ที่นี่ไต้หวัน

ที่นี่ไต้หวัน

By รจรัตน์ ยนต์สุวรรณ, RtiSociety & CultureGovernment
Download on the App Store

ที่นี่ไต้หวัน episodes

  • ที่นี่ไต้หวัน - 2020-09-08

    ที่นี่ไต้หวัน –08 ก.ย. 63-“ถั่วแดง”(紅豆)ธัญพืชแทนความรัก มากสรรพคุณ พัฒนาเป็นแผ่นมาร์กหน้าได้ด้วย.....

              กรมการเกษตรและอาหาร คณะกรรมการการเกษตร ผลักดันโครงการยุ้งฉางธัญพืช(大糧倉計畫)ที่ผลิตในประเทศ แนะนำให้เกษตรกรปลูกธัญพืชสคุณภาพดี มีความสด ปลอดภัยและไม่ตัดแต่งพันธุกรรม(non-GMO) เช่น ถั่วแดง ถั่วลิสง ข้าวโพด ข้าวสาลี งา ข้าวฟ่าง เป็นต้น สำนักงานการเกษตรและอาหารเขตภาคใต้ขานรับโครงการส่งเสริมถั่วแดงที่ปลูกในเมืองผิงตงนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากขึ้น อาทิ บะหมี่ถั่วแดง น้ำถั่วแดง ขนมถั่วแดง ปลาหย๋องเตมเปถั่วแดง(紅豆天貝魚鬆) ขนมเค้กถั่วแดง แผ่นมาร์กหน้าถั่วแดง โลชั่นถั่วแดง เป็นต้น และยังมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์สินค้าจากถั่วแดงที่ลานกว้างหน้าสถานีรถไฟผิงตงปลายเดือนส.ค.ที่ผ่านมา

    แผ่นมาร์กหน้าถั่วแดง

             นายเหยาจื้อวั่ง(姚志旺) ผอ.สำนักงานการเกษตรและอาหารเขตภาคใต้ชี้ว่า ทั่วไต้หวันมีเนื้อที่ปลูกถั่วแดงประมาณ 5,300 เฮกตาร์ โดยมีการปลูกที่เมืองผิงตงมากถึง 4,600 เฮกตาร์ และในจำนวนนี้ปลูกที่ตำบลวั่นตัน(萬丹鄉)เมืองผิงตงมีจำนวนมากที่สุด 1,400 เฮกตาร์ นอกนั้นกระจัดกระจายอยู่ในตำบลซินหยวน ตงกั่ง ขันติ่ง หนานโจว และเทศบาลเมืองผิงตง ส่วนพื้นที่ที่ปลูกถั่วแดงมากเป็นอันดับ 2 อยู่ที่ตำบลเหม่ยหนงของเมืองเกาสงในพื้นที่ 1,000 เฮกตาร์

               นายเหยาจื้อวั่งยังบอกด้วยว่า เนื่องจากอิทธิพลวัฒนธรรมการบริโภคอาหารตะวันตกทำให้คนไต้หวันบริโภคข้าวน้อยลง ในขณะที่ปริมาณการผลิตข้าวมีความเพียงพอต่อการบริโภค แต่ว่าต้องนำเข้าธัญพืชจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี การผลักดันโครงการเพิ่มยุ้งฉางธัญพืช ส่งเสริมและแนะนำให้เกษตรกรปลูกธัญพืชคุณภาพดี ลดพื้นที่การเพาะปลูกข้าวให้น้อยลงและใช้พื้นที่ว่างเปล่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น เพื่อหวังยกระดับการผลิตธัญพืชใช้บริโภคในประเทศ แนะนำให้ผู้ประกอบการแปรรูป สร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ขยายผลผลิตสินค้าไปยังกลุ่มบริโภคให้มากขึ้น

               หวงสู นวี่(黃淑女) ประธานสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เหอเจียเมืองผิงตง และยังเป็นเจ้าของฟาร์มเกษตรอินทรีย์จู๋หลินของตำบลวั่นตันบอกว่า ถั่วแดงเป็นธัญพืชที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทางฟาร์มยืนหยัดการปลูกธัญพืชอินทรีย์ที่ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากพืช และในฟาร์มจะมีการเลี้ยงไก่ ห่านไปด้วย มีการดายหญ้าแบบธรรมชาติ เพื่อให้ผู้บริโภครับประทานอย่างมีความสุขและที่สำคัญมีความไว้วางใจกับการบริโภคด้วย

    โลชั่นถั่วแดง

               ถั่วแดง(Kidney bean) ภาษาจีนเรียกว่า “หงโต้ว-紅豆” มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “เซียงซือโต้ว-相思豆” ซึ่งหมายถึงตัวแทนแห่งความรักและความคิดถึง ประมาณปี 1961 ที่ตำบลวั่นตันซึ่งถือเป็นแหล่งปลูกถั่วแดงที่สำคัญของเมืองผิงตง ก่อนหรือหลังวันชาติไต้หวันหรือที่นิยมเรียก 雙十節 (ซวงสือเจ๋) เทศกาลวันคู่สิบหรือวันสองสิบ จะมีการหยอดเมล็ดถั่วแดงลงดิน และจะมีการจ้างหนุ่มสาวรวมกลุ่ม 3-5 คนช่วยกันหยอดถั่วแดง ทั้งนี้ในยุคนั้นยังเป็นสังคมเกษตร จึงเป็นโอกาสดีที่หนุ่มสาวที่มาทำงานได้พบปะสังสรรค์กัน เมื่อนานวันเข้าก็บ่มเพาะเป็นความรัก มีการมอบเมล็ดถั่วแดงให้กับฝ่ายตรงข้ามเพื่อเป็นตัวแทนของความรัก จนทำให้หนุ่มสาวหลายคู่ได้ตกลงปลงใจแต่งงานด้วยกันกลายเป็นครอบครัวที่มีความสุข และในเวลาต่อมากลายเป็นประเพณีการแต่งงานของท้องถิ่นชาวฮกเกี้ยนที่มีการนำถั่วแดงมาเซ่นไหว้ฟ้าดิน และยังนำถั่วแดงมาเป็นธัญพืชที่ใช้เซ่นไหว้ยุ้งฉางเพื่อขอพรให้มีความอุดมสมบูรณ์อีกด้วย นี่ก็เป็นสาเหตุที่ว่า ถั่วแดงเป็นตัวแทนของความรักความคะนึงหา

     

     

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน - 2020-09-01

    ที่นี่ไต้หวัน –01 ก.ย. 63-ลำไย!! ผลไม้ “ตามังกร-龍眼” แม้รสหวานแต่เปี่ยมด้วยพลัง อบแห้งใช้ในสมุนไพรจีนสรรพคุณเลิศ

    ทำไมลำไยเรียกว่า “หลงเหยี่ยน-ตามังกร-龍眼” ที่นี่มีคำตอบค่ะ....

