“บะหมี่รอแจก” ร้านแรกในไต้หวัน ที่นำแนวคิดการแบ่งปันบะหมี่มาใช้
ที่ตลาดชิงชุ่ย (青翠市場) เขตปั่นเฉียว นครนิวไทเป มีร้านบะหมี่เล็กๆ ที่เรียบง่ายและเต็มไปด้วยน้ำใจชื่อว่า "ร้านบะหมี่แห่งความดี行善麵店" ร้านนี้เป็นร้านอาหารริมถนนแห่งแรกในไต้หวันที่ริเริ่มระบบ “บะหมี่รอแจก” แนวคิดนี้คล้าย "กาแฟรอแจก" (Suspended Coffee) ซึ่งมีต้นกำเนิดจากร้านกาแฟแห่งหนึ่งในเมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลี ซึ่งมีลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชนชั้นแรงงาน เมื่อใครสักคนประสบเหตุการณ์ดี ๆ ในชีวิต พวกเขาจะจ่ายเงินสำหรับกาแฟสองแก้วแต่รับไปเพียงแก้วเดียว ส่วนที่เหลือจะถูกเก็บไว้เพื่อให้ผู้ที่ต้องการสามารถมารับได้ฟรี ซึ่งแนวคิดนี้ถูกนำไปประยุกต์ใช้กับ "บะหมี่รอแจก" ที่อาศัยหลักการเดียวกัน กล่าวคือ ผู้มีจิตเมตตาสามารถบริจาคเงินเพื่อเป็นค่าบะหมี่ จากนั้นจำนวนเงินที่ได้รับจะถูกแปลงเป็นจำนวนชามบะหมี่สำหรับแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่ขาดแคลน
ร้านบะหมี่รอแจกของคุณเอี๋ยนเหวยซวิน
ร้านบะหมี่แห่งนี้ มีเจ้าของร้านคือ เอี๋ยนหลินอิ้น (顏林蔭) และลูกชาย เอี๋ยนเหวยซวิน(顏維勳) เป็นผู้ดำเนินกิจการ ตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา ร้านแห่งนี้ได้เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถ "จ่ายล่วงหน้า" สำหรับบะหมี่ เพื่อรอแจกให้ผู้ยากไร้ได้รับอาหารร้อนๆ ฟรี ให้กับผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่มั่นคง เช่น ครอบครัวที่ยากจน คนไร้บ้าน หรือผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพัง
ปัจจุบัน เอี๋ยนเหวยซวิน อายุ 45 ปี เมื่อเขายังเป็นทารกอายุเพียง 1 ขวบ แม่ของเขาต้องแบกเขาไว้ที่หลัง ขณะที่เข็นรถขายบะหมี่เพื่อหาเลี้ยงชีพ หลังจากนั้นพ่อของเขาก็เข้ามาช่วยขายบะหมี่ด้วย ทั้งสองคนร่วมกันเปิดร้านและดำเนินกิจการมานานกว่า 44 ปี อย่างไรก็ตาม ชีวิตของเอี๋ยนเหวยซวินไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ในวัยเด็ก เขามีพฤติกรรมเกเรและคบเพื่อนที่ไม่ดี ทำให้เข้าสู่วังวนของการโดดเรียนและใช้ชีวิตอยู่ในกลุ่มวัยรุ่นอันธพาล วันหนึ่ง เขาเข้าไปพัวพันกับเหตุทะเลาะวิวาทใน KTV ซึ่งบานปลายจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ด้วยเหตุนี้ เอี๋ยนเหวยซวินถูกตัดสินว่ามีความผิดฐาน ฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา และถูกส่งตัวเข้าคุก
