
Sign up to save your podcasts
Or


พริกหวานมีสีสดใสใช้ทำผักสลัดหรือนำมาผัดก็อร่อย เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค พริกหวานมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ความต้องการพริกหวานในไต้หวันเพิ่มขึ้นทุกปี พื้นที่เพาะปลูกก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยในปี 2022 มีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 1,242 เฮกตาร์ ส่วนใหญ่ปลูกที่ตำบลซิ่นอี้ ตำบลเหรินอ้าย เมืองหนานโถว, ตำบลซินกั่ง เมืองเจียอี้ และตำบลชื่อโถง เมืองหยุนหลิน แม้ว่าความต้องการบริโภคพริกหวานในไต้หวันมีมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ที่นำเข้าจากประเทศในยุโรปและอเมริกา จึงปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศของไต้หวันได้ยาก มีศักยภาพในการเติบโตต่ำ และเสี่ยงต่อโรคและแมลงศัตรูพืชหลายชนิด เกษตรกรต้องใช้ยาฆ่าแมลงจำนวนมาก
สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตไทจงเปิดตัวพริกหวาน 2 สายพันธุ์
ดังนั้น สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตไทจง(Taichung District Agricultural Research and Extension Station) ได้ร่วมกับศูนย์พืชผักโลก(The World Vegetable Center) ใช้เวลา 6 ปีในการวิจัยพัฒนาพริกหวาน ได้พันธุ์สีแดง “ไทจงหย่าซู เบอร์ 1" และพันธุ์สีเหลือง ไทจงหย่าซู เบอร์ 2 โดยพริกหวานทั้งสองชนิดล้วนมีรูปลักษณ์สวย มีน้ำหนักและขนาดปานกลาง สีสันสดใส เนื้อหนา หวานและกรอบ ความหวาน 6-7 บริกซ์ ผลเรียบและเป็นมันเงา ให้ผลผลิตสูง และทนทานต่อโรคต่างๆ เช่น ไวรัสมันฝรั่ง Y และไวรัสรอยดำของพริกไทย ทำให้เกษตรกรเพาะปลูกได้ง่ายขึ้น
พริกหวาน ไทจงหย่าซู เบอร์ 1 เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดง
ทั้งนี้ คนไต้หวันส่วนใหญ่ชอบพริกหวานสีแดงและสีเหลืองที่มีผิวมันวาว น้ำหนักต่อผล 150 - 250 กรัม รูปทรงระฆัง อ้วนกลม ไม่ชอบรูปทรงหัวโตท้ายลีบเรียวหรือบิดเบี้ยว ซึ่งการปลูกพริกหวานในไต้หวันเริ่มจากฤดูร้อนจนถึงก่อนเดือนธันวาคมส่วนใหญ่ปลูกในเขตภูเขาทางภาคกลาง และหลังจากฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวแล้วส่วนใหญ่ปลูกในพื้นที่ราบภาคกลางของเมืองเจียอี้ และเมืองหยุนหลิน ดังนั้นสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรไทจงจึงร่วมมือกับเกษตรกรในเขตภูเขาของตำบลซิ่นอี้ เมืองหนานโถวปลูกในช่วงฤดูร้อน ส่วนในช่วงฤดูหนาวก็นำไปปลูกที่ตำบลชื่อโถง เมืองหยุนหลิน ตำบลซินกั่ง เมืองเจียอี้ เพื่อยืนยันว่าพริกหวานทั้ง 2 พันธุ์ที่พัฒนาได้เติบโตได้ดีในพื้นที่ต่างกัน
พริกหวาน ไทจงหย่าซู เบอร์ 2 เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
สำหรับพริกหวานทั้ง 2 พันธุ์ขณะนี้ได้จดสิทธิ์ของสายพันธุ์แล้ว และจะถ่ายโอนสิทธิ์ให้กับผู้ประกอบการต้นกล้า และคาดว่าจะนำไปให้เกษตรกรปลูกภายในปีนี้ หยางหงอิง(楊宏瑛 ) ผู้อำนวยการสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตไทจง กล่าวว่าทางสถานีวิจัยฯได้จัดตั้งเทคโนโลยี IPM สำหรับการปลูกพริกหวานด้วย ซึ่ง IPM คือ การใช้วิธีการป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน ให้เกษตรกรใช้เครื่องมือวัดอุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำฝน ฯลฯ เพื่อพยากรณ์การระบาดของศัตรูพืช รวมถึงจัดทำแปลงสำรวจเตือนภัยการระบาดของศัตรูพืชก่อนดำเนินการป้องกันกำจัด และแนะนำเกษตรกรใช้มะนาวกำมะถัน กรดฟอสฟอรัส และวัสดุอื่นๆ เพื่อควบคุมโรคพริกหวานและแมลงศัตรูพืช วัตถุประสงค์เพื่อผลิตพริกหวานที่มีคุณภาพดีขึ้นและปลอดภัยยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ผลิตและผู้ขาย
พริกหวานทำได้หลายเมนู ในภาพเป็นพริกหวานกราแต็ง
ในอนาคตทางสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรยังคงศึกษาการเพาะพันธุ์พริกหวานต่อไป ยกตัวอย่าง พริกหวานสีเขียว สีม่วง และสีอื่นๆ หรือพริกหวานที่มีรูปร่างแคบและยาว เพื่อมีตัวเลือกพันธุ์พริกหวานของไต้หวันมากขึ้น นอกจากนี้ ในอนาคตยังคงร่วมมือกับศูนย์พืชผักโลก(The World Vegetable Center)คัดพันธุ์มะเขือเทศหรือผักชนิดอื่นๆ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรชาวไต้หวัน จะได้มีผักและผลไม้คุณภาพสูงมากขึ้น
ปลาเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง มีกินมีใช้ ในภาษาจีน ปลา(อวี๋-魚)ออกเสียงเหมือนกับ 余อวี๋ ซึ่งแปลว่า ส่วนเหลือหรือส่วนเกิน คำอวยพรตรุษจีน 年年有余(เหนียนเหนียนโหย่วอวี๋) จึงแปลว่า เหลือกินเหลือเก็บเหลือใช้ตลอดปี หากบ้านไหนไม่ได้ซื้อปลาทั้งตัวมารับประทานในช่วงตรุษจีน ก็สามารถซื้อปลาอินทรีบั้งหั่นชิ้นนำมาทอดหรือเจี๋ยนก็ได้ เนื่องจากปลาอินทรีบั้งตัวใหญ่ๆ ซื้อทั้งตัวจะราคาแพงและปลาก็มีขนาดใหญ่ จึงนิยมรับประทานในรูปแบบปลาอินทรีชิ้นก็ถือว่าเป็นอาหารเลิศรสได้
ปลาอินทรีบั้งสดหั่นชิ้นขาย
จากการบันทึกระบุว่า ในยุคที่เนเธอแลนด์ปกครองไต้หวัน ชาวจีนในสมัยนั้นจะไปจับปลาอินทรีบั้งแถบน่านน้ำเมืองไถหนานและเผิงหูในช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ และนิยมนำมารับประทานในช่วงเทศกาลตรุษจีนด้วย โดยนักวิชาการได้ตรวจสอบก็พบว่า ปลาอินทรีบั้ง ในภาษาจีนจะออกเสียงว่า "ถู่ทัว-土魠" โดยคำว่า ถู่ทัว คำนี้น่าจะเป็นคำที่มาจากภาษาโปรตุเกส ส่วนอาหารว่างซุปปลาอินทรีน้ำแดง(土魠魚羹) ที่คนไต้หวันนิยมรับประทานในปัจจุบัน น่าจะเป็นอาหารที่มาจากยุโรป สันนิฐานว่าเป็นอาหารว่างของกะลาสีเรือชาวยุโรปที่ออกเรือหาปลาในทะเล
สมัยก่อนเมื่อถึงช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ บริเวณชายฝั่งของเมืองหยุนหลินและเจียอี้มักจะตากไข่ปลากระบอกไว้ที่หน้าบ้าน แต่ในพื้นที่อื่นๆ เช่น เขตอันผิง ชีกู่ เจียงจวีน และเป่ยเหมิน ในนครไถหนาน ปลาที่ตากแห้งอยู่หน้าบ้านกลับเป็นปลาอินทรีบั้งที่หั่นเป็นชิ้นๆ ซึ่งทิวทัศน์ที่เห็นแบบนี้ล้วนแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของผู้ที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ ปลาอินทรีบั้งนอกจากจะอุดมไปด้วยน้ำมันและไขมันแล้ว ยังเป็นปลาราคาค่อนข้างแพง เพราะฉะนั้นจึงกลายเป็นหนึ่งในอาหารเลิศรสของคนท้องถิ่นทางภาคใต้ไต้หวันอีกด้วย
ปลาอินทรีบั้งทอด กรอบนอกนุ่มใน รสชาติคล้ายกินหอยเชลล์
หวงซิ่วเจิน(黃秀蓁) ผู้ประกอบการประมงในนครไถหนาน บอกว่าชื่อของปลาอินทรีบั้งในภาษาจีนมีคำว่า "ชุน-鰆" อยู่ด้วย ซึ่งแฝงด้วยความหมายโชคดี เพราะฉะนั้นจึงค่อยๆ กลายมาเป็นอาหารตรุษจีนของคนที่อาศัยอยู่ในไถหนาน โดยในยุคก่อนนิยมแล่เนื้อปลาอินทรีบั้งเป็นชิ้น จากนั้นทาเกลือบางๆ แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง 2-3 ชั่วโมง วัตถุประสงค์เพื่อเก็บรักษาปลาให้นานขึ้น และปลาที่ตากแห้งแล้วเมื่อนำมาปรุงอาหารจะมีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนำไปทอดจนหนังกรอบ ส่งกลิ่นหอม เนื้อปลาก็จะมีความนุ่ม กรอบนอก นุ่มใน กินแล้วเหมือนกินหอยเชลล์
ซุปปลาอินทรีน้ำแดง อาหารว่างขึ้นชื่อของไต้หวัน
องเจียอิน(翁佳音) ผู้ช่วยศาสตราจารย์สถาบันประวัติศาสตร์ไต้หวัน มหาวิทยาลัยแห่งชาติเจิ้งจื้อที่ศึกษาประวัติศาสตร์ในยุคที่เนเธอแลนด์ปกครองไต้หวัน พบว่า ในยุคที่เนเธอแลนด์ปกครองไต้หวัน รัฐบาลเนเธอแลนด์สังเกตเห็นว่า ปลาอินทรีบั้ง (Koningsvis) ที่ชาวจีนจับได้นอกชายฝั่งไถหนานมักถูกขายไปที่ชายฝั่งของประเทศจีน ดังนั้นจึงได้กำหนดกฎระเบียบเร่งด่วนด้วยการจัดเก็บภาษี โดยปลาอินทรีบั้งที่ขายไปที่จีนจะต้องเสียภาษี 0.025 ตำลึงต่อตัว (แปลงตามมูลค่าปัจจุบันของ 1 ตำลึง ประมาณ 3,000 ถึง 4,000 เหรียญไต้หวัน ซึ่งปลาอินทรีที่ต้องเสียภาษี 0.025 ตำลึงต่อตัว ก็จะประมาณ 75 - 100 เหรียญไต้หวัน) เพราะฉะนั้นในแต่ละวันขายปลาได้กี่ตัว เจ้าหน้าที่จะต้องจดบันทึกลงในเอกสารราชการอย่างซื่อสัตย์ แล้วรายงานต่อสำนักงานใหญ่ของบริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอแลนด์ในเมืองปัตตาเวีย ประเทศอินโดนีเซียด้วย
ใกล้เทศกาลตรุษจีนแล้ว ผลไม้มงคลที่นิยมมอบให้ญาติสนิทมิตรสหายหรือนำมาเซ่นไหว้ ที่ขาดไม่ได้ก็คือส้ม รายการในครั้งนี้จึงอยากนำเรื่องราวของนักวิจัยส้มระดับชาติ ผู้อุทิศงานวิจัยให้กับส้มของไต้หวันมาเล่าสู่กันฟัง และถ้าพูดถึงเรื่องการปลูกส้มให้ได้ผลดีนั้น ปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ แสงแดด น้ำ และดิน โดยทั้ง 3 ปัจจัยจะมีความสำคัญพอๆ กัน แต่สำหรับการปลูกส้มในไต้หวัน ยังมีสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การวิจัย ซึ่งในไต้หวันมีนักวิจัยเรื่องส้มอยู่ท่านหนึ่งที่มีความสำคัญพอๆ กับแสงแดด น้ำ และดิน นั่นก็คือ ศต.กิตติมศักดิ์ อจ.ลวี่หมิงสง(呂明雄) ภาควิชาพืชสวน แห่งมหาวิทยาลัยเจียอี้
ส้มโถ่งกัน เป็นส้มที่ปลูกมากและปลูกมานาน จำเป็นต้องพัฒนาต่อยอด
ศต.กิตติมศักดิ์ ลวี่หมิงสง ได้ทุ่มเทเกือบทั้งชีวิตให้กับการวิจัยส้ม ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของวงการปลูกส้ม ในฐานะผู้นำกลุ่มแนะแนวเทคนิคการปลูกส้ม ท่านได้เจอเหตุการณ์สำคัญ ๆ ของการปลูกส้มในไต้หวัน เช่นโรคหวงหลงปิ้ง (Citrus Huanglongbing, HLB) หรือที่เรียกว่า โรคกรีนนิ่ง (Citrus greening) ซึ่งเป็นโรคที่สำคัญที่สุดของพืชตระกูลส้ม และท่านยังเจอกับเหตุการณ์ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดสินค้าเกษตรนำเข้า ดังนั้น เพื่อต้องการยกระดับคุณภาพของส้มไต้หวัน ท่านได้ชิมส้มสายพันธุ์ต่างๆ บางครั้งชิมมากกว่า 100 ลูกต่อวัน แม้จะแลกมาด้วยสุขภาพก็ตาม และหลังเกษียณจากมหาวิทยาลัยเกือบ 20 ปีแล้ว ท่านก็ยังไม่หยุดนิ่งและยังคงค้นคว้าเทคโนโลยีและความรู้ใหม่ ๆ ทั้งในและต่างประเทศ จนผู้อยู่ในวงการส้มเรียกท่านว่า "บิดาแห่งส้มไต้หวัน" แต่ท่านถ่อมตัวบอกว่าตนเองอยู่ในฐานะคนสวนเก่า และยังบอกว่า ตราบใดที่ยังเดินได้ จะทำหน้าที่ให้บริการเรื่องส้มต่อไป
อจ.ลวี่หมิงสง ผู้อุทิศงานวิจัยส้มของไต้หวัน
อจ.ลวี่หมิงสง บอกว่าในช่วงที่รับผิดชอบปรับปรุงคุณภาพส้ม ขณะนั้น มีสวนผลไม้สาธิตทั่วไต้หวัน 47 แห่ง มีกลุ่มเกษตรกรปลูกและขายส้ม 17 แห่ง กระจัดกระจายอยู่ในเขตซินจู๋ ไทจง เจียอี้ ไถหนาน ฮัวเหลียน ไถตง และที่อื่น ๆ โดยแต่ละกลุ่มจะมีการจัดประชุมทุกเดือน อจ.ลวี่หมิงสงจะพาทีมงานเข้าประชุม เยี่ยมชมสวนส้ม ค้นหาปัญหาพื้นที่การผลิต และแก้ไขปัญหาด้วยการวิจัย ซึ่งคำแนะนำอย่างมืออาชีพ ค่อยๆ ได้รับความไว้วางใจจากเกษตรกร
อจ.ลวี่หมิงสง เยี่ยมเยือนชาวสวนส้ม
สำหรับกุญแจสำคัญประการหนึ่งในการปรับปรุงคุณภาพส้ม คือการเพิ่มความหวานในส้ม เพื่อยืนยันว่าคำแนะนำและการปรับปรุงมีประโยชน์หรือไม่ อจ.ลวี่หมิงสงจึงทดลองกินส้มมากกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ท่านยังเดินทางไปเยือนประเทศต่างๆ และค้นหาพันธุ์ที่มีศักยภาพทั่วโลก ขณะเดียวกันคำนึงถึงพันธุ์ที่เหมาะต่อการปลูกในไต้หวันด้วย และท่านเห็นว่าในญี่ปุ่นมีส้มหลากหลายสายพันธุ์ ราวกับหนึ่งจังหวัดหนึ่งสายพันธุ์ เช่น เอฮิเมะเบอร์ 28, ฮารุมิ ฯลฯ แต่ส้มญี่ปุ่นที่ท่านสนใจมากที่สุด คือพันธุ์ " Shiranui-ชิระนุย不知火" ให้ผลผลิตสูง เนื้อกรุบ อร่อย และเมื่อ 30 ปีที่แล้ว มีคนนำมาปลูกในไต้หวันแต่ไม่สำเร็จ แต่หลังจากที่ท่านวิจัยพัฒนาและทดลองปลูกหลายปี พบว่าพันธุ์นี้เหมาะสำหรับดินที่เป็นด่าง ปลูกในเขตเซี่ยอิ๋งของนครไถหนานมีความเหมาะสมที่สุด จึงเริ่มให้เกษตรกรปลูกส้มชิรานุย
ส้มชิรานุยจะเป็นส้มสายพันธุ์ใหม่ในอนาคต
การพัฒนาข้าวที่ใช้ทำอาหารอิตาลีที่เรียกกันว่า รีซอตโต(Risotto) สายพันธุ์แรกของไต้หวัน “ฮัวเหลียน เบอร์ 26 ” เป็นข้าวที่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างข้าวอิตาลี “วีอาโลเน นาโน- Vialone Nano” เป็นแม่พันธุ์ ส่วนพ่อพันธุ์คือ ข้าว “ไถตง เบอร์ 30 ” หลังพัฒนามีการตั้งชื่อสายพันธุ์เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2023 ขณะนี้กำลังขอจดสิทธิ์ของสายพันธุ์ และมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับพันธุ์ข้าวนี้ในวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา
ข้าวฮัวเหลียน เบอร์ 26 ปลูกฤดูกาลที่ 2 เหมาะกว่า
สำหรับในส่วนของอาหารตะวันตกที่มีส่วนประกอบของข้าว เช่น รีซอตโต อาหารมีชื่อของชาวอิตาเลียน คนไต้หวันก็นิยมรับประทานเช่นกัน ดังนั้น เพื่อให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกข้าวที่นำมาปรุงและสามารถปลูกในไต้หวันได้โดยไม่ต้องนำเข้า และยังสอดคล้องกับนโยบายลดคาร์บอนจากการที่ต้องนำเข้าจากอิตาลีมายังไต้หวันระยะทางเกินกว่า 15,000 กิโลเมตร ล่าสุด ไต้หวันได้พัฒนาข้าวสำหรับทำรีซอตโต เพราะที่ผ่านมาไต้หวันยังขาดพันธุ์ข้าวที่นำทำรีซอตโตโดยเฉพาะ หากดูจากสถิติพบว่า ตั้งแต่ปี 2014 ไต้หวันนำเข้าข้าวที่ใช้ทำรีซอตโตจากอิตาลีปีละกว่า 100 ตัน ไม่กี่ปีนี้ยังมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นกว่า 200 ตันต่อปี ราคากิโลกรัมละ 200 เหรียญไต้หวัน ในเมื่อความต้องการบริโภคข้าวแบบนี้ มิสู้มาวิจัยพัฒนาปลูกในไต้หวันดีกว่า ดังนั้น สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเมืองฮัวเหลียนจึงพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ใช้ทำอาหารอิตาลีรีซอตโต โดยใช้เวลาวิจัยพัฒนานานถึง 7 ปี ในที่สุดได้ข้าวรีซอตโตที่เหมาะสภาพอากาศและถูกปากคนไต้หวัน
ข้าวฮัวเหลียน เบอร์ 26 เมล็ดข้าวใหญ่ สวย
วิธีการทำรีซอตโต เริ่มด้วยการใส่นำมันมะกอกลงในกระทะ แล้วใส่หอมใหญ่ซอยผัดให้หอม จากนั้นใส่แครอท เห็ดหอม ผัดต่อให้หอม แล้วใส่ข้าวสารดิบลงไปผัดโดยตรง โดยข้าวสารที่ใช้นั้นไม่ต้องแช่น้ำ ไม่ต้องล้างน้ำ แล้วเติมน้ำสต๊อก(น้ำซุป)ลงไปผัด เพื่อให้เมล็ดข้าวซึมซับซุป พร้อมใส่ชีส เนย ไวน์ขาว และเครื่องปรุงอื่นๆ ค่อยๆ ตุ๋นด้วยไฟอ่อน จนกระทั่งตัวข้าวนิ่ม
หวงเจียซิง(黃佳興) ผู้ช่วยวิจัยสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตฮัวเหลียน บอกว่าข้าวจาโปนิกา(ข้าวเมล็ดสั้นที่คนไต้หวันและคนญี่ปุ่นชอบกิน)มีอมิโลสต่ำ ข้าวที่เหมาะในการตุ๋นควรจะมีอะมิโลส 20% - 25% สำหรับข้าวฮัวเหลียน เบอร์ 26 ที่พัฒนาได้มีอะมิโลส 22.1% ซึ่งใกล้เคียงกับข้าว"คาร์นาโรลี"ที่ใช้ทำรีซอตโตอิตาเลียนมีอะมิโลส 20.6% นอกจากนี้ เมล็ดข้าวมีน้ำหนัก 0.307 กรัม ซึ่งคล้ายกับข้าวอิตาลีคาร์นาโรลีที่มีน้ำหนัก 0.327 กรัม และเมล็ดข้าวมีขนาดใหญ่ เมื่อนำมาปรุงอาหารจะไม่เละง่าย อีกทั้งยังเหมาะในการทำข้าวตอกด้วย
ข้าวฮัวเหลียน เบอร์ 26 ยังเหมาะในการทำข้าวตอกด้วย
อย่างไรก็ตามเนื่องจากข้าวฮัวเหลียน เบอร์ 26 มีความเกี่ยวข้องกับข้าวพันธุ์อิตาลี "Vialone nano" จึงต้องการสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิต่ำเมื่อใกล้ช่วงเก็บเกี่ยว แต่ว่าการเพาะปลูกในไต้หวันในฤดูกาลที่ 1 สภาพอากาศค่อนข้างร้อน จึงทำให้อัตราการแตกหักของข้าวสูงกว่า และมีปริมาณอมิโลสต่ำกว่า เมื่อนำมาทำรีซอตโตจะทำให้ข้าวไม่หนึบพอ รสชาติจึงสู้ข้าวอิตาลีไม่ได้ ส่วนการปลูกในฤดูกาลที่ 2 คุณภาพจะดีกว่า หลังมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีเมื่อปีที่แล้ว(2023) มีผู้นำเข้าอาหาร 2 ราย ได้แก่ เหลียนไฉ่(聯采) และ เสียอี้(協憶) นำไปปลูกในรูปแบบเกษตรพันธสัญญา
การปลูกมะละกอ(มู่กัว-木瓜) ของไต้หวันมีมานับร้อยปีแล้ว ก่อนปี 1940 มะละกอที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ไม่ค่อยดี เทคนิคการปลูกค่อนข้างล้าหลัง คุณภาพก็ไม่ค่อยดีด้วย มักปลูกเป็นอาชีพเสริมในเนื้อที่ประมาณ 300 เฮกตาร์ ต่อมา สถาบันวิจัยการเกษตร(Taiwan Agricultural Research Institute :COA)ทุ่มงบด้านการวิจัยเพื่อปรับปรุงพันธุ์และเทคนิคการเพาะปลูก หลังยกระดับคุณภาพ ส่งเสริมให้ประชาชนรู้ถึงคุณค่าทางโภชนาการของมะละกอแล้ว ความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น ทำให้พื้นที่การปลูกก็ค่อยๆเพิ่มขึ้นด้วย
เนื่องจากมะละกอปลูกง่ายและโตเร็ว ใช้เวลาปลูกเพียง 9 - 10 เดือนก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ และยังปลูกได้ทั้งปี ให้ผลผลิตสูง จึงกลายเป็นหนึ่งในไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญของไต้หวัน สถิติจากรายงานประจำปีการเกษตรปี 2022 พื้นที่ปลูกมะละกอในไต้หวันอยู่ที่ 2,730 เฮกตาร์(17,062.5 ไร่) โดยมีเมืองผิงตงและนครไถหนานเป็นพื้นที่ปลูกหลัก สัดส่วน 49% ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด ที่เหลือปลูกที่นครเกาสง เจียอี้ หนานโถว ฮัวเหลียน ไถตง เป็นต้น
ปัจจุบันมะละกอสายพันธุ์หลักที่ปลูกในไต้หวันคือ ไถหนง เบอร์ 2 ซึ่งเพาะพันธุ์โดยสถาบันวิจัยการเกษตรสาขาเฟิ่งซานในปี 1982 ลักษณะเด่นของพันธุ์นี้คือ ปลูกง่าย โตเร็ว ลำต้นแข็งแรง ให้ผลผลิตสูง ก้านผลยาว รสหวาน เนื้อสีส้มแดง เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค ปลูกมานาน 40 ปีแล้ว และครองสัดส่วนการปลูกมากกว่า 90% แม้จะมีการพัฒนาพันธุ์ใหม่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่สามารถทดแทนมะละกอพันธุ์ไถหนง เบอร์ 2 ได้ แต่ช่วงไม่กี่ปีนี้ ต้องเผชิญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประสิทธิภาพของดอกมะละกอมีความอ่อนไหวต่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้การออกดอกไม่เสถียร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีอุณหภูมิสูงและฝนตกต่อเนื่อง จะส่งผลต่อเสถียรภาพการผลิตและอุปทานมะละกอ และยังมีข้อบกพร่องอื่นๆ เช่น ผลสุกของมะละกอมีรสจืดและเน่าง่าย ความทนทานต่อการจัดเก็บและการขนส่งลดลง ขนาดผลใหญ่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมของผู้บริโภคที่มีครอบครัวเล็ก เป็นต้น
ดังนั้น เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคและรักษาเสถียรภาพรายได้ของเกษตรกร สถานีวิจัยสาขาเฟิ่งซานจึงปรับปรุงพันธุ์มะละกอ ได้สายพันธุ์ใหม่ชื่อว่า “ไถหนง เบอร์ 11 -เสี่ยวเป่า(小寶) ซึ่งมีวิธีการเพาะปลูกและมีผลผลิตใกล้เคียงกับพันธุ์ไถหนงเบอร์ 2 เนื้อแน่นสีเหลืองส้ม น้ำหนักผลเฉลี่ยน้อยกว่าไถหนง เบอร์ 2 เหมาะสำหรับครอบครัวขนาดเล็ก และยังให้ผลผลิตสูง ผลสวย ผลที่บิดเบี้ยวมีน้อย เก็บรักษาได้นานขึ้น ที่สำคัญมีกลิ่นหอมของดอกไม้อ่อน ๆสามารถส่งเสริมให้ปลูกเพิ่มขึ้นได้ โดยพันธุ์นี้เกิดจากการผสมพันธุ์ แม่พันธุ์คือ ไถหนง เบอร์ 2 ส่วนพ่อพันธุ์คือ carabao solo ของฟิลิปปินส์ที่ผ่านการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์แล้ว โดยมะละกอไถหนง เบอร์ 11 ได้รับสิทธิ์ของสายพันธุ์ในเดือนพฤษภาคม ปี 2022 แต่พันธุ์นี้มีความไวต่อไวรัสโรคเน่ามะละกอและไม่เหมาะกับการเพาะปลูกกลางแจ้ง ควรปลูกในโรงเรือนที่มีตาข่ายเพื่อป้องกันแมลงศัตรูพืช
อู๋โฮ่วเต๋อ(吳厚德) เป็นเกษตรกรที่พบเห็นได้น้อยที่มีฟาร์มเพาะเห็ดหูหนูตั้งอยู่ในเมืองฮัวเหลียน เนื่องจากสภาพแวดล้อมของภาคตะวันออกมักประสบปัญหาพายุไต้ฝุ่นพัดกระหน่ำ และในสมัยก่อนโรงเรือนมักทำด้วยโครงไม้ไผ่เพราะเป็นวัสดุที่หาง่ายและราคาถูก แต่ผลเสียคือเมื่อมีภัยพิบัติต้องสูญเสียเงินทุนที่ลงไปเกือบทั้งหมด เขาเล่าว่าตัวเองคุ้นเคยกับเรื่องของเห็ดมาตั้งแต่เด็ก คุณปู่ของเขาเดิมปลูกใบยาสูบและข้าว แต่ตอนนั้นไต้หวันมีการส่งออกเห็ดกระดุมหรือเห็ดแชมปิญองกระป๋องไปขายต่างประเทศจำนวนมาก คุณปู่ของเขาจึงหันมาเพาะเห็ดขาย ในเวลานั้นเขามักจะนั่งเล่น เติมวัสดุเพาะเชื้อลงถุงพลาสติก มัดถุงเห็ดเป็นสุญญากาศ แล้วนำไปแลกเงินค่าขนมกับปู่ของเขา มีความรู้สึกสนุกสนานมาก
เห็ดหูหนูดำออร์แกนิคที่คุณอู๋โฮ่วเต๋อเพาะ
ต่อมาเศรษฐกิจของไต้หวันเริ่มเจริญรุ่งเรืองในช่วงทศวรรษ 1980 แต่ธุรกิจการเพาะเห็ดแชมปิญองกลับถดถอย ที่บ้านของคุณอู๋โฮ่วเต๋อก็เลยหันมาเพาะเห็ดหูหนูที่มีรายได้ดีกว่า เขายอมรับว่าตอนนั้นไม่อยากทำงานเกษตรเลย เพราะเห็นว่างานเกษตรมีความเสี่ยงสูง หลังจบวิทยาลัยอาชีวะ สอบเรียนต่อมหาวิทยาลัยไม่ได้ คุณพ่อให้โอกาสเตรียมสอบมหาวิทยาลัยใหม่ด้วยการเดินทางไปเรียนพิเศษที่กรุงไทเป แต่แล้วเขากลับใช้เวลาเที่ยวสนุกกับสถานบันเทิง สุดท้ายสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ แต่โชคดีไม่ได้เข้าไปหมกมุ่นกับอบายมุข เขาคิดถึงคุณพ่อที่อายุมากขึ้น จึงตัดสินใจกลับไปช่วยงานที่บ้าน
เนื่องจากความรู้ของคุณพ่อเกี่ยวกับการเพาะเห็ดยังมีขีดจำกัด และแบบอย่างการเพาะเห็ดในภาคตะวันออกที่มีน้อยมาก ดังนั้นเขาตัดสินใจเข้าร่วมฟังการบรรยายการเพาะเห็ดเป็นประจำที่สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตร ในยุคแรกๆ การคมนาคมไม่สะดวก วันก่อนเรียนต้องนั่งรถไฟเที่ยวกลางคืนเพื่อให้ทันเรียนในตอนเช้า ต้องใช้เวลาเดินทางไป-กลับมากกว่า 16 ชั่วโมง แต่เขายังคงใฝ่หาความรู้ ฟังข้อข้อเสนอแนะจากนักวิชาการ และยังไปเยี่ยมชมฟาร์มเห็ดบางแห่งในภาคตะวันตกที่มีความก้าวหน้ากว่า
ต่อมารัฐบาลเมืองฮัวเหลียนส่งเสริมเกษตรกรปลูกพืชหลากหลายและพืชออร์แกนิค ด้วยความเป็นหนุ่มและต้องการสร้างผลงานให้คุณพ่อดู เขาเลยตอบรับคำเชิญจากหน่วยงานรัฐบาลหันมาพาะเห็ดออร์แกนิค อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงย่อมต้องแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพราะเห็ดออร์แกนิคห้ามใช้ปุ๋ยเคมีและสารกำจัดศัตรูพืช เขาต้องศึกษาค้นคว้าหาความรู้ ต้องบอกว่าได้ทุ่มเทกับงานเพาะเห็ดนานถึง 27 ปี จนปัจจุบันกลายเป็นตัวอย่างผู้เพาะเห็ดออร์แกนิครายแรกและรายใหญ่ที่สุดในเมืองฮัวเหลียน
รถเข็นเห็ด ทุ่นแรงงาน
นอกจากการเพาะเห็ดหูหนูดำแล้ว เขายังเพาะเห็ดนางรม และปรับปรุงวิธีการเพาะ คิดวิธีประหยัดแรงงาน เช่น ออกแบบชั้นวางเห็ดแบบเคลื่อนที่ได้พร้อมรอก คล้ายรถเข็นอาหาร โดยใช้กำลังคนแค่คนเดียว นอกจากนี้ ยังปรับตารางการผลิตตามความต้องการของตลาด เนื่องจากเห็ดออร์แกนิคมีอายุการเก็บรักษาสั้น ลวี่หยุนเซิง(呂昀陞) ผู้ช่วยวิจัยโรคพืชของสถาบันวิจัยการเกษตร บอกว่า ธุรกิจการเพาะเห็ดในภาคตะวันออกของไต้หวันพัฒนาช้ากว่าภาคตะวันตก เทคนิคความแม่นยำในการจัดการก็ช้ากว่าเช่นกัน เขาเชื่อว่าถ้าคุณอู๋โฮ่วเต๋อขยายอุตสาหกรรมการเพาะเห็ดได้ก็จะช่วยผู้ประกอบการมีแหล่งเลือกซื้อเชื้อเห็ดคุณภาพดี ผู้บริโภคสามารถซื้อเห็ดด้วยราคาที่เสถียรได้ และจะกลายเป็นตัวอย่างการเพาะเห็ดในภาคตะวันออกด้วย
สถาบันวิจัยการเกษตรไต้หวัน กระทรวงเกษตร(Taiwan Agricultural Research Institute :COA) ใช้เวลา 13 ปี พัฒนาข้าวสายพันธุ์ใหม่ "ไถหนงเบอร์ 88" เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างข้าว"ไถหนงเบอร์ 74"เป็นแม่พันธุ์ กับ ข้าว"ไถหนานเบอร์ 11" เป็นพ่อพันธุ์ คาดว่าหลังจดสิทธิ์ของสายพันธุ์แล้วจะส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกในปีนี้(2024) นับเป็นข้าวพันธุ์แรกที่ทางสถาบันฯมีการตั้งโรงเรือนเพาะชำเพื่อคัดเลือกพันธุ์ที่ทนต่อความร้อน และพบว่าข้าวพันธุ์นี้ให้ผลผลิตสูง เมล็ดข้าวมีขนาดใหญ่ น้ำหนักเยอะ เมล็ดข้าวสารมีจุดขาวขุ่นน้อย จึงเหมาะในการนำไปปลูกในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง แม้อุณหภูมิสูงแต่ผลผลิตที่ได้ก็ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก และยังมีความต้านทานโรคสูง
ไล่หมิงซิ่น(賴明信) ผู้อำนวยการสำนักวิจัยพืชไร่ สถาบันวิจัยการเกษตรและยังเป็นนักวิจัยด้วย กล่าวว่า ข้าวพันธุ์ไถหนานเบอร์ 11 มีลักษณะเด่นคือให้ผลผลิตคงที่ ดังนั้นเพื่อต้องการพัฒนาพันธุ์สำหรับการเพาะปลูกแบบออร์แกนิคที่มีผลผลิตคงที่ รสชาติดี จึงนำพันธุ์ข้าวไถหนานเบอร์ 11 ที่มีรูปลักษณ์สวย ผสมกับข้าวพันธุ์ไถหนงเบอร์ 74 ที่มีกลิ่นหอมของเผือกและมีรสชาติดี ทั้งนี้ สภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงจะส่งผลต่อความมีชีวิตชีวาของเกสรข้าวและคุณภาพของเมล็ดข้าว ภายใต้แนวโน้มภาวะโลกร้อน พันธุ์ข้าวจึงจำเป็นต้องมีคุณสมบัติทนความร้อนด้วย ซึ่งทางสถาบันวิจัยการเกษตรได้สร้างเรือนเพาะเพื่อคัดกรองข้าวที่ทนความร้อนเป็นเวลา 3 ปี โดยใช้โรงเรือนแบบเรียบง่ายที่ปิดสนิท ในช่วง 4 สัปดาห์ตั้งแต่ข้าวออกรวงจนถึงเมล็ดข้าวสุก ในช่วงระหว่างวันจะปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้นถึง 38°C เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง ไล่หมิงซิ่นยังบอกด้วยว่าตอนเริ่มผสมพันธุ์ยังไม่รู้เลยว่าข้าว "ไถหนงเบอร์ 74" มีคุณสมบัติทนความร้อนเสียด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ข้าวไถหนงเบอร์ 88 ที่มีคุณสมบัติทนความร้อนจึงเป็นผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด
ข้าว"ไถหนงเบอร์ 88" ให้ผลผลิตสูง จากการทดลองปลูกและให้ปุ๋ยที่เหมาะสม ผลผลิตข้าวเปลือกแห้งเฉลี่ย 7 เมตริกตันต่อเฮกตาร์( 1 เฮกตาร์เท่ากับ 6.25 ไร่) หากเทียบกับข้าวไถเกิงเบอร์ 9 มีมากกว่า 15% แต่ถ้าอยู่ภายใต้สภาวะที่มีอุณหภูมิสูง ข้าวไถเกิงเบอร์ 9 จะให้ผลผลิตลดลงกว่า 30% ในขณะที่ข้าวไถหนงเบอร์ 88 ลดลงเพียง 15% ส่วนในกรณีของเมล็ดข้าวมีสีขาวขุ่น หากเปรียบเทียบการปลูกข้าวช่วงที่ 1 กับช่วงที่ 2 ข้าวไถเกิงเบอร์ 9 อัตราส่วนของเมล็ดข้าวมีสีขาวขุ่นอยู่ที่ 1.2 และ 0.6 ส่วนข้าวไถหนงเบอร์ 88 มีเพียง 0.4 และ 0 ตามลำดับ
ไล่หมิงซิ่น บอกว่า ข้าวไถหนงเบอร์ 88 แตกกอดี รวงยาว และมีเมล็ดขนาดใหญ่ เขารับประกันว่าถ้าใส่ปุ๋ยถึงจะให้ผลผลิตสูงแน่นอน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากต้นข้าวจะสูงกว่าแม่พันธุ์ ดังนั้นถ้าปลูกแบบทั่วไปและให้ปุ๋ยถึงจะทำให้ต้นข้าวล้มง่าย เขาจึงแนะนำให้ปลูกแบบอินทรีย์จะเหมาะกว่าเพราะช่วยลดการใส่ปุ๋ยได้ และทางสถาบันวิจัยการเกษตรยังได้ทำการทดสอบพบว่าการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมจะให้ผลผลิตใกล้เคียงกันระหว่างการปลูกแบบทั่วไปและปลูกแบบออร์แกนิค นอกจากนี้ข้าวไถหนงเบอร์ 88 ยังผ่านการทดสอบแล้วว่ามีความต้านทานโรคไหม้จากเชื้อราค่อนข้างสูง หลังนำมาหุงเป็นข้าวสุกแล้วยังมีกลิ่นหอมของเผือก เมื่อเคี้ยวจะมีรสหวานด้วย คาดว่าพันธุ์นี้น่าจะได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น เพราะเคี้ยวแล้วเต็มปากเต็มคำ และถ้าเก็บในลักษณะของข้าวเปลือก ข้าวจะค่อยๆ แก่ เก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง 4 เดือนจากนั้นนำไปหุงเป็นข้าวสุกรสชาติของข้าวยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
ข้าวไถหนง 88 เมล็ดข้าวใหญ่ มีสีขาวขุ่นน้อย(แถวบน) เทียบกับข้าวไถหนาน 11 (แถวล่าง)
สำนักงานป้องกันชายฝั่ง(Coast Guard Administration :CGA)ของไต้หวัน ได้รับแจ้งเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2023 พบเรือบรรทุกน้ำมันที่ต้องสงสัยว่าลักลอบขนบุหรี่ และยังบรรจุเห็ดหอมแห้งมากถึง 70 ตันในช่องลับภายในเรือ โจวเจิ้งจาง(周政璋) หัวหน้าทีมสอบสวนชี้ว่า ที่ผ่านมา การลักลอบขนเห็ดหอมแห้งส่วนใหญ่มีผู้จงใจซุกไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ของเรือประมง หรือลักลอบนำเข้าจากจีนในปริมาณน้อยและหลายครั้งผ่านมินิลิงค์ระหว่างช่องแคบไต้หวัน แต่ในเดือนพฤศจิกายนถือเป็นการลักลอบขนเข้าไต้หวันปริมาณมากที่สุดในรอบปี
ภาพซ้ายเป็นเห็ดหอมแห้งจากจีน ส่วนภาพขวาเป็นเห็ดหอมแห้งไต้หวัน
สถิติของกรมศุลกากร ตั้งแต่ปี 2019 ถึงเดือนพฤศจิกายน ปี 2023 ไต้หวันยึดเห็ดหอมแห้งที่ลักลอบนำเข้าจากจีนมากถึง 332 รายการ น้ำหนัก 152 เมตริกตัน มูลค่า 141.8 ล้านเหรียญไต้หวัน มีทั้งเห็ดหอมแห้งทั้งดอก เห็ดหอมแห้งหั่นเส้น และในปี 2019 ได้มีการเก็บตัวอย่างเห็ดหอมแห้งทั้งดอกและเห็ดหอมหั่นเส้น 21 รายการในตลาดไต้หวัน ในจำนวนนี้มีการระบุแหล่งปลูก 10 รายการ มีทั้งจากไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม แต่หลังผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่ามาจากจีนทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีปรากฏการณ์อีกอย่างคือ เห็ดหอมที่ลักลอบเข้าไต้หวันจากจีนลดลง แต่จากการตรวจสอบในท้องตลาดไต้หวัน เห็ดหอมราคาถูกยังคงขายกันเยอะ
เมื่อตรวจละเอียดพบว่ามีเห็ดหอมแห้งจากจีนจำนวนมากส่งจากเวียดนาม หากดูตัวเลขการนำเข้าเห็ดหอมจากเวียดนามปี 2009 มีเพียง 3 กก. แต่เมื่อถึงปี 2012 นำเข้าเพิ่มขึ้นเป็น 113 ตัน และมาถึงปัจจุบันเพิ่มขึ้นเกือบ 1,000 ตัน เฉพาะสถิติเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายนปี 2023 ไต้หวันมีการนำเข้าเห็ดหอมแห้งจากเวียดนามมากถึง 956 ตันแล้ว มูลค่าเกือบ 1000 ล้านเหรียญไต้หวัน เฉินจงหมิง(陳宗明) ประธานกิตติมศักดิ์ของสมาคมพัฒนาเห็ดไต้หวัน อธิบายว่า เขาเคยเดินทางไปเวียดนามเพื่อตรวจสอบเห็ดหอมในท้องถิ่น และพบว่าผลผลิตเห็ดหอมในเวียดนามมีจำกัด และไม่เพียงพอกับความต้องการในประเทศ จากข้อมูลดังกล่าว เวียดนามนำเข้าเห็ดหอมจีนประมาณ 10,000- 20,000 ตันต่อปี ในขณะที่การนำเข้าเห็ดหอมเวียดนามของไต้หวันก็เพิ่มขึ้นทุกปีเช่นกัน จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า เห็ดหอมแห้งที่ไต้หวันนำเข้าจากเวียดนามล้วนมาจากจีนทั้งหมด
เห็ดหอมแห้งหั่นเส้นลักลอบนำเข้าจากจีน
สำหรับข้อเสียของเห็ดหอมแห้งจีนทะลักเข้าตลาดไต้หวัน แน่นอน เกษตรกรผู้ปลูกย่อมส่งผลกระทบโดยตรง เพราะที่ผ่านมา เห็ดหอมที่ปลูกในไต้หวันเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ แต่เมื่อมีเห็ดหอมราคาถูกเข้ามาแย่งตลาด ก็ทำให้เห็ดหอมแห้งไต้หวันขายไม่ออกจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ ในเรื่องของความปลอดภัยอาหาร ในไต้หวันอนุญาตใช้ได้เฉพาะยาฆ่าเชื้อรา ไทอะเบนดาโซล (Thiabendazole) โดยใช้กับถุงเพาะเห็ดเพื่อฆ่าเชื้อได้เท่านั้น ในทางตรงข้าม การเพาะเห็ดในจีนมีการใช้ยาฆ่าแมลงมากกว่าร้อยชนิด และสามารถใส่เข้าไปในถุงที่เพาะเห็ดเลย จึงเสี่ยงต่อการมียาฆ่าแมลงและสารตกค้างสูงกว่าเห็ดหอมที่ปลูกในไต้หวัน และเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคในไต้หวัน ผู้เชี่ยวชาญแนะวิธีเลือกเห็ดหอมแห้ง เช่น ดูฉลากระบุแหล่งผลิต ดูว่าเป็นเห็ดหอมออร์แกนิคหรือปลูกแบบทั่วไป ดูที่ก้านเห็ดถ้าเหลือก้านยาวส่วนใหญ่เป็นของไต้หวัน แต่ถ้าเหลือก้านเห็ดนิดเดียวหรือแทบไม่มีก้านและสีเข้มกว่า แบบนี้เป็นเห็ดหอมมาจากจีนแน่นอน เพราะต้องการลดค่าขนส่ง จึงตัดก้านเห็ดสั้นให้มีพื้นที่บรรจุได้เยอะและเก็บไว้นานจนสีเข้ม หรือใช้วิธีดมกลิ่นถ้าหอมเกินไปอาจผิดปกติและดมดูว่ามีกลิ่นราหรือไม่ด้วย ที่สำคัญราคาถ้าถูกเกินไปก็ไม่ใช่เห็ดที่ปลูกในไต้หวันแน่นอน
ภาพซ้ายเป็นเห็ดหอมแห้งหั่นเส้นจากจีน ส่วนภาพขวาเป็นของไต้หวัน
เติ้งหมิงจง(鄧明中) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสัตวแพทยศาสตร์(Veterinary Research Institute) กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าไวรัสชนิดใหม่ของเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกรนี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือไม่ แต่ได้ยืนยันว่าการแพร่ระบาดในจีนยังคงรุนแรง และคาดว่าอัตราการเสียชีวิตของสุกรเกือบ 100% ทั้งนี้ เขาได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ประเทศจีนมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล และมีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน หากไวรัสตัวใหม่แพร่กระจายไปยังประเทศอื่น ๆ ผ่านทางสุกรป่า ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าไวรัสอหิวาต์แอฟริกาในสุกรจะเกิดการระบาดใหญ่อีกครั้ง กรมตรวจสอบสุขอนามัยพืชและสัตว์ไต้หวันเน้นย้ำว่า กระเป๋าเดินทาง สัมภาระของผู้โดยสารขาเข้า รวมทั้งพัสดุไปรษณีย์ที่ส่งจากต่างประเทศ หรือแม้แต่การลักลอบขนสินค้าทางทะเล ล้วนมีการตรวจสอบที่เข้มงวด ดังนั้นจึงเรียกร้องให้นักท่องเที่ยว ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ แรงงานข้ามชาติ ที่เดินทางเข้าไต้หวันห้ามนำเนื้อสัตว์ใด ๆ เข้าไต้หวัน เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมสุกรในประเทศ
กรมตรวจสอบสุขอนามัยพืชและสัตว์ ตรวจเข้มสัมภาระผู้โดยสารขาเข้า
หลังเกิดการระบาดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในจีนเมื่อปี 2018 จนกระทั่งปัจจุบัน ทางไต้หวันเริ่มดำเนินมาตรการตรวจเข้มพรมแดน ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่นำเข้าไต้หวันผิดกฎหมายจะส่งไปยังสถาบันวิจัยสัตวแพทย์เพื่อตรวจสอบในป้องปฏิบัติการ ปี 2021 และปี 2022 ไต้หวันตรวจพบเชื้อไวรัสในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จากจีนอยู่ที่ 9.9% และ 11.8% ส่วนในปีนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคมถึง 15 ธันวาคม สถาบันวิจัยสัตวแพทยศาสตร์ได้ตรวจพบผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ผิดกฎหมายรวม 1,733 รายการ ซึ่งในจำนวนนี้ มาจากประเทศจีน 1,374 รายการ สัดส่วน 79.3% และตรวจพบเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกร 171 รายการ สัดส่วน 12.4% ถ้าดูจากผลการตรวจพบที่เพิ่มขึ้นในปีนี้สูงกว่าสองปีที่ผ่านมา เป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่าการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในจีนยังคงรุนแรง
สำหรับในปีนี้ที่ทางสถาบันวิจัยสัตวแพทยศาสตร์ตรวจพบจีโนไทป์ของไวรัสอหิวาต์แอฟริกาในสุกร 2 จีโนไทป์ที่แตกต่างกัน มาจากผลิตภัณฑ์เนื้อหมูที่นักท่องเที่ยวนำเข้าจากจีน หนึ่งในเชื้อนี้คือไวรัสอหิวาต์แอฟริกาในสุกรชนิดพันธุกรรมที่ 2 และอีกชนิดคือไวรัสอหิวาต์แอฟริกาในสุกรชนิดที่มีการรวมตัวทางพันธุกรรมใหม่ ซึ่งเชื้อตัวใหม่นี้ คาดว่าจีนกำลังพยายามพัฒนาวัคซีนโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร เป็นไปได้ที่อาจเกิดการรวมตัวทางพันธุกรรมใหม่ระหว่างสายพันธุ์ที่ 1 และสายพันธุ์ที่ 2 จนเกิดเชื้อไวรัสตัวใหม่ขึ้น ซึ่งในปัจจุบัน จีโนไทป์ของโรอหิวาต์แอฟริกาในสุกรทั่วโลกได้พัฒนามากถึง 24 สายพันธุ์แล้ว ส่วนเชื้อไวรัสที่เกิดการรวมตัวทางพันธุกรรมใหม่ในจีนอาจเป็นสายพันธุ์ที่ 25 และในจีนยังได้ยืนยันเชื้อไวรัสที่เกิดการรวมตัวทางพันธุกรรมใหม่เป็นครั้งแรกในปี 2022 และต่อมาเชื้อนี้ก็มีการระบาดในมณฑลเจียงซู เหอหนาน มองโกเลียใน และที่อื่นๆ
คำแนะนำการป้องกันโรอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ภาษาจีน อังกฤษ เวียดนาม และไทย
ช่วงก่อนและหลังเทศกาลตรุษจีนเป็นช่วงที่มีการตรวจพบผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ผิดกฎหมายนำเข้าไต้หวันมากที่สุด ชิวฉุยจาง(邱垂章) อธิบดีกรมตรวจสอบสุขอนามัยพืชและสัตว์กล่าวเน้นย้ำว่า การป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรของไต้หวันไม่ได้ลดหย่อนลง ไต้หวันเป็นประเทศเกาะและมีการป้องกันที่เข้มงวด การเลี้ยงสุกรในไต้หวันค่อนข้างปลอดภัยเพราะสามารถกักกันโรคได้ดี
ในครั้งนี้ขอนำเรื่องของผู้ประกอบการที่ปลูกผักสลัดในไต้หวันมาเล่าสู่กันฟัง เป็นการใช้ระบบอัจฉริยะมาช่วยปลูก ซึ่งก็คือ ฟาร์มซานซิน(三欣園藝) ที่อดีตเป็นผู้ปลูกออนซิเดียม แต่ปัจจุบันหันมาปลูกผักสลัดเพราะมองเห็นตลาดผักสลัดในไต้หวันที่มีมูลค่า 3 พันล้านเหรียญไต้หวัน เนื่องจากผู้คนบริโภคเยอะ แต่ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่หน้าหนาวก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพราะสภาพภูมิอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ทั้งนี้ ไต้หวันอาจต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ รอบด้าน เช่น อาจกลายเป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญพันธุ์รวมต่ำที่สุดในโลก การเกษตรต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เลวร้ายในอนาคต การมีประชากรวัยสูงอายุจำนวนมาก การเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เป็นต้น สำหรับในส่วนของการยกระดับการผลิตทางการเกษตร การผลิตแบบทวนฤดูกาลและการมีอุปทานที่มีความเสถียร ปัจจัยทั้งสองวิธีอาจไม่สามารถเอาชนะได้มากที่สุด เพื่อแก้ไขประเด็นความขัดแย้ง 2 ประการ ดังนั้น การพัฒนาการเกษตรผ่านองค์ประกอบหลัก 2 ประการ ได้แก่ การเกษตรที่มีความแม่นยำ และโรงเรือนอัจฉริยะ จึงเป็นทางเลือกที่มีความเป็นไปได้ สำหรับในไต้หวันมีผู้ประกอบการตัวอย่าง คือฟาร์มซานซินที่กำลังสร้างแบบจำลองการเกษตรที่แม่นยำ เป็นหนึ่งในผู้สร้างเรือนกระจกอัจฉริยะในประเทศ ตั้งอยู่ในเมืองเกษตรกรรมของเมืองหยุนหลินและเมืองเจียอี้
สำหรับประวัติความเป็นมาของฟาร์มซานซิน ผู้ที่เป็นเจ้าของฟาร์มคือ คุณเจิงหมิงจิ้น(曾明進) เดิมประกอบอาชีพในแวดวงสื่อ ต่อมาหันมาปลูกออนซิเดียม และเมื่อ 7 - 8 ปีที่แล้ว เขาเปลี่ยนความสนใจไปที่การปลูกผักกาดหอม การเปลี่ยนจากพืชที่คุ้นเคยไปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ไม่เพียงแต่ต้องศึกษาในเรื่องของการเพาะปลูก แต่ยังท้าทายกับการเปิดตลาดใหม่ด้วย ทั้งนี้ ผักกาดหอมเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรน้องใหม่ ผักกาดหอมเป็นพืชเมืองหนาว ในไต้หวันปลูกได้เพียง 3-4 เดือนในฤดูหนาว และไม่สามารถปลูกในฤดูร้อน ส่วนใหญ่อาศัยการนำเข้าเกือบทั้งหมด แต่หลังจากที่คุณเจิงหมิงจิ้นศึกษาเทคนิคการปลูกได้แล้วก็สามารถรับประกันผลผลิตผักกาดหอมให้กับลูกค้าได้ตลอดทั้งปี
ฟาร์มซานซิน มีการร่วมมือกับบริษัท Jin Jhan (皆展) ที่เชี่ยวชาญด้านการผลิตโรงเรือนกระจก คุณหูเจ๋อเจีย(胡哲嘉)รองผู้จัดการทั่วไปของบริษัทเจียจั่น กล่าวว่า ยุคแรกๆ ในไต้หวันมีโรงเรือนกระจกมากมาย แต่เมื่อเกิดพายุไต้ฝุ่นหรือเกิดแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในไต้หวันบ่อย จะทำให้กระจกแตกได้ง่าย และเนื่องจากกระจกมีรูขุมขนขนาดเล็กๆ เมื่อใช้เป็นเวลานานก็จะมีตะไคร่น้ำจับ จำเป็นต้องใช้แรงงานคนในการทำความสะอาด แต่ว่ากระจกรุ่นใหม่มีการใช้แผ่นฟิล์ม F-Clean จะไม่กลัวปัญหาพายุไต้ฝุ่นและแผ่นดินไหว แสงผ่านได้สูง แม้จะมีตะไคร่น้ำเกาะแต่จะถูกชะล้างโดยอัตโนมัติหากฝนตกหนัก คุณเจิงหมิงจิ้น ถือเป็นคนแรกที่ใช้ฟิล์ม F-Clean เพื่อสร้างเรือนกระจก
ฟาร์มซานซินรุ่นแรกเป็นเรือนกระจกทดลอง และรุ่นที่สองเป็นเรือนกระจกสำหรับปลูกกล้วยไม้ แต่ปัจจุบันเรือนกระจกรุ่นที่ 3 เป็นเรือนกระจกอัจฉริยะ มีการใช้ฟิล์ม F-Clean และมี 2 ฟาร์ม โดยฟาร์มหนึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลโต่วหนานของเมืองหยุนหลิน ส่วนอีกฟาร์มหนึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลต้าหลิน เมืองเจียอี้ โดยทั้งสองฟาร์มมีเนื้อที่รวมทั้งหมด 500 ผิง(1,650 ตร.ม.) มูลค่าการสร้างกว่า 50 ล้านเหรียญไต้หวัน เทียบเท่ากับการลงทุน 100,000 เหรียญไต้หวันต่อ 3.3 ตร.ม. นอกจากจะใช้ในการปลูกผักกาดหอมแล้ว ยังมีห้องเพาะต้นกล้า สามารถตรวจสอบและควบคุมจากระยะไกล ข้อมูลจะถูกรวบรวมผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เชื่อมต่อกับ IoT เชื่อมต่อกับการวิเคราะห์ AI สำหรับเรือนกระจกรุ่นที่ 4 ที่กำลังวางแผนไว้มี 2 แห่ง มีพื้นที่ 9,900 ตารางเมตร และ 16,500 ตารางเมตร ตามลำดับ ต้นทุนโดยประมาณของเรือนกระจกรุ่นที่ 4 อยู่ที่ 270 ล้านเหรียญไต้หวัน
คุณเจิงหมิงจิ้น เกิดในครอบครัวเกษตรกรรม เขาเห็นคุณทำเกษตรแต่ถูกพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบ แม้ว่าเขาเข้าเรียนภาควิชาเกษตรในวิทยาลัยเกษตรเจียอี้ แต่เขาปฏิเสธการทำเกษตรและหันมาเลือกเรียนช่างไฟฟ้า ก่อนสำเร็จการศึกษามัธยมปลาย เห็นญาติๆ ถ่ายรูปและวิดีโอแต่งงาน หลังเกณฑ์ทหารแล้ว เขาเลือกไปทำงานด้านสื่อ เพราะในช่วงนั้นเคเบิลทีวีกำลังเฟื่องฟูในตไหวัน เมื่ออายุ 21 ปี เขาเปิดธุรกิจสื่อสาร และยังได้ชัยชนะตลาดโฆษณาในเมืองเจียอี้ด้วย แต่ต่อมาธุรกิจเริ่มซบเซา จากนั้นเขาเริ่มหันมาปลูกออนซิเดียม แต่เขาขาดความรู้ด้านนี้ จึงสอบเข้าเรียนสาขาพืชสวนของมหาวิทยาลัย เจียอี้ เขากลายเป็นนิสิตอาวุโส ในวัย 29 ปี แต่ก็มีโอกาสเรียนรู้เรื่องพืชตั้งแต่พื้นฐานเลย หลังจบการศึกษา เขาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมาคมการผลิตและการตลาดออนซิเดียม ทำหน้าที่ขยายตลาดออนซิเดียม นอกจากมีการส่งไม้ตัดดอก ดอกไม้กระถางสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา ในปี 2012 ยังขยายตลาดไปที่ฉางชุนในจีน เขาจัดโปรโมชันออนซิเดียมให้กับผู้ประกอบการด้านงานแต่งในท้องถิ่น โดยนำกล้วยไม้ออนซิเดียมจำนวน 6,000 ดอกประดับกับชุดแต่งงาน ต้นทุนของออนซิเดียมราคา 3 - 4 ล้านเหรียญไต้หวัน แต่ผู้ประการไม่ได้จ่ายเลย อย่างไรก็ตาม หลังจัดงานเสร็จสิ้น ผู้ประกอบการเจ้านี้ก็ได้กลายเป็นบริษัทรับจัดงานแต่งที่ใหญ่ที่สุดในฉางชุน
คุณเจิงหมิงจิ้นบอกว่า ตลาดผักกาดหอมคล้ายรูปปิรามิด ยอดด้านบนเรียกว่า ใบอ่อน เก็บเกี่ยวได้ภายใน 2 สัปดาห์หลังปลูก ราคาต่อกิโลกรัมอาจสูง 800- 1,000 เหรียญไต้หวัน ฐานลูกค้าจะเป็นร้านอาหารฝรั่งเศสหรืออิตาลีชั้นนำ โดยมีมูลค่าผลผลิตต่อปีประมาณ 200 - 500 ล้านเหรียญไต้หวัน แต่ปัจจุบันเขาขายผักกาดหอมสู่ตลาดระดับกลาง ราคาอยู่ที่ 200 -500 เหรียญไต้หวันต่อกิโลกรัม ฐานลูกค้าคือ โรงแรมฮั่นไหล ร้านปิ้งย่างอูม่า(屋馬燒肉) จินเซ่อซานไหม้(金色三麥) ฯลฯ มีมูลค่าการผลิตต่อปีประมาณ 1,000-1,500 ล้านเหรียญไต้หวัน อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่มีมูลค่าการผลิตมากที่สุดยังคงเป็นตลาดระดับล่าง ราคาผักกาดหอมอยู่ที่ 150 - 200 เหรียญไต้หวันต่อกิโลกรัม กลุ่มลูกค้า ได้แก่ ร้านอาหารฮอตพอต เครือร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด เช่น McDonald's, KFC, Moss เบอร์เกอร์ และ Burger King มูลค่าการผลิตต่อปีเกิน 2 พันล้านเหรียญไต้หวัน ปัจจุบันเพียงแค่แมคโดนัลด์ก็ต้องการผักกาดหอมใบ 40 - 50 ตันทุกเดือน และต้องการผักกาดแก้วกว่า 100 ตันที่นำเข้าจากต่างประเทศ
From the publisher's feed
ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน
รายการนี้ นำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เกี่ยวกับไต้หวัน ขอเชิญรับฟังกัน อย่าพลาด แล้วคุณจะรู้จักไต้หวัน ตั้งแต่ยังไม่ได้เดินทางมาไต้หวัน