           ลำไย(Longan) ภาษาจีนเรียกว่า “หลงเหยี่ยน-龍眼” ซึ่งแปลว่าตามังกร และมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “กุ้ยหยวน-桂圓” จากการบันทึกระบุ คำว่าหลงเหยี่ยนนั้นเป็นคำเรียกชื่อลำไยช่วงแรกๆตั้งแต่อดีต สาเหตุเพราะว่าแหล่งปลูกลำไยในสมัยก่อนอยู่บริเวณทางตอนใต้ของจีน และลำไยยังเป็นเครื่องบรรณาการของฮ่องเต้ อีกทั้งเนื้อลำไยใส มีเมล็ดสีดำอยู่ข้างในคล้ายๆกับดวงตา คนสมัยก่อนจึงเรียกลำไยว่า หลงเหยี่ยนที่แปลว่าตามังกร และหลังจากที่เก็บผลลำไยสดแล้วก็เก็บรักษาได้นานประมาณ 1 สัปดาห์เท่านั้น ส่วนใหญ่ก็ต้องใช้ม้าควบด้วยความเร็วเพื่อส่งลำไยเข้าไปถวายฮ่องเต้ที่กรุงปักกิ่ง ประชาชนทั่วไปจะไม่ค่อยได้รับประทานลำไยกัน แต่ว่าต่อมาลำไยมีการปลูกกันมากขึ้นกลายเป็นของทั่วไปที่ประชาชนรับประทานกันได้ แต่ประชาชนทั่วไปก็หลีกเลี่ยงที่จะเรียกลำไยว่า หลงเหยี่ยน เพราะว่าถ้ารับประทานหลงเหยี่ยนก็คล้ายๆกับการรับประทานดวงตาของฮ่องเต้ เพราะว่าชาวจีนเชื่อว่าฮ่องเต้เป็นลูกหลานของมังกร นอกจากนี้ ในช่วงที่ลำไยออกผลก็เป็นช่วงที่กุ้ยฮัว(桂花)หรือดอกหอมหมื่นลี้กำลังส่งกลิ่นหอม ดังนั้นจึงเรียกลำไยอีกชื่อว่า กุ้หยวน-桂圓 นี่ก็เป็นสาเหตุที่เรียกลำไยว่า หลงเหยี่ยน-ตามังกร และกุ้ยหยวน

            ปีนี้ถือเป็นลาภปากของคนไต้หวันที่ลำไยออกผลผลิตมากกว่าปีที่แล้วและราคาถูกกว่าอีกด้วย ทั้งนี้สภาพอากาศของปีนี้มีความเหมาะสม ทำให้ปริมาณการติดผลเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ช่วงแรกที่ลำไยขายสู่ท้องตลาด เกษตรกรผู้ปลูกลำไยก็โอดครวญว่าราคาของลำไยไม่ดีเพราะปริมาณมาก ราคาในท้องตลาดไม่ถึง 30% ของราคาปีที่แล้ว ถือว่าเป็นปีที่ราคาลำไยต่ำสุดในรอบ 10 ปีก็ว่าได้ และช่วงฤดูกาลของลำไยก็สั้นๆ 2-3 เดือนเท่านั้นอยู่ระหว่างเดือนก.ค.-ก.ย. เพราะฉะนั้นรัฐบาลท้องถิ่นที่มีผลผลิตลำไยปริมาณมากจึงส่งเสริมให้นำลำไยมาอบแห้งเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาได้เป็นปี อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าของลำไย ทั้งนี้ ลำไยอบแห้ง นิยมนำมาปรุงอาหาร ทำขนมหวาน และใช้ในส่วนผสมของยาสมุนไพรจีน แพทย์แผนจีนชี้ว่า ลำไยอบแห้งเป็นผลไม้บำรุง นำมาเป็นส่วนผสมทางยา มีสรรพคุณช่วยบำรุงประสาทตา และยังบำรุงเลือด เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต บำรุงกำลังสตรี หลังการคลอดบุตร บำรุงประสาท ช่วยให้หลับสบาย ในรายที่นอนไม่หลับ ลดความเครียด บำรุงกำลังในรายที่ทำงานหนัก ช่วยให้ความจำดี เพราะว่าลำไยอบแห้งมีเกลือแร่ที่ร่างกายต้องการมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทองแดง สังกะสี แมงกานีส เป็นต้น ถือเป็นผลไม้ที่เปี่ยมด้วยพลังจริงๆ เลยค่ะ

           ลำไยเป็นผลไม้ที่นิยมปลูกในสวนรั้วบ้านที่พบเห็นกันมากที่สุดชนิดหนึ่ง เนื้อที่เพาะปลูกลำไยในไต้หวันมีประมาณ 10,700 เฮกตาร์ แต่อย่างไรก็ตาม แหล่งปลูกลำไยมากที่สุดอยู่ที่นครไถหนานในเนื้อที่ 3,800 เฮกตาร์ และยังเป็นผลไม้ที่นิยมปลูกมานานกว่า 300 ปีแล้ว จนปัจจุบันมีพันธุ์ลำไยคุณภาพดีอยู่หลายชนิด และแต่ละพันธุ์มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกัน

           ลำไยเป็นผลไม้ที่มีรสหวานฉ่ำ มีประโยชน์และสรรพคุณมากมาย ในเนื้อลำไยสดประกอบด้วยน้ำตาลหลักๆ 3 ชนิด คือ กลูโคส ฟรุกโตส และซูโครส จะให้พลังงานดีเลิศสำหรับผู้ใช้แรงงานหรือออกกำลังกายหนัก นอกจากนี้ในเนื้อผลของลำไยยังประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เส้นใย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินต่างๆ ไนอาซิน กรดอะมิโน เป็นต้น ดังนั้นจึงควรรับประทานแต่ปริมาณที่พอควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือคนที่กำลังอยู่ในโหมดของการลดความอ้วน รับประทานวันละ 6-7 ผลก็พอ แต่ถ้าเป็นคนปกติทั่วไปก็รับประทานวันละมากสุดไม่ควรเกิน 20 ผล หรือใครก็ตามที่รับประทานลำไยแล้วเกิดอาการร้อนใน เกิดแผลในช่องปาก หรืออาการตาแฉะมีอาการท้องผูก ท้องเสีย ให้งดไปก่อนหรือรับประทานแต่น้อยก็พอนะคะ

    15 min
  • อะโวคาโด...เทรนด์ใหม่คนรักสุขภาพ มากสรรพคุณ สามารถสร้างสรรค์สินค้าแปรรูป สร้างรายได้สูง !!!

            ช่วงหน้าร้อนของไต้หวัน ผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่กำลังเป็นยอดฮิตของบรรดาคนรักสุขภาพนั่นก็คืออะโวคาโด ภาษาจีนเรียกว่า ลั่วหลี (酪梨) เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง  มีงานวิจัยมากมายที่ระบุว่า อะโวคาโด เป็นผลไม้มหัศจรรย์ที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ประกอบด้วยไขมันดีที่ให้พลังงานและยังเป็นไขมันคุณภาพสูง ไม่เพียงแต่ไม่ทำให้ผู้รับประทานมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ยังไม่มีคอเลสเตอรอลหรือโซเดียม และมีไขมันอิ่มตัวต่ำ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ได้รับยกย่องว่าเป็น เนยคนจน (窮人的奶油) และถูกขนานนามว่าเป็น ซูเปอร์ฟู้ด (Superfood) ด้วย

            ในไต้หวันเองก็มีการปลูกอะโวคาโดเช่นกัน  มีการนำอะโวคาโดเข้ามาปลูกในไต้หวันตั้งแต่ยุคญี่ปุ่นยึดครองไต้หวัน ช่วงแรกๆ ของการปลูกและความนิยมบริโภคมีไม่มาก ขายกิโลกรัมละไม่ถึง 10 เหรียญไต้หวันก็ยังไม่มีคนซื้อ แต่ว่าในปัจจุบัน เนื่องจากกระแสการรับประทานอาหารสุขภาพที่มาแรง ทำให้พื้นที่เพาะปลูกอะโวคาโดในไต้หวันเพิ่มขึ้น ขายกิโลกรัมละ 70-100 เหรียญไต้หวัน สำหรับฤดูกาลของอะโวคาโดประมาณเดือนมิ.ย.- ก.พ.ของปีถัดไป เนื่องจากการปลูกอะโวคาโดติดเชื้อง่าย การเพาะปลูกไม่ง่ายนัก การขยายพื้นที่การเพาะปลูกจึงถูกจำกัด พื้นที่เพาะปลูกอะโวคาโดกระจัดกระจายทั่วไต้หวันมีเพียง 930 เฮกตาร์ ปัจจุบันพื้นที่ที่ปลูกอะโวคาโดมากที่สุดอยู่ที่นครไถหนาน ในเนื้อที่ 330 เฮกตาร์ ครองสัดส่วนการปลูกอันดับ 1 ของประเทศ ปริมาณการผลิต 2,100 ตัน/ปี เพียงพื้นที่เพาะปลูกในเขตต้าเน่ยของนครไถหนานก็มีมากถึง 163 เฮกตาร์ ผลผลิตครองสัดส่วนสูงถึง 60% มูลค่าการผลิตประมาณ 100 ล้านเหรียญไต้หวัน