ขณะนั้นเขาอายุเพียง 15 ปี และยังไม่เข้าใจผลที่ตามมาของการกระทำของตัวเอง แม่ของเขาพยายามห้ามปรามหลายครั้ง แต่ด้วยความเป็นวัยรุ่นที่ดื้อรั้น ไม่เชื่อฟัง หลังจากรับโทษ 4 ปี เขายังคงทำผิดกฎหมายอีกหลายครั้ง รวมถึง เล่นการพนัน, ดูหมิ่นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และละเมิดกฎหมายเครื่องหมายการค้า โดยการนำเข้าไฟแช็กปลอมที่มีโลโก Louis Vuitton (LV) และขายผ่านทางอินเทอร์เน็ต
หลังจากต้องโทษจำคุกในคดีละเมิดกฎหมายเครื่องหมายการค้าและได้รับการปล่อยตัว เอี๋ยนเหวยซวิน ได้เข้าสู่วงการสัก เปิดร้านของตัวเอง แต่สภาพแวดล้อมของร้านกลับเต็มไปด้วยกลุ่มคนที่ซับซ้อนที่พกพาอาวุธมีดและปืน รวมถึงการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นเป็นประจำ เขาเห็นทุกวันมีคนพกอาวุธเข้ามาเจรจาเรื่องต่างๆ ในร้าน ซึ่งทำให้เขาเริ่มหวาดกลัว ไม่เพียงแต่กังวลความปลอดภัยของตัวเอง แต่ยังเป็นห่วงพ่อแม่ของเขาด้วย สุดท้ายเขาตัดสินใจปิดร้าน
หลังจากนั้น เขาตัดสินใจเดินทางไปยังประเทศจีน หวังว่าจะสามารถหลีกหนีอดีตและเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง เขาวางแผนเปิดร้านสักแห่งใหม่ แต่กลับถูกหลอก ทำให้แผนต้องล้มเหลว ในปีถัดมา เขากลับมาที่ไต้หวันและเปิดร้านสักแห่งที่สอง ครั้งนี้เขาหวังจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายกว่าเดิม แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเพื่อนที่เขาสนิทถูกกลั่นแกล้ง เขาตัดสินใจยืนหยัดช่วยเหลือ โดยเลือกใช้ปืน แต่ผลลัพธ์กลับร้ายแรงกว่าที่คิด ร้านของเขาถูกแก้แค้นในคืนหนึ่ง มีคนบุกเข้ามาทำลายข้าวของ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาสืบสวนและ พบปืนในร้านของเขา ส่งผลให้เอี๋ยนเหวยซวินถูกตั้งข้อหาครอบครองอาวุธปืนโดยผิดกฎหมาย ทนายของเขาบอกว่า "คุณหมดโอกาสแล้ว คุณต้องกลับเข้าไปอยู่ในคุกอีกครั้ง"
บะหมี่รอแจกของคุณเอี๋ยนเหวยซวิน
ในช่วงที่เขาตกอยู่ในภาวะสิ้นหวังที่สุด เขาฝันไป ในความฝันนั้น มีเสียงหนึ่งบอกเขาว่า "คดีของคุณนี้ยังมีหนทางแก้ไขได้ แต่คุณต้องฟังฉัน คุณต้องเริ่มทำความดี" แม้จะรู้สึกเหลือเชื่อ แต่เมื่ออยู่ระหว่างความจริงกับความฝัน เขาเลือกที่จะเชื่อ จากนั้น เขาเดินทางไปยังศาลเจ้าเพื่อขอคำชี้แนะจากเทพเจ้า และได้รับคำตอบที่ยืนยันว่า คดีของเขาอาจมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ และในที่สุด ศาลตัดสินให้เขารับโทษรอลงอาญา ทำให้เขารอดพ้นจากการถูกจองจำอีกครั้ง
ด้วยความรู้สึกซาบซึ้งต่อโอกาสครั้งใหม่นี้ เขาสาบานว่าจะเปลี่ยนชีวิตและเริ่มต้นทำความดี เพื่อเป็นการตอบแทนโชคชะตาที่ช่วยให้เขาได้รับอิสรภาพ เขาตัดสินใจเปลี่ยนร้านสักของตัวเองให้กลายเป็นศาลเจ้า ตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา ศาลเจ้าแห่งนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางสำหรับกิจกรรมช่วยเหลือสังคม
เขาเลิกยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งและความรุนแรง มุ่งหน้าสู่เส้นทางแห่งการช่วยเหลือผู้อื่น เขาเริ่มใช้ Facebook เป็นช่องทางในการเชิญชวนชาวเน็ตให้เข้าร่วมกิจกรรมช่วยเหลือสังคม และออกเดินทางทั่วไต้หวันเพื่อทำความดี โดยเป้าหมายแรกของเขาคือบ้านพักฟื้นสำหรับผู้พิการทางสติปัญญา ซึ่งเป็นสถานที่ที่หลายคนไม่คุ้นเคยและเข้าถึงได้ยาก ที่นั่นมีเด็กที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ถูกเรียกว่า "เด็กพิเศษ憨寶貝" พวกเขาต้องการการดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นภาระที่หนักสำหรับครอบครัว เขาตระหนักว่าหลายครอบครัวต้องเผชิญกับปัญหาทางการเงินและบ้านพักฟื้นเหล่านี้เป็นเพียงที่พึ่งเดียวของพวกเขา
เขาเดินทางไปยังบ้านพักฟื้นทุกแห่งในไต้หวัน ใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางระดมความช่วยเหลือ เรียกร้องให้ผู้คนบริจาคข้าวสาร ผ้าอ้อม และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ เมื่อเวลาผ่านไป คนจำนวนมากเริ่มตระหนักว่าบ้านพักฟื้นเหล่านี้กำลังรองรับภาระอันหนักหน่วงของสังคม
นอกจากบ้านพักฟื้น เขายังพบ สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่มีเด็กเพียง 16 คนและขาดแคลนทรัพยากรอย่างหนัก ด้วยการใช้โซเชียลมีเดียในการประชาสัมพันธ์ ภายใน 3 ปี สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้สามารถระดมทุน ซื้อที่ดิน และขยายสถานที่ให้รองรับเด็กๆ ได้มากขึ้น นอกจากนี้ ตำรวจในหลายพื้นที่เริ่มติดต่อเขาเพื่อขอความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็น แม่เลี้ยงเดี่ยวที่ตกงาน หรือผู้ป่วยที่ต้องการการดูแล และในปี 2020 เขาได้ก่อตั้ง "สมาคมการกุศลเฉิงเทียนฝู่หวนเต่า (承天府環島慈善會)" และดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์
หลังจากออกเดินทางทั่วไต้หวันเพื่อทำความดี เอี๋ยนเหวยซวิน ตระหนักว่า มีผู้คนจำนวนมากที่ไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อข้าวกิน ความหิวโหยเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคม เขาคิดหาวิธีช่วยเหลือพวกเขาทางอ้อม เพื่อให้พวกเขาสามารถมีอาหารรับประทานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ในปี 2013 เขาพบแนวคิด "กาแฟรอแจก" (กาแฟใจดี-Suspended Coffee) ซึ่งเป็นระบบที่มีอยู่ในร้านกาแฟของอิตาลี แนวคิดนี้คือ ลูกค้าสามารถซื้อกาแฟล่วงหน้าไว้สำหรับคนที่ไม่มีเงินซื้อเอง เขาจึงเกิดแรงบันดาลใจและคิดว่า "ต่างประเทศอาจจะอดข้าวได้ แต่พวกเขาขาดกาแฟไม่ได้" แต่สำหรับชาวไต้หวัน "บะหมี่" คืออาหารหลัก
ด้วยแนวคิดนี้ เขาจึงนำแนวคิด "อาหารรอแจก" มาใช้กับร้านบะหมี่ของแม่ และริเริ่มระบบ 'บะหมี่รอแจก' (待用麵) สำหรับที่ร้านบะหมี่แห่งการกุศลนี้ ทุกคนที่ต้องการความช่วยเหลือสามารถมาขอรับบะหมี่ได้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบ ไม่มีคำถาม ไม่มีเงื่อนไข เพียงแค่เอ่ยปากก็สามารถรับประทานได้ทันที แนวคิดนี้ช่วยสร้างแพลตฟอร์มแห่งน้ำใจ ที่มีเป้าหมายง่ายๆ ว่า "ถ้าคุณหิว มาหาผมได้ ผมจะช่วยคุณให้ถึงที่สุด"
เอี๋ยนเหวยซวิน ก่อตั้งสมาคมการกุศลเฉิงเทียนฝู่หวนเต่า
เพื่อไม่ให้ลูกค้ารู้สึกเบื่อกับเมนูเดิมๆ ร้านจึงมีการเปลี่ยนแปลงเมนูเป็นระยะๆ เช่น ข้าวผัด ข้าวหน้าหมูพะโล้ ฯลฯ ปัจจุบันมีผู้บริจาคเงินสนับสนุนร้านนี้หลายพันคน และจนถึงขณะนี้ ได้แจกบะหมี่ไปแล้วกว่า 100,000 ชาม โดยแต่ละวันจะมีผู้มารับอาหารประมาณ 15 คน
สำหรับเอี๋ยนเหวยซวิน การให้บะหมี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเติมเต็มท้องที่หิวโหย แต่มันเป็นโอกาสในการเข้าถึงและเข้าใจปัญหาที่แท้จริงของคนที่มารับบะหมี่ เขาให้แม่ของเขาจดเบอร์โทรศัพท์ของผู้มารับอาหารไว้ แล้วโทรกลับไปสอบถามว่า "วันนี้คุณมารับประทานบะหมี่ ที่บ้านของคุณมีอะไรที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมหรือไม่?"
วันหนึ่ง เขาพบกับพ่อคนหนึ่งที่ต้องดูแลลูกชายที่มีความพิการรุนแรง ลูกชายอายุไม่ถึง 20 ปี ตัวสูงใหญ่ แต่พวกเขา เคยต้องนอนตามสวนสาธารณะ ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง จนกระทั่งพ่อได้งานทำและสามารถเช่าห้องใต้ดินได้ แต่ด้วยพฤติกรรมของลูกชายที่มักส่งเสียงดัง ทำให้เพื่อนบ้านไม่พอใจและต้องการให้พวกเขาย้ายออก
เมื่อเขาได้รับรู้ปัญหาของครอบครัวนี้ เขาจึงเข้ามาช่วยเหลือ ด้วยการสนับสนุนเงินทุนให้พ่อของเด็กสามารถ เปิดแผงขายถุงเท้าหน้าศาลเจ้า เพื่อสร้างรายได้ นอกจากนี้ ยังช่วยติดต่อหน่วยงานต่างๆ ให้ความช่วยเหลือด้านค่าครองชีพ และช่วยดำเนินเรื่อง ขอรับเงินอุดหนุนสำหรับครอบครัวรายได้น้อย ตลอดจนหาที่อยู่ที่เหมาะสมให้ เพื่อให้พวกเขามีบ้านเป็นของตัวเอง
อีกกรณีหนึ่ง เด็กชายคนหนึ่งมารับบะหมี่เป็นประจำ เพราะแม่ของเขาป่วยหนัก ต้องเข้ารับการผ่าตัด แต่ไม่มีเงินค่ารักษาพยาบาล เมื่อเอี๋ยนเหวยซวินทราบเรื่อง เขาจึงใช้เครือข่ายในสมาคมของเขา เปิดรับบริจาคจนสามารถระดมทุนได้ถึง 120,000 เหรียญไต้หวัน เพื่อช่วยแม่ของเด็กจ่ายค่าผ่าตัด อย่างไรก็ตาม หลังการผ่าตัด แม่ของเด็กก็ยังไม่สามารถกลับไปทำงานได้ ทำให้ชีวิตยังคงลำบาก ร้านบะหมี่จึง ให้ความช่วยเหลือด้านอาหารอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งส่งมอบสิ่งของจำเป็น เช่น สมุด เครื่องเขียน นมผง และกระดาษชำระ
วันหนึ่ง เด็กชายคนนั้นยื่นการ์ดใบหนึ่งให้เขา ในนั้นเขียนว่า "คุณลุงครับ วันนี้ผมไปกินบะหมี่ที่ร้านของคุณ อร่อยมากเลย ขอบคุณนะครับ" ซึ่งตัวอักษรเล็กๆ บนกระดาษทำให้เอี๋ยนเหวยซวินรู้สึกซาบซึ้ง เขาบอกเด็กชายว่า "จำไว้นะลูก โตขึ้นถ้ามีโอกาส ก็ช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง" และสิ่งเดียวที่เขาหวังคือให้เด็กชายคนนี้ เติบโตขึ้นมาเป็นคนดี และกตัญญูต่อแม่ของเขา
แม้ว่าระบบ"บะหมี่รอแจก" จะช่วยเหลือผู้คนได้มากมาย แต่เขาก็เริ่มเผชิญกับภาระที่หนักอึ้ง มีผู้คนมากมายเข้ามาขอความช่วยเหลือ ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าครองชีพ และปัญหาที่ต้องใช้เงินจำนวนมากในการแก้ไข
จากจุดเริ่มต้นที่ต้องการช่วยเพียงคนหิวโหย กลับกลายเป็นว่าเขาต้องแบกรับภาระหนักเกินตัว โดยบางคนเริ่มมองว่า เขาต้องช่วยทุกคน บางครั้งมีคนขอความช่วยเหลือเรื่องที่ต้องใช้เงินหลักแสนหรือมากกว่านั้น จึงทำให้ทรัพยากรที่มี ไม่ได้เพียงพอสำหรับทุกคน เขาเริ่มตระหนักว่า "เขาไม่ใช่หน่วยงานรัฐ ไม่ใช่หน่วยงานสังคมสงเคราะห์ จึงมีข้อจำกัด" แต่ถึงอย่างนั้น เขายังคงพยายามช่วยเท่าที่จะทำได้
เมื่อเริ่มต้นระบบ"บะหมี่รอแจก" เอี๋ยนเหวยซวินไม่ได้ใช้เวลามากมายในการคิดถึงอุปสรรค แต่เลือกที่จะ "ลงมือทำก่อน" เขาคิดว่า ต่อให้ไม่มีใครบริจาค เขาก็สามารถออกเงินเองได้ ขอเพียงแค่เพิ่มบะหมี่อีกหนึ่งชาม ก็คงไม่ส่งผลกระทบอะไรมากนัก ดังนั้นแม้จะไม่มีความมั่นใจเต็มร้อย เขาก็ยังตัดสินใจก้าวไปข้างหน้า ทำให้ร้านของเขากลายเป็น ร้านแรกในไต้หวันที่นำแนวคิดบะหมี่รอแบ่งปันมาใช้
ช่วงแรก หลายคนสงสัยว่าโมเดลนี้จะไปรอดหรือไม่ จะมีเงินบริจาคมากพอรองรับหรือเปล่า แต่ในฐานะร้านแรกที่ริเริ่ม เขามองว่า ต้องเป็นแบบอย่าง หากเขาล้มเลิก คนอื่นก็คงไม่กล้าทำตาม ถึงแม้ว่าช่วงแรกจะมีเงินบริจาคเข้ามามากพอจนสามารถจดบันทึกเต็มหน้ากระดาษ A4 สามแผ่นทุกวัน แต่ปัจจุบันกลับลดลงจนต้องใช้เวลาหลายเดือนถึงจะเติมได้ครบหนึ่งหน้า แม้จำนวนคนมารับบะหมี่ยังเยอะเหมือนเดิม แต่คนบริจาคกลับน้อยลง
เอี๋ยนหลินอิ้น คุณแม่เอี๋ยนเหวยซวิน ผู้ให้การสนับสนุนทำความดี
"แล้วจะทำยังไงดี? ก็ออกเงินเองสิ!" เขากล่าว ทุกวันมีคนมาขอรับบะหมี่สิบกว่าคน หากมีเงินบริจาคก็ใช้เงินบริจาค แต่ถ้าไม่มี เขาก็จ่ายเอง เพื่อให้คนที่ลำบากยังมีอาหารกิน เขาไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องของกำไรขาดทุน เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือการให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าสื่อเคยนำเสนอปัญหาขาดแคลนทุนของร้าน จนเกิดกระแสบริจาคชั่วคราว แต่สุดท้ายกระแสก็ค่อยๆ หายไป เอี๋ยนเหวยซวินจึงค่อยๆ ปรับมุมมองและเลือกที่จะไม่ขอความช่วยเหลือจากสื่ออีกต่อไป เขากับคุณแม่ยังคงทำต่อไปแบบไม่คาดหวัง "ใครอยากมากินก็กิน ถ้าไม่มาก็ไม่เป็นไร" พวกเขาเพียงแค่ทำหน้าที่ของตัวเองไปเงียบๆ ปลูกฝังแนวคิด "บะหมี่รอแจก" ให้หยั่งรากลึกลงในสังคม แม้ว่าระหว่างทางจะเคยต้องเผชิญภาวะหนี้สิน แต่เขาก็ไม่เคยยอมแพ้ เขาเลือกที่จะใช้แรงกายของตัวเอง เดินหน้าต่อไปเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ลำบาก
บางครั้งก็มี กลุ่มแม่บ้านที่ฐานะดี ได้ยินว่ามีบะหมี่ฟรีก็แวะมารับบ้าง แต่สำหรับเอี๋ยนเหวยซวินเขาไม่ถือสาเรื่องนี้ เพราะสิ่งสำคัญคือ "การให้คนได้อิ่มท้อง มีค่ามากกว่าความกังวลว่าจะถูกเอาเปรียบ" เขาเชื่อว่าการช่วยเหลือ ไม่ควรมีเงื่อนไข ไม่มีใครที่ "สมควรได้รับ" มากกว่าใคร พวกเขายินดีต้อนรับทุกคน เพราะรู้ดีว่าบางคนแม้แต่งตัวดี ดูมีความมั่นใจ แต่จริงๆ แล้วอาจกำลังลำบาก ขณะที่บางคนแม้ดูยากจน แต่กลับมีทรัพย์สินมหาศาล เราจึงไม่ควรตัดสินใครจากภายนอก
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่สำนึกบุญคุณ มีบางคนมองว่าการช่วยเหลือจากร้านนี้เป็นเรื่องที่ควรได้รับโดยปริยาย เช่น มีลูกค้าคนหนึ่ง มารับบะหมี่ทุกวันหลังเลิกงาน และมักขอถ้วยกระดาษเพิ่มเป็นประจำ เอี๋ยนเหวยซวินจึงถามด้วยความสงสัยว่า "ที่บ้านไม่มีถ้วยเหรอ?" ชายคนนั้นตอบว่า "มี แต่ขี้เกียจล้าง" เมื่อได้ยินแบบนั้นเขาจึงปฏิเสธไม่ให้ถ้วยกระดาษอีกต่อไป แต่ลูกค้ากลับโกรธและพูดว่า "ทำไมไม่ให้ล่ะ? บะหมี่นี่ก็มาจากเงินบริจาค ไม่ใช่เหรอ? พวกคุณควรให้ผมสิ!" จากนั้นเขาก็โยนบะหมี่ทิ้งลงบนโต๊ะและเดินออกไป
แม้จะเจอเรื่องแบบนี้ แต่เอี๋ยนเหวยซวินก็ไม่เปลี่ยนแนวคิด เขายังคงมุ่งมั่นทำต่อไป เพราะสำหรับเขา การให้ความช่วยเหลือ ไม่ใช่การคาดหวังคำขอบคุณ แต่เป็นการสร้างโอกาสให้คนที่ลำบากจริงๆ ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น
เขาไม่ได้ปฏิเสธใครเพียงเพราะ "ถ้วยกระดาษ" แต่เพราะ ต้นทุนของถ้วย ไม่ได้รวมอยู่ในเงินบริจาคของ "บะหมี่รอแบ่งปัน" อีกทั้งคนที่ขอเพิ่มนั้น ไม่ได้คำนึงถึงข้อนี้เลย กลับมองว่าตัวเองสมควรได้รับมากกว่าที่ให้ไป จริงๆ แล้วบะหมี่รอแบ่งปันมีไว้สำหรับคนที่ลำบากจริงๆ ไม่ใช่เพื่อความสะดวกสบายของใครบางคน ตลอด 11 ปีที่เปิดระบบนี้ นี่เป็นครั้งเดียวที่เขาตัดสินใจปฏิเสธ การให้บะหมี่
โชคดีที่ผู้ที่มารับบะหมี่ส่วนใหญ่มิได้มีพฤติกรรมเช่นนั้น มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาพบกับ ครูชายคนหนึ่ง ซึ่งได้รับผลกระทบจากโรคระบาดจนตกงาน ภรรยาป่วยเป็นมะเร็ง และมีลูกเล็กๆ อีกสองคน แต่ทุกครั้งที่มาขอรับบะหมี่ เขาจะขอเพียงสองชาม แล้วบอกว่า "แค่นี้ก็พอแล้ว ที่เหลือให้คนที่ลำบากกว่าผมเถอะ" ในกรณีเช่นนี้เอี๋ยนเหวยซวินไม่เพียงแค่ให้บะหมี่เท่านั้น แต่ยังมอบสิ่งของและความช่วยเหลือเพิ่มเติมอีกด้วย เพราะเขาเชื่อว่า ทุกคนอาจมีเรื่องราวที่เราไม่รู้ เราไม่ควรตัดสินคนเพียงจากภายนอก
เอี๋ยนเหวยซวิน ผู้เปิดร้านบะหมี่รอแจก
เอี๋ยนเหวยซวินเล่าว่า มีบางคนที่แม้จะลำบาก แต่กลับไม่สามารถขอรับเงินช่วยเหลือจากรัฐได้ ตัวอย่างเช่น คนที่ครอบครองที่ดินบนเชิงเขาซึ่ง ไม่สามารถขายได้ ทำให้พวกเขา ไม่ได้รับการพิจารณาให้เป็นผู้มีรายได้น้อย แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีรายได้และดำรงชีวิตอย่างยากลำบากก็ตาม เขามองว่า หากไม่มีองค์กรภาคประชาชนคอยช่วยเหลือ คนเหล่านี้อาจไม่มีที่ไป และปัญหาสังคมอาจรุนแรงขึ้น
"ถ้าวันนี้ไม่มีระบบบะหมี่รอแบ่งปัน คนที่หิวโหยอาจต้องขโมยบะหมี่สักชาม หรือซาลาเปาสักลูก" เขากล่าว เขาไม่ได้มองว่าสิ่งที่ทำเป็นความสำเร็จ แต่เพียงต้องการสร้างโอกาสให้ผู้ที่ขาดแคลน เพื่อไม่ให้พวกเขาต้องเดินไปสู่ทางที่ผิดเพราะความหิวโหย
เอี๋ยนเหวยซวินมีความฝันที่จะสร้าง "เครื่องขายบะหมี่รอแจก" ที่สามารถให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้ "บัตรพิเศษ" คล้ายบัตร EasyCard (บัตรเติมเงินที่ใช้ในไต้หวัน) เพียงแตะบัตรที่เครื่อง ก็สามารถรับบะหมี่ร้อนๆ ได้หนึ่งชาม
เขาคิดระบบนี้ขึ้นมาเพื่อร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ คัดกรองและแจกบัตรให้กับกลุ่มเปราะบาง เพื่อลดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง อย่างไรก็ตาม เครื่องขายบะหมี่เหล่านี้มีข้อจำกัดเรื่อง ความจุ ซึ่งอาจทำให้การแจกจ่ายไม่เพียงพอ อีกทั้งยังมีความกังวลเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม
"ผมต้องร่วมมือกับภาคเอกชนถึงจะทำได้" เอี๋ยนเหวยซวินกล่าวตรงๆ ปัจจุบันแผนการนี้ยังเป็นเพียง "แนวคิด" และยังขาดการสนับสนุนจากองค์กรที่สามารถช่วยทำให้เป็นจริง แม้จะมีหลายคนบอกว่าเป็นระบบที่ดี แต่ก็ไม่มีใครลงมือทำจริงจัง
"ถ้าทำสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นคนไร้บ้าน หรือกลุ่มคนเปราะบาง ก็จะได้รับประโยชน์" อย่างไรก็ตาม เวลาผ่านไป 8 ปีแล้ว ความฝันนี้ยังคงอยู่แค่ในสมองของเขา