
Sign up to save your podcasts
Or


“ความแก่ ความเจ็บ ความตาย” เป็นทุกข์ที่เกิดขึ้นกับทุกคน และเป็นสิ่งที่เกิดเฉพาะตน ไม่สามารถทุกข์แทนกันได้
“สติ” เป็นองค์ธรรมแรกที่สำคัญ ทำให้เราหลุดออกจากทุกข์ในวัฏฏะของ “ความแก่ ความเจ็บ ความตาย” ได้ สติเป็นทักษะที่ฝึกได้
เริ่มจากการ “ตั้งสติ” ระลึกถึงคุณตวามดีของ “พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์” ว่า “มีคุณมหาศาล เกิดขึ้นได้ยากมากๆ” จะช่วยทำให้จิตเราตั้งอยู่ใน “กุศลธรรม” ได้ตลอดเวลา
ด้วยเหตุที่ว่า “เมื่อจิตตริตรึกคิดนึกไปทางใด จิตย่อมน้อมไปด้วยอาการนั้น” ดังนั้น เมื่อเราระลึกถึงพุทโธ ธัมโม สังโฆ สิ่งดีๆ ที่เป็นกุศลธรรม ปัญญา ความเพียร ความอดทน ต่างๆ จะมาครอบงำจิตใจของเรา อารมณ์ต่างๆ ที่เป็นอกุศล เช่น ความกังวลใจ ความทุกข์ จะครอบงำจิตใจเราไม่ได้
เมื่อมีสติอย่างต่อเนื่อง เราจะมีสมาธิ เกิดปัญญามองเห็นความแก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องปกติ เห็นความไม่เที่ยง จึงเป็นทุกข์ “เราจึงไม่ยึดมั่น” ทั้งกาย เวทนา ความรู้สึก ความนึกคิดต่างๆ รวมถึง จิตก็ “ไม่ใช่เรา” เพราะมันไม่เที่ยง
เห็นอย่างนี้แล้ว “วางความยึดถือ วางความยึดมั่น” นั่นคือสบายแล้ว เกิดความรู้ คือ เกิด “วิชชา” อวิชชาก็ดับ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ปฏิบัติภาวนาด้วยการเจริญอานาปานสติ เริ่มจากการตั้งสติ เพื่อให้เราฝึกทักษะการสังเกตอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ลมหายใจ สังเกตุทั้งกายและจิต เพื่อการแยกแยะ มีสติแล้วสมาธิก็ตั้งมั่น จนเกิดปัญญาวุธ คือ ปัญญาที่เห็นทุกสิ่งในโลกนั้น เป็นสมมติ ไม่เที่ยง เป็นอนัตตา พิจารณาซ้ำๆ ลงไปก็จะเห็นตามความเป็นจริง
เมื่อเกิดปัญญาวุธ เราจึงเห็นทุกสิ่งๆ มีแค่ “ธาตุ” เป็นองค์ประกอบ หาใช่ตัวเราไม่ หากแต่เรามีอุปาทานไปยึด ไปเกาะ ที่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เราจะกำจัดอุปาทานได้ เราต้องพิจารณาขันธ์ทั้งห้า ว่าไม่เที่ยง เป็นอนัตตา พิจารณาย้ำ ซ้ำลงไปอีก จนจิตคลายกำหนัด คลายความยึดถือ อุปาทานก็จะลอกออกๆ กิเลสจะลดลงๆ
แต่เรายังไม่สามารถถอนราก เหง้าของกิเลส นั่นคือ “ตัณหา และ อวิชชา” ซึ่งอยู่ใน “จิต” ของเราได้ จนกว่าเราจะพิจารณาเห็น “ความไม่เที่ยงของจิต” บางทีก็เป็นประภัสสร บางทีก็เศร้าหมอง เมื่อไม่เที่ยง แม้แต่จิตเราก็ไม่เอา อวิชชา ตัณหาก็ดับ ความดับเย็น นั้นคือนิพพาน นั้นคือ “ชัยชนะอันไม่กลับแพ้”
รักษาความชนะที่ชนะแล้วได้ดี ไม่มีความอาลัย เป็นผู้ไม่ติดถิ่นที่อยู่ (กิเลส) ด้วย “ปัญญาวุธ”
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ปฏิบัติภาวนาด้วยการเจริญอุปสมานุสติ คือ การพิจารณาระลึกถึงคุณพระนิพพาน คือ นึกถึงความระงับ สงบ เห็นความดับของสิ่งต่างๆ
พิจารณาว่า ทุกๆ สิ่งล้วนแต่มี “ความเกิด ความดับ” เป็นธรรมดา ไม่ว่าจะเป็น ความคิด ลมหายใจ มรรค สมาธิ ปัญญา ศีล ขันธ์ทั้งห้า และอื่นๆ
เราจะสังเกตุความดับได้ เราต้องมี “สติ” เมื่อมีสติ “เห็นเกิด เห็นดับ” เราก็จะเกิด “ปัญญา” เข้าใจสิ่งต่างๆ ว่า ทุกสิ่งมีทุกขลักษณะ คือ ไม่เที่ยง เป็นอนัตตา
“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สี่งนั้นล้วนแต่มีความดับไปเป็นธรรมดา” “ทุกข์เท่านั้นแหละ มันเกิด ทุกข์เท่านั้นแหละ มันดับ” พิจารณาจนเกิดปัญญาหรือญาณในจิตใจ เราจะอยู่ในทางสายกลาง มีสัมมาทิฐิ คือ กิเลส ตัณหาลดลง
เมื่อเรามีสติ ปัญญา รู้เห็นตามความเป็นจริง เราจะ “วาง” สิ่งเกิด-ดับ “วาง” สิ่งที่มีคุณสมบัติของความเป็นทุกข์ รวมถึงวางมรรคทั้งแปดด้วย
นั้นคือ นิพพาน เราก็ออกจากทาง คือ ดับได้ เย็นได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ตั้งจิตพิจารณา “สิ่งที่ควรพิจารณาอยู่เนืองๆ” เพื่อว่าจะได้ไม่มัวเมา ไม่ประมาท ไม่เกิดความกังวลใจ ไม่เกิดอกุศล ป้องกันระมัดระวังไม่ให้เกิดมิจฉาวาจา มิจฉาอาชีวะ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาทิฐิ หยุดอกุศลธรรมทางกาย วาจา ใจ ได้
สิ่งที่ควรพิจารณาอยู่เนืองๆ ห้าอย่างนั้น คือ 1. เรามีความแก่เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้ 2. เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้ 3. เรามีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้ 4. เราจักพลัดพรากจากของที่รัก ของชอบใจทั้งหลาย 5. เรามีกรรมเป็นของๆ ตน เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
บางทีความมัวเมาเกิดจากการที่เรายินดีในความเป็นหนุ่ม-สาว ความไม่มีโรค ความมีชีวิตดี เพลิดเพลินกับของที่รัก แล้วพอเกิดเรื่องไม่ดี เราก็กังวลใจ เกิดอกุศลจิตเช่นความไม่สบายใจ แต่พอเราพิจารณาห้าอย่างนี้ ความมัวเมาในหนุ่ม-สาว ความไม่มีโรค ความมีชีวิตดี เพลินของรักชอบ ก็ลดลง ไม่กังวลใจ เบาใจด้วยการเห็นตามความเป็นจริง เราจะรักษาจิตที่เป็นกุศลธรรมได้
เมื่อเราพิจารณาห้าอย่างนี้อยู่เนืองๆ จนชำนาญ เราจะทำจิตให้อยู่เหนือจากความเป็นหนุ่ม-สาว ความแก่-ความเฒ่า ความเจ็บป่วย ความสบาย อยู่เหนือจากชีวิต อยู่เหนือจากความตาย ให้พ้นได้นั่นเอง
อยู่เหนือ นั้นคือ “พ้น” พ้น คือ “วิมุตติ” เข้าสู่นิพพานได้นั่นเอง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
“เวทนาใดๆ ก็ตาม เวทนานั้นๆ ประมวลลงในความทุกข์” ข้อนี้ พระพุทธองค์ทรงตรัสหมายถึง ความไม่เที่ยง ความเป็นของสิ้นไป ความเป็นของเสื่อมไป แปรปรวนไปเป็นธรรมดา แห่งสังขารทั้งหลายนั่นเอง
เราปฏิบัติภาวนาเพื่อให้จิตเป็นสมาธิ เพื่อให้เกิด “ปัญญา” เพื่อเอากุศล ไม่เอาอกุศล นั่งสมาธิไม่ได้เอา “สุขเวทนา”
ปุถุชนทั่วไป เทวดา สัตว์นรกต่างก็ “รักสุข เกลียดทุกข์” จิตเราจะ “เสวยเวทนา” ทั้งสุข ทุกข์อยู่ร่ำไปจากการ “คิดชั้นเดียว ไม่มีตา” การยึดเอาสุขเวทนาเป็นที่พึ่ง ยิ่งทำให้เราถูกพัดพาไปในกระแสแห่งตัณหา เราจะยิ่งเจอทุกข์มากขึ้น
แต่หากเราเริ่มจากศีลห้า เราจะคิดขึ้นไปอีกชั้น เลือกแต่กุศล นั่นคือ เรามีดวงตา มีปัญญาเพิ่มขึ้น แต่เราก็ยัง “ติดในสุข ทุกข์” มันก็ยังพ้นจากสุข ทุกข์ไม่ได้
เราต้องมีดวงตาที่สอง คือ มี “ปัญญา” เพื่อมองให้เห็นตามความเป็นจริงว่า ทุกขลักษณะมีในทั้งสุขและทุกข์ คือ ไม่เที่ยง ดังนั้น “เราไม่เอาเวทนาทั้งสุขและทุกข์” แต่เราจะ “เอากุศล ไม่เอาอกุศล” นั่นคือ เรามีปัญญา มีความผาสุกได้ทุกที่ คือ “อยู่เหนือสุขเหนือทุกข์” ซึ่งเกิดจากจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ เราเห็นได้ด้วยปัญญาว่า สิ่งที่เป็นที่พึ่งได้ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สติปัฏฐานสี่ เอาศีล สมาธิ ปัญญา เป็นแพ เป็นทาง คือ มรรคมีองค์แปดอย่างนี้ จะทำให้จิตเราผาสุก เย็น คือ ข้ามฝั่งไปนิพพานได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ปฏิบัติภาวนาด้วยการเจริญธัมมานุสปัสสนาสติปัฏฐาน โดยใช้เครื่องบรรณาการ, เครื่องบรรณาการหมายถึง การให้...เพื่อให้จิตเกิด “พัฒนาการ”
เริ่มจากการปลูก การสร้าง “ศรัทธา” ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเช่น พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ หรือ บุคคลที่ปฏิบัติดี เป็นเครื่องบรรณาการให้จิตมีการพัฒนาในการเข้าไปหาสิ่งนั้น ๆ, เมื่อเข้าไปหาสิ่งนั้น ๆ จิตเราจะพัฒนาให้เข้าไปนั่งใกล้, เมื่อเข้าไปนั่งใกล้เป็นเครื่องบรรณาการ จิตจะเงี่ยโสตลงหรือตั้งใจฟังซึ่งธรรมะมากขึ้น ๆ, เมื่อเงี่ยโสตฟังธรรมมากขึ้น จิตเราย่อมทรงไว้ซึ่งธรรมะนั้น ๆ ได้, เมื่อจิตทรงไว้ซึ่งธรรมะนั้นได้ จิตเราจะพัฒนาใคร่ครวญเนื้อความธรรมะนั้น ๆ, เมื่อพิจารณาธรรมะนั้น ๆ จิตจะพัฒนางอกเงยให้ธรรมะนั้น ทนต่อการเพ่งพิสูจน์ได้, เมื่อธรรมะนั้น ๆ ทนต่อการเพ่งพิสูจน์ได้ จิตเราจะเกิดความพอใจ หรือ ฉันทะ, ก่อให้เกิดความอุตสาหะ, ความอุตสาหะ จะทำให้มีการพิจารณาหาสมดุลแห่งธรรมนั้น, เมื่อมีความสมดุลในธรรม จิตจะพัฒนาในการตั้งมั่นในธรรม เพื่อความต่อเนี่องอย่างเป็นระบบ..
เมื่อจิตเราตั้งมั่นในธรรม แลัวมีพัฒนาการอยู่เรื่อย ๆ เราจะสามารถตามรู้ซึ่งความจริงได้ เราจะสามารถบรรลุซึ่งอริยสัจ เข้าถึงธรรม นำธรรมะเข้าสู่ใจได้ “ทำให้มาก เจริญให้มาก”
ว่าด้วยพระสูตรจังกีสูตร
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ปฏิบัติภาวนาด้วยการเจริญจิตตานุสปัสสนาสติปัฏฐาน เพื่อให้เห็นจิตในจิต
เริ่มจากตั้งศรัทธาไว้ใน “พุทโธ ธัมโม สังโฆ” จิตจะน้อมไปในเจตนาดี มีศรัทธานั่นคือเรามีสัมมาทิฐิ, สัมมาวายามะ แล้วเราก้าวสู่ความปกติคือมี “ศีล” ทันที คือเป็นสัมมากัมมันตะ, สัมมาอาชีวะ, สัมมาวาจา
“ศีล” เป็นเครื่องมือแรกที่เราจะเข้าไปหา “จิต” เพื่อทำให้ กาย,วาจา สงบ ระงับ
ส่วนทางใจต้องไม่ประมาทโดยการ “มีสติ” เพื่อให้สติอยู่กับจิตตลอดเวลา สติคือการแยกแยะ แจกแจง ในผัสสะ, ธรรมารมณ์ต่างๆที่เขามากระทบจิตที่ผ่านทางอายตนะทั้งหก หากเรามีสติเรื่อยๆ สติจะมีกำลัง
ขณะนั้นใจมีความสงบระงับ เป็นประภัสสร เป็นสมาธิ เราก็จะเห็นจิตของเรา และพบว่า จิตเรามี “อวิชชา” ทำให้มีการปรุงแต่ง(สังขาร)ของจิตตลอดเวลา เกิด “ภพ สภาวะ”เพราะความยึดมั่น จิตก็จะก้าวลงในสิ่งนั้น เกิดทุกข์ จาก “อวิชชาที่หลอกจิตให้ปรุงแต่งอยู่ร่ำไป” นี่คือ “จิตหลอกชั้นที่หนึ่ง”
หากเรามีสติตั้งมั่น สัมมาสติ สัมมาสมาธิเกิด, “วิชชา” ความรู้ก็เกิดขึ้นว่า “จิต..ไม่ต้องไปปรุงแต่งสิ่งต่างๆก็ได้” เมื่อไม่ปรุงแต่ง สังขารดับ “องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ หรือ โพชฌงค์” ก็เกิด
อวิชชาหลอกจิตชั้นที่สองว่า จิตคือตัวตนของเรา คิดว่าจิตเป็นอัตตา
หากแต่ “จิต” เป็นไปตามเงื่อนไข เหตุ ปัจจัย ไม่เที่ยง เป็นทุกข์, ดังนั้น “จิตเป็นอนัตตา” จิตเป็นของโลก ไม่ใช่ของเรา
แล้วทำอย่างไรเล่า ก็ “ให้ละ ให้วางจิต” เพื่อไปสู่ทาง “พระนิพพาน” ทางนี้ ทางเดียว.
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ปฏิบัติภาวนาด้วยการเจริญธัมมานุสติ
ธรรมชาติของจิตไปได้ไกล เร็ว เหมือนลิงจับกิ่งไม้โหนตัวไปมา หากจับกิ่งไม้ไม่ดี ก็ร่วงหล่นได้รับอันตราย ดังนั้น ที่ดำเนินไปของจิตจึงมีความสำคัญ หากจิตที่ไม่ได้รับการรักษา เวลามีสิ่งมากระทบจิตก็จะวุ่นวายขึ้น-ลง หวั่นไหวไปตามเรื่องนั้นๆ
ท่านเปรียบจิตของเรา หากออกนอกที่ที่มันควรจะอยู่ ไปในที่ที่ไม่ควรไป จิตของเรามีปัญหาแน่นอน ต้องระมัดระวัง ดังเช่น นกมูลไถ นกเหยี่ยว และลิงโง่ ที่เกิดอันตรายไปในที่ที่ไม่ใช่วิสัยของบิดาตน
ที่ที่จิตไม่ควรเที่ยวไป คือ ความคิดทางกาม พยาบาท เบียดเบียน สิ่งที่ไม่ควรทำ นั่นคือการผิดศีล สิ่งที่ไม่ควรมี นั่นคือ เรื่องนิวรณ์ เรื่องอกุศลธรรมทั้งหลาย อย่าให้จิตของเราไปทางนั้น
ควรมีสัมมาทิฐิ (แยกแยะดีชั่ว ถูกผิด) มีสัมมาสติ (ระลึกได้ว่าสิ่งใดดีชั่ว ไม่เพลิดเพลิน หลงมัวเมา) และมีสัมมาวายามะ (ความเพียร) รักษาจิต ตริตรึกน้อมไปทางกุศลยิ่งขึ้นๆ, สัมมาสังกัปปะ (ความคิด ดำริที่จะออกจากกาม ความคิดไม่พยาบาท ไม่ปองร้าย ไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น) ก็เพิ่มขึ้นๆ มีเมตตาต่อกัน เพียรไปในทางกุศลทั้งกาย วาจา ใจ
เปรียบตัวเราเหมือนช้างที่กำลังฝึก คำสอนหรือพระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนควาญช้างที่ฝึกจิตของเราให้ไปตามทางมรรค 8 ให้เห็นอริยสัจสี่ ให้ไปในที่ที่ไม่เคยไป คือ เข้าถึงพระนิพพานอย่างอดทน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ปฏิบัติภาวนาด้วยการเจริญธัมมานุสติ
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราสัมผัสทั้งหมด ทั้งรูป-นาม ล้วนแต่มีเหตุ มีปัจจัย มีเงื่อนไข ต้องอาศัยสิ่งนี้ ต้องอาศัยสิ่งนั้นเกิด เป็นกฎธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว จึงมีความเป็น “อนัตตา” ไม่มีตัวตน ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ คือ ความทนอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก เกิดทุกข์ที่ทนได้ยาก คือ ความทุกข์ และทุกข์ที่ทนได้ง่าย คือ ความสุข
เหตุของทุกข์ คือ ตัณหา ความทะยานอยาก เมื่อเกิดผัสสะ ก็เกิดเวทนาความรู้สึก ยินดี ยินร้าย และเกิดตัณหา จิตเกิดความอยากมี ความอยากไม่มี จิตจึงเข้าไปยึดถือ คือ อุปาทานในสิ่งนั้น เกิดทุกข์ลงที่ “ขันธ์ทั้งห้า คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ” ไม่ได้เกิดที่ไหน จนเราคิดว่าเป็นตัวเรารู้สึกทันที เกิดเป็นภพ เป็นสภาวะ
ผัสสะเกิดที่ไหน จิตอยู่ที่นั่น จิตอยู่ที่ไหน ความทุกข์เกิดที่นั่น ความทุกข์เกิด เพราะมีความทะยานอยาก ตัณหา มีความยึดมั่นถือมั่น อุปาทานในสิ่งที่เป็นขันธ์ห้าทั้งหมด เกิดเป็นตัวตน คือ สภาวะ สภาวะแห่งการสั่งสม เหตุเกิดเพราะอวิชชา ความไม่รู้ครอบงำจิต เข้าใจว่าทุกสิ่งเป็นอัตตา เป็นสุข เที่ยง จึงเกิดเป็น “สังสารวัฏ” เปรียบเสมือนกรงขังเราอยู่ ที่ไม่รู้เวลาออก ถูกรัดตึงด้วยตัณหา ครอบงำด้วยอวิชชา วนไปวนมานับไม่ถ้วน
พระพุทธเจ้าทรงค้นพบสิ่งที่มีอยู่ ความตั้งอยู่เป็นธรรมดา “ธัมมัฏฐิตตา” ความตั้งอยู่เป็นธรรมชาติ “ธัมมนิยามตา” ความที่เมื่อมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น “อิทัปปัจจยตา”
พระพุทธเจ้าทรงใคร่ครวญทางพ้นทุกข์ ในธรรมะ คือ สติปัฏฐานสี่ คือ สติสัมโพชฌงค์ หนึ่งในองค์ธรรมตรัสรู้ เกิดสัมมาสติ มีความเพียร คือ สัมมาวายามะ ตั้งจิตไว้ในจิตที่ถูกต้องมีสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัมปะ ศีลครบก็เกิดสัมมาอาชีวะ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา จิตเริ่มระงับลงๆ จนเกิดเป็นสัมมาสมาธิ เกิดพร้อม ถึงพร้อมองค์ประกอบอันประเสริฐแปดอย่าง ที่เป็นทางสายกลางไม่แล่นไปสุดโต่งสุขหรือทุกข์ เป็นคำสอนที่เราปฏิบัติได้ มีอยู่ตามธรรมชาติ ปฏิบัติตามเพื่อความถึงพร้อม รู้พร้อม คือ มัชฌิมาปฏิปทา ทางเอกในการเข้าสู่พระนิพพาน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ปฏิบัติภาวนา ด้วยการเจริญอานาปานสติ มีสติอยู่กับลมหายใจ จนจิตสงบระงับเพื่อสังเกตเห็นผัสสะที่เข้ามา เห็นการเปลี่ยนแปลงของจิตที่มีเวทนาสุข ทุกข์ ไม่สุข-ไม่ทุกข์ เพื่อให้เข้าถึงปัญญาว่า ผัสสะที่เข้ามากระทบนั้นไม่เที่ยง ผ่านทางกายที่ไม่เที่ยง เวทนาที่เกิดขึ้นในจิตนั้นจึงไม่เที่ยง เกิดวิชชาขึ้นทันที เห็นความดับไปของอวิชชา ลดการสั่งสมของอวิชชาอาสวะออกจากจิตเรา พอสั่งสมไม่ได้ อวิชชาอาสวะก็ค่อยๆ หลุดออกไป ดังนั้นหากเราเข้าใจถูก มันจะไม่เกิดสภาวะแห่งการสั่งสมของอวิชชา มันก็ดับลงไปได้เองนั่นแล
แต่หากผัสสะที่เข้ามากระทบเป็นเหตุเป็นปัจจัยเกิดเวทนาที่ช่องทางใจ มันก็จะสั่งสมเป็นอาสวะอยู่ที่จิต เกิดเป็นความพอใจ เกิดตัณหา เกิดกามสวะ เกิดความไม่อยากได้ ก็เกิดการสะสมภพ เกิดภวาสวะ เกิดความไม่รู้ ไม่เข้าใจในผัสสะเวทนานั้น มันก็จะเข้าไปสะสมในจิตเกิดอวิชชาสวะ สภาวะแห่งการสะสมก็คือ จิตมีความไม่รู้ไม่เข้าใจ สั่งสมสิ่งที่เป็นกาม ภพ อวิชชา ต่อไปๆ
พระพุทธเจ้าทรงเทศนาเรื่องเวทนา ทรงโปรดปริพาชกชื่ออัคคิเวสสนะ พระสารีบุตรนั่งถวายงานพัดอยู่ ณ เบื้องพระปฤษฎางค์ของพระพุทธองค์ ได้ฟังเทศนานั้น ท่านฟังด้วยจิตที่เป็นสมาธิ ด้วยปัญญาที่มีมากของพระสารีบุตร ท่านฟังนัยยะที่พระพุทธเจ้าทรงเทศนาเรื่องเวทนา ท่านสามารถแยกแยะ แตกฉาน ท่านเห็นในสมาธิกว้างขวางออกไปได้ถึง 16 อย่าง และลึกลงไปในรายละเอียดได้ถึง 7 อย่าง ในแต่ละชั้นฌานสมาธิ จึงได้สำเร็จพระอรหันต์
ท่านพระสารีบุตรด้วยความที่มีปัญญามาก ท่านพิจารณาใคร่ครวญแต่ละจุดๆ เห็นแจ่มแจ้งเหมือนกันหมดว่าสิ่งใดที่ไม่เคยมีมา ด้วยเหตุที่มันปรุงแต่งมา สิ่งที่มีมา ตั้งอยู่คงอยู่ ด้วยเหตุที่มันยังอยู่ มันยังคงไว้ สิ่งที่มันมีมาตั้งอยู่แล้ว บางทีมันก็เสื่อมไป ตั้งหายไป ตามเหตุที่มันเปลี่ยนไปดับไป เกิดมีอยู่ขึ้นมา จากเดิมที่มันก็ไม่ได้มีมา มีมาอยู่ดีแล้ว ตั้งไว้ บางทีก็เสื่อมไป ทุกอย่างล่วนมีเหตุปัจจัย เกิดขึ้นได้ไม่เพียงแต่เวทนา ยังเกิดกับสัญญา จิตที่เป็นหนึ่ง (เอกัคคตา) สุข ปีติ วิตก วิจาร วิญญาณ ฉันทะ ความเพียร สติ อุเบกขา อภิโมกข์...ว่า 1. มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา (อนิจจัง) 2. เป็นของปรุงแต่ง (สังขตะ) 3. เป็นของอาศัยการเกิดขึ้น (ปฏิจจสมุปปันนธรรม) 4. มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา (วยธรรมา) 5. มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา (ขยธรรมา) 6. มีความจางคลายเป็นธรรมดา (วิราคะธรรมา) 7. มีความดับเป็นธรรมดา (นิโรธธรรมา)
ท่านเห็นได้กำหนดตามลำดับบททั้งที่มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แบบนี้ 7 อย่าง ใน 16 อย่างนี้ จึงเกิดอริยะปัญญา ปัญญาที่เป็นของประเสริฐของพระอริยเจ้า เห็นความไม่เที่ยงซ้ำๆ ในฌานอย่างละเอียดลึกลึ้งจึงเบื่อหน่าย คลายกำหนัด เกิดนิพพิทา และปล่อยวาง วิมุตติ (ความพ้น) จึงเกิดขึ้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
From the publisher's feed
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

3 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

9 Listeners

66 Listeners

18 Listeners

3 Listeners

7 Listeners

1 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

0 Listeners