            หยางซินอิ่ว (楊新有) ประธานสมาคมเกษตรเขตต้าเน่ย นครไถหนานกล่าวว่า อะโวคาโดเป็นพันธุ์ผลไม้จากต่างประเทศ ช่วงแรกๆของการนำมารับประทานส่วนใหญ่นำมาทำเป็นเครื่องดื่ม นอกจากนี้ ราคาของอะโวคาโดไม่คงที่ แต่ว่าปัจจุบันผู้คนหันมาให้ความสำคัญต่อการรักษาสุขภาพ ทำให้ราคาของอะโวคาโดถีบตัวสูงขึ้น และยังเคยขายกันกิโลกรัมละเกิน 100 เหรียญไต้หวัน อย่างไรก็ตาม ไม่กี่ปีนี้ราคาของอะโวคาโดเริ่มคงที่ สร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกสม่ำเสมอ

           นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีกลุ่มคนรุ่นใหม่ในท้องถิ่นได้สร้างสรรค์พัฒนาสินค้าแปรรูปจากเมล็ดอะโวคาโดที่เหลือทิ้ง เช่น ชา เส้นบะหมี่ สเปรย์ฉีดกันยุง สบู่แฮนด์เมด เป็นต้น ซึ่งสินค้าที่ขายดีที่สุดในชุมชนคือเส้นบะหมี่อะโวคาโด ทำสถิติสูงสุดจำหน่ายได้ 3,000 ห่อใน 1 วัน หรือแม้แต่ร้านอาหารมังสวิรัติก็ยังพัฒนาแปรรูปผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากอะโวคาโดอีกด้วย

    15 min
  • ราชินีคิมหันต์!! เจินชุ่ย (珍翠) ฝรั่งสายพันธุ์ใหม่พัฒนากว่า 10 ปี หวานกรอบอร่อยแม้ในฤดูร้อน

               หลายคนบอกว่าฝรั่งเจินจู (珍珠芭樂) หรือฝรั่งกิมจูเป็นฝรั่งที่มีรสชาติหวานกรอบอร่อย เนื้อหนา ฉ่ำน้ำ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อถึงช่วงหน้าร้อนที่อากาศร้อนกว่า 30°c เป็นส่วนใหญ่ และบางครั้งก็มีฝนตกด้วย ทำให้ฝรั่งเจินจูที่ปลูกในไต้หวันมักจะนิ่มง่ายหรือสุกง่าย อีกทั้งเนื้อของฝรั่งไม่หนาเหมือนกับหน้าหนาว และที่สำคัญเมล็ดฝรั่งจะมีมากกว่าปกติ ซึ่งปัญหานี้ไม่ต้องเป็นห่วงแล้วหละค่ะ ต่อไปในไต้หวันจะมีฝรั่งที่รสชาติกรอบอร่อย เนื้อหนาและหวานฉ่ำบริโภคกันตลอดทั้ง 4 ฤดูให้เราได้เลือกรับประทานกันมากขึ้น ทั้งนี้ ล่าสุด ช่วงหน้าร้อนปีนี้ ไต้หวันมีฝรั่งสายพันธุ์ใหม่และเริ่มขายสู่ท้องตลาดมีชื่อว่า เจินชุ่ย (珍翠) ใช้เวลาในการพัฒนาพันธุ์นานกว่า 10 ปี โดยมีชื่อเรียกเป็นทางการว่า เกาสงหมายเลข 2 (高雄 2 號)

    เจินชุ่ย (珍翠) หรือเกาสงหมายเลข 2 ฝรั่งสายพันธุ์ใหม่ หวานกรอบ อร่อย ฉ่ำน้ำ เนื้อละเอียด ไม่นิ่มง่าย มีผลผลิตตลอดทั้ง 4 ฤดู

              หลังใช้ความพยายามนานกว่า 10 ปี ในการพัฒนาฝรั่งสายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อ “เจินชุ่ย-珍翠” ถ้าแปลเป็นไทยคงจะเรียกว่า “ไข่มุกมรกต” แต่ในภาษาจีนนั้น เนื่องจากฝรั่งสายพันธุ์ใหม่มีความกรอบอร่อยมาก (真脆) จึงตั้งชื่อตามเสียงที่คล้ายๆ กันและมีความไพเราะเพราะพริ้งเป็นคำว่า “เจินชุ่ย-珍翠” นั่นเอง  เป็นการแก้ไขข้อบกพร่องของฝรั่งสายพันธุ์เจินจู เติมเต็มในสิ่งที่บกพร่อง ทำให้ฝรั่งเจินชุ่ยมีผลผลิตตลอดทั้ง 4 ฤดูที่มีความคงตัว คือเมื่อปลูกในหน้าร้อนก็ยังคงหวานกรอบ อร่อย ฉ่ำน้ำ เนื้อละเอียด ไม่นิ่มง่าย ซึ่งลักษณะของฝรั่งเจินชุ่ยจะมีเปลือกสีเขียว เนื้อขาว ผลค่อนข้างกลม น้ำหนักเยอะ ผลใหญ่ น้ำหนักประมาณ 460-600 กรัม/ผล ความหนาของเนื้อฝรั่งประมาณ 2.2-2.5 ซม.ถือว่ามีเนื้อหนามาก ระดับความหวาน 10-13 บริกซ์ หวานกว่าฝรั่งเจินจู 1-2 บริกซ์ ระดับความเปรี้ยว 0.324-0.469%  ให้ผลผลิตต่อพื้นที่สูงกว่าฝรั่งเจินจูถึง 20 % ทั้งนี้ หลังผ่านความพยายามในการพัฒนาพันธุ์ มีการนำพันธุ์ของฝรั่งเนื้อแดงของอินโดนีเซียมาผสม และในปี 2012 และปี 2013 ผ่านการทดลองปลูกโดยมีการเปรียบเทียบกับฝรั่งสายพันธุ์เจินจูและสายพันธุ์ตี้หวางที่เป็นฝรั่งสายพันธุ์หลักๆที่ได้รับความนิยมบริโภคในไต้หวัน จนในที่สุดมีการจดทะเบียนสิทธิ์พันธุ์พืชกับกรมอาหารและการเกษตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    สถานีวิจัยและปรับปรุงพันธุ์พืชนครเกาสง เปิดโฉม เจินชุ่ย (珍翠) หรือเกาสงหมายเลข 2 ฝรั่งสายพันธุ์ใหม่ หวานกรอบ อร่อย ฉ่ำน้ำ เนื้อละเอียด ไม่นิ่มง่าย มีผลผลิตตลอดทั้ง 4 ฤดู

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน - 2020-08-11

    ที่นี่ไต้หวัน –11 ส.ค. 63-เรื่องหมูหมูแต่ไม่หมู!! ไต้หวันกลายเป็นเขตปลอดโรคปากเท้าเปื่อยในหมูกับความพยายามนานเกือบ 24 ปี และจะแข่งขันเพื่อการส่งออกหมูสดได้อย่างไร?

               หลังจากที่คณะกรรมการการเกษตรไต้หวันประกาศในวันที่ 16 มิ.ย.ว่า ทางองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (Office International des Epizooties หรือ OIE) แจ้งว่า ไต้หวันกลายเป็นเขตปลอดโรคปากเท้าเปื่อยที่ไม่มีการฉีดวัคซีน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จหลังจากที่ไต้หวันมุมานะพยายามมานานเกือบ 24 ปี จนในที่สุดไต้หวันก็สลัดพ้นจากการเป็นเขตระบาดของโรคปากเท้าเปื่อย และคาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ไต้หวันจะสามารถส่งออกเนื้อหมูสดไปต่างประเทศได้อีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม ทางไต้หวันเองก็ไม่ปฏิเสธว่ายังต้องเผชิญกับสิ่งท้าทายหลายอย่าง ทั้งนี้ทั้งนั้น ตลาดส่งออกหมูขาดช่วงเวลามานาน เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูจะยังสามารถยกระดับศักยภาพให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบันได้หรือไม่ ยังสามารถเชื่อมต่อกับนานาประเทศได้หรือไม่ ซึ่งนอกจากทางหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องแล้ว ความคิดเห็นจากภาคเอกชนที่เลี้ยงหมู รวมทั้งเชฟมิชลินที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย ล้วนต้องนำมาขบคิดปรับปรุงเกี่ยวกับการแข่งขันในเรื่องของการส่งออกหมูสดของไต้หวัน

                ที่ผ่านมา ไต้หวันเคยเป็นประเทศส่งออกหมูขนาดใหญ่ของโลก ประเทศที่ส่งออกเป็นหลักคือญี่ปุ่น เพราะว่าญี่ปุ่นอยู่ใกล้กับไต้หวัน แค่แช่เย็นก็ส่งไปขายที่ญี่ปุ่นได้โดยไม่ต้องแช่แข็ง จึงเป็นที่ถูกอกถูกใจของคนญี่ปุ่น เนื่องจากหมูแช่แข็งจะสูญเสียน้ำไปบางส่วนจะไม่อร่อย ในช่วงที่เฟื่องฟูเคยสร้างรายได้จากการส่งออกปีละ 50,000-60,000 ล้านเหรียญไต้หวัน และในปี 1996 ซึ่งเป็นช่วงขีดสูงสุด มีเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูมากถึง 25,000 ครัวเรือน จากสถิติของคณะกรรมการการเกษตรระบุ ช่วงที่ธุรกิจการเลี้ยงหมูเจริญรุ่งเรืองสร้างรายได้ 88,600 ล้านเหรียญไต้หวัน จำนวนหมูที่เลี้ยง 10,070,000 กว่าตัว เฉลี่ยคนไต้หวันทุก 2 คนจะเลี้ยงหมู 1 ตัว ครองสัดส่วนรายได้ภาคเกษตร 20 % ถือเป็นรายได้สูงสุดในภาคเกษตร โดยส่งออกไปขายที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก แต่ว่าปัจจุบันเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูแค่ 7,000 กว่าครัวเรือน ลดลงเกือบ 3 ใน 4  จากข้อมูลที่เกี่ยวข้องระบุ ในยุคปี 1990 ประเทศญี่ปุ่นนำเข้าหมูจากไต้หวันครองสัดส่วน 44% แต่หลังจากเดือนมี.ค.ปี 1997 ที่ไต้หวันเกิดการระบาดของโรคปากเท้าเปื่อย ธุรกิจการเลี้ยงหมูที่เจริญรุ่งเรืองก็ดับลงทันที ในช่วงที่เกิดการระบาดของโรคปากเท้าเปื่อยช่วงสั้นๆ 3-4 เดือน ได้ทำลายฆ่าหมูทั่วไต้หวันประมาณ 4,000,000 ตัว ราคาหมูจากกิโลกรัมละ 40 เหรียญไต้หวัน ตกฮวบเหลือกิโลกรัมละ 16 เหรียญไต้หวันซึ่งต่ำกว่าต้นทุนเสียอีก เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูได้รับผลกระทบหนัก ติดหนี้ติดสินเป็นหนี้มากมายจนต้องเลิกกิจการ แม้แต่โรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์ โรงงานแปรรูปเนื้อหมูยังล้มละลายไปตามๆกัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 170,000 ล้านเหรียญไต้หวัน ทำให้ไต้หวันขาดการส่งออกเนื้อหมูสดตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นายเฉินจี๋จ้ง(陳吉仲) ประธานคณะกรรมการการเกษตรบอกว่า ที่บ้านตนในอดีตคุณพ่อคุณแม่ก็เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อยเช่นกัน และเลิกกิจการเลี้ยงหมู ขาดทุนไป 4-5 ล้านเหรียญไต้หวัน ซึ่งเงิน 4-5 ล้านนี้สำหรับเกษตรกรแล้วถือว่าล้มละลายเลยทีเดียว เกษตรกรไม่มีเงินทุนหนาก็ได้แต่ขายที่ดินใช้หนี้สิน เพราะว่าเลี้ยงหมูแล้วขายก็ไม่ออก และช่วงที่เลี้ยงไม่ได้ แต่ยังต้องใช้หนี้คืนค่าอาหารสัตว์

              หลังจากที่ไต้หวันผ่านประสบการณ์ความเจ็บปวดจากการเป็นเขตระบาดของโรคปากเท้าเปื่อยแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนก็จะต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง นอกจากจะต้องร่วมกันผลักดันการป้องกันโรคต่อไป  และยังต้องขบคิดกับความท้าทายต่อเป้าหมายของการส่งออกที่ขาดช่วงไปนานถึง 24 ปีอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 24 ปีที่ผ่านมาที่ไต้หวันเป็นเขตระบาดของโรคปากเท้าเปื่อย ได้มีเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูเลิกกิจการเลี้ยงหมูไปแล้ว 18,000 ครัวเรือน ไม่มีการส่งออกหมูสด เกษตรกรเลี้ยงหมูที่เหลืออยู่ก็เลี้ยงหมูเพื่อส่งขายให้กับผู้บริโภคในประเทศ 90 % และอีก 10% อาศัยการนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้นปริมาณการเลี้ยงหมูในปัจจุบันจะสอดคล้องกับการส่งออกที่กำลังจะเพิ่มได้หรือไม่? หรือว่าจะทำให้เกิดราคาแปรปรวนของการบริโภคหมูในประเทศ ก็เป็นสิ่งที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนต้องร่วมด้วยช่วยกัน

    15 min
  • สุดเจ๋ง!! เกษตรกรเมืองผิงตงใช้เทคโนโลยี AI ปลูกแก้วมังกรรสชาติอร่อยเก็บเกี่ยวผลผลิต 10-12 ครั้ง/ปี

    ที่นี่ไต้หวัน วันที่ 4 ส.ค. 63

               ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูร้อนของไต้หวัน ผลไม้อีกชนิดหนึ่งกำลังชุกและขายในท้องตลาดมาก อีกทั้งยังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคนั่นก็คือแก้วมังกรค่ะ ซึ่งเจ้าแก้วมังกรนี้ก็เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์กับร่างกายมากมาย แก้วมังกรที่นิยมปลูกในไต้หวันมี 2 ชนิด คือชนิดเนื้อสีขาวและชนิดเนื้อสีแดงม่วง แต่คนไต้หวันนิยมรับประทานแก้วมังกรเนื้อสีแดงม่วงมากกว่า และจะขายในราคาที่แพงกว่าเนื้อสีขาวเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ แก้วมังกรเนื้อสีแดงม่วงมีสารแอนติออกซิแดนท์ หรือสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ชะลอความแก่ได้ และมีรสหวานกว่าแก้วมังกรเนื้อขาว แต่ว่าการรับประทานแก้วมังกรเนื้อแดงม่วงจะมีเอกลักษณ์พิเศษนั่นก็คือจะทำให้อุจจาระหรือปัสสาวะมีสีแดงคล้ายกับมีเลือดปนออกมาหรืออาจจะเป็นสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งลักษณะเช่นนี้เขาเรียกกันว่า ภาวะสีเลือดเทียมในปัสสาวะ (pseudohematuria) เมื่อเป็นเช่นนี้ก็อย่าเพิ่งตกอกตกใจกันนะคะว่าตัวเองถ่ายเป็นเลือดหรือปัสสาวะเป็นเลือด มันเป็นอย่างนี้ก็เนื่องจากในเนื้อของแก้วมังกรเนื้อแดงอมม่วงนี้มีสารกลุ่มเบตาเลน (betalains) ที่มีสารสีแดงนั่นเองที่ทำให้อุจจาระหรือปัสสาวะมีสีแดง และสารดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพและยังมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายอย่างอีกด้วย

    แก้วมังกรมีทั้งเนื้อขาวและเนื้อสีแดงม่วงรสชาติหวานชุ่มฉ่ำอร่อย เป็นที่นิยมบริโภคในไต้หวัน

               ฤดูร้อนของไต้หวัน อากาศร้อนจะร้อนชื้น อุณหภูมิสูงบางวันบางช่วงแตะเกือบ 40 องศาเซลเซียส ซึ่งอากาศร้อนๆ แบบนี้ก็ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้อาจได้รับผลกระทบ ทำให้ต้นของผลไม้ตายได้หรือทำให้ลำต้นปริแตกเนื่องจากแดดเผา ยกตัวอย่างของการปลูกแก้วมังกร หรือหงหลงกั๋ว (紅龍果) หากแดดจัดๆ ก็อาจทำให้ลำต้นที่เป็นแฉกของแก้วมังกรถูกแดดเผาตาย จนมีเกษตรกรคนหนึ่งชื่อ นายหงจ้าวหรู (洪兆濡) อายุ 44 ปี ปลูกแก้วมังกรที่ตำบลว่านตันเมืองผิงตง ได้นำระบบการควบคุมอุณหภูมิอัฉริยะ AI ผ่านสมาร์ทโฟน เพื่อปรับสิ่งแวดล้อมของการปลูกแก้วมังกร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณแสงอาทิตย์ที่สาดส่องมายังลำต้นแก้วมังกร หลังการควบคุมด้วยระบบอัจฉริยะผ่านสมาร์ทโฟนแล้ว ต้นแก้วมังกรที่ปลูกได้มีความแข็งแรงขึ้น ทำให้ออกผลแก้วมังกรที่โตและมีรสหวานอร่อย เมื่อนำไปประกวดยังได้รับรางวัลชนะเลิศอีกด้วย

    นายหงจ้าวหรู เกษตรกรที่ตำบลว่านตันเมืองผิงตง นำระบบการควบคุมอุณหภูมิอัฉริยะ AI ผ่านสมาร์ทโฟน เพื่อปรับสิ่งแวดล้อมของการปลูกแก้วมังกร

               ทั้งนี้ นายหงจ้าวหรู เดิมทำงานด้านเทคโนโลยี เมื่อ 10 ปีก่อนลาออกจากงานเทคโนโลยีที่มีเงินเดือนสูง กลับบ้านเกิดทำอาชีพเกษตรกรรม ช่วงแรกๆ ที่ทำเกษตรมีความลำบากมาก แต่เป็นคนไม่ย่อท้อ ขยันหาความรู้ หาประสบการณ์เพิ่มพูนความรู้ความเชี่ยวชาญ สมัครเรียนจากหน่วยปรับปรุงพันธุ์พืช หน่วยทดลองการเกษตรของรัฐที่เปิดสอน อีกทั้งหาความรู้ สอบถามประสบการณ์จากเกษตรกรรุ่นเก่าๆ แม้ว่าตัวเขาเองจะไม่ใช่เป็นผู้อยู่ในวงการการทำเกษตรมาตั้งแต่แรก แต่ว่าเนื่องจากคุณพ่อคุณแม่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม หลังจากที่ออกจากงานด้านเทคโนโลยีกลับบ้านเกิดแล้ว ทำให้งานเดินหน้าไปได้เร็ว แก้วมังกรที่เขาปลูกจะเป็นผลสีแดงม่วงเป็นหลัก ใช้วิธีผสมเกสรธรรมชาติ สามารถเก็บผลผลิตได้ 10-12 ครั้ง/ปี

               ความรู้ที่ได้รับจากการอบรมด้านเทคโนโลยี ทำให้นายหงจ้าวหรูใช้หลอดไฟส่องสว่างควบคุมการปลูกแก้วมังกร ภายในสวนที่ปลูกแก้วมังกรมีการปลูกหญ้าคลุมดินเพื่อเพิ่มความชื้นให้กับพื้นดิน ซึ่งพืชคลุมดินที่นิยมนำมาปลูกก็คือ คุณนายตื่นสาย และการปลูกพืชคลุมดินเป็นการป้องกันหญ้าไม่พึงประสงค์ขึ้นรกและแย่งสารอาหารจากต้นแก้วมังกร เมื่อต้นแก้วมังกรได้รับสารอาหารที่เหมาะสมก็เจริญเติบโตดี ออกผลสวยงาม ทำให้ประหยัดเงินโดยไม่ต้องฉีดยาฆ่าแมลง สร้างความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค เมื่อไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลงก็ได้ดึงดูดไส้เดือน หนอนเข้าไปอยู่ ทำให้สวนแก้วมังกรคงสภาพของระบบนิเวศที่หลากหลาย ด้วยความตั้งใจในการปลูกแก้วมังกร นายหงจ้าวหรู เคยได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดแก้วมังกรในปี 2015 อีกด้วย

    นอกจากทานสดแล้ว แก้วมังกรยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารอื่นได้มากมาย ในภาพเป็นบัวลอยแก้วมังกร ส่วนประกอบของเมนูน้ำแข็งไสทั้งหลาย

    13 min
  • เคยกินบ้างไหม? ชิวขุย (秋葵) หรือกระเจี๊ยบเขียว ผักเมือกลื่นๆ ที่มีสรรพคุณเริด ประโยชน์เพียบ !!

                หากพูดถึงกระเจี๊ยบเขียวหรือภาษาจีนเรียกว่า ชิวขุย หลายๆ คนต้องร้องอ๋อ!! ว่ารับประทานเป็นประจำ โดยเอามาลวกจิ้มน้ำพริก จะแกง จะผัด จะยำหรือแม้แต่นำมาแปรรูปก็ได้ ปรุงอาหารได้สารพัดอย่าง แต่หลายคนอาจจะบอกว่าไม่ชอบเพราะมันมีเมือกลื่นๆ ก็ขอบอกว่าไม่ต้องกลัวความเมือกลื่นนี้ เพราะมันมีสรรพคุณเริดจริงๆ เป็นอีกผักชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมบริโภคมากในไต้หวันในปัจจุบัน แต่ในอดีตอาจจะไม่ค่อยชอบรับประทานกันมากนัก แต่หลายปีมานี้ กระเจี๊ยบเขียวได้รับยกย่องว่าเป็นอาหารสุขภาพที่ดีเลิศ มีทั้งเส้นใยที่สามารถละลายน้ำได้และเส้นใยที่ไม่ละลายน้ำ มีประโยชน์ต่อร่างกาย  เมื่อเรารับประทานเข้าไปจะไปช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ใหญ่ และยังช่วยลดพิษที่ผลิตจากแบคทีเรีย อีกทั้งยังช่วยในการขับถ่ายได้ดีอีกด้วย

    ชิวขุย (秋葵) หรือกระเจี๊ยบเขียว แค่จิ้มซีอิ๊ว ก็อร่อยสุดยอดแล้ว

               กระเจี๊ยบเขียวยังจัดเป็นผักสุขภาพสำหรับผู้ป่วยมะเร็งอีกชนิดหนึ่ง คนจีนมีการเล่าขานกันว่า กระเจี๊ยบเขียวปรียบเสมือนไวอาก้าที่เพิ่มสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย คนญี่ปุ่นก็ชอบรับประทานกระเจี๊ยบเขียวเช่นกัน จัดให้กระเจี๊ยบเป็นผักที่มีผลดีต่อสุขภาพชั้นเลิศ ยกย่องกระเจี๊ยบเขียวว่าเป็น “โสมสีเขียว (綠色人參)” วิธีรับประทานกระเจี๊ยบเขียวของคนญี่ปุ่น นิยมนำมาลวกยำปรุงรสโดยใส่ซอส ปลาแห้งฝอยสไลด์ หรือใส่วาซาบิ หรือหั่นเป็นชิ้นเหมือนรูปดาวแล้วใส่ในซุปมิโซะ เนื่องจากลักษณะของกระเจี๊ยบเขียวจะมีลักษณะเป็นฝักยาว ปลายแหลมคล้ายกับนิ้วของสาวๆที่เรียวสวย คนอังกฤษจึงตั้งชื่ออย่างโรแมนติกว่า “นิ้วคนงาม -美人指”

               แหล่งปลูกกระเจี๊ยบเขียวที่สำคัญของไต้หวันอยู่ที่ตำบลลู่เฉ่า (鹿草鄉) เมืองเจียอี้ ปริมาณการปลูก 1200 ตัน/ปี ครองสัดส่วนการปลูก 80 %ของประเทศ เป็นผักที่สร้างรายได้สำคัญที่สุดของตำบลลู่เฉ่า เป็นผักเศรษฐกิจ ฤดูกาลที่มีผลผลิตตั้งแต่เดือนมี.ค.-พ.ย. แต่ว่าช่วงฤดูกาลที่มากๆประมาณเดือน พ.ค.-ก.ย.หากคุณผู้ฟังที่อยู่ไต้หวันคงสังเกตเห็นว่าช่วงนี้ที่ตลาดจะมีการขายกระเจี๊ยบเขียวกันไม่น้อย แบ่งถาดราคาตั้งแต่ 20 เหรียญจนถึง 50 เหรียญไต้หวัน หากคิดคำนวณเป็นกิโลก็ขายกันเป็นร้อยเหรียญไต้หวันเลยทีเดียว แต่ว่าขึ้นอยู่กับฤดูกาล ถ้าช่วงที่กระเจี๊ยบเขียวมีปริมาณมากราคาก็จะถูกหน่อย อีกทั้งต้องดูความแก่ความอ่อนของผลกระเจี๊ยบด้วย หรืออาจจะซื้อกระเจี๊ยบเขียวได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือไฮเปอร์มาร์เก็ตที่บรรจุเป็นเพ็ค ทั้งนี้ กระเจี๊ยบเขียวเป็นผักที่เจริญเติบโตเร็ว เมื่อถึงช่วงฤดูกาลที่มีผลผลิตมาก ก็จำเป็นต้องรีบเก็บขาย เพราะหากผ่านพ้นไปวันหรือสองวัน ผลกระเจี๊ยบก็จะแก่แล้วไม่อร่อย เกษตรกรที่ปลูกกระเจี๊ยบจะต้องรีบเข้าสวนไปเก็บผลผลิตตั้งแต่ตี 4 ที่ฟ้ายังไม่สาง เพื่อรีบส่งขาย

               กระเจี๊ยบเขียวเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต เส้นใย โปรตีน โฟเลต แคลเซียม ซึ่งการวิจัยพบว่าแคลเซียมที่อยู่ในกระเจี๊ยบเขียวมีความใกล้เคียงกับนมสด อย่างกระเจี๊ยบเขียวน้ำหนัก 100 กรัม จะมีแคลเซียม 80-100 มิลลิกรัม แต่สิ่งที่ต่างกันคือ ร่างกายจะดูดแคลเซียมจากกระเจี๊ยบเขียวได้ดีกว่า เพราะฉะนั้นคนที่รับประทานเจแบบไม่ทานนมไข่ ก็ควรที่จะรับประทานกระเจี๊ยบเขียวทดแทนได้ หรือว่าเด็กที่กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโตแต่แพ้นมทำให้ท้องเสีย ก็สามารถรับประทานกระเจี๊ยบเขียวทดแทน เพิ่มแหล่งที่มาของการได้รับแคลเซียมที่ดี นอกจากนี้แล้ว ยังมีแร่ธาตุอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แต่สำหรับผู้ป่วยที่ล้างไต หากต้องการรับประทากระเจี๊ยบเขียวก็มีการแนะนำว่าให้นำกระเจี๊ยบเขียวไปลวกก่อน เพราะว่ากระเจี๊ยบเขียวมีโพแทสเซียมอยู่ไม่น้อย แล้วยังมีแมกนีเซียม เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และวิตามินซี อยู่ในปริมาณพอสมควร ให้พลังงานไม่สูง เพราะฉะนั้นเหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักเป็นอย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกระเจี๊ยบเขียวเป็นผักฤทธิ์เย็น สำหรับคนที่กลัวเย็นหรือกระเพาะไม่ค่อยดี ก็ให้รับประทานน้อยหน่อย เพราะอาจทำให้ท้องเสียหรือขับถ่ายเหลวได้ง่าย กระเจี๊ยบเขียวยังเป็นพืชที่อุดมไปด้วยกลูตาไธโอน ราชาสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นตำรับยารักษาอาการได้หลายโรค

    15 min
  • ปกป้องคุ้มครองเกษตรกร!! ไต้หวันเตรียมส่องระเบียบใหม่

    ไต้หวันเตรียมส่องระเบียบใหม่ ห้ามนำเข้าข้าวที่มีการลักลอบพันธุ์ไปปลูกที่ประเทศเวียดนาม

            รัฐบาลกำลังเข้มงวดกวดขันกับการนำเข้าข้าวจากประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากพบว่ามีข้าวบางส่วนที่นำเข้าแต่กลับเป็นพันธุ์ข้าวที่ปลูกในไต้หวัน สำนักการเกษตรและอาหาร คณะกรรมการการเกษตรไต้หวัน (Agriculture and Food Agency) มีความสงสัยว่า พันธุ์ข้าวในไต้หวันมีการลักลอบนำไปปลูกในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากนั้นส่งกลับมาขายในไต้หวัน ทั้งนี้ ต้นทุนการปลูกข้าวของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่ำกว่าในไต้หวันมาก หากปลูกแล้วนำกลับมาขายในไต้หวันก็หวั่นเกรงว่าจะกระทบต่อราคาข้าวในตลาดไต้หวัน

    พันธุ์ข้าวไถหนานเบอร์ 11 ปลุกกันมากในเจียอี้ ไถหนาน

            คณะกรรมการการเกษตรได้ประกาศร่างระเบียบเกี่ยวกับการนำเข้าข้าวแล้วเมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเปิดผู้เกี่ยวข้องแสดงความเห็นหรือคัดค้านได้ภายใน 60 วัน จากนั้นจึงจะประกาศระเบียบอย่างเป็นทางการ คาดว่ากฏระเบียบนี้จะมีผลบังคับใช้ในต้นปี 2021 นายจวงเหล่าต๋า(莊老達) รองผู้อำนวยการสำนักการเกษตรและอาหารชี้ว่า นับเป็นครั้งแรกที่ดำเนินมาตรการทางการค้า ห้ามนำเข้าข้าวพันธุ์ไต้หวันที่ผลิตในต่างประเทศ สาเหตุเป็นเพราะว่าข้าวที่ปลูกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีราคาต่ำกว่าไต้หวัน อาจจะต่ำกว่าถึงเท่าตัว เพื่อความเป็นธรรมทางการค้าจึงได้ประกาศห้ามนำเข้า

            ระเบียบดังกล่าวบัญญัติห้ามนำเข้าข้าวที่เป็นพันธุ์ของไต้หวันทั้งรูปแบบของข้าวเปลือก ข้าวกล้อง ข้าวเหนียว หรือแม้แต่ข้าวขาวที่ผ่านการขัดสีแล้ว รวมทั้งข้าวหักทั้งหลาย แต่ไม่รวมถึงผลิตภัณฑ์ข้าวแปรรูป สำหรับในส่วนที่ว่าจะมีการปรับผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ นายจวงเหล่าต๋าชี้ว่า หากพบว่ามีการนำเข้าข้าวพันธุ์ของไต้หวัน ที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่มีการมอบสิทธิ์ จะดำเนินการตามกฎหมายพันธุ์พืชและต้นอ่อน ปรับตั้งแต่ 300,000 เหรียญไต้หวันเป็นต้นไปและปรับสูงสุด 1,500,000 เหรียญไต้หวัน และห้ามนำเข้าสินค้าที่มีอยู่ทั้งหมดอีกด้วย

    พันธุ์ข้าวไถหนานเบอร์ 11 ปลุกกันมากในเจียอี้ ไถหนาน

            ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2017 คณะกรรมการการเกษตรทำการสุ่มตรวจการนำเข้าข้าวและพบว่ามีการนำเข้าข้าวที่เป็นพันธุ์ของไต้หวัน อย่างเช่น ข้าวไถหนานเบอร์ 11 ข้าวไถจงเบอร์ 192 ข้าวเถาหยวนเบอร์ 3 และข้าวไถหนงเบอร์ 71 เป็นต้น และที่ผ่านมา ไต้หวันไม่เคยมอบสิทธิ์หรือยินยอมให้มีการส่งออกพันธุ์ข้าวไต้หวันไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

            นายกัวจื่อเจี้ยน (郭子建) กองตรวจสอบฝ่ายผลิตธัญพืชชี้ว่า ต้นทุนการปลูกข้าวในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กิโลกรัมละ 18 เหรียญไต้หวัน แต่ราคาขายส่งของข้าวที่ปลูกในไต้หวันประมาณกิโลกรัมละ 32 เหรียญไต้หวัน เพราะฉะนั้นข้าวไต้หวันที่ปลูกในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วนำกลับเข้ามาขายในไต้หวันมีผลกำไรสูง ย่อมกระทบต่อตลาดราคาข้าวที่ปลูกในไต้หวันแน่นอน นอกจากนี้แล้ว ถ้าพันธุ์ข้าวไต้หวันปลูกในต่างประเทศแล้วนำเข้ามาผสมกับข้าวไต้หวันสามารถตรวจสอบDNAได้ แต่ถ้าข้าวพันธุ์ไต้หวันปลูกต่างประเทศแล้วนำเข้ามาขายในไต้หวันแล้วมีการปลอมว่าเป็นข้าวไต้หวันก็ไม่สามารถตรวจสอบ DNA หรือแยกแยะได้

    ข้าวพันธุ์ไถหนานเบอร์ 11 เป็นข้าวหลักที่บริโภคของคนในไต้หวัน รสชาติอร่อย เหมาะต่อการนำมาทำข้าวซูชิหรือข้าวกล่องเบนโตะ

            ยกตัวอย่าง ล่าสุดในปีที่แล้ว ไต้หวันมีการนำเข้าข้าวจากประเทศเวียดนาม หลังนำไปตรวจสอบยีนพบว่าเป็นข้าวที่เหมือนกับข้าวพันธุ์ไถหนานเบอร์ 11 ที่เกษตรกรไต้หวันทำการเพาะปลูก เป็นพันธุ์ข้าวที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์ตั้งแต่ปี 1997 ทนต่อศัตรูพืช ต้นข้าวสูงระดับกลาง ไม่ล้มง่าย ผลการผลิตสูง สภาพภายนอกของเมล็ดข้าวเต็ม สวย เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วสามารถเก็บรักษาได้นาน เหมาะต่อการปลูกในวงกว้าง เป็นข้าวหลักที่บริโภคของคนในไต้หวัน รสชาติอร่อย เหมาะต่อการนำมาทำข้าวซูชิหรือข้าวกล่องเบนโตะ

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน - 2020-07-14

    ที่นี่ไต้หวัน –14 ก.ค. 63-เจ๋ง!!ทีมวิจัยแพทย์ไต้หวันญี่ปุ่นค้นพบเอนไซม์สกัดจากผลไม้ช่วยรักษาโรควุ้นตาเสื่อมมีประสิทธิภาพสูงถึง 71%

            โรควุ้นตาเสื่อม (Eye Floaters) ภาษาจีนเรียกว่า “เฟยเหวินเจิ้ง-飛蚊症” เป็นภาวะที่มองเห็นจุดเล็ก ๆ ลอยผ่านไปมา โดยจะมีรูปร่างและขนาดที่แตกต่างกันไป อย่างเช่นคล้ายกับลูกน้ำของยุง หรือจุดดำเล็ก ๆ หรือวงใหญ่ ๆ คล้ายเมฆ ซึ่งผู้ป่วยอาจพบว่าเกิดเป็นจุดขนาดเล็กหลาย ๆ จุดพร้อมกัน หรือมีเพียงจุดขนาดใหญ่เกิดขึ้นเพียง 1 หรือ 2 จุด และจะสามารถสังเกตได้ชัดเจนเมื่อมองไปที่ที่มีพื้นหลังสีสว่าง เมื่อเคลื่อนไหวดวงตา จุดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็จะเคลื่อนที่ด้วยเช่นกัน แต่หากตั้งใจที่จะมองไปยังจุดดังกล่าว ก็จะหายไปจากการมองเห็นอย่างรวดเร็ว

    โรควุ้นตาเสื่อมจะเกิดกับคนที่มีอายุเกิน 40 ปีไปแล้ว แต่ว่าปัจจุบัน เนื่องจากผู้คนใช้เครื่องมืออุปกรณ์ที่เกี่ยวกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟนต่างๆ รวมถึงการดูภาพจากจอโทรทัศน์เป็นเวลานาน หรือแม้แต่การเล่นเกมเป็นเวลานานๆ แต่อายุยังน้อยไม่ถึง 40 ปีก็อาจเป็นโรควุ้นตาเสื่อมได้เช่นกัน จนมีคนโรควุ้นตาเสื่อมว่าเป็นเป็นโรค office Syndrome อีกโรคหนึ่งก็ว่าได้ ก็ขอยกตัวอย่างในไต้หวัน มีสาวอายุไม่มาก(ก็ต้องบอกว่าสาวๆ เชียวหละ!) อาศัยอยู่ที่เมืองผิงตง แต่เนื่องจากติดละครออนไลน์งอมแงม มือถือไม่เคยห่างจากสายตา จนต่อมาพบว่าดวงตาทั้งสองมีเงาดำๆเกิดขึ้น จึงไปปรึกษาจักษุแพทย์และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรควุ้นตาเสื่อม อย่างกรณีแบบนี้ ถ้าอาศัยการรักษาแบบดั้งเดิมที่ใช้การสังเกตอาการต้องใช้เวลาในการรักษานานถึง 5 ปีจึงเข้าสู่ภาวะปกติหรือทุเลาลง แต่อย่างไรก็ตาม สาวผู้นี้ได้รับการรักษาจากคุณหมอหงฉี่ถิง(洪啟庭) ซึ่งเป็นจักษุแพทย์ และท่านก็เป็นรองศต.ของทีมวิจัยยาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี่ต้าเหริน(大仁科技大學)ที่ตั้งอยู่ในเมืองผิงตงด้วย แพทย์หงฉี่ถิงอยู่ในทีมทดลองใช้เอนไซม์ที่สกัดจากผลไม้ 3 ชนิดได้แก่ มะละกอ สับปะรดและผลฟิกซ์หรือมะเดื่อฝรั่งบรรจุแคปซูล รับประทานวันละ 3 ครั้ง เช้า เที่ยง เย็น ครั้งละ 1 เม็ด หลังทำการรักษาและผ่านไปแล้ว 3 เดือน อาการของโรควุ้นตาเสื่อมของสาวคนนี้ทุเลาลง และไม่มีผลข้างเคียงต่อร่างกายด้วย

    ความสำเร็จของการค้นพบการรักษาโรควุ้นตาเสื่อมในครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของทีมวิจัยด้านเภสัชและจักษุแพทย์ระหว่างไต้หวันและญี่ปุ่น ซึ่งทีมของไต้หวันนั้นประกอบด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หงฉี่ถิง แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี่ต้าเหรินและทีม ส่วนทางด้านทีมของประเทศญี่ปุ่นประกอบด้วย ดร.ยูทากะ ทาเคะยูชิ (Yutaka Takeuchi) แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์โตเกียวและทีม โดยความร่วมมือวิจัยเริ่มตั้งแต่ปี 2015 จนถึงปัจจุบัน

    นายแพทย์หงฉี่ถิงยังบอกด้วยว่า การทดลองใช้เอนไซม์สกัดจากผลไม้ 3 ชนิดนี้ นำมาใช้กับผู้ป่วยและมีการวิเคราะห์ผลสำเร็จในช่วงเวลา 2 ปีแล้ว โดยทดลองกับผู้ป่วยโรควุ้นตาเสื่อม 280 คน หลังการรักษาผ่านพ้นไป 3 เดือน อาการของโรควุ้นตาเสื่อมมีประสิทธิผลสูงถึง 71% ซึ่งผลการวิจัยของทีมวิจัยทั้ง 2 ประเทศในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของโลก และกำลังจะเสนอเข้ารับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ในปีนี้ด้วย

    15 min
  • มารู้จักยอดผักอร่อยๆ เฟิร์นข้าหลวงหรือซานซู ผักฮอตฮิตขึ้นเหลากัน

             ใครเคยลิ้มรสยอดผักอร่อยๆ ในร้านอาหารหรือภัตตาคารกันหรือไม่? ซึ่งเจ้ายอดผักนี้ก็คือเฟิร์นข้าหลวงนั่นเอง ภาษาจีนเรียกว่าซานซูไช่ (山蘇菜) นำมาผัดน้ำมันหอยหรือจะเติมพริกหั่นไปนิดหนึ่ง พร้อมกับปลาเล็กปลาน้อยลงไปหน่อยก็ยิ่งอร่อยไปอีกแบบ เฟิร์นข้าหลวงหรือซานซูก็เป็นเฟิร์นชนิดหนึ่ง หากได้เห็นรูปภาพของผักนี้แล้วก็ต้องร้องอ๋อขึ้นมาเลยว่าเคยเห็นหรือเคยรับประทานกันแน่ๆ แต่เมื่อรู้แล้วก็อย่าพึ่งรีบไปตัดใบอ่อนของข้าหลวงในบ้านหรือหลังบ้านมารับประทานนะคะ แม้จะเป็นเฟิร์นข้าหลวงเหมือนกัน แต่มันเป็นคนละชนิดกัน ทั้งนี้ ในเมืองไทยก็นิยมปลูกเฟิร์นข้าหลวงไว้ในบ้านเป็นไม้ประดับ หรือปลูกในอาคารหรือสวนโดยปลูกไว้ในกระถาง ใส่กระเช้าแขวน หรือจัดใส่สวนขวด เป็นต้น เพราะว่าการปลูกเฟิร์นข้าหลวงจะให้ความรู้สึกที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ บางคนบอกว่าเป็นไม้มงคล อีกทั้งยังเป็นต้นไม้ที่มีประโยชน์มากมาย อย่างเช่น ช่วยฟอกอากาศ สามารถสัมผัสความสดชื่น ทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้

    ยอดเฟิร์นข้าหลวงหรือซานซูอินทรีย์ จากฟาร์มพัฒนาเกษตรฮัวเหลียน

             สำหรับในไต้หวันแล้ว เฟิร์นข้าหลวงหรือซานซูถือเป็นผักป่าของชนพื้นเมืองในสมัยก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนพื้นเมืองอามิส (阿美族) และชนเผ่าบูนัน (布農族)ที่อาศัยอยู่บริเวณเมืองไถตง เมืองฮัวเหลียนที่อยู่ทางภาคตะวันออกของเกาะไต้หวัน ชาวพื้นเมืองทั้ง 2 เผ่ามักจะขึ้นเขาไปเด็ดยอดอ่อนของเฟิร์นข้าหลวงหรือซานซูมารับประทานกัน คนอามิสจะเรียกผักชนิดนี้ว่า ลู่กู (路姑) และหลายปีมานี้คนไต้หวันให้ความสำคัญกับการรับประทานผักผลไม้ที่ได้จากธรรมชาติ ทำให้เฟิร์นข้าหลวงหรือซานซูกลายเป็นผักยอดฮิตชนิดหนึ่งของคนในเมือง เป็นอาหารจานเด็ดราคาแพงที่ขึ้นเหลาหรือภัตตาคาร

    ยอดเฟิร์นข้าหลวงหรือซานซูอินทรีย์ จากฟาร์มพัฒนาเกษตรฮัวเหลียน

             เฟิร์นข้าหลวงเป็นพืชที่ชอบขึ้นในสิ่งแวดล้อมที่เย็นชื้น ในป่าของไต้หวันจะพบเห็นทั่วไปที่ตั้งอยู่ในความสูงระดับต่ำและระดับกลางเหนือน้ำทะเล เนื่องจากได้รับความนิยมรับประทานของคนในเมือง ทำให้ไต้หวันมีการเพาะปลูกเป็นฟาร์มในวงกว้างขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แหล่งที่ปลูกเฟิร์นข้าหลวงหรือซานซูที่เป็นล่ำเป็นสันจะอยู่บริเวณตำบลจี๋อัน ตำบลกวงฟู่ ตำบลฟ่งหลินและตำบลอวี้หลี่ของจังหวัดฮัวเหลียน อีกทั้งกระจัดกระจายในพื้นที่ทางภาคตะวันของไต้หวัน หลังจากเก็บเกี่ยวเฟิร์นข้าหลวงแล้วจะส่งทางเครื่องบินหรือไม่ก็ขนส่งทางรถไฟเพื่อนำไปขายยังตัวเมือง จึงทำให้ยอดของเฟิร์นข้าหลวงหรือซานซูมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า ผักเครื่องบิน (เฟยจีไช่-飛機菜)

     

    ยอดผักซานซูผัดปลาซิว อร่อยมาก เมนูจานเด็ดบนโต๊ะร้านอาหารทั่วไป

    15 min

About ที่นี่ไต้หวัน

From the publisher's feed

ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน