หงอิ๋งเหย้า(洪熒曜) ประธานบริษัท Beans Family บอกว่า ทางบริษัทเป็นผู้ผลิตผลไม้แห้งระดับมืออาชีพ และยังส่งผลิตภัณฑ์ขายที่ไฮเปอร์มาร์เก็ต Costco และช่องทางการขายอื่น ๆ ขณะนี้กำลังพัฒนาพายสับปะรดที่เปลือกชั้นนอกมีสับปะรดแห้งหั่นชิ้น ไม่ใส่น้ำตาล และข้างในก็ยังมีไส้สับปะรดอีกด้วย ทำให้ผู้บริโภคกินสับปะรดได้สองรสชาติ คาดว่าผลิตภัณฑ์ใหม่นี้จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต หลังเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 6 มิ.ย.2566

         อาหารจากพืชกำลังได้รับความนิยมทั่วโลก เนื่องจากผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพและเพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และในไต้หวันก็กำลังกลายเป็นกระแสนิยมเช่นกัน คาดว่าในปี 2030 ตลาดของอาหารจากพืชจะมีมูลค่าสูงถึง 161,9000 ล้านเหรียญสหรัฐ ผลิตภัณฑ์อาหารจากพืชชนิดต่างๆ ก็ทยอยขายสู่ท้องตลาดทั่วโลก ดังนั้นเพื่อให้คนไต้หวันมีตัวเลือกอาหารจากพืชที่หลากหลาย ทางสถาบันวิจัยการเกษตรจึงใช้ถั่วเหลืองและเห็ดที่ปลูกในประเทศ เป็นวัตถุดิบในการพัฒนาเทมเป้ และซุปไก่สกัดจากถั่วเหลืองและจากเห็ด 2 ชนิดที่ล้วนมีคุณค่าทางโภชนาการสูง กลายเป็นอาหารทางเลือกใหม่ที่มีความอร่อยและดีต่อสุขภาพ

    TARI พัฒนาเทมเป้ ซุปถั่วเหลืองสกัดและซุปเห็ดสกัด

         เทมเป้ เป็นอาหารพื้นเมืองของชาวอินโดนีเซีย เกิดจากการหมักบ่มถั่วเหลืองทั้งเมล็ดด้วยเชื้อราชนิดดี จนเกิดเป็นเส้นใยสีขาวนวลช่วยยืดถั่วให้ติดกันแน่นจนเป็นก้อน มีกลิ่นหอมจางๆ ของถั่วและเห็ด เนื่องจากอุดมไปด้วยสารอาหาร เช่น โปรตีนคุณภาพสูง แร่ธาตุ ใยอาหาร และกลุ่มวิตามินบี จนผู้ที่ชื่นชอบบอกว่าเทมเป้คือ "สเต็กในท้องทุ่ง田裡的牛排" หลินเสวียซือ(林學詩) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการเกษตรบอกว่า ในกระบวนการผลิตเทมเป้เชิงพาณิชย์ทั่วไป ถั่วเหลืองจำเป็นต้องผ่านการกระเทาะเปลือกก่อนจึงหมักได้เร็วขึ้น แต่ว่าสถาบันวิจัยการเกษตรใช้ถั่วเหลืองที่ปลูกในประเทศพัฒนาเทคโนโลยีการหมักถั่วทั้งเมล็ดที่ยังคงเยื่อหุ้มเมล็ดไว้ เพื่อลดแรงงานและไม่ต้องทิ้งเยื่อเปลือก ส่งผลทำให้เทมเป้ที่หมักจากถั่วทั้งเมล็ดมีปริมาณโปรตีนสูง มีกลิ่นหมักน้อยกว่า และมีเส้นใยอาหารมากกว่า 60% เมื่อเทียบกับเทมเป้ที่จำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป

    หลินเสวียซือ ผอ.สถาบันวิจัยการเกษตรและเชฟ สาธิตผัดกะเพราเทมเป้

         หลิวเวยถิง(劉威廷) ผู้ช่วยวิจัยของสถาบันวิจัยการเกษตรบอกว่า เทมเป้เป็นอาหารยอดฮิตจากพืชที่ได้รับความนิยมมาก อย่าง สหรัฐอเมริกา แคนาดา ยุโรป และญี่ปุ่น ต่างนิยมกินกันมาก หวังว่าเทคโนโลยีนี้จะผลักดันให้คนไต้หวันหันมาใช้เทมเป้ประกอบอาหารมากขึ้น แต่ก็มีคนสงสัยว่า เทมเป้ที่ผลิตจากถั่วเหลืองทั้งเมล็ดจะกระตุ้นลำไส้มากขึ้นหรือไม่ เพราะว่าเยื่อเปลือกของถั่วเหลืองมีสารซาโปนินที่ต้านจุลินทรีย์ ทางสถาบันวิจัยเกษตรไต้หวันชี้ว่า เทมเป้ที่หมักจากถั่วเหลืองทั้งเมล็ดมีสารซาโปนินต่ำ ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ กินได้อย่างปลอดภัย

    ซุปถั่วเหลืองสกัด(ขวา) สีเหลืองธรรมชาติ

         สถาบันวิจัยการเกษตรไต้หวันนอกจากพัฒนาเทมเป้จากถั่วเหลืองทั้งเมล็ดแล้ว ยังได้พัฒนาซุปสกัดจากพืช 2 ชนิด ได้แก่ ซุปถั่วเหลืองสกัดที่มีกรดอะมิโนแยกย่อยอิสระในปริมาณสูง และซุปเห็ดสกัด โดยในส่วนของซุปถั่วเหลืองสกัดมีเลือกใช้ถั่วเหลืองที่ปลูกในประเทศ ใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะที่อุดมด้วยโปรตีน ผนวกกับเทคโนโลยีการสกัดด้วยไฮโดรไลซิสความดันสูง ได้น้ำซุปสีเหลืองทอง อร่อยแบบธรรมชาติ หลังดื่มสามารถต้านความเมื่อยล้าเนื่องจากมีกรดอะมิโน ส่วนซุปเห็ดสกัดที่ได้ก็ใช้เทคโนโลยีการสกัดด้วยไฮโดรไลซิสความดันสูงเช่นกัน โดยใช้เห็ดที่ปลูกในประเทศหลากหลายชนิด ทำเป็นหัวเชื้อเห็ดที่ยังคงรักษาคุณค่าทางอาหารของเห็ดไว้ แต่มีปริมาณพิวรีนเป็น "0" ไช่สูเจิน(蔡淑珍) นักวิจัยจากสถาบันวิจัยการเกษตรบอกว่า ซุปเห็ดสกัดประกอบด้วยกรดอะมิโนอิสระหลากหลายชนิด มีโพลีแซคคาไรด์ทั้งหมดที่ละลายน้ำได้ และสารอาหารอื่นๆ รวมทั้งเออร์โกไธโอนีนที่สามารถต้านการเกิดออกซิเดชัน และเออร์โกสเตอรอลที่สามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินดี กรดอะมิโน GABA และ tyrosine สามารถบรรเทาความวิตกกังวลและความตึงเครียดทางอารมณ์ จึงสอดคล้องกับการบริโภคที่ตอบสนองความต้องการด้านโภชนาการอย่างรอบด้าน

         เทมเป้ถั่วไม่เพียงแค่สามารถใช้เป็นอาหารหลักเท่านั้น ยังทำเป็นอาหารจานอร่อยต่างๆ เช่น สเต็กแฮมเบอร์เกอร์ หรือเนื้อทอด ฯลฯ ส่วนซุปไก่สกัดทั้งสองชนิดทางสถาบันวิจัยการเกษตรชี้ว่า ซุปไก่สกัดจากถั่วเหลืองขณะนี้ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการ 3 ราย ส่วนซุปสกัดจากเห็ดและเทมเป้กำลังถ่ายโอนสิทธิ์แบบไม่จำกัดแต่เพียงผู้เดียว

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 30 พ.ค.2566

         อู๋เจาฮุ่ย(吳昭慧) ผู้ช่วยวิจัยพืชไร่ สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตไถหนานบอกว่า มันสำปะหลังเป็นพืชหัวที่เติบโตเหมือนต้นไม้ จัดเป็นพืชหัวที่มีความสำคัญ 3 อันดับแรกของโลก ประเภทเดียวกับมันฝรั่งและมันเทศ มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน ส่วนที่ผู้คนกินคือหัวที่ขึ้นใต้ดิน มันสำปะหลังเองก็มีพลังงานชีวมวลมาก และผลผลิตต่อต้นก็น่าทึ่ง นอกจากนี้ มันสำปะหลังสามารถเติบโตได้ในดินที่แห้งแล้งและธุรกันดาร และยังเป็นพืชผลทุพภิกขภัยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่ในไต้หวันมีความคุ้นเคยกับมันสำปะหลังมาก ปี 1902 ซึ่งเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน มีการนำเข้ามันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ปลูกในไต้หวัน ต่อมาความต้องการมันสำปะหลังมีมากขึ้น ใช้แปรรูปอาหาร ใช้ทำไวน์ ใช้แปรรูปอาหารสัตว์ ใช้เป็นอาหารเลี้ยงปลาไหล และอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอื่น ๆ ส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อ จนกระทั่งในปี 1974 พื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังถึงขีดสูงสุด มีมากถึง 26,782 เฮกตาร์

    มันสำปะหลังให้ผลผลิตต่อต้นสูง

         การปลูกมันสำปะหลังเคยรุ่งเรืองในอดีต พื้นที่ลาดตามเชิงเขา ตามภูเขา ล้วนปลูกมันสำปะหลัง เพราะทนความแห้งแล้ง ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวจะเห็นรถบรรทุกขนมันสำปะหลังไปยังโรงงานแปรรูป หรืออาจเห็นเกษตรกรมขูดมันสำปะหลังที่บ้าน ตากแดดให้แห้ง บรรจุถุงแล้วนำไปแปรรูปเป็นอาหารไก่และเป็ด หรือปอกเปลือก บดแล้วเติมน้ำทำเป็นแป้งมันสำปะหลังก็ได้ อย่างไรก็ตาม รูปแบบการจัดหาอาหารสัตว์ที่เปลี่ยนไป แป้งมันสำปะหลังราคาถูกจากต่างประเทศทุ่มตลาดในประเทศ อีกทั้งปัญหาการปลูกมันสำปะหลังบนเนินเขาไม่รักษาหน้าดิน และผลกำไรของชาวไร่มันสำปะหลังที่ลดลง จึงทำให้พื้นที่เพาะปลูกลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 30 เฮกตาร์

    มันสำปะหลังใช้ทำไข่มุกที่ใส่ในชานม(photo:Flickr) 

          แม้พื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังลดลง แต่ความต้องการมันสำปะหลังในไต้หวันไม่ได้ลดลงด้วย สถิติกองการเกษตรระบุ ไต้หวันนำเข้าแป้งมันสำปะหลังปีละ 330,000 เมตริกตัน โดย 80% มาจากไทย อู๋เจาฮุ่ย(吳昭慧) ผู้ช่วยวิจัยพืชไร่ สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตไถหนานบอกว่า ประเทศในแอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไนจีเรีย คองโก แองโกลา ไทย และอินโดนีเซีย มันสำปะหลังสามารถใช้เป็นอาหารหลักได้ และไทยเป็นผู้ส่งออกมันสำปะหลังรายใหญ่ การนำเข้ามันสำปะหลังของไต้หวันจากไทยส่วนใหญ่ใช้สำหรับการแปรรูปอาหาร ซึ่งอาหารทั่วไปที่ใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ เช่น ไข่มุกในชานม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ช็อกโกแลต บิสกิต ซอส ฯลฯ เนื่องจากมันสำปะหลังมีแป้งมากจึงสามารถแปรรูปเป็นอาหารได้หลากหลาย อีกทั้งราคาถูก จึงเป็นแหล่งแป้งที่นิยมในหมู่ผู้แปรรูป เนื่องจากมันสำปะหลังมีกรดไซยานิกที่เป็นพิษ แต่ส่วนใหญ่จะมีมากที่เปลือกชั้นนอก แต่กรดไซยานิกในเนื้อมันสำปะหลังมีน้อยมาก และปลอดภัยที่จะกินเมื่อผ่านความร้อนด้วยการนึ่งหรือต้ม

    มันสำปะหลังสีเหลืองทองได้รับความนิยมปลูกในปัจจุบัน

         เพื่อตอบสนองความต้องการมันสำปะหลังในประเทศ นักวิจัยได้นำเข้ามันสำปะหลังจากปานามา มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบราซิลในปี 1970 เพื่อคัดเลือกพันธุ์ แม้ตอนนี้งานปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังหยุดชะงัก แต่ที่สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตไถหนานยังคงเก็บรักษาพันธุ์ดั้งเดิมจากต่างประเทศ รวมทั้งพันธุ์ไถหนาน เบอร์ 1 ถึง เบอร์ 7 ซึ่งล้วนแต่เป็นสายพันธุ์ดั้งเดิม เป็นพันธุ์ที่มีรสขมเหมาะสำหรับการแปรรูปทั้งหมด ซึ่งพันธุ์ของมันสำปะหลังมีทั้งรสขมและรสหวาน แต่รสขมให้ผลผลิตสูง เปลือกหนา มีเส้นใยมาก และมีกรดไซยานิกมากกว่า เหมาะสำหรับการแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ โม่แป้ง และทำไวน์ ส่วนมันสำปะหลังหวานให้ผลผลิตน้อยกว่า เปลือกบาง เส้นใยน้อย มีรสหวาน และมีปริมาณกรดไซยานิกต่ำ ใช้ได้ทั้งอาหารสดและการแปรรูป และได้รับความนิยมมากขึ้น มีปรากฏให้เห็นในตลาด เป็นมันสำปะหลังสีทอง นอกจากนี้ ในปัจจุบันมีผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น ความต้องการมันสำปะหลังจึงเพิ่มขึ้น บางคนยังซื้อใบมันสำปะหลังประกอบอาหารด้วย

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 23 พ.ค.2566

         เฟินชายผ้าสีดา จัดอยู่ในสกุลเฟิน สายพันธุ์เดิมมี 18 ชนิด เป็นเฟินประเภทอิงอาศัย ส่วนใหญ่ในธรรมชาติเกิดตามต้นไม้สูง หรือบางครั้งอาจพบตามหน้าผา มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปอเมริกาใต้ แอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และ เกาะนิวกินี ซึ่งเฟินชนิดนี้ไม่ใช่พืชประเภทกาฝาก ไม่มีการดูดน้ำเลี้ยงจากต้นไม้ มีการออกใบกาบเพื่อปกป้องเหง้าตามสภาพสิ่งแวดล้อมที่เป็นถิ่นกำเนิด ในเมืองไทยมีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ มากมาย เช่น คนภาคใต้เรียก ชายผ้าสีดา ภาคอีสานเรียก กระเช้าสีดา หรือ สไบสีดา ภาคเหนือเรียก ห่อข้าวสีดา เป็นต้น ส่วนภาษาจีนเรียกว่า “ลู่เจี่ยวเซวีย鹿角蕨”

    เฟินชายผ้าสีดาขนาดเล็กกำลังได้รับความนิยมในไต้หวัน(photo 蕨晴谷)

         ในครั้งนี้ขอยกตัวอย่าง สวนลี้ลับอาจิน阿金的便秘花園(A-Jin's Secret Garden)ที่ปลูกเฟินชายผ้าสีดา มีเจ้าของสวนชื่อ ซ่งจื้ออิ่ง(宋致穎) และผู้ปลูกอีกคนที่มีชื่อเล่นว่า เจี้ยวกวน ปลูกเฟินเขากวางซูเปอร์บัม (  Platycerium superbum ) แนะนำให้รู้จักกับพืชสกุลเฟิน และดูว่านักธุรกิจไต้หวันทำอย่างไรเพื่อแข่งขันกับเฟินโลก คุณซ่งจื้ออิ๋ง(宋致穎) เจ้าของสวนลับอาจินบอกว่า เฟินชายผ้าสีดามีความสะดุดตามาก มีทั้งชนิดที่เจริญเติบโตเป็นต้นเดี่ยว และเป็นกลุ่ม มีลักษณะเป็นแผ่นใบที่เรียวยาวคล้ายเขากวาง ผู้อยู่ในวงการเรียก "มือ手" มีหน้าที่ผลิตสปอร์หลังจากที่โตเต็มที่เพื่อใช้ขยายพันธุ์  นอกจากแผ่นใบสปอร์แล้ว เฟินชายผ้าสีดายังมีใบพืชค่อนข้างแบนที่ปกคลุมฐานของพืช หรือที่เรียกว่า "มงกุฎ" หรือ "ใบหน้า" บางชนิดใบงอกออกมาชูตั้งขึ้น บางชนิดเป็นใบห้อยย้อยลงมา หรือใบกึ่งตั้งและปลายห้อยลงมา ดูราวกับชายผ้านุ่งของสตรี  แต่มีการผสมผสานรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ จึงเป็นเหตุผลที่ผู้บริโภคชอบปลูกเฟินชายผ้าสีดา

    ไต้หวันพัฒนาเฟินชายผ้าสีดาหลากหลายชนิด(photo 晴花鹿苑)

         ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เฟินชายผ้าสีดาสามารถพบเห็นทั่วไปในไต้หวัน มักใช้ในการจัดสวนกลางแจ้ง ตกแต่งสวนในร่ม หรือปรากฏในภาพถ่ายทางโซเชียลมีเดียมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เจี้ยวกวน(教官) ผู้ซึ่งเชี่ยวชาญในการปลูกเฟินเขากวางซูเปอร์บัมและเป็นเจ้าของสวนเจวี๋ยฉิงกู่(蕨晴谷) บอกว่า เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ก็มีผู้ประกอบการในไต้หวันปลูกเฟินชายผ้าสีดากันแล้ว และช่วงที่ปลูกขณะนั้นเป็นช่วงที่ผู้คนนิยมใช้ Facebook ด้วย เมื่อคนไต้หวันรู้จักเฟินชายผ้าสีดาทางอินเทอร์เน็ต ก็เลยเกิดกระแสความชื่นชอบ ตกหลุมรักเฟินชายผ้าสีดามากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม พืชใบที่ปลูกไว้ชมความสวยงาม ส่วนใหญ่จะมีแนวโน้มความนิยม ประกอบกับตลาดของไต้หวันมีขนาดเล็ก พืชใบที่ได้รับความนิยมประมาณ 5-6 ปีก็จะเปลี่ยนไปนิยมชนิดอื่น และการใช้อินเทอร์เน็ตที่แพร่หลาย ยังได้เร่งให้เกิดการหมุนเวียนของตลาดไม้ประดับเร็วขึ้นด้วย

    เฟินชายผ้าสีดาขนาดเล็ก สวย น่ารัก มีเสน่ห์ (photo 晴花鹿苑)

         ไต้หวันไม่ได้เป็นถิ่นกำเนิดของเฟินชายผ้าสีดา ผู้ประกอบการต้องนำเข้าจากไทย หรือประเทศถิ่นกำเนิดอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสความนิยมเฟินชายผ้าสีดาที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ผู้ประกอบการในไต้หวันก็ได้พัฒนาสายพันธุ์ใหม่ รวมทั้งรูปแบบการเพาะปลูกที่มีความสุกงอมขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีการขยายพันธุ์พืชของไต้หวันดี ในส่วนของเฟินชายผ้าสีดาก็สามารถผลิตได้จำนวนมาก ทำให้เฟินชายผ้าสีดาเดิมที่มีราคาสูงกว่า 10,000 เหรียญไต้หวัน ลดลงเหลือไม่ถึง 1,000 เหรียญไต้หวัน จนทำให้ผู้ที่สนใจหรือมือใหม่หัดปลูก หันมาปลูกมากขึ้น

          การปลูกเฟินชายผ้าสีดาในไต้หวันมีการยกระดับเทคโนโลยีการเพาะปลูก มีการปลูกในโรงเรือน มีระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้น มีการใช้แสงไฟส่อง และอุปกรณ์อื่น ๆ คล้ายกับการปลูกเฟินชายผ้าสีดาในญี่ปุ่น จึงมีข้อได้เปรียบกว่าการปลูกในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เฟินชายผ้าสีดาที่ปลูกได้แต่ละต้นแข็งแรงและสวยงาม มีคุณภาพกว่า ดังนั้น ลูกค้าในตลาดเฟินชายผ้าสีดาในไต้หวัน ญี่ปุ่น และประเทศอื่น ๆ ที่เน้นรูปลักษณ์ ความมีคุณภาพ ความแปลกใหม่ของสายพันธุ์ ทำให้ศักยภาพของเฟินชายผ้าสีดาในถิ่นกำเนิดเดิมทดแทนไม่ได้

    15 min

About ที่นี่ไต้หวัน

From the publisher's feed

ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน