ที่นี่ไต้หวัน

ที่นี่ไต้หวัน

By รจรัตน์ ยนต์สุวรรณ, RtiSociety & CultureGovernment
Download on the App Store

ที่นี่ไต้หวัน episodes

  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 30 เม.ย.2567

    เกล็ดปลาเหลือทิ้งใช้ทำเป็นไอศกรีมและเสี่ยวหลงเปาได้

       "Eriel" แบรนด์สินค้า ก่อตั้งโดย หวงผิ่นฮั่น(黃品翰) และ ลั่วอวี่เฉิน(駱宇晨) โดยที่คุณหวงผิ่นฮั่นสำเร็จการศึกษาจากภาควิชาวิทยาศาสตร์การอาหารและการประมง ม.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกาสง ซึ่งตอนที่เขาเรียนมหาวิทยาลัยปี 3 ในช่วงอยู่ห้องทดลอง เขาได้พบกับ ศ.ไช่เหม่ยหลิง(蔡美玲) ผู้ทุ่มเทให้กับการวิจัยผลพลอยได้ของผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำให้เป็นวัตถุดิบต่างๆ และเขาก็ได้ทดลองสกัดเกล็ดปลาเป็นคอลลาเจนด้วย เมื่อเขาจบการศึกษา เขามีความมุ่งมั่นที่จะใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อพัฒนาอาหารประเภทใหม่ๆ โดยในช่วงแรกที่วางแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ คุณหวงผิ่นฮั่นคิดว่าเนื่องจากตัวเองเติบโตที่เมืองเกาสง อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจำนวนมาก เขาเห็นว่าชาวประมงในหมู่บ้านส่วนใหญ่มีอายุมากขึ้น จึงอยากจะนำความรู้ที่เรียนมาทำผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้ผู้สูงอายุได้บริโภค ดังนั้นจึงร่วมมือกับเพื่อนรักที่ชื่อ ลั่วอวี่เฉิน ที่กำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนสอนทำอาหารในฝรั่งเศส เพื่อพัฒนาไอศกรีมและเสี่ยวหลงเปาที่มีไขมันและน้ำตาลต่ำ โดยใช้คอลลาเจนที่สกัดจากเกล็ดปลา

    ไอศกรีมเจลาโตสกัดจากเกล็ดปลา

       เมืองเกาสงถือเป็นเมืองที่มีแหล่งทรัพยากรประมงที่อุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ ยังมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และยังอยู่ใกล้เขตโรงงานแปรรูปเพื่อการส่งออกเฉียนเจิ้น เพราะที่นี่มีโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำหลายแห่ง เมื่อมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำก็จะมีผลิตผลพลอยได้จำนวนมาก เช่น หัวปลา ครีบ กระดูกปลา เกล็ดปลา และเนื้อที่เหลือหรือเรียกอีกอย่างว่าเศษปลานั่นเอง แต่เนื่องจากผลิตผลพลอยได้เหล่านี้มีกลิ่นคาวแรงทำให้ผู้บริโภคไม่อยากนำมากิน ส่วนใหญ่มักจะนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์และปุ๋ย หรือจำหน่ายให้กับโรงงานแปรรูปปลายน้ำ

    เสี่ยวหลงเปาสกัดจากเกล็ดปลา

       ในขั้นตอนการทำไอศกรีมจะต้องเติมสารเพิ่มความข้น เพิ่มความหนืด และวัตถุเจือปนอาหารในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อรักษารสชาติ เขาพบว่าคอลลาเจนจากเกล็ดปลาจะมีความหนืดและมีปริมาณโปรตีนสูง เพราะฉะนั้นเขาจึงประสบความสำเร็จในการทดแทนวัตถุเจือปนอาหารที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ไอศกรีมแบบดั้งเดิม เช่น เจลาตินและโซเดียมคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส นอกจากนี้ เมื่อใช้คอลลาเจนจากเกล็ดปลาทำไอศกรีมก็ไม่มีรสชาติ ดังนั้นทั้งคุณหวงผิ่นฮั่นและคุณลั่วอวี่เฉิน จึงใช้ผลไม้ฤดูกาลในท้องถิ่น เช่น กล้วย ฝรั่ง มะนาว ฯลฯ เพื่อเพิ่มรสชาติใหม่ให้กับไอศกรีม ส่วนในเรื่องของการทำเสี่ยวหลงเปานั้นก็มีการใช้เทคโนโลยีนี้เช่นกัน โดยใช้คอลลาเจนจากเกล็ดปลาใส่ลงในไส้เสี่ยวหลงเปา ซึ่งสิ่งนี้ไม่เพียงแต่ได้เพิ่มปริมาณแคลเซียมของเสี่ยวหลงเปาเท่านั้น ขณะเดียวกันยังทำให้รสสัมผัสที่อร่อย ทำให้ผิวพรรณสวยงาม สุขภาพแข็งแรงอีกด้วย

    ไอศกรีมเจลาโตสกัดจากเกล็ดปลา

        หากพูดถึงการพัฒนาในอนาคตของ แบรนด์ อีเรียล คุณหวงผิ่นฮั่น กล่าวอย่างหนักแน่นว่า นอกจากมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์คอลลาเจนจากปลาและไอศกรีมรสชาติต่างๆ แล้ว เขายังจะผลักดัน "หลักสูตรการศึกษาทางทะเล-การทำอาหารจากวัตถุดิบทางทะเล" ต่อไป โดยแผนเริ่มแรกคือการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกาสงที่ตนเรียนจบมา เพื่อแบ่งปันความรู้ให้กับสาธารณชนเกี่ยวกับปัญหาขยะที่เป็นผลิตภัณฑ์พลอยได้ทางน้ำของไต้หวันที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน และยังให้ผู้คนได้สัมผัสประสบการณ์จริงในกระบวนการผลิตคอลลาเจนจากปลา ซึ่งไม่เพียงแต่หวังที่จะค้นพบแนวทางแก้ไขปัญหาด้านอาหารที่ยั่งยืนมากขึ้น เขายังหวังที่จะช่วยรุ่นน้องนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่เขาเรียนจบมีงานทำด้วย

    เสี่ยวหลงเปาสกัดจากเกล็ดปลา

    0 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 23 เม.ย.2567

       วานิลลาซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ "ราชินีแห่งเครื่องเทศ" เป็นเครื่องเทศที่มีราคาแพงเป็นอันดับ 2 ของโลก (อันดับ 1 คือ Saffron หรือ หญ้าฝรั่น) ด้วยความที่วานิลลามีกลิ่นหอมหวานไม่เหมือนใคร ปลูกยาก และยังต้องมีกรรมวิธีการบ่ม เพื่อดึงกลิ่นออกมาอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่สวนวานิลลาซานเหอย่วน(三合院香草園)เขตซินอู และวานิลลาที่ปลูกโดย เฉินจิ่นเชา(陳錦超) ประธานสมาคมอนุรักษ์วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติเมืองผิงตง ซึ่งพื้นที่ปลูกวานิลลาทั้ง 2 แห่งได้รับการแนะนำการปลูกจากสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตเถาหยวน ทำให้ช่วงสองปีที่ผ่านมา วานิลลาที่ปลูกได้ทั้ง 2 แห่ง ล้วนได้รับคะแนนสูงสุด 3 ดาว จากสถาบันประเมินรสชาตินานาชาติแห่งเบลเยียม (International Taste Institute :iTQi)

    สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตเถาหยวน ร่วมกับ ม.ฝู่เหริน จัดทำ วงล้อรสชาติวานิลลา

       สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตเถาหยวนวิเคราะห์ว่า ฝักวานิลลาที่ปลูกในไต้หวันมีปริมาณวานิลลินสูงกว่านำเข้าถึง 50% และยังมีกลิ่นหอมหวานกว่าวานิลลาที่นำเข้าด้วย อย่างไรก็ตาม ราคาการค้าของฝักวานิลลามีความผันผวนอย่างมาก ตั้งแต่ 4,500 ถึง 10,500 เหรียญไต้หวันต่อกิโลกรัม ส่วนราคาขายปลีกในไต้หวันอยู่ที่ประมาณ 20,000-40,000 เหรียญไต้หวันต่อกิโลกรัม วานิลลา 1 ฝักอาจมีราคาสูงถึง 200 เหรียญไต้หวัน ซึ่งถือว่าแพงมาก เยี่ยจื้อซิน(葉志新)ผู้ช่วยวิจัยของสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตเถาหยวน บอกว่า หากไม่รวมวานิลลาซอส วานิลลาสกัด ผงวานิลลา และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่หลากหลาย ถ้าเป็นช่วงพีคของการใช้วานิลลาจะมีการนำเข้ามากถึง  6 ตันต่อปี

    วงล้อรสชาติวานิลลา

       สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเถาหยวนเริ่มรวบรวมและขยายพันธุ์วานิลลา อีกทั้งพัฒนาเทคนิคการเพาะปลูก ตั้งแต่ปี 2006  จนถึงขณะนี้ พื้นที่ปลูกในประเทศมีมากกว่า 30 เฮกตาร์ มีผลผลิตฝักสด 50 - 60 ตัน สามารถแปรรูปเป็นวานิลลาฝัก 10 - 12 ตัน มีมูลค่าประมาณ 200-400 ล้านเหรียญไต้หวัน ฟู่หยั่งเหริน(傅仰人)รองผู้อำนวยการสถานีวิจัยฯ บอกว่า การที่สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเถาหยวนผลักดันโครงการปลูกวานิลลาเพื่อคาดหวังใช้ทดแทนการนำเข้า เพราะฝักวานิลลามีคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างมาก และหวังว่าจะกลายเป็นอุตสาหกรรมฟาแลนนอปซิสแห่งที่สองของไต้หวัน

    วานิลลาสดที่ยังไม่แปรรูปจะไม่มีกลิ่นหอม

        เพื่อต้องการให้ผู้บริโภคเข้าใจรสชาติพิเศษของฝักวานิลลาในไต้หวันมากขึ้น สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรได้ร่วมมือกับ หลี่ชิงซง(李青松) หัวหน้าภาควิชาศิลปะการประกอบอาหารและการโรงแรม ม.ฝู่เหริน เชิญผู้ประเมินโกโก้ กาแฟ ไวน์แดง ฯลฯ ทำการประเมินทางประสาทสัมผัสโดยอิงจากวรรณกรรมนานาชาติ จัดทำ"วงล้อรสชาติวานิลลา" เพื่อระบุรสชาติ ความหอมหวาน กลิ่นผลไม้ กลิ่นดอกไม้ หลักๆ ของฝักวานิลลาในไต้หวัน

    ขนมหวานที่ใส่วานิลลาจากธรรมชาติจะหอมอร่อย

        ทั้งนี้ฝักวานิลลาสดต้องเตรียมและแปรรูปเป็นเวลาครึ่งปีจึงจะกลายเป็นฝักวานิลลาที่มีกลิ่นหอมและนำมาใช้ปรุงอาหารได้ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตรยังได้ร่วมมือกับเกษตรกรและบริษัทอบขนม จัดตั้ง "บริษัทวานิลลาแห่งไต้หวัน" เพื่อช่วยในการแปรรูปฝักวานิลลาในประเทศ ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นทดลอง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้นำวานิลลาฝักสดมาใช้ประมาณ 1,500 กิโลกรัมในช่วงฤดูกาลแรก และทางสถาบันวิทยาศาสตร์การเกษตรยังได้ส่งเสริมให้แกรนด์ โฮเต็ล ในไทเป นำวานิลลาไปใช้ทำขนมหวานในงานเลี้ยงของรัฐด้วย      

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 16 เม.ย.2567

       ถั่วจักรพรรดิ ภาษาจีนเรียกว่า “หวงตี้โต้ว皇帝豆” มีหลายสายพันธุ์ มีทั้งเมล็ดขนาดเล็กและขนาดใหญ่ แต่ถ้าเป็นขนาดใหญ่จะมีความยาวของฝักมากกว่า 10 ซม. ในไต้หวันส่วนใหญ่จะปอกเปลือกเอาเมล็ดถั่วออกจากฝักก่อนนำไปขาย จึงทำให้ผู้บริโภคไม่ค่อยได้เห็นฝักถั่ว มีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น ถั่วลิมา ถั่วหิมะ ถั่วเจ้าแม่กวนอิน ถั่วฝ้าย เป็นต้น ซึ่งการเรียกชื่อว่า  "ถั่วลิมา” คาดว่าถั่วนี้มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ และแพร่กระจายไปยังเมืองลิมาซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศเปรู

    ความยาวของถั่วจักรพรรดิมีมากกว่า 10 ซม.

       ส่วนถั่วดาบ หรือถั่วพร้า หรือถั่วอีโต้(刀豆) ซึ่งที่มาของการเรียกชื่อว่าถั่วดาบนั้นมาจากการที่ฝักถั่วมีความโค้งยาวมากกว่า 10 ซม. หน้าตาเหมือนเคียวนั่นเอง และมีผู้ประกอบการบางรายในไต้หวันจะเขียนข้อความอวยพรลงบนเมล็ดถั่วดาบด้วยแสงเลเซอร์  เช่น  I love you, Happy birthday, good luck, Thank you, Miss you, I Love Mom เป็นต้น ดังนั้นจึงกลายเป็นถั่ววิเศษ(魔豆) และขายเป็นของที่ระลึก หรือไม้กระถางที่ดูเก๋ไก๋ได้

    ถัวดาบโค้งงอคล้ายเคียว ยาวมากกว่า 10 ซม.

       ถั่วจักรพรรดิและถั่วดาบ ล้วนเป็นธัญพืชที่นิยมรับประทานในชนพื้นเมืองของไต้หวัน นิยมนำมาตุ๋นกับหมูป่า หรือเนื้อเก้ง เพื่อดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ หรือแม้แต่เวลาเตรียมข้าวปั้นเพื่อเป็นเสบียงตอนไปล่าสัตว์ ก็จะใส่ถั่วทั้งสองชนิดนี้เข้าไปตุ๋นด้วย นิยมใส่ในสตูว์ หมูตุ๋นหรือซุปในใส หรือเคี่ยวช้าๆด้วยซอสหวานในสไตล์ญี่ปุ่นหรือนำมาดอง แต่ถ้าเป็นผู้บริโภคที่ชอบอาหารสไตล์ตะวันตกก็สามารถนำมาทำเป็นถั่วบด ใช้จิ้มซอส หรือนำมาใส่สลัด ในเปรูนิยมเอาถั่วจักรพรรดิหรือถั่วลิมาต้มสุกคลุกเคล้ากับน้ำมันมะกอก ใส่เครื่องเคียงอื่นๆ เช่น พริกหวานแดง ข้าวโพดหวาน หอมใหญ่ มะกอกดำ ชีส มะนาว พริกไทย ฯลฯ จนได้รสชาติกลมกล่อม แต่ข้อสำคัญถั่วทั้งสองชนิดจะต้องผ่านความร้อนสูงก่อน แช่ถั่วให้นิ่มแล้วนำไปปรุงให้สุกจนนุ่ม แล้วค่อยนำไปรับประทาน

    ถั่วจักรพรรดิตุ๋นกับเนื้อและมะเขือเทศ

        ถั่วจักรพรรดิและถั่วดาบอุดมไปด้วยสารอาหาร สามารถนำมาทดแทนแป้งได้ โดยถั่วจักรพรรดิ 100  กรัม มีคาร์โบไฮเดรต 20 กรัม ส่วนถั่วดาบ 100 กรัมมีคาร์โบไฮเดรต 58 กรัม ถั่วทั้งสองชนิดจัดอยู่ในหมวดธัญพืชไม่ขัดสี ถ้าเทียบกับข้าวขาว จะมีโปรตีนมากกว่าในขณะที่ให้พลังงานเท่ากัน อย่างไรก็ตาม คนที่มีปัญหาโรคไตจำเป็นต้องควบคุมการบริโภคถั่วทั้งสองประเภท เพื่อหลีกเลี่ยงการบริโภคโพแทสเซียมมากเกินไป แต่ถ้าเป็นคนทั่วไปก็ไม่ต้องกังวลปัญหานี้

    ถั่วดาบบดนำไปทำไส้ขนมอบได้

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 9 เม.ย.2567

       การขุดรากบัว ปัจจุบันมีการใช้ท่อฉีดแรงดันสูง ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์ทันสมัยที่ให้ความสะดวก แต่ที่เขตภูเขาหนิวโต่ว ตำบลหมินสง เมืองเจียอี้ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกรากบัวขายมานานกว่า 80 ปี เกษตรกรผู้อาวุโสเกรงว่าชะแลงช่วยขุดจะทำให้รากบัวเสียหาย จึงใช้วิธีการเก็บเกี่ยวรากบัวแบบดั้งเดิมซึ่งก็คือ หลังปล่อยน้ำออกจากนาบัวแล้วใช้มือในการขุดรากบัว แต่การทำแบบนี้ผ่านไปนานๆ ได้ทำให้มือทั้งสองผิดรูปอย่างรุนแรงจนคล้ายกับ “มือของนกอินทรี”

    ผู้กำกับไล่ลี่จวีน(ซ้าย)ถ่ายภาพกับเกษตรกรปลูกรากบัว

       ในอดีตที่เขตหนิวโต่วซานถือเป็นแหล่งที่ริเริ่มปลูกรากบัวในไต้หวัน ประมาณปี 1980 ซึ่งเป็นยุคทองของการส่งออก รากบัวสดไปขายที่ฮ่องกง ญี่ปุ่น แม้สร้างรายได้ดี แต่เนื่องจากช่วงหน้าร้อนที่เก็บเกี่ยวรากบัว อากาศร้อนเหมือนกับแช่ออนเซ็น ในยามที่ฝนตก ลมแรงก็ไม่มีวันหยุด เพราะฉะนั้นลูกหลานเกษตรกรรุ่นต่อไปจึงไม่ยอมสืบทอดกิจการ ส่งผลทำให้พื้นที่ปลูกรากบัวลดลงไปมาก ผู้กำกับสารคดี คุณไล่ลี่จวีน(賴麗君) ตระหนักว่าหากอุตสาหกรรมที่ถดถอยนี้ไม่ได้รับการบันทึกไว้ ก็อาจสูญหายไปในที่สุด ด้วยความทุ่มเทของผู้กำกับ ตั้งแต่งานภาคสนามไปจนถึงการถ่ายทำจริง เธอได้ใช้เวลาทั้งหมด 4 ปีในการถ่ายทำสารคดีเรื่อง "มือนกอินทรี"  (Eagle Hand老鷹之手หรือเหล่าอิงจือโส่ว) เพื่อบันทึกสถานการณ์ปัจจุบันของรากบัวในเขตภูเขาหนิวโต่ว

    ทุ่งบัวที่เขตหนิวโต่วซาน

       ผู้กำกับ ไล่ลี่จวีน ซึ่งเป็นชาวเจียอี้ เดินทางมาเรียนหนังสือที่กรุงไทเปตั้งแต่อายุ 18 ปี จนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย และใช้ชีวิตครอบครัวอยู่ทางภาคเหนือนานกว่า 30 ปี คุณไล่ลี่จวีน บอกว่าเหตุผลในการถ่ายทำสารคดีคือหลังจากแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 21 กันยายน ปี 1999 เนื่องจากในเวลานั้นหมู่บ้านมีประชากรอาศัยอยู่น้อย รัฐบาลไม่ได้บูรณะหมู่บ้านอย่างจริงจัง ดังนั้นเพื่อต้องการให้มีทรัพยากรเพียงพอสำหรับการบูรณะหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ชาวบ้านจึงขอให้คุณไล่ลี่จวีนช่วยถ่ายทำสารคดี หลังจากฉายสารคดีแล้ว รัฐบาลได้ให้ความสำคัญหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ และยังได้รับความช่วยเหลือจากภาคเอกชนและรัฐบาลสร้างบ้านใหม่ให้อีกด้วย หลังจากเหตุการณ์นี้ คุณไล่ลี่จวีนค้นพบว่าสารคดีมีพลังอันยิ่งใหญ่ในการเปลี่ยนแปลงมุมมืดของสังคม เธอจึงเริ่มงานเป็นผู้กำกับสารคดีที่เกี่ยวข้องกับการปลูกรากบัวของหมู่บ้าน

    เบื้องหลังการถ่ายทำสารคดี

      ความรู้สึกถึงเอกลักษณ์ท้องถิ่นของคุณไล่ลี่จวีนในฐานะชาวเจียอี้ ทำให้เธอเกิดความคิดที่จะสร้างสารคดี 3 เรื่องเกี่ยวกับเมืองเจียอี้ แต่เนื่องจากเธอห่างหายจากบ้านเกิดมาหลายสิบปี เมื่อเธอกลับมาบ้านเกิดในปี 2016 ด้วยผลงานเรื่องแรกในสารคดี "เสินซี่神戲" เกี่ยวกับนักแสดงโอเปร่าชาวต่างชาติ คนในหมู่บ้านไม่มีใครรู้จักเธอ แต่หลังจากนั้นผู้ใหญ่บ้านประกาศแจ้งข่าวการฉายสารคดีทางลำโพงและมีการเลี้ยงอาหารที่ใช้รากบัว ชาวบ้านก็หลั่งไหลเข้าไปนั่งชมสารคดีจนเต็มที่นั่ง ขณะนั้นเอง คุณไล่ ลี่จวีน พบว่านิ้วของชาวไร่รากบัวเหล่านี้งออย่างรุนแรง หลังจากซักถามพบว่าเป็นเพราะพวกเขาขุดรากบัวด้วยมือ นานวันเข้านิ้วมือทั้งสองผิดรูปเหมือนมือของนกอินทรี ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจเริ่มงานสำรวจทุ่งรากบัวและถ่ายทำสารคดีที่เกี่ยวข้อง

    เกษตรกรขุดรากบัว

       หลังจากสารคดีเรื่อง "มือของนกอินทรี Eagle Hand " นำมาฉายในโรงภาพยนตร์แล้ว ได้จุดกระแสมากมาย เช่น มีการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมในท้องถิ่นมากขึ้น ผู้ประกอบการหลายแห่งจัดกลุ่มเพื่อเยี่ยมชมและสัมผัสประสบการณ์การขุดรากบัวที่หนิวโต่วซาน ผู้คนที่มาเยือนจำนวนมากแย่งถ่ายรูปกับมือนกอินทรีของเกษตรกรรุ่นเก่า ทำให้ชาวสวนรากบัวชื่นชมและภาคภูมิใจในตัวเอง นอกจากนี้ เกษตรกรหลิวจื้อเสียน ซึ่งเป็นชาวหนิวโต่วซานยังได้ก่อตั้งสหกรณ์รากบัวแห่งแรกในไต้หวัน รากบัวที่ปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้น และบรรจุสุญญากาศ ได้นำไปวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ในไต้หวัน และปัจจุบันกำลังช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องการผลิตและการตลาด และมุ่งสู่รากบัวออร์แกนิก เป็นต้น

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน - 2024-04-02

       การระบาดของศัตรูพืช ไม่ว่าจะเป็นโรคพืช แมลง และวัชพืชถือเป็นปัญหาสำคัญอันดับต้นๆ ของเกษตรกร สำหรับในไต้หวันมีเกษตรกรปลูกสตรอว์เบอร์รี ชื่อ สวี่ซานฉี(許三奇) เจ้าของฟาร์มนันทนาการชิงเซียง(清香休閒農場) ต้องเผชิญกับผลกระทบของศัตรูพืชในสตรอเบอร์รี่ แต่เขาจะไม่ใช้วิธีกำจัดศัตรูพืชด้วยการใช้สารเคมี แต่ใช้วิธีกำจัดศัตรูพืชแบบธรรมชาติ ด้วยการเลี้ยงแมลงเพื่อกำจัดแมลง คือเลี้ยงมวนตัวห้ำเพื่อทำลายเพลี้ยไฟดอกไม้ที่มาทำลายดอกสตรอว์เบอร์รี การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางระบบนิเวศของฟาร์ม แต่ยังทำให้เขามีชื่อเสียงในวงการเกษตรอีกด้วย

       ฟาร์มนันทนาการชิงเซียงตั้งอยู่ในพื้นที่เนินเขาของเขตเน่ยหู กรุงไทเป จากเดิมพื้นที่ของฟาร์มใช้ปลูกข้าวและเห็ด แต่หลังจากที่คุณสวี่ซานฉีมาสืบทอดกิจการครอบครัว บังเอิญเป็นช่วงที่รัฐบาลผลักดันโครงการฟาร์มเกษตรเพื่อการท่องเที่ยว  จึงได้เปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมของครอบครัวให้เป็นฟาร์มการท่องเที่ยว โดยช่วงแรกเป็นฟาร์มเกษตรเก็บเห็ดหอม แต่ปริมาณผลผลิตไม่เพียงพอ จึงมีการปลูกผักและผลไม้อื่นๆ เพิ่ม และทดลองปลูกสตรอว์เบอร์รี มีการสร้างเรือนกระจกและอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ และเริ่มท้าทายการปลูกสตรอว์เบอร์รีออร์แกนิก เรียนรู้และควบคุมปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืช และพบว่าศัตรูธรรมชาติที่สำคัญที่สุดคือ “เพลี้ยไฟดอกไม้” ซึ่งเป็นแมลงที่มีขนาดเล็กมาก เคลื่อนย้ายเร็ว ขยายพันธุ์เร็ว ชอบหลบอยู่ในใจกลางใบอ่อน และจะใช้ปากดูดกินใบ ดอก และผลสตรอว์เบอร์รีจนเสียหาย แม้ใช้กระดาษเหนียวสีน้ำเงินที่มีจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาดเพื่อดึงดูดเพลี้ยมาติดกับดัก แต่ผลลัพธ์ไม่ดีเท่าที่ควร

       ในระหว่างที่หาวิธีป้องกันและกำจัดเพลี้ยไฟ มีบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการเพาะพันธุ์ศัตรูธรรมชาติได้ติดต่อเขา หลังจากนั้นเขาได้นำศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยไฟที่เรียกว่า “มวนตัวห้ำเอ็กซีกูอัส” เพื่อควบคุมจำนวนเพลี้ยไฟดอกไม้ในลักษณะศัตรูธรรมชาติและกำจัดมัน อย่างไรก็ตาม จำนวนเพลี้ยไฟดอกไม้ในขณะนั้นมีมากเกินไป ทำให้คุณสวี่ซานฉีต้องลงทุนมากขึ้น เขาบอกว่า มวนตัวห้ำ ราคาแพง ตัวละ 2 เหรียญไต้หวัน พื้นที่ 230-264 ตร.เมตร ต้องใช้เงินในการซื้อมวนตัวห้ำ 30,000 ถึง 40,000 เหรียญไต้หวัน หรือประมาณ 20,000 ตัว แต่ก็ถือว่าคุ้ม เพราะสามารถควบคุมเพลี้ยไฟได้สำเร็จ ทำให้สตรอว์เบอร์รีเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ดีโดยไม่ได้รับผลกระทบจากแมลงศัตรูพืชอีกต่อไป

       ต่อมาเขาประสบปัญหาใหม่ โดยในเดือนธันวาคม ปี 2023 โรคพืชมีความรุนแรงอีก แต่คุณสวี่ซานฉี พบว่า เนื่องจากที่ดินที่ปลูกไม่ได้รับการพัก เพราะที่ดินก็เหมือนกับคนที่ต้องพักผ่อน ที่ผ่านมาเขามักจะปล่อยให้ที่ดินพักด้วยการ "ปล่อยให้น้ำท่วมที่ดิน" แต่เนื่องจากสตรอว์เบอร์รีเป็นพืชที่ต้องการความแห้ง จึงต้องเลือกพื้นที่อื่นที่ไม่ใช่พื้นที่เดิมที่ปลูกสตรอว์เบอร์รีสำหรับปลูกต้นกล้า เพราะหากเพาะต้นกล้าไม้ในพื้นที่ปลูกเดิม แมลงศัตรูพืชและโรคต่างๆ ก็จะมาคุกคามอีก ทำให้ควบคุมได้ยาก วิธีการแก้ปัญหา คือในช่วง 1 ปี จะปลูกสตรอเบอร์รี่ตั้งแต่เดือนกันยายน และเก็บเกี่ยวสิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม และตั้งแต่เดือนมิถุนายนก็จะปล่อยน้ำให้ท่วมพื้นดิน ประมาณปลายเดือนกรกฎาคมและต้นเดือนสิงหาคมก็จะปล่อยน้ำออก ปล่อยทิ้งไว้ให้พื้นดินแห้ง แล้วค่อยเริ่มปลูกในเดือนกันยายนอีก นอกจากนี้ การปล่อยน้ำให้แช่พื้นดิน ต้องใช้น้ำสะอาด ขณะเดียวกันต้องไม่ใช่เป็นน้ำนิ่ง คือต้องปล่อยให้น้ำไหลเข้าและไหลออกด้วย

       คุณสวี่ซานฉี ไม่เพียงแต่ทำเกษตรออร์แกนิค ในเรื่องของระบบนิเวศเขาก็มีความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขามุ่งฟื้นฟูอนุรักษ์กบต้นไม้ที่มีขนาดเล็ก เนื่องจากการพัฒนาเมืองในพื้นที่กรุงไทเปอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ที่อยู่อาศัยของกบต้นไม้ถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมทั้งห่วงโซ่อาหารของโลกกบ กบตัวใหญ่จะกินกบตัวเล็ก และลูกอ๊อดมักจะกลายเป็นอาหารของสัตว์อื่น ดังนั้น ทุกฤดูหนาวเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์กบต้นไม้ คุณสวี่ซานฉี จะจงใจให้อาหารลูกอ๊อดในสระด้านนอกเรือนกระจก เพื่อลูกอ๊อดจะได้เป็นอาหารของกบต้นไม้ ทั้งนี้ ในความทรงจำสมัยที่เขายังเด็ก พื้นที่ที่เคยปลูกข้าวในเขตเน่ยหู จะมีกบต้นไม้อยู่จำนวนมาก แต่หลังจากที่มีการขยายเมือง พื้นที่ปลูกข้าวเปลี่ยนไปปลูกอย่างอื่น ทำให้กบต้นไม้ไม่มีที่อยู่อาศัย จำนวนลดลงอย่างเห็นเด่นชัด ดังนั้น เขาใช้วิธีฟื้นฟูกบต้นไม้ โดยในช่วงเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายน หลังสิ้นสุดการเก็บผลสตรอว์เบอร์รี เขาจะปล่อยน้ำให้ท่วมพื้นที่ในสวน แลพบว่าหลังจากที่มีน้ำ กบจำนวนมากสามารถผสมพันธุ์ได้ ไม่เพียงแต่กบต้นไม้ แต่ยังมีกบสายพันธุ์อื่น เมื่อถึงฤดูปลูกตรอว์เบอร์รี  กบเหล่านี้มันจะหลบอยู่ใต้ใบสตรอว์เบอร์รี และออกมากินแมลง ถือเป็นการบรรลุผลที่เสริมกัน

       อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์การทำการเกษตรที่ผ่านมา 10 ปี หลังจากที่หันมาทำเกษตรอินทรีย์แล้วพบว่า ผลผลิตค่อนข้างต่ำ แต่ราคาสูง ใช่ว่านักท่องเที่ยวทุกคนจะจ่ายได้ ดังนั้นอีกส่วนหนึ่งของฟาร์ม เขาใช้วิธีปลูกแบบสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีสิทธิ์เลือกได้ ซึ่งผลผลิตที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ก็คือ มีการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในระยะเวลาที่ปลอดภัย และการเก็บเกี่ยวทำได้หลังจากผ่านการตรวจสอบยาแล้วเท่านั้น ส่วนการทำฟาร์มออร์แกนิกห้ามใช้สารเคมีใดๆ โดยสิ้นเชิง ซึ่งทั้งสองอย่างนี้สามารถเห็นความแตกต่างของราคาได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ปัจจุบันรัฐบาลส่งเสริมการควบคุมศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน IPM โดยเน้นแนวคิด “การป้องกันดีกว่าการรักษา” ใช้วิธีการป้องกันศัตรูพืช หากจำเป็นต้องใช้สารเคมีก็จะเป็นทางเลือกสุดท้าย และจะเลือกชนิดที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด เพื่อตอบสนองต่อการส่งเสริมของรัฐบาล ฟาร์มนันทนาการชิงเซียงยังได้รับคำแนะนำและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นฟาร์มแห่งแรกในเน่ยหูที่ผ่านการตรวจสอบ มีการใช้ยาฆ่าแมลงในช่วงที่ยังไม่ออกผล และจัดการโดยใช้วิธีควบคุมแบบอินทรีย์และชีวภาพเมื่อออกดอก เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภค เกษตรกร และผืนดิน

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 26 มี.ค.2567

       ไต้หวันปลูกพริกไม่เพียงพอต่อการบริโภค ส่วนใหญ่ปลูกในพื้นที่ภาคใต้ เช่น เมืองผิงตง เขตเหม่ยหนง นครเกาสง, เขตลู่เฉ่า เมืองเจียอี้,  เขตซินเซ่อ นครไทจง หรือปลูกประปรายในบางพื้นที่ หวังซานไท่(王三太) นักวิจัยสถานีทดลองพืชสวนเขตร้อนสาขาโฟ่งซาน(Fengshan Tropical Horticultural Experiment Branch) และยังเป็นผู้อำนวยการภาควิชาพืชสวน บอกว่า พริกส่วนใหญ่ปลูกหมุนเวียนกับการปลูกข้าว โดยจะปลูกหลังการเก็บเกี่ยวข้าวฤดูกาลที่ 1 จนถึงฤดูใบไม้ผลิปีถัดไป และในอดีตในช่วงฤดูร้อนเคยปลูกพริกในพื้นที่ภูเขา แต่ราคาแพงกว่าการนำเข้า จึงปลูกน้อยลง มีการนำเข้าพริกมาทดแทนในช่วงฤดูร้อนที่ขาดแคลนด้วย

       พริกที่ปลูกในไต้หวันมี 2 ชนิด ได้แก่ พริกชี้ฟ้า(朝天椒) และพริกทั่วไป ในจำนวนนี้ พริกชี้ฟ้ามีราคาต่อหน่วยค่อนข้างสูง น้ำหนักค่อนข้างเบา และยังต้องใช้แรงงานจำนวนมากในการเก็บเกี่ยว ส่วนใหญ่ปลูกโดยเกษตรกรผู้สูงอายุ แล้วค่อยๆเก็บเอง เพื่อทุ่นค่าแรง ดังนั้นพริกที่ปลูกในไต้หวันจึงไม่นิยมนำมาแปรรูปเป็นพริกป่น เพราะว่าต้นทุนในการผลิตสูงเมื่อเทียบกับการนำเข้า ปัจจุบันมีการนำเข้าพริกป่น พริกแห้ง พริกสด จากจีนแผ่นดินใหญ่เป็นหลัก โดยในปีที่แล้วนำเข้าประมาณ 3,000 ตัน ซึ่งสัดส่วนการนำเข้าจากจีนมีมากกว่า 90%

       พริกที่ปลูกในไต้หวันกล่าวได้ว่าเป็นพริกคุณภาพดี สีแดงสด เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคในครัวเรือน ร้านอาหาร ภัตตาคาร ครองสัดส่วน 60-70% ส่วนที่เหลือ 30% นิยมนำมาแปรรูปเป็นซอสพริกเต้าเจี้ยว(豆瓣做成辣椒醬) หรือนำมาทำเป็นพริกปอกเปลือกแช่ซอส(剝皮辣椒คือพริกปอกเปลือกแช่ซอส นิยมนำมาต้มซุปไก่ เป็นที่นิยมบริโภคของคนไต้หวัน จึงไม่มีปัญหาว่าจะเกิดปัญหาปนเปื้อนสารซูดานเรด นอกจากนี้ พริกสดหรือพริกแปรรูปที่ปลูกในไต้หวันยังสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

       ยกตัวอย่าง บริษัทเซิ่งกั่วมี่ตัว(聖果蜜多股份有限公司-SHENG KUO MI TO LTD.) ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตพริกปอกเปลือกแช่ซอสและซอสพริกในไต้หวัน เปิดเผยว่า ทางบริษัทใช้พริกที่ปลูกในเมืองไถตง เป็นพริกที่มีกลิ่นหอมพิเศษ มีกลิ่นหอมของผลไม้อย่างโดดเด่น พริกนำเข้าเปรียบเทียบคุณภาพไม่ได้เลย ทางบริษัทจะแปรรูปพริกก่อนฤดูไต้ฝุ่น จึงมีผลิตภัณฑ์ขายตลอดทั้งปี ไม่มีปัญหาว่าจะขาดแคลนพริกในช่วงหน้าร้อนและเอาพริกนำเข้ามาทดแทนการผลิต ซึ่งพริกที่ปลูกในไต้หวันจะมีรสชาติดีกว่านำเข้าจากจีน แต่ข้อเสียคือถ้านำพริกสดมาแปรรูปโดยตรงจะทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีสีเข้ม สีไม่สวย ไม่ค่อยเป็นที่นิยมของผู้บริโภค ดังนั้นผู้ประกอบการต้องการให้มีสีแดงสวยจึงมักเติมพริกผง หรือสารปรุงแต่งอื่นเข้าไปด้วย เพื่อความปลอดภัย ผู้บริโภคจึงต้องดูที่ฉลากอาหารว่ามีการเติมแต่งสีหรือส่วนผสมอื่นๆ ที่ให้โทษกับร่างกายหรือไม่

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 19 มี.ค.2567

       ถั่วเหลืองเป็นพืชธัญพืชที่สำคัญชนิดหนึ่งในไต้หวัน แต่ถั่วเหลืองที่ปลูกในประเทศไม่เพียงพอต่อการบริโภค ปลูกได้ไม่ถึง 2% ดังนั้น ตั้งแต่ปี 2014 สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตไทจง(Taichung District Agricultural Research and Extension Station) ได้ดำเนินการวิจัยการปลูกถั่วเหลืองในพื้นที่ชายฝั่งและผลักดันให้เกษตรกรปลูกข้าวในเขตภาคกลางหันมาปลูกถั่วเหลืองในฤดูกาลที่ 2 ซึ่งหนึ่งในเหตุผลที่ไต้หวันปลูกถั่วเหลืองได้ยาก คือ การเพาะปลูกถั่วเหลืองได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นพายุไต้ฝุ่น ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ หรือผลกระทบจากศัตรูพืชต่างๆ เพื่อเอาชนะอุปสรรคการปลูกถั่วเหลืองและยกระดับการพึ่งพาตัวเอง ทางสถานีวิจัยฯ จึงได้คัดเลือกสายพันธุ์ถั่วเหลืองที่เหมาะกับสภาพอากาศของภาคกลาง และตั้งชื่อพันธุ์ถั่วเหลืองนี้ว่า "ไทจง เบอร์ 1 หรือถั่วเหลืองเดือน 9 "

    ถั่วเหลืองไทจง เบอร์ 1 เหมาะในการปลูกในช่วงฤดูใบไม้ผลิ

       ทั้งนี้ สภาพภูมิอากาศในเขตภาคกลางของไต้หวันมีอุณหภูมิต่ำตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกลางมีนาคม ฤดูฝนเริ่มเดือนมิถุนายน พายุไต้ฝุ่นเพิ่มโอกาสเกิดฝนตกหนักตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงกันยายน และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะค่อยๆ รุนแรงขึ้นหลังเดือนตุลาคม สภาพภูมิอากาศแบบนี้จึงไม่ค่อยเหมาะต่อการปลูกถั่วเหลือง ดังนั้น พันธุ์ถั่วเหลืองที่เหมาะต้องปลูกในช่วงฤดูใบไม้ผลิและปลูกปีละครั้งเท่านั้น

    เมื่อถั่วเหลืองสุก ฝักถั่วไม่แตกง่าย ใช้เครื่องจักรเก็บเกี่ยวได้

       เป้าหมายประการต่อมาของการคัดเลือกพันธุ์ถั่วเหลืองที่นำมาปลูกคือ ต้องเป็นพันธุ์ที่ใช้สารกำจัดศัตรูพืชน้อย ใส่ปุ๋ยง่าย เมื่อถั่วเหลืองสุก ฝักถั่วไม่แตกง่าย ใช้เครื่องจักรในการเก็บเกี่ยวได้ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนแรงงาน นอกจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์โปรตีนจากถั่วเหลืองในห้องปฏิบัติการ คัดพันธุ์ที่ให้โปรตีนสูง ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลานานถึง 7 ปี ในที่สุดได้ถั่วเหลืองสายพันธุ์ใหม่ตั้งชื่อว่า “ถั่วเหลืองไทจง เบอร์ 1 หรือ ถั่วเดือน 9 ” มีน้ำหนักประมาณ 11.53 กรัมต่อร้อยเมล็ด จัดเป็นถั่วเหลืองเมล็ดเล็ก กิ่งและลำต้นแข็งแรง โตเร็ว ใช้เวลาปลูก 100 วัน เหมาะในการปลูกในฤดูใบไม้ร่วง มีความทนทานต่อแมลงวันหนอนชอนใบและโรคจุดสีม่วง ซึ่งสามารถประหยัดการใช้ยาฆ่าแมลงและลดการใช้ปุ๋ยได้ 20% ประหยัดการใช้น้ำถึง 20%

    ถั่วเหลืองเดือน 9 แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืช

      การวิจัยพัฒนาถั่วเหลืองไทจง เบอร์ 1 ยังมีการร่วมมือกับสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าทางการเกษตร และบริษัทผลิตอาหารเนื้อสัตว์จากพืชหงหยาง( Hongyang Food Co., Ltd. ) เพื่อรักษาเสถียรภาพการผลิตวัตถุดิบ มีการปลูกถั่วเหลืองในรูปแบบของเกษตรพันธสัญญา เนื่องจากเมล็ดถั่วเหลืองไทจง เบอร์ 1 มีเอกลักษณ์ คือ มีขนาดเล็ก แต่มีโปรตีนสูงถึง 40% ดังนั้นจึงมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองที่หลากหลาย เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าการผลิตและการขาย

     

    ถั่วเหลืองเดือน 9 แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารหลายชนิด

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 12 มี.ค.2567

       ไม่กี่ปีนี้ ชาวไต้หวันนิยมบริโภคบลูเบอร์รี่มากขึ้น ก่อนที่จะมีแบรนด์  "ซานชิวหลัน山丘藍"  เกษตรกรในไต้หวันจำนวนไม่น้อยหันมาปลูกบลูเบอร์รี่มาหลายปีแล้ว แต่สำหรับ  "ซานชิวหลัน山丘藍" ได้สร้างชื่อเสียงในฐานะ "บลูเบอร์รี่ในประเทศ" มีการจัดตั้งบริษัทผู้ผลิตเอง(自己種有限公司- ZI JI ZHONG LIMITED)”  มีการลงทุนจำนวนเงินมหาศาล ทั้งด้านการเพาะปลูก และการตลาด มีพื้นที่เพาะปลูกมีมากถึง 30 เฮกตาร์(187.5 ไร่)

    บลูเบอร์รี่ที่ปลูกในไต้หวันมีความสด อร่อย

       เซวียตงโตว(薛東都) ผู้จัดการร้านสะดวกซื้อ FamilyMart บอกว่า FamilyMart ซื้อสินค้าเกษตรมากกว่า 1,000 ตันต่อปี โดย 80% เป็นวัตถุดิบจากไต้หวันเอง ความร่วมมือในปีนี้กับซานชิวหลัน(山丘藍) ไม่เพียงแต่จำหน่ายบลูเบอร์รี่สดบรรจุกล่องน้ำหนัก 70 กรัม ในร้านสะดวกซื้อ FamilyMart เท่านั้น ผู้บริโภคยังสามารถสั่งซื้อกล่องของขวัญบลูเบอร์รี่ผ่าน APP ของ FamilyMart ได้อีกด้วย นอกจากนี้ FamilyMart ยังคาดว่าจะเปิดตัวไอศกรีมรสบลูเบอร์รี่ในเดือนเมษายนอีกด้วย

    บลูเบอร์รี่สดที่วางขายในแฟมิลี่มาร์ท

       ไช่อี๋หลิง(蔡宜玲) ประธานกรรมการบริษัทจื้อจี่โจ้ง(自己種有限公司) บอกว่าหลังฤดูการผลิตของปีที่แล้ว ฟาร์มแห่งนี้เผชิญกับภัยคุกคามจากน้ำท่วมและแมลงศัตรูพืช หลังบูรณะและปรับปรุง มีการเพิ่มตาข่ายกันแมลง เลี้ยงนกอินทรีไล่นก เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการผลิตและสิ่งแวดล้อม คาดว่าปริมาณบลูเบอร์รี่ที่มีคุณภาพดีในปีนี้จะดีกว่าปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม มีหลายคนสงสัยว่าเงินทุนและที่ดินที่ใช้ปลูกมาจากไหน? คุณไช่อี๋หลิง ปธ.บริษัทฯบอกว่า สมาชิกในทีมทั้งหมดเป็นลูกหลานจากครอบครัวเกษตรในไต้หวัน แต่ว่าไปทำงานต่างประเทศเป็นเวลานาน เนื่องจากพวกเขาต้องการลงทุนในไต้หวัน จึงเลือกด้านการเกษตร เพื่อต้องการตอบแทนแผ่นดิน คนที่มีเงินก็ร่วมเงิน คนที่มีแรงก็ร่วมแรง มาจากจุดเริ่มต้นง่ายๆ คิดเพียงต้องการปลูกบลูเบอร์รี่ให้ดี แต่มีผู้คนบนอินเทอร์เน็ตบางส่วนกล่าวอ้างว่า ซานชิวหลัน山丘藍 มีเงินทุนของจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ก็ได้ชี้แจงข่าวลือที่เผยแพร่แล้ว

    บลูเบอร์รี่สดที่วางขายในเซเว่น อีเล่เว่น

        ทั้งนี้ ไต้หวันมีการนำเข้าบลูเบอร์รี่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 4 เมตริกตันเมื่อ 20 กว่าปีก่อน จนกระทั่งปัจจุบัน มีการนำเข้าเกือบ 3,000 เมตริกตัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนไต้หวันชอบบริโภคบลูเบอร์รี่มาก ถ้าไต้หวันปลูกได้ก็จะเป็นโอกาสดีไม่น้อยเลยทีเดียว แม้ปัจจุบันมีเกษตรกรปลูกบลูเบอร์รี่รายย่อยจำนวนมากในไต้หวัน แต่พื้นที่ขนาดเล็กและมีฐานลูกค้าของตนเอง แต่ถ้ามีการปลูกในปริมาณมากและเปิดตลาดให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางว่าเป็นบลูเบอร์รี่ปลูกในไต้หวันก็ยิ่งดี

    สายพันธุ์บลูเบอร์รี่

       หลินอี๋อิ้ว(林宣佑) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยจงซิง ชี้ว่า "บลูเบอร์รี่ไต้หวันมีศักยภาพที่จะปลูกได้ในพื้นที่มากถึง 100 เฮกตาร์ " เพราะมองว่าไต้หวันมีการนำเข้าบลูเบอร์รี่เพิ่มขึ้นเรื่อยมา แสดงให้เห็นว่าเป็นผลไม้ที่คนไต้หวันนิยมชมชอบ ปัจจุบัน หากยกเว้นซานชิวหลัน( 山丘藍) ที่เหลือล้วนเป็นเกษตรกรรายย่อยที่ปลูกในพื้นที่ขนาดเล็ก มีรูปแบบธุรกิจของตัวเอง จะใช้อีคอมเมิร์ซหรือขายเอง หรือเป็นฟาร์มเกษตรที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเก็บผล ลักษณะการปลูกแบบนี้ล้วนเป็นโอกาสทั้งนั้น

    2 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 5 มี.ค.2567

       ชมพู่เป็นผลไม้อร่อยที่หลายคนคุ้นเคยและชอบรับประทาน สำหรับในไต้หวันมีการนำเข้ามาปลูกนานกว่า 300 ปีแล้ว และยังเป็นหนึ่งในตัวแทนผลไม้ไต้หวันที่มีชื่อเสียง ชมพู่มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในยุคที่ชาวดัตช์หรือชาวฮอลันดาปกครองไต้หวัน ได้นำเข้าชมพู่มาปลูก แต่ในช่วงแรกส่วนส่วนใหญ่ปลูกตามป่าตามเขา หวงจีจั๋ว(黃基倬) ผู้ช่วยนักวิจัย สถานีทดลองพืชสวนเขตร้อนสาขาโฟ่งซาน(Fengshan Tropical Horticultural Experiment Branch) ชี้ว่าในยุคฟื้นฟูการเกษตร ไต้หวันเริ่มนำเข้าไม้ผลหลากหลายชนิดมาปลูกในประเทศ โดยในช่วงแรกชมพู่ที่นำเข้ามาปลูกไม่ค่อยได้รับความสนใจ บางคนปลูกเป็นต้นไม้จัดสวน หลายคนในยุคนั้นอาจจำประสบการณ์ในวัยเด็กของการปีนต้นชมพู่เพื่อเก็บมากินเป็นของว่าง

    ชมพู่พันธุ์ไทย หวาน กรอบ อร่อย

        อย่างไรก็ตาม หลังปี 1970 เกษตรกรในไต้หวันเริ่มปลูกชมพู่ขายมากขึ้น ปี 1978 พื้นที่ปลูกชมพู่มีมากกว่า 1,000 เฮกตาร์ และในปี 1987 พื้นที่ปลูกชมพู่ก็เพิ่มขึ้นเกิน 10,000 เฮกตาร์ แต่ว่าในปัจจุบันปลูกไม่ถึง 3,000 เฮกตาร์ ซึ่งในช่วงแรกมีปลูกชมพู่มากเนื่องจากรัฐบาลส่งเสริมให้ชาวนาหันไปปลูกพืชผลอื่น เพราะขายได้ราคาดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภค เช่น มะม่วง ฝรั่ง พุทราหวาน แก้วมังกร แต่ว่าปลูกชมพู่จำนวนไม่มากเพราะต้องใช้แรงงานในการดูแลมากกว่าผลไม้ชนิดอื่น

    ชมพู่ “夏之戀 รักฤดูร้อน” สีม่วงดำ เหมือนเชอร์รี่ดำ

       การปลูกชมพู่แบบมืออาชีพในไต้หวัน ส่วนใหญ่นิยมชมพู่ “พันธุ์สีแดง-ชมพูจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” เป็นหลัก ซึ่งชมพู่พันธุ์ดังกล่าวหลังจากที่นำมาปลูกแล้วมีการปรับปรุงพันธุ์เป็นชมพู่มีชื่อเสียงเป็นที่นิยมบริโภคมากที่สุด มี 3 สายพันธุ์ ได้แก่

        ชมพู่พันธุ์ “ไข่มุกดำ黑珍珠black Pearl” ปลูกในตำบลเจียตง ตำบลฟางเหลียว ตำบลหลินเปียน ตำบลหนานโจว ของเมืองผิงตง เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณชายฝั่ง เป็นดินเหนียว เคยถูกน้ำทะเลไหลทะลักเข้าไปทำให้ดินเค็ม ขาดสารอาหาร แต่หลังจากที่นำต้นชมพู่ไปปลูกกลับพบว่าชมพู่ที่ปลูกได้มีเอกลักษณ์พิเศษ ผลมีสีแดงเข้ม รสชาติอร่อย จึงเป็นที่มาของการตั้งชื่อชมพู่ว่า “ไข่มุกดำ”

         ชมพู่พันธุ์ “เพชรดำ黑鑽石” ปลูกในเขตลิ่วกุยของนครเกาสง บริเวณลุ่มแม่น้ำเหล่าโหนง(荖濃溪河床) ซึ่งชมพู่ที่ปลูกได้มีการกลายพันธุ์ หลังใช้เทคนิคการตัดชำ(cutting หรือ cottage) ชมพู่ที่ปลูกได้ผลโต หวานฉ่ำ มีกลิ่นหอม สมาคมเกษตรลิ่วกุยตั้งแบรนด์ชมพู่นี้ว่า “เพชรดำ黑鑽石Black Diamond” และยังเป็นพันธุ์ชมพู่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบันอีกด้วย

        ชมพู่พันธุ์ “คิงคองดำ黑金剛- Black King Kong” ปลูกที่ตำบลหลี่กั่ง(里港) เมืองผิงตง โดยผู้ที่ผลักดันแบรนด์ชมพู่พันธุ์นี้คือ นายหวังรุ่ยสง(王瑞雄) เจ้าของผู้ประกอบการด้านการเกษตรตำบลหลี่กั่ง ผลชมพู่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ทางทำเนียบประธานาธิบดีนิยมซื้อเป็นของฝากสำหรับแขกชาวต่างชาติ ดังนั้น ชมพู่ชนิดนี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า "ชมพู่เกรดประธานาธิบดี總統級蓮霧"

     

    ชมพู่คิงคองดำ นิยมใช้เป็นของฝากชาวต่างชาติ

      หากพูดถึงชมพู่ของไทยต้องบอกว่าอร่อยไม่แพ้ชาติอื่น เพราะมีพันธุ์ดีๆ ผลโต ยาว รูปลักษณ์คล้ายกระสุน เปลือกสีแดงเข้ม เนื้อแน่น หวานฉ่ำ อร่อย และไต้หวันนำเข้าชมพู่ไทยมาปลูกในปี 1980 โดย หวังเต๋อหนาน(王德男) นักวิจัยจากสถานีทดลองพืชสวนเขตร้อนสาขาโฟ่งซานในขณะนั้น แต่ไม่ได้รับความนิยมปลูก ต่อมาปี 2000  ไล่หรงเม่า(賴榮茂) นักวิจัยสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตเกาสงได้นำเข้าชมพู่ไทยพันธุ์ใหม่มาปลูกในไต้หวันอีกครั้ง หลังจากนั้นไต้หวันเปิดตลาดส่งออกชมพู่ไปขายที่จีน เกษตรกรที่ปลูกชมพู่พันธุ์ไทยทำเงินได้มากมาย เพราะเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคจีน มีความหวานประมาณ 8 - 9  บริกซ์ก็เริ่มเก็บเกี่ยวได้ เริ่มตั้งแต่ห่อผลบนต้นจนกระทั่งเก็บเกี่ยวใช้เวลาเพียง 30 วันเท่านั้น เพราะฉะนั้นสร้างรายได้เร็ว เกษตรกรที่เคยปลูกชมพู่พันธุ์สีชมพูแดงจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างหันมาปลูกชมพู่พันธุ์ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เขตลิ่วกุย ในนครเกาสงจะปลูกชมพู่พันธุ์ไทยมากที่สุด

    ชมพู่ขนาดฝ่ามือ กลิ่นหอมพิเศษ

       ไต้หวันไม่เพียงแต่นำเข้าชมพู่จากไทยมาปลูก ยังมีการนำเข้าชมพู่ผลโตจากอินโดนีเซียมาปลูก น้ำหนักผลเกิน 250 กรัม ขนาดเกือบเท่าฝ่ามือ จึงเรียกชื่ออีกอย่างว่า "ชมพู่ฝ่ามือ巴掌蓮霧 ปาจั่งเหลียนอู้" นอกจากนี้ มีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ จึงเรียกอีกชื่อว่า "ชมพู่น้ำหอม香水蓮霧" อย่างไรก็ตาม ชมพู่พันธุ์อินโดยังปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมไต้หวันค่อนข้างยาก ปัจจุบันไม่มาก แต่ก็มีชมพู่อินโดที่ผสมกับชมพู่พันธุ์อื่นจนประสบความสำเร็จ ได้แก่ “ชมพู่น้ำตาลแดงบาร์บี-黑糖芭比蓮霧 Brown Sugar Barbie” ลักษณะผลโต ผิวสีแดงสด รสหวาน กรอบ เนื้อแน่น เป็นพันธุ์ที่ปรับปรุงโดยสถานีทดลองเกษตรโฟ่งซาน สามารถปรับฤดูกาลปลูกได้ เป็นพันธุ์เดียวในไต้หวันที่มีผลผลิตเกือบตลอดปี  และยังมีชมพู่สายพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างชมพู่มาเลเซียกับชมพู่อินโดนีเซีย ที่ชื่อชมพู่ “ลูกพีชฤดูใบไม้ผลิ春之桃” ผลมีขนาดใหญ่ รสชาติไม่หวานมาก เนื้อละเอียด เวลาเคี้ยวให้ความรู้สึกไม่มีกากเหลือ เหมาะมากสำหรับผู้สูงอายุหรือเด็ก และยังมีพันธุ์ชมพู่ “夏之戀รักฤดูร้อน” สีม่วงดำ เหมือนเชอร์รี่ดำ" ผลเล็ก รสหวานแต่น้ำน้อย ไม่ปริแตกง่าย ทนต่อการกระแทก ซึ่งพันธุ์นี้หลายคนบอกว่ามีรสชาติของชมพู่พื้นบ้านอยู่มาก รวมทั้งยังมีชมพู่อีกชนิดหนึ่งที่ปลูกประดับในกระถาง ผลเล็กจิ๋ว หรือเรียกอีกชื่อว่า “ชมพู่ไข่มุก 珍珠蓮霧” มีรสเปรี้ยวมาก แต่ไม่นิยมกิน มักปลูกในกระถางเพื่อชมความงามมากกว่า

    ชมพู่ขนาดจิ๋ว ปลูกประดับชมความงาม

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 27 ก.พ.2567

       ปลาโนโดกุโระ(Nodoguro) หรือ ปลากะพงสีชมพูจากญี่ปุ่น (Rosy Seabass) ฉายา “เพชรพลอยสีแดงแห่งทะเลญี่ปุ่น” เป็นปลาทะเลน้ำลึกราคาแพง เนื้อละเอียด รสชาติอร่อย จางจิ่นอี๋(張錦宜) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการประมง กล่าวว่า เนื่องจากปลาโนโดกุโระเป็นปลาทะเลที่อาศัยอยู่ในน้ำลึกถึง 400 เมตร มีรสชาติดี ไม่เพียงแต่ใช้ทำซูชิระดับไฮเอนด์ในญี่ปุ่นเท่านั้น แม้แต่ไต้หวันก็มีราคาแพงมากเช่นกัน ราคาเฉลี่ยจากแหล่งผลิตอยู่ที่ 1,400-1,700 เหรียญไต้หวันต่อกิโลกรัม หรืออาจแพงถึง 2,000 เหรียญไต้หวันต่อกิโลกรัมก็ยังมี แต่เนื่องจากเป็นปลาทะเลน้ำลึก ความกดดันบรรยากาศในน้ำลึกและเหนือพื้นผิวน้ำมีความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นการผสมเทียมระดับเหนือน้ำจึงทำได้ยาก ทางสถาบันวิจัยการประมงได้ร่วมมือกับชาวประมง ใช้ช่วงที่ปลาโนโดกุโระแหวกว่ายขึ้นไปผสมพันธุ์บริเวณน้ำลึก 200 เมตรในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม ตกปลาตัวผู้และตัวเมียเพื่อทำการผสมพันธุ์บนผิวน้ำ จากนั้นนำไปเพาะเลี้ยงที่ศูนย์วิจัยการประมงตงกั่ง สามารถเลี้ยงจนได้ลูกปลาสำเร็จ หลังจากนี้จะก้าวสู่การเพาะเลี้ยงและผสมเทียมต่อไป หากทำได้สำเร็จก็จะกลายเป็นรายแรกของโลก

    ไต้หวันประสบความสำเร็จเพาะ “ลูกปลาโนโดกุโระ”

      องจิ้นซิง(翁進興) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยชีววิทยาการประมงชายฝั่ง ชี้ว่า ความลึกของน้ำทุกๆ 10 เมตรเท่ากับความกดดัน 1 บรรยากาศ ดังนั้นน้ำทะเลที่มีความลึก 400 เมตร กับความลึก 200 เมตรจึงมีความกดดันบรรยากาศต่างกัน 1 เท่า เพราะฉะนั้นปลาที่ตกขึ้นถึงผิวน้ำจึงต้องพักประมาณ 1 - 2 วัน หรืออาจใช้เวลาหลายวันจึงจะปรับตัวได้ หากปลาปรับตัวไม่ได้ ตาก็จะโปนออกมาและตาย ดังนั้นการมุ่งเน้นวิจัยเทคโนโลยีการผสมพันธุ์เทียมปลาที่ตกได้จากน้ำลึก 200 เมตรจะสามารถช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้

    ไต้หวันประสบความสำเร็จเพาะ “ลูกปลาโนโดกุโระ”

       ขณะนี้ไต้หวันได้จับปลาโนโดกุโระจากทะเลแล้วนำมาเพาะเลี้ยงจนได้ลูกปลาสำเร็จแล้ว นับเป็นรายที่ 2 ของโลกต่อจากญี่ปุ่น ซึ่งทางสถาบันวิจัยการประมง( Fisheries Research Institute) แถลงว่าขณะนี้ลูกปลาโนโดกุโระที่เพาะเลี้ยงได้มีอัตราสำเร็จ 1% คาดว่าสามารถเลี้ยงโตได้เร็วที่สุดภายใน 3 ปี และจะท้าทายเทคโนโลยีการผสมพันธุ์เทียมรายแรกของโลก ซึ่งในงานแถลงข่าวยังได้จัดแสดงลูกปลาโนโดกุโระที่มีความยาวของลำตัวขนาด 6 ซม. และยังบอกด้วยว่าเนื่องจากอุณหภูมิในไต้หวันอุ่นกว่าญี่ปุ่น ลูกปลาที่มีความยาว 5 ซม.ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 80 วัน ขณะที่ญี่ปุ่นต้องใช้เวลาเลี้ยง 90 กว่าวัน

      หลี่เยี่ยนหง(李彥宏) ผู้ช่วยนักวิจัยที่ศูนย์วิจัยตงกั่ง บอกว่า ปัจจุบันไข่ปลาโนโดกุโระที่นำมาผสมเทียมมีประมาณ 50,000 ฟอง แต่กลายเป็นลูกปลาที่มีความยาวลำตัว 6 ซม.เพียง 500 ตัว ซึ่งเท่ากับอัตราการได้รับการปฏิสนธิ 1% จากนั้นจะใช้เวลาเลี้ยงต่ออีก 3 ปีเป็นปลาวัยเจริญพันธุ์แล้วทำการผสมเทียมต่อ หากมีความราบรื่นจะถ่ายโอนสิทธิ์ให้เอกชนเพาะเลี้ยง คาดว่าจะใช้เวลาอีก 3 ปีก็สามารถเลี้ยงขายสู่ท้องตลาดได้

    ไต้หวันประสบความสำเร็จเพาะ “ลูกปลาโนโดกุโระ”

       นอกจากนี้ ยังวางแผนว่าในปีหน้าจะปล่อยลูกปลาที่เพาะเลี้ยงได้กลับสู่ท้องทะเล 10,000 ตัวเหมือนประเทศญี่ปุ่นด้วย ทั้งนี้ หลังจากที่ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีการขยายพันธุ์เทียมปลาโนโดกุโระในปี 2013 แล้ว ตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา ก็มีการปล่อยลูกปลาลงอ่าวโทยามะ(Toyama Bay)ทุกปี และตั้งแต่ปี 2016 ถึงปี 2019 ได้ปล่อยลูกปลาสะสมแล้วเกือบ 90,000 ตัว ส่วนในปี 2022 ได้ปล่อยลูกปลาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จำนวน 59,000 ตัว นับเป็นการเพิ่มทรัพยากรประมงชายฝั่งของญี่ปุ่นได้อย่างมาก

     

    15 min

About ที่นี่ไต้หวัน

From the publisher's feed

ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน