ที่นี่ไต้หวัน

ที่นี่ไต้หวัน

By รจรัตน์ ยนต์สุวรรณ, RtiSociety & CultureGovernment
Download on the App Store

ที่นี่ไต้หวัน episodes

  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 7 มี.ค.2566

         กล้วยไม้หวาย นอบิเล่ (Dendrobium Nobile) สายพันธุ์ใหม่ “ไทจง เบอร์ 4 หรือ ฟางหมิงเฝ่ยชุ่ย台中4號─芳明翡翠” เป็นกล้วยไม้ที่ไต้หวันพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดดอกไม้กระถางที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก ปัจจุบันความต้องการตลาดโลกมีมากกว่า 8 ล้านกระถางต่อปี ตลาดที่สำคัญคือ ยุโรป อเมริกาเหนือ บราซิล อเมริกากลาง ญี่ปุ่น และจีน แต่ว่าในยุคแรกของการปลูกกล้วยไม้หวายนอบิเล่ ต้องการสิ่งแวดล้อมอากาศหนาวและเย็น สายพันธุ์ส่วนใหญ่มีต้นสูงโต ปลูกนาน และปลูกยาก จึงทำให้ไต้หวันพัฒนากล้วยไม้หวายนอบิเล่สายพันธุ์ใหม่ๆ ค่อนข้างช้า

    กล้วยไม้หวาย นอบิเล่ “ไทจง เบอร์ 4 "

         อย่างไรก็ตาม ไม่กี่ปีนี้ ตลาดโลกนิยมไม้ดอกที่ปลูกในกระถางเพิ่มมากขึ้น กล้วยไม้หวายนอบิเล่ “ไถจงเบอร์ 4 หรือ ฟางหมิงเฝ่ยชุ่ย” ที่ใช้เวลาพัฒนา 13 ปี จึงสอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกพอดี  เอกลักษณ์ของดอกมีสีขาวขอบสีแดงม่วง ตรงกลางกลีบปากมีสีเขียวสดราวกับมรกต จึงเป็นที่มาของการตั้งชื่อภาษาจีนว่า “เฝ่ยชุ่ย翡翠” ที่แปลว่ามรกต ส่วนคำว่า “ฟางหมิง芳明” ก็เป็นการรำลึกถึงนักวิจัยกล้วยไม้หวายนอบิเล่ที่ชื่อ “เว่ยฟางหมิง魏芳明” ที่เสียชีวิตไปแล้ว เนื่องจากตอนมีชีวิตเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนากล้วยไม้หวายโนบิลเล่มากถึง 1,155 สายพันธุ์ และยังได้รับรางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีความโดดเด่นด้วย

         กล้วยไม้หวายนอบิเล่ “ไถจงเบอร์ 4 หรือ ฟางหมิงเฝ่ยชุ่ย” เป็นกล้วยไม้ขนาดกลางและเล็ก เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ในปี 2007  โดยมีแม่พันธุ์คือ Den. Angel Baby ที่มีลำต้นเตี้ย ออกดอกง่าย ส่วนพ่อพันธุ์คือ Den. Red Emperor ที่มีจุดเด่นคือดอกใหญ่ ปลูกง่าย  มีการตั้งชื่อในปี 2016 และจดสิทธิ์ของพันธุ์ในปี 2020 เป็นสายพันธุ์ที่ทนโรคเน่าเละ โรคเหี่ยวแห้งและตาย โรคแอนแทรคโนส โรคใบจุดสีน้ำตาล เหมาะต่อการปลูกในพื้นที่ราบของเมืองไทจง จางฮั่ว หนานโถว หยุนหลิน

    กล้วยไม้หวาย นอบิเล่ “ไทจง เบอร์ 4 " เหมาะต่อการปลูกในกระถาง

        กล้วยไม้หวายนอมิเล่ส่วนใหญ่ หลังนำต้นกล้าออกจากขวดไปเพาะปลูก ต้องใช้เวลา 1 ปีจึงจะออกดอก 3-6 ดอก ต้องเลี้ยงมากกว่า 2 ปี จึงจะขายได้ราคา แต่กล้วยไม้หวายนอบิเล่ไทจงเบอร์ 4 หลังเพาะเลี้ยง 1 ปี ออกดอก 21-24 ดอก ปลูกในกระถาง 1 ปีครึ่งก็สามารถขายสู่ท้องตลาดได้

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 28 ก.พ.2566

         ปลาจวด เป็นปลาทะเลที่สร้างรายได้สูงชนิดหนึ่ง มีหลากหลายสายพันธุ์ มีราคาแพง อร่อย ปรุงอาหารได้หลากเมนู ไม่ว่าทอด เจี๋ยน ปิ้ง ย่าง หรือทำซาซิมิ เคยขายได้ราคาสูงสุดกิโลกรัมละ 1,000 เหรียญไต้หวัน ล่าสุด สถาบันวิจัยการประมง(Fisheries Research Institute: FRI) ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลาจวด 30,000-40,000 ตัว เฉินจวินหรู(陳君如) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการประมงบอกว่า รอให้ลูกปลาจวดจากการผสมเทียมเติบโตเป็นวัยเจริญพันธุ์ สืบพันธุ์รุ่นต่อไป ก็จะประสบความสำเร็จในไซเคิลการผสมเทียม คาดว่าช้าสุดในปี 2024 จะบรรลุเป้าการเพาะเลี้ยงอย่างสมบูรณ์

    ปลาจวดไต้หวัน เป็นปลาราคาแพง

         สถาบันวิจัยการประมงบอกว่า เดือนเมษายนปี 2022 มีการร่วมมือกับชาวประมง จับปลาจวดในทะเลที่น้ำลึก 100-200 เมตรของเกาะเผิงหู จากนั้นนำไปเลี้ยงที่ศูนย์วิจัยปลาเผิงหูและตงกั่ง ทดลองผสมพันธุ์และฟักไข่ ได้ตัวอ่อน 30,000-40,000 ตัว สถาบันวิจัยสัตว์น้ำยังบอกด้วยว่า เป็นรายแรกของโลกที่มีการบันทึกเกี่ยวกับความสำเร็จในการผสมเทียมปลาจวด เนื่องจากปลาจวดเป็นปลาทะเลนิยมบริโภคในไต้หวัน ปี 1970-1990 ทั่วไต้หวันจับปลาทะเลได้ประมาณ 3,000-4,000 ตัน แต่หลังปี 2000 แล้ว จับได้ไม่ถึง 500 ตัน ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่าทรัพยากรสัตว์น้ำลดลงอย่างมาก ซึ่งวัตถุประสงค์การผสมเทียมเพื่อปล่อยปลากลับสู่ท้องทะเลด้วย

         แม้ไต้หวันประสบความสำเร็จในการผสมเทียมปลาจวดได้ 30,000 กว่าตัว แต่พื้นที่ของสถาบันวิจัยมีขีดจำกัด จึงเหลือไว้แค่ไม่กี่ร้อยตัว โดยนำไปเลี้ยงต่อที่เผิงหู ตงกั่ง และศูนย์วิจัยสัตว์น้ำภาคกลาง แต่ที่ศูนย์วิจัยภาคกลาง บ่อเลี้ยงปลาเกิดการสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวรุนแรง ตัวอ่อนปลาจวด 30 กว่าตัวตายหมดเกลี้ยง เนื่องจากลูกปลาจวดอ่อนไหวต่อการสั่นสะเทือน แต่โชคดีที่ศูนย์วิจัยเผิงหูและตงกั่งยังรอดชีวิต คาดว่าลูกปลาล็อตนี้อีก 1-2 ปีจะโตเป็นปลาที่สืบพันธุ์ได้

    ไต้หวันพยายามผสมเทียมปลาโนโดกุโระด้วย

         การจับปลาในทะเลเพื่อนำมาผสมเทียม ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จทุกราย ที่ผ่านมา เคยนำปลากะพงสีชมพูหรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า ปลาโนโดกุโระ ที่มีมูลค่าเศรษฐกิจสูง เพาะเลี้ยงจนเพาะได้ปลาตัวอ่อน แต่ปลาตัวอ่อนไม่กินอาหาร จนตายหมด ต่อมา เดือน พ.ย.-ธ.ค. ปี 2022 ได้จับปลากะพงสีชมพูในน้ำลึก 200 - 400 เมตรในทะเลภาคกลาง ทดลองเพาะลูกปลา  2 ล็อตอีก และให้อาหารตามขนาดเล็กใหญ่ของลูกปลา แต่ทั้ง 2 ล็อตหลังกลายเป็นตัวอ่อน 1 ถึง 2 สัปดาห์ล้วนตายหมด ซึ่งไม่เพียงเท่านั้น ปลาอีโต้มอญ ปูอาซาฮิ ก็เคยนำมาผสมเทียมแต่ก็ประสบความล้มเหลว

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 21 ก.พ.2566

         รายการครั้งนี้ขอนำเรื่องของกะหล่ำดอก และบรอกโคลีมาเล่าสู่กันฟัง เพราะช่วงนี้ ผักทั้ง 2 ประเภทมีผลผลิตมาก เป็นผักฤดูหนาวที่ต้องกินกัน ทั้งรูปลักษณ์และสีสันก็สวย มีความอร่อย ที่สำคัญล้วนมีประโยชน์ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ซึ่งกะหล่ำดอกหรือกะหลํ่าต้น เป็นหนึ่งในผักที่อยู่ในสกุลกะหล่ำ (Brassica) ส่วนที่นำมากินคือปลายยอดของลำต้น มีเนื้อเยื่อดอัดแน่นเป็นกระจุก พันธุ์ดั้งเดิมส่วนใหญ่มีสีเหลืองอ่อน แต่ปัจจุบันยังมีสีม่วง เหลือง ส้ม เขียว และกะหล่ำดอกรูปเจดีย์ แต่ในไต้หวันมีสภาพอากาศร้อนชื้น มีหนอนแมลงรบกวน ส่วนใหญ่ปลูกกะหล่ำดอกสีขาว

    ในไต้หวันปลูกกะหล่ำดอกสีขาวเป็นหลัก

         แต่ก็ยังมีกะหล่ำดอกสีม่วง “ไถหนงเบอร์ 1” เป็นสายพันธุ์เดียวที่ไต้หวันใช้เวลานาน 33 ปี วิจัยพัฒนาขึ้นมาได้เอง โดย ผู้ทำการทดลองวิจัย คือ เสิ่นไจ้ฟา(沈再發) อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการเกษตรพืชร้อนเขตฟ่งซาน นำเข้ากะหล่ำดอกสีม่วง 25 ต้นจากอังกฤษมาปลูกในปี 1979 หลังผ่านการทดลอง คัดเลือกพันธุ์ ปลูกในพื้นที่ต่างๆ ขจัดปัญหาไม่ทนต่ออากาศร้อน รวมทั้งต้นใหญ่เกินไปจนทำให้ต้นล้ม หรือแม้แต่รสชาติที่แข็งกว่าปกติ ในที่สุดได้กะหล่ำดอกสีม่วง “ไถหนงเบอร์ 1” นอกจากนี้ ไม่กี่ปีนี้ ยังมีกะหล่ำดอกสีเขียวที่เป็นรูปเจดีย์ออกมาขายในท้องตลาดบ้าง แต่ หลินเจินอิ้ว(林楨祐) ผู้ช่วยวิจัยสถาบันทดลองพืชสวนฟ่งซานบอกว่า กะหล่ำดอกรูปเจดีย์นี้ไม่ใช่บรอกโคลีสีเขียว แต่เป็นกะหล่ำดอกโรมัน มีแหล่งกำเนิดอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน เป็นพันธุ์ที่ไม่ทนความร้อน จึงพบเห็นได้น้อยมาก อีกทั้งรสชาติค่อนข้างแข็ง

    กะหล่ำดอกสีม่วง "ไถหนงเบอร์ 1"

         มีคำถามว่า กะหล่ำดอกและบรอกโคลีนำมาปลูกในไต้หวันเมื่อไหร่ คำตอบคือ ผักบรอกโคลี นำเข้ามาปลูกในไต้หวันมีความเกี่ยวข้องกับความช่วยเหลือจากสหรัฐ ปี 1980 เริ่มปลูกในเชิงพาณิชย์ มีหลายพันธุ์ และยังมีพันธุ์ที่หน่วยงานเกษตรวิจัยเองด้วย ส่วนกะหล่ำดอกนำมาปลูกในไต้หวันเร็วกว่าบรอกโคลี ต้นศตวรรษที่ 20 นำเข้าจากญี่ปุ่นมาทดลองปลูก ปี 1950 ทางสถาบันวิจัยฯนำเข้ากะหล่ำดอกจากอินเดียที่ทนความร้อนมาปลูก จากนั้นวิจัยพัฒนาต่อเนื่อง ได้สายพันธุ์ที่เหมาะกับไต้หวัน และปัจจุบันก็ยังมีพันธุ์ที่กำลังวิจัยพัฒนาด้วย ส่วนแหล่งปลูกกะหล่ำดอกและบรอกโคลีในไต้หวันมีความต่างบ้าง ที่เมืองจางฮั่วและนครเกาสง เป็นแหล่งปลูกกะหล่ำดอกที่สำคัญ ครองสัดส่วน 80% ส่วนบรอกโคลีปลูกที่เมืองเจียอี้ และเมืองหยุนหลิน เป็นหลัก ซึ่งผักทั้ง 2 ชนิดล้วนชอบอากาศเย็น ดังนั้นฤดูที่มีมากอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว

    บรอกโคลีที่แก่ออกดอกสีเหลือง

         หลายคนสงสัยว่า กะหล่ำดอกและบรอกโคลีอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการจริงหรือไม่ คำตอบคือ เนื่องจากบรอกโคลีและกะหล่ำดอกอุดมไปด้วยซัลโฟราเฟนที่มีคุณสมบัติยับยั้งเซลล์มะเร็ง มีสารต้านอนุมูลอิสระ มีเส้นใยสูง มีวิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม โพแทสเซียม แต่บรอกโคลีมีวิตามินเอสูงกว่ากะหล่ำดอกที่ช่วยบำรุงสายตา สร้างภูมิคุ้มกัน ต้านการอักเสบ ป้องกันมะเร็ง ส่วนกะหล่ำดอกสีม่วง มีวิตามินซีสูง ใน 100 กรัม มีวิตามินซี 96.1 มก. สูงกว่ากีวี 1.3 เท่า และสูงกว่ามะนาว 2.8 เท่า เพราะฉะนั้น การกินบรอกโคลีและกะหล่ำดอกจึงมีประโยชน์กับร่างกายมาก

    เกษตรกรไต้หวันนิยมเอาผ้าคลุมกะหล่ำดอกเพื่อให้มีสีขาวสวย

    14 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 14 ก.พ.2566

         ปัจจุบันพื้นที่ปลูกเมลอนในเขตภาคเหนือและเมืองอี๋หลาน มักจะเพาะปลูกในถุงแทนการปลูกในดินที่เป็นแบบดั้งเดิม แต่หลังจากเพาะปลูกเมลอนด้วยถุงแล้ว พื้นที่มีน้อย รากถูกจำกัดพื้นที่ ส่งให้ผลผลิตต่ำ ดังนั้น สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตฮัวเหลียนจึงปรับปรุงวิธีการปลูก โดยอาศัยเงื่อนไขของสภาพภูมิอากาศ พัฒนาเทคนิคการปลูก การดูแล ปรับเวลาการปลูก ตลอดจนตำแหน่งของผลที่ให้เหลือไว้บนต้น ผลการพัฒนาเทคนิคต่างๆ ได้ยกระดับผลผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปลูกเมลอนสายพันธุ์ออโรรา(Aurora卡蜜拉) ได้คุณภาพดีที่สุด ผลผลิตเพิ่มขึ้น 33.6% ความหวานมากกว่า 15 บริกซ์อีกด้วย

    เมลอน "ออโรรา"คุณภาพดี หวาน อร่อย

       ฤดูกาลของเมลอนที่ปลูกในเมืองอี๋หลานส่วนใหญ่อยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ประมาณเดือนมีนาคม-กรกฎาคม เนื่องจากการปลูกเมลอนด้วยถุงที่ถูกจำกัดด้วยพื้นที่ ประกอบกับแสงแดดส่องในช่วงกลางวันที่น้อยกว่า อุณหภูมิค่อนข้างต่ำ ผลผลิตจึงมีน้อยกว่าในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ ดังนั้นสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตฮัวเหลียนช่วยเหลือเกษตรกรยกระดับการผลิต ปรับปรุงเทคนิคการปลูก การดูแล ที่สอดคล้องกับสภาพอากาศ ปรับเวลาของการเพาะปลูก และอีกประการหนึ่งคือ การปลูกเมลอนของเกษตรกรเมืองอี๋หลานนิยมเหลือไว้ต้นละ 1 ผล เพื่อให้ได้ผลผลิตดีเยี่ยม ทางสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชจึงตรวจหาตำแหน่งของผลว่าเหลือไว้จุดไหนดีที่สุดอีกด้วย

     สถานีปรับปรุงพันธุ์พืช ตรวจหาตำแหน่งผลที่เหลือไว้ 1 ผล/ต้น ว่าจุดไหนดีที่สุด

         หลินเหวินหัว(林文華) ผู้ช่วยวิจัยสาขาหลานหยางของสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชฮัวเหลียนบอกว่า ทางสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชทดลองปลูกเมลอนมากกว่า 7 สายพันธุ์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เช่น เมลอน new century เมลอนออโรรา เมลอนตี้เท่อมี่ เมลอนมี่เป่า เป็นต้น แต่ผลการทดลองปลูกพบว่า เมลอนออโรรา ปลูกได้มีความหวานและมีรูปลักษณ์คงที่ คุณภาพดีที่สุด ดังนั้นทางสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชจึงทดลองปลูกเมลอนออโรราในช่วงฤดูใบไม้ผลินาน 3 ปี ในพื้นที่ 1 เฮกตาร์(6.25 ไร่) จำนวน 17,000 ต้น ผลผลิตที่ได้เฉลี่ยมีมากถึง 19,583 กก.ต่อพื้นที่ 1 เฮกตาร์ เมื่อเทียบกับการปลูกเมลอนด้วยถุงแบบทั่วไป เพิ่มขึ้น 33.6% หรือมีปริมาณเทียบเท่ากับการปลูกเมลอนในพื้นดิน ในขั้นต่อไป ทางสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชจะทำการวิจัยวิธีการให้สารอาหารที่เหมาะกับการปลูกเมลอนในถุงอีกด้วย

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 7 ก.พ.2566

     “ขี้ไก่ย่าน” หรือ “ขี้เหล็กย่าน” พืชล้มลุกที่พบแพร่กระจายในเขตร้อนทั่วโลก เจริญเติบโตเร็ว ปกคลุมพืชชนิดอื่นๆ ในไต้หวันพบได้ทั่วไป ภาษาจีนเรียกว่า “เสี่ยวฮัวมั่นเจ๋อหลัน小花蔓澤蘭” พบมากในพื้นที่รกร้าง ตามป่า เป็นวัชพืชทำลายพืชอื่นสูง จนได้รับฉายา “มะเร็งสีเขียว” ในทุกปี กรมป่าไม้ คณะกรรมการกิจการเกษตร(COA)ของไต้หวัน มีโครงการรับซื้อขี้ไก่ย่าน เพราะต้องการขจัดให้สิ้นซาก แต่การนำไปเผาหรือฝังดินจะปล่อยก๊าซคาร์บอน สร้างมลภาวะ ดังนั้น ผู้ดูแลป่าไม้เขตฮัวเหลียนร่วมมือกับบริษัทเซิ่งฟาไบโอเทคโนโลยีหรือมู่จั้วต๋าเหริน(木酢達人หรือ盛發生物科技有限公司) นำขี้ไก่ย่านที่กำจัดได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ 7 ชนิด ได้แก่ น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน น้ำยาดับกลิ่น ครีมอาบน้ำ ยาสระผม ครีมล้างมือและสเปร์ป้องกันยุง

    ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจากขี้ไก่ย่าน

        หวงฉวีนเช่อ(黃群策) ผอ.สำนักป่าไม้เมืองฮัวเหลียนบอกว่า การนำวัชพืชขี้ไก่ย่านที่เป็นของเสียมาใช้ประโยชน์ ไม่เพียงแต่เปลี่ยนวิกฤตของระบบนิเวศเป็นโอกาสทางธุรกิจ ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนายั่งยืน เมื่อประมาณครึ่งปีก่อน สำนักป่าไม้เมืองฮัวเหลียน ได้นำผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นที่มีส่วนผสมของสารไฟทอนไซด์ที่สกัดจากขี้ไก่ย่าน ทดลองใช้ดับกลิ่นเหม็นฉี่สุนัข ในสถานรับเลี้ยงสุนัขจรจัดเมืองฮัวเหลียน ได้ผลดี อีกทั้งนำน้ำยาซักผ้าที่ทำจากขี้ไก่ย่านให้กับแม่บ้านทดลองใช้ เสื้อผ้าที่ซักได้มีกลิ่นหอมธรรมชาติ ไม่มีกลิ่นเหม็นอับของเชื้อรา

    ขี้ไก่ย่าน วัชพืชรุกรานตัวจี๊ด

        จากการสำรวจในปี 2021 วัชพืชขี้ไก่ย่านกระจัดกระจายในพื้นที่ทั่วไต้หวัน ครอบคลุมพื้นที่มากถึง 51,699 เฮกตาร์ หลังจากกรมป่าไม้รณรงค์ให้มีการกำจัดหลายปี จนกระทั่งปี 2021 เหลือพื้นที่ที่มีขี้ไก่ย่านประมาณ 3,392 เฮกตาร์เท่านั้น หลินหัวชิ่ง(林華慶) ผู้อำนวยการด้านป่าไม้ของไต้หวันบอกว่า ปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้ที่ได้รับผลกระทบจากขี้ไก่ย่าน ได้กำจัดไปแล้วกว่า 90%  แต่ยังมีฟาร์มส่วนบุคคลที่รกร้าง พื้นที่ราชการที่รกร้าง พื้นที่ต่ำที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ยังคงมีขี้ไก่ย่านกระจัดกระจายกว่า 3,300 เฮกตาร์ นโยบายการรับซื้อขี้ไก่ย่านของสำนักป่าไม้ยังคงดำเนินต่อไป ที่ผ่านมา รับซื้อเฉพาะในเดือนก.ย.-ต.ค. ปัจจุบัน ไม่จำกัดเวลา รับซื้อตลอดทั้งปี รับซื้อกิโลกรัมละ 5 เหรียญไต้หวัน

    น้ำส้มควันไม้จากกระบวนการสกัดขี้ไก่ย่าน

        ทั้งนี้ ในกระบวนการสกัดขี้ไก่ย่านจะได้ถ่านชีวภาพ หรือ ไบโอชาร์ (Biochar) เมื่อรวบรวมควันที่ได้ ผ่านกระบวนการแล้วกลายเป็นกรดน้ำส้มควันไม้ มีประโยชน์ในการป้องกันเชื้อโรค ป้องกันแบคทีเรีย ซึ่งในขั้นตอนของกระบวนการ เฉลี่ยขี้ไก่ย่านน้ำหนัก 50 กก.ทำไบโอชาร์ได้ 1 กก. ขี้ไก่ย่าน 42 กก.ได้น้ำส้มควันไม้แบบหยาบ 1.4 กก. จากนั้นสกัดเป็นน้ำส้มควันไม้แบบละเอียดได้ 1 กก. ทางบริษัทเซิ่งฟาไบโอเทคโนโลยีจึงนำน้ำส้มควันไม้และไบโอชาร์พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ขณะนี้มีการวางจำหน่ายแล้ว ซื้อได้ที่อุทยานสวนสนุกฉือหนานเมืองฮัวเหลียน สวนสนุกต้าหนงต้าฟู่ สมาคมเกษตรของตำบลฟู่หลี่ ร้านฟู่ฉา(馥茶堂) หรือทางเว็บไซต์ของบริษัทมู่จั้วต๋าเหริน

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 31 ม.ค.2566

         รายการในครั้งนี้ขอนำเรื่องสาหร่ายเห็ดลาบมาเล่าสู่กันฟัง หลายคนอาจเกิดความสงสัยว่า ทำไมคนไทยจึงเรียก “สาหร่ายเห็ดลาบ” ส่วนคนไต้หวันเรียกว่า “อวี่ไหลกูหรือเห็ดที่มากับสายฝน(雨來菇)” แต่ชื่อทางการคือ  “สาหร่าย Nostoc commune” และยังมีชื่อเรียกอีกมากมาย ทำไมเรียกชื่อต่างกัน ก็คงต้องอธิบายกันก่อน เอาเป็นว่าขอเริ่มต้นของคำว่า “สาหร่ายเห็ดลาบ” จากการสันนิษฐาน เนื่องจากหน้าตาคล้ายเห็ดหูหนูจึงเรียกว่าเห็ด เมื่อเอาไปทำลาบ คนท้องถิ่นจึงเรียกว่า “เห็ดลาบ” แต่เนื่องจากจัดอยู่ในสกุลของสาหร่ายน้ำจืดชนิดหนึ่ง จึงเรียกชื่อว่า “สาหร่ายเห็ดลาบ” ซึ่งในภาษาจีนก็มีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น อวี่ไหลกู(雨來菇) เห็ดที่งอกหลังฝนตก  ตี้ผีไช่(地皮菜) ผักที่งอกตามพื้นดิน ตี้มู่เอ่อ(地木耳) เห็ดหูหนูที่งอกตามพื้นดิน เซี่ยอวี่เตอต้าเปี้ยน(下雨天的大便)อุจจาระหลังฝน ซั่งตี้เตอเหยี่ยนเล่(上帝的眼淚)น้ำตาของเบื้องบน ฯลฯ และในไต้หวันยังมีเรื่องเล่าในกลุ่มชนพื้นเมืองบอกว่า เกิดจากน้ำตาของคู่รักคู่หนึ่ง เนื่องจากพ่อแม่ขัดขวางความรัก หลังหนีจากบ้าน ทั้งสองพบกันและเสียชีวิต น้ำตาที่ไหลลงพื้นได้งอกเป็นสาหร่ายเห็ดลาบ ดังนั้นจึงเรียกว่า “น้ำตาคู่รัก(情人的眼淚ฉิงเหรินเตอเหยี่ยนเล่)” แต่ในความเป็นจริง สาหร่ายชนิดนี้มีอยู่ทั่วโลก อย่างน้อยพบเห็นใน 130 ประเทศ

    ปลูกสาหร่ายเห็ดลาบบนก้อนหินเล็กๆ 

         ไม่กี่ปีนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีฉือจี้ได้พัฒนาสาหร่ายเห็ดลาบที่มีขนาดเล็กใหญ่ สีสันต่างกัน รองศ. โก่งเนี่ยนฉือ(耿念慈)บอกว่า สาหร่ายเห็ดลาบอุดมไปด้วยโปรตีน การพัฒนาให้มีสีสันรูปร่างต่างกัน นำมาใช้ประโยชน์มากขึ้น มีโปรตีนสีน้ำเงินที่เรียกว่า ไฟโคไซยานิน(Phycocyanin) มีสารอัลจิเนตที่ทำให้เกิดเจล นิยมใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร อุดมด้วยวิตามินเอ บี12 วิตามินซี เบต้าแคโรทีน แร่ธาติ เช่น แคลเซียม โพแทสเซียม สังกะสี หากเทียบกับองุ่นในน้ำหนักเท่ากัน มีธาตุเหล็กมากกว่า 32 เท่า และยังมีสารสีเรืองแสงธรรมชาตินำมาประยุกต์ใช้ในชีวการแพทย์ ใช้ทำมาร์กหน้า นับว่าเป็นสาหร่ายที่มีประโยชน์มากจริงๆ

    ม เทคโนโลยีฉือจี้ พัฒนาสาหร่ายเห็ดลาบให้มีขนาดและสีสันต่างกัน

         สาหร่ายเห็ดลาบในไต้หวันยังกลายเป็นความทรงจำของหลายคนในวัยเด็ก หนึ่งในจำนวนนี้คือ คุณพันซิ่วฉิน(潘秀琴) ผู้ก่อตั้งฟาร์มเกษตรออร์แกนิกอวี่เซียง(宇相有機農場) เธอบอกว่า ในสมัยก่อนจะไม่เรียกว่า “อวี่ไหลกู(雨來菇)” แต่จะเรียกว่า “เฉ่าผีกู草皮菇” ที่แปลว่าเห็ดที่ขึ้นตามพื้นหญ้า เนื่องจากหลังฝนตกจะมีสาหร่างอกโผล่จากพื้นหญ้า เธอและคนในครอบครัวจะนำถังน้ำไปนั่งเก็บด้วยกัน เอาไปผัดหรือต้มน้ำซุป เป็นอาหารที่พบบ่อยบนโต๊ะอาหารของชาวหมั่นโจว หลังจากที่เธอเติบโตมีครอบครัวแล้ว ความทรงจำในวัยเด็กยังคงวนเวียนอยู่ในสมองตลอด ดังนั้นเพื่อต้องการให้สาหร่ายเห็ดลาบกลายเป็นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ปี 2008 จึงจัดตั้งฟาร์มและบริษัท เริ่มพัฒนาการเพาะปลูกสาหร่ายเห็ดลาบ

    คุณพันซิ่วฉินและลูกชาย ช่วยกันผลักดันการปลูกสาหร่ายเห็ดลาบ

         การเพาะเลี้ยงสาหร่ายเห็ดลาบไม่ยุ่งยาก เก็บเกี่ยวได้ทั้งปี ยังพัฒนาเป็นฟาร์มเกษตรท่องเที่ยวได้ ยกตัวอย่าง คุณเซวียจิ้นซุ่น อายุ 65 ปี หลังเกษียณ กลับบ้านเกิดปลูกสาหร่ายมา 8 ปีแล้ว นอกจากปลูกขาย ยังเปิดให้นักท่องเที่ยวสัมผัสการเป็นเกษตรกร มีรายได้เกือบ 100,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน และเกษตรกรในชุมชนรายอื่นก็มีรายได้ที่งดงามเหมือนกัน คุณเกาจื้อเหว่ย อายุ 29 ปี หลังเกณฑ์ทหารรับใช้ชาติแล้ว กลับบ้านเกิดช่วยคุณแม่ จัดตั้งฟาร์มแห่งที่ 2 ช่วยกันผลักดันการปลูก ทำเว็บไซต์เพิ่มช่องทางการขาย วิ่งขายตลาดนัดเกษตร รวมทั้งไปสอนที่โรงเรียน นำสาหร่ายประกอบอาหารให้เด็กๆได้กินกัน อนาคตจะจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรการผลิตสาหร่ายแห่งแรกในไต้หวัน เพื่อให้ผู้คนรู้จักน้ำตาของคู่รักมากยิ่งขึ้น

    คุณคุณเซวียจิ้นซุ่นปลูกสาหร่ายเห็ดลาบนาน 8 ปีแล้ว

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 24 ม.ค.2566

         วันนี้ขอนำเรื่องผลไม้อร่อยๆ ผลไม้มงคลที่ชื่อ “เซียนท้อ” มาเล่าสู่กันฟัง เซียนท้อมีชื่อเรียกหลายอย่าง บ้างก็เรียกว่า ม่อนไข่ ลูกท้อ ท้อไข่ ท้อเทวดา ละมุดสวรรค์ ละมุดอินเดีย ฯลฯ ส่วนฝรั่งจะเรียกว่า “egg fruit” เพราะเนื้อสุก มีสีเหลืองสวยคล้ายเนื้อไข่แดงต้มนั่นเอง เนื่องจากรูปร่างภายนอกของเซียนท้อคล้ายกับลูกท้อ(桃)หรือลูกพีช ดังนั้นคนไต้หวันจึงเรียกว่า “เซียนเถา仙桃” เหมาะต่อการปลูกในพื้นที่เนินเขา ปี 1960 สถาบันวิจัยการเกษตรเขตฟ่งซานเคยผลักดันให้เกษตรกรปลูกในตำบลจู๋ฉี ตำบลฟันลู่ ตำบลเจี้ยนซันของเมืองเจียอี้ ปลูกง่าย ไม่ต้องการน้ำมาก ไม่ค่อยมีหนอนแมลงรบกวน ไม่ต้องห่อผลและฉีดยาฆ่าแมลง

    เซียนท้อ ผลไม้เซ่นไหว้ยอดฮิต 

         ในไต้หวันผู้บริโภคให้ความรู้สึกต่อผลเซียนท้อสดที่ไม่ดีนัก ส่วนใหญ่ซื้อเพื่อนำมาเซ่นไหว้ การเพาะปลูกจึงไม่มาก ไม่มีการปลูกเป็นเชิงพาณิชย์ ปลูกกระจัดกระจายทางภาคกลางและภาคใต้ หรือไม่ก็ปลูกเป็นรั้วบ้าน ฤดูกาลที่มีผลผลิตมากอยู่ในช่วงก่อนและหลังเทศกาลตรุษจีน ผลเซียนท้อเมื่อสุกงอมเต็มที่แล้วกินอร่อย หวาน เนื้อเนียนมาก เพียงแต่หลายคนไม่รู้จักวิธีการกินนั่นเอง หลายประเทศทั่วโลกล้วนมีการกินเซียนท้อ ประเทศอเมริกาและยุโรปนำมาแปรรูปเป็นอาหารหลายอย่าง เช่น ปั่นทำเป็นซุปข้น ทำไอศครีม คัสตาร์ด แพนเค้ก ปัจจุบัน สมาคมเกษตรเมืองเจียอี้ได้นำผลเซียนท้อแปรรูปเป็นบะหมี่ มีส่วนประกอบของเซียนท้อมากถึง 40% ต้มสุกง่าย กินแทนบะหมี่ทั่วไป มีกลิ่นหอม รสชาติหวานธรรมชาติ นับเป็นวิธีการบริโภคเซียนท้อแบบใหม่ที่สามารถซื้อมาลองกินได้

    บะหมี่เซียนท้อ น่ากินยิ่งนัก

         ผู้เฒ่าผู้แก่ในไต้หวันมักจะบอกว่า เทพเจ้าชอบกินเซียนท้อ จึงเอาเซียนท้อวางซ้อนบนจานไว้บนโต๊ะบูชาอย่างสวยงาม ถือเป็นการแสดงเคารพต่อเทพเจ้า แต่หลังลาเซียนท้อลงจากโต๊ะหมู่บูชาแล้ว เมื่อนำมากินจะให้ความรู้สึกแห้งๆ เหมือนกินแล้วติดคอ ดังนั้น เพื่อหาทางออกให้กับเซียนท้อที่ไม่ค่อยนิยมบริโภค บะหมี่เซียนท้อจึงถือกำเนิดขึ้น ซึ่งผู้ที่อยู่เบื้องหลังโครงการแปรรูปคือ คุณหลินชิวหลิง(林秋玲) ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการเกษตรเมืองเจียอี้ โดยบะหมี่เซียนท้อที่ผลิตได้ เมื่อแกะจากห่อจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆของผลเซียนท้อ ต้มด้วยน้ำเดือดนาน 3 - 5 นาทีก็พอ สุกง่าย หลังนำขึ้นจากหม้อต้มแล้วยังมีกลิ่นหอมของเซียนท้อวนเวียนอยู่ในอากาศ เส้นบะหมี่ไม่แข็ง มีความหนึบกรุบ ปรุงเป็นบะหมี่สไตล์ไต้หวันที่ราดด้วยน้ำพะโล้หมูสับ หรือเป็นบะหมี่สไตล์ญี่ปุ่นจิ้มซอส หรือแม้แต่ใช้แทนเส้นสปาเก็ตตี้ราดด้วยน้ำซอสมะเขือเทศ สปาเก็ตตี้ไวท์ซอส สปาเก็ตตี้กรีนซอส ล้วนเหมาะสมทั้งนั้น

    ไอศกรีมเซียนท้อ(photo: the NAKED bite)

         มีคำถามว่า ทำไมคนส่วนใหญ่ให้ความรู้สึกว่าผลเซียนท้อว่าไม่อร่อย คุณหลินชิวหลิงบอกว่า หากผลเซียนท้อสุกเต็มที่ เปลือกนอกจะมีสีเหลืองอร่าม เนื้อจะละเอียด ฟู  ยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของนมด้วย ซึ่งคำอธิบายนี้ต่างกับความรู้สึกของผู้บริโภคเซียนท้อ สาเหตุเป็นเพราะว่าผู้บริโภคซื้อเซียนท้อเพื่อต้องการเซ่นไหว้ เกษตรกรที่ปลูกมักจะเก็บเกี่ยวผลเทียนท้อที่สุกประมาณ 60-70% เมื่อวางขายที่ตลาดเปลือกนอกยังมีสีเขียวนิดๆ เมื่อซื้อกลับบ้าน วางไว้บนโต๊ะบูชาแล้วก็ยังสุกงอมไม่เต็มที่ หากนำมากินจะให้ความรู้สึกเหมือนเป็นแป้งๆ กินแล้วติดคอแน่นอน แต่ถ้ผลสุก จะมีอร่อย หอม หวาน มีคุณภาพทางโภชนาการสูง ผลเซียนท้อน้ำหนัก 100 กรัม มีเส้นใย 6.1 กรัม เส้นใยสูงกว่าฝรั่งและมันเทศมากกว่า 2 เท่า ขณะเดียวกันอุดมไปด้วยวิตามินเอ เบต้าแคโรทีน รวมทั้งแร่ธาตุ เช่นโพแทสเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส

    ซุปข้นเซียนท้อ(photo: healthy-world-cuisine)

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 17 ม.ค.2566

         รายการในครั้งนี้ขอนำเรื่องของหัวไชเท้า ผักฤดูหนาว ผักที่นิยมกินกันในช่วงเทศกาลตรุษจีนมาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งหัวไชเท้า ก็มีชื่อเรียกกันหลายอย่าง เช่น ผักกาดหัว หัวผักกาด ผักกาดจีน ไชโป๊ว เป็นต้น ส่วนภาษาจีนเรียกว่า “หลัวโป蘿蔔” แต่คนหมิ่นหนาน คนซัวเถา และคนไต้หวันจะเรียกว่า “ไช่โถว菜頭” ออกเสียงใกล้เคียงกับคำว่า “ไฉ่โถว彩頭” ที่แปลว่าโชคดี เพราะฉะนั้น กินในช่วงตรุษจีนจะมีโชคลาภ

    หัวไชเท้่า ผักฤดูหนาว นิยมกินช่วงตรุษจีน

         หัวไชเท้าเป็นผักมงคลที่คนไต้หวันคุ้นเคยมาก ช่วงตรุษจีนคนก็ชอบซื้อมาไว้ที่บ้าน ผูกโบว์สีแดง หรือไม่ก็ซื้อหัวไชเท้าที่ทำจากหินหรือหยกประดับบ้าน เนื่องจากหัวไชเท้า คำว่า “เท้า” แปลว่า หัวหน้า เจ้านาย เมื่อนำมาใช้กับคำว่า ไฉ่ ที่แปลว่า โชคลาภ มีลาภ จึงถือว่าเป็นผักมงคล และยังมีสารอาหารหลายอย่าง ทั้งวิตามินเอ  วิตามินซี ไนอาซิน แคลเซียม ฟอสฟอรัส  และยังเป็นผักที่หลายๆ ประเทศนิยมนำมาทำเป็นอาหาร เพราะมีรสชาติในตัวเอง นอกจากประกอบอาหารหลากหลายเมนูแล้ว ยังนำมาแปรรูปด้านอุตสาหกรรมเครื่องสำอางด้วย

    หัวไชเท้า ผักมงคล

         คนไต้หวันนิยมเอาหัวไชเท้ามาทำเป็นเมนูอาหารหลายอย่าง ที่พบเห็นบ่อย อย่าง ขนมหัวไชเท้าทอด(หลัวโป๋เกา) ขนมเปี๊ยะไส้หัวไชเท้า(หลัวโปซือปิ่ง) ซุปหัวไชเท้าต้มกระดูกหมู(หลัวโปไผกู่ทัง) หรือนำมาดองกินกับข้าวต้มก็อร่อย หรือตากแห้งก็กลายเป็นหัวไชโป๊ ส่วนวันหยุดมีเวลาว่างไม่มีอะไรทำ อาจจะไปขุดหัวไชเท้าตามสวนที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสการเป็นเกษตรกรถอนหัวไชเท้าก็ได้  

    ขนมหัวไชเท้าทอด

         หัวไชเท้าเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง หัวไชเท้า 1 ต้น ตั้งแต่ส่วนที่อยู่ใต้ดินจนถึงส่วนที่อยู่เหนือดินสามารถกินได้หมด นอกจากหัวไชเท้ามีหลากหลายสี มีทั้งสีขาว สีแดง สีเขียว สีม่วง ที่หน้าตาแปลกๆ ก็มี หลายคนอยากรู้ว่าซื้อมากินได้หรือไม่? ทำไมหัวไชเท้าของเขตเหม่ยหนง นครเกาสง มีสีขาวราวหยกขาว(白玉蘿蔔) มีชื่อเสียงมาก และหลังจากซื้อหัวไชเท้ากลับไปบ้านสิ่งที่คนทำสิ่งแรกคืออะไร? วันนี้มีคำตอบค่ะ

    หัวไชเท้ามีหลากหลายสี(photo:newsmarket)

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 10 ม.ค.2566

         ไต้หวันได้ชื่อว่าเป็นดินแดนปลูกกล้วยไม้ฟาแลนอปซิสที่สำคัญ ส่งขายต่างประเทศ หลักๆ ได้แก่ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เวียดนาม สถิติมูลค่าการส่งออกไม้ดอกไม้ประดับของไต้หวันปี 2021 มูลค่า 224.15 ล้านเหรียญสหรัฐ ในจำนวนนี้เป็นกล้วยไม้มีสัดส่วนมากกว่า 90 % เพียงเฉพาะกล้วยไม้ฟาแลนอปซิสก็มีมูลค่ามากถึง 160.15 ล้านเหรียญสหรัญฯที่ครองสัดส่วน 71.45% ของการส่งออกไม้ดอกไม้ประดับทั้งหมด

         กล้วยไม้ฟาแลนอปซิสออกดอกได้นาน ดอกมีหลายสี แต่ละพันธุ์ล้วนมีความสวยงาม อีกทั้งมีความทนต่อการขนส่งและการเก็บรักษา ได้รับความนิยมจากลูกค้าทั้งภายในและต่างประเทศ ผ่านการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ทั้งภาครัฐและเอกชนเป็นเวลานาน มีหลากหลายสายพันธุ์ หากแบ่งตามขนาดเล็กใหญ่ของดอก แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ขนาดเล็ก ดอกน้อยกว่า 6 ซม. ดอกขนาดกลาง 7-9 ซม. ดอกขนาดใหญ่ มากกว่า 10 ซม. ส่วนสีของดอกกล้วยไม้มีหลายสี เช่น ดอกขาวใหญ่ ดอกแดงใหญ่ ดอกเหลือง ดอกดำ ดอกลายจุด ดอกขาวตรงกลางแดง เป็นต้น

    ฟาแลนอปซิสสายพันธุ์ใหม่ “ไถหนานเบอร์ 1 ”เหมาุะต่อการปลูกในกระถาง

         สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตไถหนานได้เพาะพันธุ์กล้วยไม้ฟาแลนอปซิสสายพันธุ์ใหม่ มีชื่อทางการว่า “ไถหนานเบอร์ 1” เป็นพันธุ์ที่เพิ่งผ่านการจดสิทธิบัตรในช่วงต้นปี 2022 ลักษณะดอกสีขาว ขนาดดอกประมาณ 6 ซม. จัดเป็นดอกฟาแลนอปซิสขนาดเล็ก กลีบปากและเส้าเกสรสีเหลืองอมเขียว เป็นที่ยอมรับของตลาด ไม่ล้าสมัย ขณะเดียวกัน เมื่อออกดอกชุดแรกแล้วจะทยอยออกดอกเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ ดอกกลม เป็นระเบียบ งดงาม เหมาะสำหรับการปลูกในกระถางร่วมกับดอกไม้ชนิดอื่น และยังส่งขายตลาดญี่ปุ่นและยุโรปได้ด้วย

         ฟาแลนอปซิส “ไถหนานเบอร์ 1” เกิดจากการผสมพันธุ์โดยใช้แม่พันธุ์ Phalaenopsis Amabilis. หรือที่รู้จักทั่วไปว่ากล้วยไม้ราตรี (moon orchid) ส่วนพ่อพันธุ์คือ ฟาแลนอปซิสไถหนานสีขาว(Phal. Tainan White) หลังการผสมพันธุ์ ผ่านการคัดเลือกจนได้พันธุ์ดี ปี 2021 เคยนำมาจัดแสดงในงานนิทรรศการดอกไม้ในไต้หวัน ได้รับรางวัลการประเมินจากผู้ประกอบการญี่ปุ่นและเกาหลี เจริญเติบโตดีที่สุดในสภาพแวดล้อมอุณหภูมิ 25-30 องศาเซลเซียส  สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชแนะนำให้ปลูกในโรงเรือนที่มีกำแพงน้ำร่วมกับการเป่าด้วยพัดลมเหมือนการปลูกกล้วยไม้ฟาแลนอปซิสสายพันธุ์อื่น

    14 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 3 ม.ค.2566

         ลำต้นอ่อนดอกไม้จีน คนไต้หวันเรียกว่า “ปี้อวี้สุ่น碧玉筍” ที่แปลว่า หน่ออ่อนสีเขียว แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่หน่อ แต่เป็นลำต้นอ่อนของดอกไม้จีน หน้าตาคล้ายลำต้นอ่อนสีขาวของต้นหอม เป็นผลิตผลทางการเกษตรของหมู่บ้านตงกวง ตำบลอวี๋ฉือ เมืองหนานโถว ซึ่งเกษตรกรที่เพาะปลูกบอกว่า ปลูกดอกไม้จีนไม่ยาก แต่ปลูกเพื่อขายลำต้นอ่อนของหน่อไม้จีนต้องพิถีพิถันมากกว่าเยอะ ต้องรักษาความสดและความอ่อน ช่วงหน้าร้อนต้องรดน้ำเยอะ พื้นดินต้องชุ่มชื้นเพียงพอ จึงเจริญเติบโตดี ส่วนหน้าหนาวจะโตช้ากว่า เวลาตัดขาย ให้เหลือส่วนหัวและรากไว้ ลำต้นก็จะงอกใหม่ได้

    ปี้อวี้สุ่นคือลำต้นอ่อนของดอกไม้จีน

         อู๋จงอี้(吳宗溢) เกษตรกรปลูกดอกไม้จีนรุ่นที่ 3 บอกว่า ลำต้นอ่อนดอกไม้จีนมีน้ำเยอะและมีรสหวาน เพียงแค่ผัดก็อร่อยแล้ว มีบางภัตตาคารทำเป็นผักสลัด แต่ถ้าผัดกับเนื้อต่างๆ เช่น หมูเส้น กุ้งสด ปลาหมึก ฯลฯ มันจะดึงความอร่อยของเนื้อได้มากขึ้น แทนต้นหอมได้ แต่ไม่ฉุนไม่เผ็ดร้อนเหมือนต้นหอม ส่วนเชฟ จางเฮ่าฝู(張皓福) ร้านอาหาร TuPang  ที่ตั้งอยู่ในนครไทจงบอกว่า ต้องผัดด้วยไฟแรง เร็ว หากผัดกับเนื้อหมูเส้นและแครอทเส้น ค่อยเติมลำต้นอ่อนดอกไม้จีนก่อนขึ้นกระทะ 2 นาที ก็จะกรอบอร่อย หรือถ้าต้มซุป ก่อนตักเสิร์ฟขึ้นโต๊ะค่อยใส่ลำต้นอ่อนดอกไม้จีนลงไปก็ทำให้ผักไม่เละ น้ำซุปอร่อยด้วย

    อู๋จงอี้ เกษตรกรปลูกดอกไม้จีนรุ่นที่ 3 ของหมู่บ้านตงกวง

         หลินหย่าเอิน(林雅恩)ประธานสมาคมผลักดันด้านโภชนาการบอกว่า ลำต้นอ่อนดอกไม้จีนน้ำหนัก 100 กรัม มีเส้นใยอาหาร 2.1 กรัม มีมากกว่าพืชผักชนิดอื่น แต่ให้พลังงานเพียง 24 แคลอรี ให้พลังงานน้อยกว่าพริกหวานและผักกาดหอมที่ใช้ทำสลัด อุดมไปด้วยบีตา-แคโรทีนและกรดโฟลิก อย่างไรก็ตาม เธอแนะนำว่าเนื่องจากลำต้นอ่อนของดอกไม้จีนมีเส้นใยอาหารสูง ผู้ที่มีปัญหาเรื่องกระเพาะและลำไส้ ไม่ควรกินมากเกินไป 

    ลำต้นอ่อนดอกไม้จีนผัดแบบรสเผ็ดก็อร่อย

         หากพูดถึงดอกไม้จีนในไต้หวัน หลายคนจะคิดถึงแหล่งปลูกที่เมืองฮัวเหลียนและไถตง แต่ต้องบอกว่าที่ตำบลอวี๋ฉือ เมืองหนานโถวก็เป็นแหล่งปลูกดอกไม้จีนมากอันดับ 4 ของประเทศด้วย ส่วนใหญ่ปลูกที่หมู่บ้านตงกวง สถิติกองการเกษตรและอาหารระบุ พื้นที่ปลูกดอกไม้จีนทั่วไต้หวันมี 495 เฮกตาร์ ปลูกมากที่ตำบลอวี้หลี่เมืองฮัวเหลียนในพื้นที่ 175 เฮกตาร์ ที่ตำบลฟู่หลี่ ปลูก 157 เฮกตาร์ แต่ทั้งสองแห่งปลูกขายเป็นดอกไม้จีน ส่วนที่บ้านของคุณอู๋จงอี้ที่ปลูกดอกไม้จีนนานกว่า 30 ปีบอกว่า อดีตนำดอกไม้จีน “ไถตงเบอร์ 6” จากเมืองฮัวเหลียนไปปลูก ขายเป็นดอกไม้จีนสดเหมือนกัน ต่อมาพบว่าลำต้นอ่อนกินได้ ผู้บริโภคชื่นชอบ เกษตรกรรายอื่นค่อยๆ หันมาปลูกด้วย ไล่จวีนหาว(賴軍豪) เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรบอกว่า แม้ลำต้นอ่อนดอกไม้จีนที่ขายจากแหล่งปลูกราคา 40-70 เหรียญไต้หวันต่อน้ำหนัก 600 กรัม หากเทียบกับดอกไม้จีน ถูกกว่ามาก แต่ปลูกและเก็บเกี่ยวขายได้ทั้งปี รายได้จึงไม่แพ้ดอกไม้จีน

    15 min

About ที่นี่ไต้หวัน

From the publisher's feed

ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน