ที่นี่ไต้หวัน

ที่นี่ไต้หวัน

By รจรัตน์ ยนต์สุวรรณ, RtiSociety & CultureGovernment
Download on the App Store

ที่นี่ไต้หวัน episodes

  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 12 ธ.ค.2566

       ผักกาดหอมมาจากไหน? จากการบันทึกระบุ เมื่อ 4,500 ปีก่อนคริสตกาลก็เริ่มมีผักกาดหอมแล้ว และคาดว่ามีต้นกำเนิดมาจากเอเชียตะวันออก รวมทั้งชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ในช่วงแรกๆ มีการใช้เมล็ดผักกาดหอมผลิตเป็นน้ำมันเท่านั้น หลังผ่านไป 600 ปี ชาวเปอร์เซียก็เริ่มกินใบผักกาดหอม ต่อชาวกรีกและโรมันไม่เพียงแต่กินผักกาดหอมเท่านั้นแต่ยังใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ด้วย ส่วนชาวอียิปต์ถึงกับนำผักกาดหอมมาเซ่นไหว้เทพเจ้าด้วย ซึ่งการนำความอร่อยของผักกาดหอมเผยแพร่ไปทั่วโลกนั้น เล่ากันว่าในศตวรรษที่ 16 เจ้าหญิงแคทเธอรีน ชาวสเปน เป็นคนแรกที่นำเมล็ดผักกาดหอมไปยังอังกฤษ และโคลัมบัสนำผักกาดหอมไปยังอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ส่วนผักกาดหอมในไต้หวันนั้นก็มาจากจีน นำเข้ามาบริโภคตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง

    ผักกาดแก้ว

       ผักกาดหอมมีกี่ประเภท? ถ้าแบ่งตามส่วนของการนำมากิน ผักกาดหอมสามารถแบ่งออกเป็นผักกาดหอมก้านและผักกาดหอมใบ นอกจากนี้ ผักกาดหอมใบยังแบ่งได้อีก 2 ประเภทคือ ผักกาดหอมแบบกลม(ห่อเป็นหัว)และไม่กลม(ไม่ห่อเป็นหัว) โดยผักกาดหอมใบพบเห็นได้ทั่วโลก เซี่ยหมิงเสี้ยน(謝明憲) นักวิจัยสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตไถหนาน บอกว่าเนื่องจากความแตกต่างในการวิวัฒนาการ ช่วงแรกเป็นผักกาดหอมแบบไม่ห่อก่อน ต่อมาค่อยๆ พัฒนาเป็นผักกาดหอมห่อ ผักกาดหอมใบ และมีทั้งใบแหลม ใบกลม ใบดาบ ใบตั้งตรง ใบหยิก และมีหลากสี มีทั้งใบสีอ่อน สีเข้ม เขียวมรกต สีออกดำ หรือแดง หลี่อาเจียว(李阿嬌) นักวิจัยสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตเถาหยวน บอกว่า ในบรรดาผักกาดหอมใบ คนจีนนิยมรับประทานกันมากที่สุดคือ ผักที่เรียกว่า ผัก A(A菜) ส่วนตัวแทนคลาสสิกของผักกาดหอมแบบห่อ คือผักกาดแก้วแบบอเมริกัน พบมากที่สุดในแฮมเบอร์เกอร์ ในขณะที่ผักกาดหอมฝูซานอยู่ระหว่างห่อหัวกับไม่ห่อหัว

    ผักกาดหอมก้าน

        ผักกาดหอมก้านหรือที่รู้จักกันในชื่อผักกาดหอมก้านอ่อน คนไต้หวันเรียกว่า "ก้านผัก菜心" ได้รับการพัฒนาขึ้นหลังจากเผยแพร่เข้าสู่จีนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5 ซึ่งส่วนที่กินได้คือก้าน ในปี 1938 สหรัฐอเมริกาได้นำก้านผักกาดมาจากจีน เนื่องจากมีความกรอบคล้ายขึ้นฉ่าย จึงมีการพัฒนารวมกัน เรียกว่า Celtuce หรือผักกาดหอมต้น โดยพื้นฐานแล้วผักกาดหอมต้นเป็นผักกาดชนิดหนึ่ง ผักกาดหอมต้นสายพันธู์นี้ ใช้ลำต้นและปรุงสุกแทนกินสด ที่จริงแล้วใบของผักกาดหอมต้นก็สามารถนำมากินได้เช่นกัน แต่เนื่องด้วยใบเหี่ยวง่ายกว่าจะมาถึงผู้บริโภคจึงไม่นิยมกิน

    ผักกาดหอมใบห่อบางส่วน

       หากจะถามว่าคนไต้หวันเริ่มกินผักกาดหอมเมื่อไหร่? ผักกาดหอมมีจำหน่ายในไต้หวันในสมัยราชวงศ์ชิง แต่คนในยุคนั้นไม่ถือว่าผักกาดหอมเป็นผัก แต่นำมาให้ห่านกิน  เซี่ยหมิงเสี้ยน(謝明憲) นักวิจัยสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตไถหนาน อธิบายว่า ผักกาดหอมในภาษาไต้หวันเรียกว่า "ผักห่าน鵝仔菜" ซึ่งหมายถึงผักที่ห่านกิน แต่ก็มีการกล่าวอีกแบบ คือ ถ้าหักก้านผักกาดหอมจะมีน้ำสีขาวขุ่นออกมา ห่านก็ชอบเลียน้ำนี้มาก จนกระทั่งมีการนำเข้าพันธุ์ผักกาดหอมในช่วงยุคอาณานิคมของญี่ปุ่น ชาวไต้หวันจึงเริ่มกินผักกาดหอม โดยเริ่มแรกใช้เป็นอาหาร หลินจ้าวเหนิง(林照能) ผู้ช่วยวิจัยจากสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรสาขาเฟิ่งชาน นครเกาสง กล่าวว่า ในช่วงทศวรรษ 1970 ผักกาดหอมใบแหลม ผักกาดหอมใบกลม เริ่มนำมาผัดกิน แนวโน้มกินผักสดเริ่มต้นประมาณปี 2000 แต่หลักๆ แล้วส่งขายประเทศญี่ปุ่น และขายให้กับร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดในประเทศ นอกจากนี้ ในเวลาต่อมามีร้านอาหารตะวันตกเกิดขึ้นทั่วประเทศ ผักกาดหอมจึงนำมาใช้ในอาหารสลัดมากขึ้น

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 5 ธ.ค.2566

       ถั่วแระไต้หวันเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่สร้างมูลค่าการส่งออกติดอันดับ 1 ส่งขาย 24 ประเทศ รวมทั้ง ญี่ปุ่น สหรัฐ ฯลฯ มูลค่าการผลิตเกือบ 2,400 ล้านเหรียญไต้หวัน ซึ่งประเทศหลักที่ส่งออกครองอันดับ 1 ติดต่อกันเป็นเวลา 15 ปี คือ ญี่ปุ่น จนได้รับฉายา “ทองคำสีเขียว” โดยถั่วแระแช่แข็งของไต้หวันในตลาดญี่ปุ่นครองสัดส่วน  41.9% ซึ่งเป็น 1.71 เท่า และ 1.46 เท่าของคู่แข่งอย่างจีนและไทย ตามลำดับ

    ถั่วแระแช่แข็งครองสัดส่วนตลาดญี่ปุ่นอันดับ 1

       ไต้ซุ่นฟา(戴順發) ผู้อำนวยการสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตเกาสง บอกว่า ถั่วแระแช่แข็งที่วางขายในตลาดญี่ปุ่น 10 ถุง มี 4 ถุงมาจากไต้หวัน แต่เนื่องจากสายพันธุ์หลัก คือ "เกาสงหมายเลข 9" เปิดตัวมาเกือบ 20 ปีแล้ว ความต้านทานโรคลดลง และสิทธิ์ของสายพันธุ์กำลังจะหมดลงในปี 2026 เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาด ทางสถานีวิจัยฯ จึง ได้พัฒนาพันธุ์ใหม่ " เกาสงหมายเลข 13 - คริสตัลสีเขียว" ความต้านทานโรคดี ฝักใหญ่ มีสีเขียวเข้ม และให้ผลผลิตสูงกว่า "เกาสงหมายเลข 9" ถึง 10%  และในปีที่แล้วได้ทดลองขายไปที่ญี่ปุ่น สหรัฐ

    ถั่วแระหมายเลข 13 (ซ้าย) ฝักใหญ่และเขียวกว่าถั่วแระหมายเลข 9 (ขวา)

       ถั่วแระไต้หวันสายพันธุ์ “เกาสง หมายเลข 13 ” เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างถั่วแระ "เกาสงหมายเลข 5" กับพันธุ์ญี่ปุ่นกลายเป็นถั่วแระ “เกาสง หมายเลข 13 -คริสตัลสีเขียว” ให้ผลผลิตสูง 9-10.5 ตัน/เฮกตาร์ มากกว่า "เกาสงหมายเลข 9” ถึง 10% ต้นสูง เหมาะสมกับการใช้เครื่องจักรเก็บเกี่ยว มีความต้านทานโรคต่อโรครากเน่า โคนเน่าแดง และโรคราแป้งได้ดีกว่า นอกจากนี้ ยังมีฝักขนาดใหญ่ สีเขียวเข้ม เหมาะต่อการนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์แช่แข็ง และผ่านการจดสิทธิ์ทางสายพันธุ์ในปีที่แล้วด้วย ในปีนี้มีพื้นที่ที่ทำเกษตรพันธสัญญาเพิ่มขึ้นเป็น 7,142 เฮกตาร์ คิดเป็น 12.2%

    ถั่วแระที่ไม่ได้มาตรฐานส่งออก แปรรูปเป็นผง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นนมพืช

       อุตสาหกรรมการผลิตถั่วแระของไต้หวันมีการใช้เครื่องจักรในการผลิต มีความแม่นยำสูง ใช้เวลา 4 ชั่วโมงหลังเก็บเกี่ยวถั่วแระและส่งไปยังโรงงานแปรรูป มีความสด รสหวาน ถือเป็นกุญแจสำคัญต่อเสถียรภาพของตลาดไต้หวัน อย่างไรก็ตาม มีเพียง 60% ของผลิตภัณฑ์แช่แข็งที่ได้มาตรฐานการส่งออก ส่วนที่เหลืออีก 40% ของผลิตภัณฑ์ ทางสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเกาสงได้พัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปในรูปแบบผง จากนั้นพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์นมพืชที่คงคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนของถั่วแระ และมีโปรตีนสูง ไฟเบอร์สูง และมีสารอาหารอื่นที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เช่น เลซิติน ไอโซฟลาโวน และไม่มีคอเลสเตอรอลอีกด้วย

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 28 พ.ย.2566

       อีกไม่ถึงหนึ่งเดือนก็จะถึงวันคริสต์มาสแล้ว ช่วงนี้ดอกไม้คริสต์มาสที่ใช้ตกแต่งในงานคริสต์มาสได้วางขายในท้องตลาดมากมายหลากสี ตลาดดอกไม้ไทเปชี้ว่าในปีนี้ปริมาณการผลิตต้นคริสต์มาสทั่วไต้หวันอยู่ที่ 1.129  ล้านกระถาง เนื่องจากในปีนี้ไม่มีภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรง ผลผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 1%  เพียงพอกับต้องการของตลาด อย่างไรก็ตาม แต่เนื่องจากผลกระทบของวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น ตลาดขายส่งของต้นคริสต์มาสจึงมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 10% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

    คริสต์มาสสีแดงยังคงได้รับความนิยมสูงสุด

       พื้นที่ปลูกต้นคริสต์มาสในไต้หวันส่วนใหญ่รวมตัวอยู่ในภาคกลางและภาคเหนือ ในพื้นที่ 4 แห่ง ได้แก่ ตำบลผูหลี่ เมืองหนานโถว ครองสัดส่วนมากที่สุด คือ 40.3% ประมาณ 455,000 กระถาง รองลงมาคือในเขตนครเถาหยวนมีจำนวนกว่า 337,000 กระถาง สัดส่วน 29.9% และเมืองเหมียวลี่มีมากกว่า 301,000 กระถาง สัดส่วน 26.7% รวมทั้งเมืองอี๋หลาน มากกว่า 35,000 กระถาง สัดส่วน 3.1%

    ปัจจุบันมีการพัฒนาต้นคริสต์มาสหลากสีมากขึ้น

       ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความต้องการของตลาดไม้ดอกไม้ประดับมีความประณีตมากขึ้น และผู้บริโภคต่างชื่นชอบช่อดอกไม้แบบผสมผสาน ความต้องการต้นคริสต์มาสสีแดงส่วนใหญ่เป็นไม้กระถางเล็กขนาด 3 นิ้ว ในปีนี้ ความต้องการต้นคริสต์มาสแบบนี้มีมากกว่า 609,000 กระถาง คิดเป็น 54% ตามด้วยกระถางขนาด 5 นิ้ว มีจำนวนมากกว่า 446,000 กระถาง คิดเป็น 40% ที่เหลือเป็นต้นคริสต์มาสกระถางขนาด 7 นิ้ว , 6 นิ้ว และ 1 ฟุต หงจื่อเจี๋ย(洪子傑) รองผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนของบริษัทตลาดดอกไม้ไทเป บอกว่า ราคาขายส่งของต้นคริสต์มาสกระถางขนาด 3 นิ้วอยู่ที่ประมาณ 50 - 150 เหรียญไต้หวัน ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ คุณภาพ และสี ซึ่งราคานี้ยังไม่ผ่านการตกแต่ง แต่ถ้าบรรจุที่มีการออกแบบด้วยจะขายปลีกกระถางละ 400-500 เหรียญไต้หวัน

    ต้นคริสต์มาสสีเหลืองมะนาว สวยสดงดงาม

        สำหรับความต้องการของตลาดคริสต์มาส พันธุ์สีแดงยังคงมีความต้องการมากที่สุด สัดส่วนสูงถึง 90% รวมทั้งพันธุ์สีแดงเข้ม แดงน้อย อย่างไรก็ตาม ยังมีต้นคริสต์มาสสีอื่น ๆ เช่น สีชมพู สีขาว และสีเหลือง มีความต้องการประมาณ 10% คุณหงจื่อเจี๋ย ยังบอกด้วยว่า ซีรีส์สีแดงมีพันธุ์ใหม่ คือ"巨焰สีออกคล้ายสีแสด แต่มีความเข้มกว่าสีส้ม" และยังมีซีรีส์สีขาว โดยมีทั้งสีขาวบริสุทธิ์ สีขาวมุก ในช่วงสองปีที่ผ่านมายังมีซีรีส์สีเหลือง ได้แก่ สีเหลืองพระจันทร์, สีเหลืองมะนาว , ซีรีส์สีชมพู , ซีรีส์ Cupid และซีรีส์เจ้าหญิง เป็นต้น นอกจากนี้  ยังมี สีเหลืองและสีชมพูที่เป็นสองสีอยู่ด้วยกัน และสีแดงและสีขาว เป็นต้น สำหรับคนที่ต้องการซื้อต้นคริสต์มาสหรือชมความงามของคริสต์มาส สามารถไปที่ชั้น 2 ตึก A ของตลาดดอกไม้ไทเปตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไป และยังมีการนำสายพันธุ์คริสต์มาสที่ได้รับรางวัลมาจัดแสดง โดยในช่วงหนึ่งเดือนก่อนเทศกาลคริสต์มาสจะมีการเปลี่ยนธีมทุกสัปดาห์ด้วย

    14 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 21 พ.ย.2566

    “ขอเชิญร่วมตอบแบบสำรวจความคิดเห็นจากการรับฟัง Podcast ของ Rti ลุ้นรับของรางวัลพิเศษ!บนเว็บไซต์:https://2023appsurvey.rti.org.tw/th”

       "นิทรรศการส่งเสริมไม้ดอกไม้ประดับไต้หวันปี 2023(Taiwan Flower Variety Promotion Faire)" จัดโดยกรมการเกษตรอาหารและอาหาร กระทรวงเกษตร ณ ศูนย์แสดงสินค้าไทเปหนานกั่ง ในวันที่ 10-12 พ.ย.ที่ผ่านมา ปีนี้ มีการจัดแสดงพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับมากกว่า 1,700 ชนิด มีฟาร์มดอกไม้ขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จด้านการคัดพันธุ์ได้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย

    งานส่งเสริมไม้ดอกไม้ประดับไต้หวันปี 2023

        พื้นที่จัดงานแบ่งเป็น 10 เขต  เช่น พื้นที่จัดแสดงดอกไม้ตัดดอก ดอกไม้กระถาง และกล้วยไม้, พื้นที่วิชาการและการวิจัย, พื้นที่การใช้งานตามธีม, พื้นที่เพื่อแลกเปลี่ยนพิเศษ, พื้นที่จัดกิจกรรม,พื้นที่ DIY เป็นต้น โดยในปีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการจัดการประชุมแลกเปลี่ยนผู้เพาะพันธุ์ดอกไม้แบบจำกัดเวลาหนึ่งวันในโซนพิเศษ มีการเชิญปรมาจารย์ผู้เพาะพันธุ์ดอกไม้พื้นบ้าน เช่น ชบา, ดอกฤาษีผสม (Coleus), กล้วยไม้, ฟิโลเดนดรอนซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ฟอกอากาศ ฯลฯ มาจัดแสดงพิเศษและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยในช่วงงานเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมฟรี

    ฟาแลนนอปซิสสีปลาแซลมอน

       สำหรับฟาร์มดอกไม้เด่นๆ ที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ เช่น ฟาร์มดอกไม้ ออกซ์ ออร์คิด(Ox Orchid Farm牛記花卉農場) ได้นำกล้วยไม้พันธุ์ผสมฟาแลนนอปซิสชนิดใหม่ในเชิงพาณิชย์ "สีชมพูแซลมอน「鮭魚色」(salmon pink)" สายพันธุ์แรกของโลก และฟาแลนนอปซิส " OX Little Green Plum 'OX3082'(牛記小青梅)" ที่ได้รับรางวัล เป็นฟาแลนที่มีความงดงามสีเขียวมะนาว นำมาร่วมในงานครั้งนี้ด้วย นอกจากนี้ เซี่ยเฉิงเจี๋ย(謝丞傑) และ ควงอี้(匡易) ผู้เพาะพันธุ์ชบาดาวรุ่งก็นำผลงานมาเข้าร่วมในเป็นครั้งแรกด้วย ได้นำดอกชบาพันธุ์ใหม่ สีสันสดใส และมีคุณสมบัติทนความร้อน เช่น "太陽精靈" "火焰精靈" ฯลฯ ในจำนวนนี้ ดอกชบาหั่วเอี่ยนจิงหลิง "火焰精靈" ดอกมีขนาดใหญ่เพียงเหรียญ 10 เหรียญไต้หวันเท่านั้น  นับเป็นพันธุ์ชบาที่เล็กที่สุดในโลกในปัจจุบัน

    ชบาเล็กที่สุดในโลก สวยสดงดงาม

       อู๋โป๋เหลียง(吳柏良) เจ้าของฟาร์มดอกไม้ ออกซ์ ออร์คิด ที่เพาะกล้วยไม้พันธุ์ผสมฟาแลนนอปซิสชนิดใหม่ในเชิงพาณิชย์ "สีชมพูแซลมอน" บอกว่า กล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสแบบดั้งเดิมส่วนใหญ่จะเป็นสีขาว ชมพู และม่วง สีของปลาแซลมอนเป็นสีที่หาได้ยากในพันธุ์พื้นเมืองในธรรมชาติ การที่จะเพาะพันธุ์กล้วยไม้ชนิดขายสู่ท้องตลาดได้ต้องใช้เวลาประมาณ 9 - 10 ปี ยิ่งถ้าเป็นกล้วยไม้ที่มีสีพิเศษ ยังต้องผ่านกระบวนการผสมข้ามพันธุ์หลายครั้งด้วย

    ฟาแลนนอปซิสีเขียวมะนาวพันธุ์ใหม่

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 14 พ.ย.2566

       ถ้าพูดถึงมะม่วงของไต้หวันแล้ว หนึ่งในมะม่วงมีชื่อและส่งออกก็คือมะม่วงพันธุ์อ้ายเหวินหรือเออร์วินที่มีสีแดงสด รสหวาน หอม ละมุนลิ้น ปลูกมากในเขตอวี้จิ่ง นครไถหนาน แต่ขณะนี้ มีเกษตรกรที่ปลูกองุ่นในเขตภูเขาอวี้ซาน ของตำบลซิ่นอี้ เมืองหนานโถว หันมาปลูกมะม่วงอ้ายเหวิน กลายเป็น “มะม่วงอวี้ซาน(玉山芒果)” ที่มีความหอมหวาน คงฟังไม่ผิดนะ ไม่ใช่มะม่วงอวี้จิ่ง(玉井芒果) แต่เป็นมะม่วงอวี้ซาน ทั้งนี้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความยากลำบากในการกำจัดโรคในไร่องุ่น เกษตรกรจำนวนมากจึงหันมาปลูกผลไม้ชนิดอื่น ในจำนวนนี้ มีเกษตรกรรายหนึ่ง ชื่อ หลินชิ่งฉี(林慶琪) ประสบความสำเร็จในการปลูกมะม่วงบนภูเขาสูง และยังทุบสถิติ ขายมะม่วงได้ราคาสูง ตกกิโลกรัมละ 1,000 เหรียญไต้หวัน นับเป็นเรื่องที่สร้างความอัศจรรย์ให้กับวงการมะม่วงไม่น้อย ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้จำนวนมากในพื้นที่ภูเขาเขตภาคกลางอยากจะลองปลูกบ้าง จนเกิดกระแสความนิยมปลูกมะม่วงบนภูเขาสูงตามไปด้วย

    มะม่วงอ้ายเหวินอวี้ซาน รสชาติอร่อย

       สำหรับตำนานการปลูกมะม่วงบนภูเขาสูง ได้ถือกำเนิดที่ตำบลซิ่นอี้ เมืองหนานโถวเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ในช่วงแรกคุณหลินชิ่งฉีเดินทางไปสอบถามผู้เชี่ยวชาญและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเพาะปลูกมะม่วงที่นครไถหนานและเมืองผิงตงบ่อยครั้ง เขาเปิดเผยว่าตนเองเป็นเพียงคนชอบทำอะไรที่ต่างจากคนอื่น เนื่องจากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว สภาพอากาศที่ฝนตกชุก โรคองุ่นมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนั้นเขาตัดสินใจยุติการทำสวนองุ่น และกำลังคิดว่าจะปลูกอะไรแทนดี บังเอิญมีพ่อค้าที่รับซื้อองุ่นเป็นประจำแนะนำให้เขาลองปลูกมะม่วง แต่ว่าในความรู้สึกของเขาตอนนั้นคิดว่ามะม่วงเป็นผลไม้ที่มีราคาเฉลี่ยไม่สูงนัก และไม่มีแรงจูงใจเท่าไร แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็อยากจะลองปลูกดูสักตั้ง

    คุณหลินชิ่งฉีผู้ริเริ่มปลูกมะม่วงบนเขาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

       การเก็บเกี่ยวมะม่วงปีแรกของเขาคือต้นเดือนกรกฎาคม ซึ่งใกล้เคียงกับการสิ้นสุดฤดูมะม่วงของนครไถหนาน มะม่วงของคุณหลินชิ่งฉีถูกส่งไปยังตลาดเกษตรภาคเหนือ ราคาประมูลมีเพียงไม่กี่สิบเหรียญไต้หวัน แต่เมื่อการเก็บเกี่ยวผ่านไปเกินครึ่งฤดู และตรงกับช่วงฤดูกาลมะม่วงไถหนานสิ้นสุดลง มะม่วงที่ขายในตลาดมีเพียงของเขาเท่านั้น ส่งผลให้ราคาประมูลสูงขึ้นเรื่อยๆ สูงถึง 300-400 เหรียญไต้หวัน เขาจึงพบว่าถ้าสามารถผลิตมะม่วงนอกฤดูกาลได้ ความต้องการของตลาดมะม่วงก็ยังคงมีแน่นอน เพราะสามารถส่งขายให้กับตลาดนักท่องเที่ยว อย่างไนท์มาร์เก็ตไทเป หรือตลาดผู้บริโภคระดับสูง เป็นต้น

    ปลูกมะม่วงบนเขาต้องแต่งกิ่งให้ได้รับแสงแดดเพียงพอ

      ด้วยราคามะม่วงที่พุ่งสูงติดต่อกันหลายปี คุณหลินชิ่งฉีจึงเริ่มขยายธุรกิจและไปที่ไถหนานและผิงตงเพื่อหาความรู้ ศึกษาเทคนิคการเพาะปลูก และปรับปรุงคุณภาพต่อไป ความประทับใจของเขา มีอยู่ปีหนึ่ง มีลูกค้าชาวฮ่องกงสั่งมะม่วงอ้ายเหวิน ราคามะม่วงที่เขาขายได้พุ่งขึ้นไปถึง 1,000 เหรียญไต้หวันต่อกิโลกรัม เขาบอกว่า ไม่ได้พูดเกินความจริง ตอนนั้นอยู่ในห้องบรรจุภัณฑ์ กำลังห่อมะม่วง รู้สึกตื่นเต้น ห่อมะม่วงไป มือก็สั่นไปด้วย เพราะถ้าคำนวณแล้ว มะม่วงลูกหนึ่งราคาสูงถึง 500 เหรียญไต้หวัน หากทำมะม่วงร่วงหล่น เงิน 500 เหรียญไต้หวันก็จะหายวับไปเลย ตัวเขาและภรรยาแทบไม่เชื่อเลยว่าจะได้ราคาดีแบบนี้ ซึ่งหลังจากที่มะม่วงของเขาขายได้ราคาสูงแบบนี้ ก็ทำให้เกษตรกรท่านอื่นเริ่มปลูกตามด้วย ที่ตำบลซิ่นอี้จึงเกิดกระแสเปลี่ยนไร่องุ่นมาเป็นไร่มะม่วงมากขึ้น

    คุณหลินชิ่งฉีปลูกมะม่วงเน้นคุณภาพมากกว่าเน้นปริมาณ

       อย่างไรก็ตาม การปลูกมะม่วงบนภูเขาสูงหลายคนมองว่าผิดธรรมชาติหรือไม่ จางเสียจื้อ(張協智) ปธ.สหกรณ์เกษตรตำบลซิ่นอี้ บอกว่า ความสูงของการปลูกมะม่วงในตำบลซิ่นอี้อยู่ที่ประมาณ 500 - 800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ส่วนใหญ่ปลูกบนพื้นที่ข้างแม่น้ำหรือพื้นที่ราบ ปลูกบนพื้นที่เชิงเขามีไม่มาก และส่วนใหญ่เป็นไร่องุ่นเดิม มีการตัดไม้ทำลายป่าน้อยมาก เกษตรกรใช้ประโยชน์จากอุณหภูมิที่แตกต่างกันระหว่างกลางวันและกลางคืนบนภูเขาสูงและหุบเขาเพื่อชะลอการผลิตและส่วนใหญ่เน้นการปลูกที่ให้สุกตามธรรมชาติ คือ “ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง และรสชาติดีขึ้น” จึงมีรสชาติที่อร่อยกว่าหน้าร้อน

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 7 พ.ย.2566

    เชิญร่วมตอบแบบสำรวจความคิดเห็นจากการรับฟัง Rti Podcast ลุ้นรับของรางวัลพิเศษ !กรอกแบบสอบถามได้ที่:https://2023appsurvey.rti.org.tw/th

       แม้อัตราการสูบบุหรี่ในไต้หวันลดลงทุกปี แต่อัตราการบุหรี่ชูรส (flavored cigarette) หมายถึง บุหรี่ที่มีการปรุงแต่งกลิ่น รส ควัน. รูปลักษณ์ของมวน ให้สื่อถึงรสชาติต่างๆ นานา หรือเลียนแบบรสชาติ(flavored cigarette) หรือผลไม้ กลับมีจำนวนผู้สูบเพิ่มขึ้น และบุหรี่ชูรสยังดึงดูดผู้หญิงและนักเรียนหันมาสูบมากขึ้นเป็นพิเศษ หลายคนคิดว่าบุหรี่ปรุงแต่งมีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดาทั่วไป แต่กรมสุขภาพประชาชนเตือนว่า การสูบบุหรี่ปรุงแต่งส่งผลต่อสุขภาพได้เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่นๆ

       จากการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของชาวไต้หวันที่มีอายุมากกว่า 18 ปีในปีที่แล้ว พบว่า อัตราการสูบบุหรี่ชูรสอยู่ที่ 18.2% เพิ่มขึ้นจาก 15.6% ในปี 2020 ในจำนวนนี้ เป็นผู้หญิงสูงถึง 43.8% ซึ่งสูงกว่าผู้ชาย 14.3% นอกจากนี้  จากการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของเยาวชนปี 2021 พบว่า วัยรุ่นสูบบุหรี่ 10 คน จะมีผู้สูบบุหรี่ชูรส 4 คน และอัตราการสูบบุหรี่ชูรสในผู้หญิงยังสูงกว่าผู้ชายด้วย

       ทั้งนี้ บุหรี่ชูรสมีการเติมแต่งกลิ่นเพื่อลดความเผ็ด จึงดึงดูดคนที่ไม่เคยสูบบุหรี่ หรือเพิ่งเริ่มหัดสูบหันมาสูบจนติดแบบไม่รู้ตัว หรือสร้างภาพลวงตาว่าเป็นอันตรายน้อยลง อย่างไรก็ตาม กรมสุขภาพประชาชน ระบุว่า ในความเป็นจริง การสูบบุหรี่ชูรสก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้เช่นเดียวกับบุหรี่ชนิดอื่นๆ เช่น มะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวาน โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง  เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นิโคตินจะทำให้คนหนุ่มสาวส่งผลต่อการพัฒนาการของสมอง ก่อให้เกิดปัญหาการเรียนรู้ การควบคุมอารมณ์ และยังจะทำให้ติดยาชนิดอื่นมากขึ้นในอนาคต

       มูลนิธิ จอร์น โต่ง (John Tung Foundation-董氏基金會) กล่าวว่า กฎหมายป้องกันอันตรายจากบุหรี่ฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ในปี 2023 ซึ่ง 1 ใน 7 ของกฎหมายใหม่คือการห้ามบุหรี่ปรุงรส และห้ามบุหรี่ไฟฟ้าทั้งหมด ส่วนผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบร้อนต้องอยู่ในความควบคุม นอกจากนี้ ยังมีการปรับอายุการสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นเป็น 20 ปี มีการขยายพื้นที่ปลอดบุหรี่เพิ่มขึ้น มีการเพิ่มพื้นที่รูปภาพคำเตือนบนกล่องบุหรี่เป็น 50% และเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้ค้ายาสูบที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบด้วย

        เจียง เจี้ยนเสีย(江建勰) แพทย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชนและครอบครัว สาขาหยุนหลิน ของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน กล่าวว่า สมองของมนุษย์จะเจริญเติบโตจนถึงอายุ 25 ปี นิโคตินในบุหรี่ทุกประเภทจะส่งผลต่อการพัฒนาของสมอง การทำงานของปอด การมีสมาธิ เป็นต้น

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 31 ต.ค.2566

       ในไต้หวันมีกล้วยไม้ดินพันธุ์พื้นเมืองกระจัดกระจายอยู่ที่เกาะหลันอวี่และเกาะลวี่เต่า แต่เนื่องจากถิ่นกำเนิดเดิมถูกรุกรานจากการตัดไม้ทำลายป่า อีกทั้งยังได้รับความเสียหายจากพายุไต้ฝุ่น ทำให้กล้วยไม้ดินพันธุ์ดั้งเดิมเกือบ 90%ใกล้สูญพันธุ์  ดังนั้น สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเมืองไถหนานที่สังกัดกระทรวงเกษตร จึงได้ช่วยเหลือ วิจัย  และเพาะพันธุ์กล้วยไม้ดิน โดยตั้งแต่ปี 2014 จนถึงปัจจุบัน ได้เพาะพันธุ์กล้วยไม้ดินทั้งหมด 5 พันธุ์ ได้แก่ "ไถหนานหมายเลข 1 ถึง หมายเลข 5" ซึ่งความสำเร็จจากการเพาะพันธุ์กล้วยไม้ดินนี้ได้ช่วยให้ที่รักคนที่นิยมชอบกล้วยไม้ สามารถไปซื้อที่ตลาดพืชสวนได้โดยตรง โดยไม่ต้องไปตัดจากป่า และยังลดปัญหาการลักลอบตัดที่เสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายด้วย

    กล้วยไม้ดิน ไถหนาน หมายเลข 5

        กล้วยไม้ดิน มีถิ่นกำเนิดในพื้นที่เขตร้อน เช่น อินโดจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ เป็นกล้วยไม้เขตร้อนที่จะบานมากในช่วงอากาศร้อน บานอยู่ได้นานกว่า 6 เดือน จึงเหมาะต่อการนำมาทำเป็นไม้ประดับ ซึ่งที่ผ่านมา ทางสถานีวิจัยฯ ได้ร่วมมือกับสถานีวิจัยป่าไม้ซินฮั่วของมหาวิทยาลัยจงซิงที่ตั้งอยู่ในเมืองไถหนาน ส่งเสริมการเพาะปลูก โดยสายพันธุ์ที่มีการร่วมมือกันคือ "ไถหนาน หมายเลข 5" หลูคุนจง(盧崑宗) ผู้อำนวยการ สถานีวิจัยป่าไม้ซินฮั่ว บอกว่าจะนำกล้วยไม้ดินปลูกบริเวณโดยรอบของแม่น้ำหู่หยวน(虎源溪)ของสถานีวิจัยป่าไม้ เพื่อเป็นสถานที่เช็คอินของนักท่องเที่ยว

       หลัวเจิ้งจง(羅正宗) ผู้อำนวยการสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตไถหนาน บอกว่าทางสถานีวิจัยฯ ได้ช่วยเหลือฟื้นฟู สืบพันธุ์พันธุ์กล้วยไม้ดินพื้นเมือง และยังจัดกิจกรรมบริจาคต้นกล้าให้กับชาวบ้านในท้องถิ่นของเกาะหลันอวี่ เพื่อนำกลับไปปลูกที่บ้านได้ วัตถุประสงค์เพื่อช่วยกันฟื้นฟูความสวยงามของเกาะหลันอวี่  เพราะกล้วยไม้ดินมีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า "กล้วยไม้สวน Garden Orchid " ซึ่งแปลว่ากล้วยไม้ที่อยู่ในสวน ดังนั้นจึงเหมาะต่อการปลูกในที่กลางแจ้ง เป็นพันธุ์พื้นเมืองจึงปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศในท้องถิ่นได้ดี ทางสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรไถหนานได้ปรับปรุงข้อบกพร่องของพันธุ์ดั้งเดิมที่มีขนาดของดอกเล็ก ระยะเวลาการออกดอกสั้น ๆ จนได้กล้วยไม้ดิน 4 พันธุ์ที่มีดอกสีชมพู และสีชมพูม่วง มีศักยภาพที่จะผลิตเป็นเชิงพาณิชย์ได้

    กล้วยไม้ดิน ไถหนาน หมายเลข 3

       กล้วยไม้ดิน "ไถหนานหมายเลข 1 และหมายเลข 2" มีก้านดอกสั้น จำนวนมาก ช่อดอกหนาแน่น ดอกกลม เหมาะสำหรับปลูกในกระถาง ส่วน "ไถหนานหมายเลข 3 และหมายเลข 4" มีดอกขนาดใหญ่ ก้านดอกยาวและหนา ระยะออกดอกนาน ดกเร็ว แข็งแรง เหมาะสำหรับปลูกในที่กลางแจ้งไว้สร้างภูมิทัศน์ ส่วนกล้วยไม้ดิน ไถหนาน เบอร์ 5 ที่พัฒนาขึ้นใหม่มีก้านดอกยาวถึง 75 เซนติเมตร เหมาะในการปลูกในพื้นที่ขนาดใหญ่ในสวนกลางแจ้ง หลัวเจิ้งจง ผู้อำนวยการสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตไถหนาน บอกว่า กล้วยไม้ดินสามารถเลี้ยงได้นาน 2 หรือ 3 ปี โดยไม่จำเป็นต้องปลูกใหม่ มีศัตรูพืชและโรคน้อย ค่าบำรุงรักษาต่ำ ช่วยสร้างภูมิทัศน์ได้ดี กล้วยไม้ดินดอกเหลือง "ไถหนานหมายเลข 5" มีความสวย สะดุดตา

    กิจกรรมฟื้นฟูกล้วยไม้ดินที่เกาะหลันอวี่

        เฉิน จวิ้นเหริน(陳俊仁) ผู้ช่วยนักวิจัยสถานีวิจัยสาขาโต่วหนาน บอกว่า  กล้วยไม้ดิน"ไถหนาน หมายเลข 1 และ 2" เกิดจากการผสมพันธุ์โดยมีกล้วยไม้กาบสีม่วงพื้นเมืองเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ในขณะที่กล้วยไม้ดิน "ไถหนาน หมายเลข 3 และ 4" ใช้พันธุ์ไถหนานหมายเลข 2 เป็นพันธุ์ผสม โดยทั้ง 4 พันธุ์ผ่านการจดสิทธิ์ของสายพันธุ์แล้ว ส่วนกล้วยไม้ดิน "ไถหนานหมายเลข 5" ที่เพิ่งจดสิทธิ์ของสายพันธ์ในปีนี้ เป็นกล้วยไม้ดินพันธุ์เดียวที่ไม่มีสายพันธุ์พื้นเมืองเลย ที่ผ่านมา สถานีวิจัยซินฮั่วได้ทดลองปลูกกล้วยไม้ดิน "ไถหนานหมายเลข 3 และ 4" แล้ว มีความงดงาม สร้างความงามให้กับทิวทัศน์ดี  ในอนาคต จะทดลองปลูกกล้วยไม้ดินไถหนานหมายเลข 5 ด้วย

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 24 ต.ค.2566

       กล้วยหอมถือเป็นพืชผลที่ใหญ่เป็นอันดับสี่รองจากข้าวเจ้า ข้าวสาลี และข้าวโพด ผลผลิตของโลกอยู่ที่ 120 ล้านเมตริกตัน โดยในเอเชียครองสัดส่วนสูงถึง 65% ส่วนในไต้หวันมีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมมากถึง 15,000 เฮกตาร์ มีผลผลิต 350,000 เมตริกตันต่อปี มากกว่า 99% ส่งขายในประเทศ และส่งออกเพียง 1% โดยส่งขายญี่ปุ่นเป็นหลัก แต่ไม่กี่ปีนี้ ค่าเงินเยน อ่อนค่า ทำให้ราคากล้วยหอมที่ขายในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 30% กำลังซื้อลดลง นอกจากนี้ ถ้าเป็นช่วงที่มีพายุไต้ฝุ่นหรือฝนตกหนัก ทำให้กล้วยหอมเกรด B และเกรด C ที่มีตำหนิมีจำนวนมาก ขายไม่ได้ราคา จึงจำเป็นต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปกล้วยหอมดิบให้มีความหลากหลาย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

    กล้วยหอมดิบฉาบ

       หูจงอี(胡忠一) อธิบดีกรมการเกษตรและอาหาร  กระทรวงเกษตรไต้หวัน กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีการนำกล้วยหอมสีเหลืองไปแปรรูปมากกว่า 2,000 ตันต่อปี และไม่นานมานี้ แปรรูปเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ตัน และกล้วยหอมดิบผิวเขียวเพิ่งเริ่มนำมาแปรรูปในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบในปีที่แล้ว จำนวน 50 ตัน ในปีนี้คาดว่าจะแปรรูปสูงถึง 100 ตัน และหวังว่าจะเพิ่มเท่าตัวเป็น 200 ตันในปีหน้า โดยพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารหลากหลาย เช่น กล้วยหอมดิบเฟรนช์ฟรายส์ กล้วยฉาบ ป๊อปคอร์น มิลค์เชค ไอศกรีม ลูกชิ้น กุนเชียง ฯลฯ

    ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วยหอมดิบที่หลากหลาย

       ชิวจู้อิง(邱祝櫻) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยกล้วยหอมไต้หวัน กล่าวว่า ในสมัยก่อนกล้วยหอมดิบเป็นอาหารหลักที่สำคัญ แต่เนื่องจากกล้วยหอมดิบมียาง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้บริโภคที่ต้องทำเองที่บ้าน และกล้วยหอมดิบอุดมไปด้วยแป้งทนต่อการย่อย  เอนไซม์ในลำไส้เล็กไม่สามารถย่อยสลายได้ และจะถูกย่อยสลายในลำไส้ใหญ่ กินแล้วอิ่มท้อง มีคุณสมบัติเทียบเท่าเส้นใยอาหาร เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก

    ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วยหอมดิบที่หลากหลาย

       ทั้งนี้ องค์ประกอบของแป้งจากกล้วยหอมดิบและกล้วยหอมเหลืองสุกมีความต่างกัน กล้วยหอมดิบมี "แป้งที่ทนต่อการย่อย" ในสัดส่วนที่สูงกว่า ในระหว่างกระบวนการที่กล้วยกำลังจะสุก แป้งทนย่อยจะถูกเปลี่ยนเป็น "แป้งที่ย่อยได้" กล้วยเหลืองสุกจึงมีสัดส่วนของแป้งทนย่อยลดลง โดยแป้งทนต่อการย่อยให้พลังงานเพียง 2.8 แคลอรี่ต่อกรัมเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าแป้งธรรมดาที่ให้พลังงาน 4 แคลอรี่ต่อกรัม จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีการแนะนำให้กินกล้วยห่ามๆ จะให้พลังงานน้อยกว่านั่นเอง ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ แนะให้คนไต้หวัน กินอาหารที่ทำจากแป้งทนการย่อยวันละหนึ่งมื้อแทนอาหารที่ทำจากแป้งอื่นได้

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 17 ต.ค.2566

       ในไต้หวันเมื่อเข้าสู่ช่วงของฤดูร้อน จะมีผลไม้หน้าร้อนออกวางขายในท้องตลาดมากมาย ซึ่งหนึ่งในผลไม้หน้าร้อนที่ได้รับความนิยมกินกันมากนั่น คือ ผลไม้ประเภท เมลอน เนื่องจากเมลอนเป็นพืชตระกูลแตงที่มีรสหอมหวาน มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ขายได้ราคาดี และเมลอนก็ยังมีหลากหลายสายพันธุ์ เช่น แคนตาลูป เมลอนเหม่ยหนงหรือที่คนไต้หวันเรียกว่า “เหม่ยหนงกวา(美濃瓜)” เมลอนเซียงกวา เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม เมลอนบางพันธุ์ เช่น เมลอนเหมยหนงที่เป็นพันธุ์ดั้งเดิม ในช่วงที่มีฝนตกชุก ก็จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพของแตงได้ คือปลายผลที่มีลักษณะแอ่งคล้ายสะดือจะปริแตกง่าย ทำให้รายได้ของเกษตรกรลดลง

    เมลอนพันธุ์ใหม่ปลายผลไม่ปริแตกง่าย(ซ้าย) เมลอนเซียงกวาปลายผลปริแตกง่า(ขวา)

       เพื่อต้องการเพาะพันธุ์เมลอนที่มีคุณภาพดี ไม่ปริแตกง่าย สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตไถหนาน ได้ใช้เวลา 11 ปี ในการวิจัยและพัฒนา ผสมพันธุ์เมลอนข้ามสายพันธุ์ ได้เมลอนหวานสายพันธุ์ใหม่ที่มีผิวสีเหลืองลายเส้นสีเงิน ผลสวย เนื้อละเอียด หวานฉ่ำ หน้าตาคล้ายๆ เมลอนเกาหลี ที่สำคัญไม่มีปัญหาปริแตกง่าย กินได้ทั้งเปลือกและเมล็ด และ ตั้งชื่อว่า "ไถหนาน หมายเลข 15(台南 15 號)" และมีการจดสิทธิ์ของพันธุ์แล้วในวันที่ 17 สิงหาคม 2023 ที่ผ่านมา

    เมลอนไถหนาน หมายเลข 15

       หยางหงอิง(楊宏瑛)ผู้อำนวยการสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรไถหนาน บอกว่าตอนที่ไปเที่ยวประเทศเกาหลี ได้ชิมเมลอนเกาหลี มีความอร่อยมาก เป็นเมลอนที่นิยมปลูกในเกาหลี ชาวต่างชาติเรียกว่า เมลอนเกาหลี(Korean melon) และในปี 2010 เคยมีผู้ประกอบการนำเข้าเมลอนเกาหลีมาปลูกในไต้หวัน แต่เนื่องจากความหวานมีเพียง 11°Brix ไม่ค่อยหวาน จึงไม่ได้รับการส่งเสริมปลูกในไต้หวัน อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทางสถานีวิจัยฯ ได้ทำการพัฒนาข้ามสายพันธุ์ นานถึง 11 ปี ในที่สุดได้เมลอนพันธุ์ใหม่ ซึ่งก็คือ"ไถหนาน หมายเลข 15(台南 15 號)" นี่เอง

    เมลอนพันธุ์ใหม่ เนื้อหวานฉ่ำ

       เมลอน"ไถหนาน หมายเลข 15 เป็นเมลอนที่สุกเร็ว หลังผสมเกสร 25 ถึง 29 วัน  ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ ในส่วนของปลายผลที่มีลักษณะเป็นแอ่งคล้ายสะดือไม่ปริแตกง่าย และแอ่งนี้มีขนาดเล็กลงด้วย เปลือกนอกสีเหลืองอร่าม มีลายเส้นสีเงิน น้ำหนักต่อผลเฉลี่ย 400 กรัม บางลูกใหญ่หน่อยมีน้ำมากถึง 600 กรัม เป็นที่สะดุดตา เมื่อสุกจะมีกลิ่นหอม ที่สำคัญเนื้อเมลอนขาวละเอียด ฉ่ำน้ำ เมล็ดเล็ก เปลือกบาง กินได้ทั้งเนื้อและเปลือกมีความหวาน  13-15 °Brix หรือสูงสุดอาจมีความหวานถึง 16.5 °Brix สามารถนำมาปั่นก็ได้ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง หรือจะนำมาทำเป็นสลัดก็ได้ นอกจากนี้ เมลอน "ไถหนานหมายเลข 15" ยังมีขนาดเล็กกว่า เหมาะครอบครัวขนาดเล็ก 1-2 คน หากเทียบกับเมลอนเหม่ยหนงแล้ว เมลอน "ไถหนานหมายเลข 15"ที่มีเปลือกสีเหลืองจะมีสารเรตินอล และเบต้าแคโรทีนที่สูงกว่า ซึ่งเรตินอลก็เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ ใช้เสริมความงาม และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 10 ต.ค.2566

       เงาะและมังคุดที่ปลูกในไต้หวันมีปริมาณน้อย ไม่เพียงพอต่อการบริโภค แม้จัดเป็น "ผลไม้น้องใหม่" แต่ในความเป็นจริงไต้หวันได้นำเข้ามาปลูกตั้งแต่ปี  1930 จนกระทั่งปัจจุบันยังได้พัฒนาสายพันธุ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกด้วย หลิว ปี้จวน(劉碧鵑) ผู้ช่วยวิจัยจากสถาบันวิจัยการเกษตรสาขาโฟ่งซาน กล่าวว่า ปัจจุบันไต้หวันมีพันธุ์เงาะอย่างน้อย 10 กว่าสายพันธุ์ มีทั้งสีเปลือกสีแดง เขียว เหลือง และสีอื่นๆ ส่วนมังคุดก็มีถึง 3 สายพันธุ์ เป็นมังคุดจากไทยที่เปลือกสีม่วงดำ มังคุดพันธุ์มาสเตอร์ และมังคุดเปลือกสีเหลืองหรือที่เรียกว่า อาชาชา

    พันธุ์มังคุดที่ปลูกในไต้หวัน

      ไช่เหมินซิง(蔡門興) เจ้าของสวนต้าจิน ตำบลเกาซู่ เมืองผิงตง ที่ปลูกลิ้นจี่เป็นหลัก บังเอิญได้กินเงาะแล้วรู้สึกประทับใจในรสชาติ จึงได้ปลูกเงาะมานานเกือบ 50 ปี ปัจจุบันมีพื้นที่เพาะปลูกกว่า 12 เฮกตาร์( 70 กว่าไร่) เก็บขายส่งถึงบ้านในราคาอย่างน้อย 250 เหรียญไต้หวันต่อน้ำหนัก 600 กรัม(1ชั่ง) และยังส่งขายในไฮเปอร์มาร์เก็ต เช่น Costco ด้วย ส่วนเกษตรกรผลไม้ สวี่ซิ่วฉิง(許琇晴) ที่ปลูกมังคุดในสวนฟางเหลียว เมืองผิงตง ได้ปลูกมังคุดนานกว่า 8 ปี ส่งขายในราคา 750 เหรียญไต้หวันต่อน้ำหนัก 600 กรัม และที่ฟาร์มนิเวศไฉ่หงอวี้ ในตำบลเฉาโจวของคุณเฉินคุนซิ่นก็ปลูกมังคุดสีทองหรืออาชาชาเช่นกัน ปัจจุบันมีผลผลิตคงที่ ขายในราคา 350 เหรียญไต้หวันต่อน้ำหนัก 600 กรัม

    เงาะที่ปลูกในไต้หวัน

       คุณไช่เหมินซิง บอกว่า แม้จะปลูกเงาะมาเกือบครึ่งศตวรรษแล้ว แต่เงาะก็ไม่เคยกลายเป็นผลไม้กระแสหลักในไต้หวัน เขาคิดว่าสาเหตุเป็นเพราะไม่มีเงาะสายพันธุ์หลักที่ได้รับการส่งเสริมโดยเฉพาะ จึงทำให้คุณภาพของเงาะไม่สม่ำเสมอ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเงาะจึงไม่เป็นที่ยอมรับของตลาด ซึ่งในช่วงแรกๆ ที่เขาปลูกเงาะและได้ผลผลิตแล้ว เขาจะนำไปแจกให้กับพ่อค้าลิ้นจี่ชิม จนต่อมาจึงได้ขายสู่ตลาดผ่านคนขายลิ้นจี่ และค่อยๆ มีคนยอมรับเงาะมากขึ้นเรื่อยๆ และขณะนี้ก็ยังไม่อนุญาตนำเข้าเงาะมาขายในไต้หวัน นอกจากนี้ เงาะที่ปลูกในไต้หวันจะมีความสดกว่า คนที่กินแล้วบอกว่าอร่อย จึงคาดว่าในอนาคตความต้องการเพิ่มขึ้นแน่นอน

    เงาะที่ปลูกในไต้หวัน

       หลิว ปี้จวน ผู้ช่วยวิจัยจากสถาบันวิจัยการเกษตรสาขาโฟ่งซาน วิเคราะห์ว่า ชาวสวนเงาะคุ้นเคยกับการขยายพันธุ์ต้นกล้าจากเมล็ด จะทำให้กลายพันธุ์ได้ง่าย นอกจากนี้ ไต้หวันมีเงาะหลายพันธุ์มากเกินไป จะส่งผลต่อการขาย เงาะบางพันธุ์เนื้อไม่ล่อนจากเมล็ด ผู้บริโภคกินไม่สะดวก จึงไม่อยากซื้อ และลิ้นจี่ยังได้จำกัดส่วนแบ่งการตลาดของเงาะด้วย เพราะทั้งเงาะและลิ้นจี่เป็นไม้ผลที่อยู่ในสกุลเดียวกัน การเจริญเติบโตคล้ายกัน เป็นผลไม้ฤดูร้อนทั้งคู่ แต่คนไต้หวันชอบลิ้นจี่ที่มีรสชาติเข้มข้น หวาน เนื้อล่อนจากเมล็ด ส่วนเงาะมีรสชาติที่เข้มข้นน้อยกว่าด้วย ดังนั้นเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้จึงให้ความสำคัญกับการปลูกลิ้นจี่โดยปริยาย

    เงาะที่ขายในตลาดสด 

       อย่างไรก็ตาม เงาะก็มีข้อได้เปรียบบางอย่างที่เหนือลิ้นจี่ เนื่องจากช่วงเก็บเกี่ยวผลิตลิ้นจี่อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน เกษตรกรมักประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน แต่เงาะเก็บเกี่ยวได้ปีละสองครั้ง ผลผลิตในช่วงฤดูร้อนจะออกผลช้ากว่าลิ้นจี่ ผลผลิตยังน้อย  จะมีแรงกดดันจากปัญหาขาดแคลนแรงงานน้อยกว่า นอกจากนี้ เงาะในไต้หวันมีโอกาสน้อยที่จะได้รับผลกระทบจากศัตรูพืชและโรคที่พบบ่อยเหมือนประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นความต้องการยาฆ่าแมลงจึงลดลง จึงไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของอาหาร

    15 min

About ที่นี่ไต้หวัน

From the publisher's feed

ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน