
Sign up to save your podcasts
Or


“กามสุขัลลิกานุโยค” การหาความสุขจากกาม เป็นความสุขน้อย ทุกข์มาก เป็นความสุขที่เป็นมิจฉาทำให้กิเลสพอกพูน เป็นการกระทำที่ยังต่ำ เป็นของชาวบ้าน ปุถุชน ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน จึงเป็นสิ่งที่ควรละเสีย
เราจึงควรมาหาความสุขในทางที่หลีกออกจากกาม โดยการมีศีลให้ครบบริบูรณ์ โดยเริ่มจากศีลห้า คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดปด เพ้อเจ้อ คำหยาบ ส่อเสียด ไม่เสพสุรายาเสพติด เมื่อเรารักษาศีลได้ กามจะไม่มาบีบคั้นเราได้ เราจึงมีจิตใจผาสุก ไม่ร้อนใจ
การที่จะรักษาศีลอย่างสม่ำเสมอ ไม่ขาด ไม่ด่างพร้อย เราต้องระลึกถึงศีลอยู่ตลอด เรียกว่า “สีลานุสติ” ควบคุมจิตใจตนเองให้อยู่ในกรอบของศีล บาปอกุศลจะค่อยๆ ถูกปลดออกจากใจ เราจะสบายใจ ไม่ร้อนใจ เกิดปิติ พอมีสติที่เกิดจากการระลึกถึงศีลของตนเป็นประจำ จิตก็จะระงับลงๆ จนจิตเข้าเป็นอารมณ์อันเดียวได้ คือ สมาธิ เป็นจิตที่สงัดจากกาม พยาบาท เบียดเบียน จิตก็จะเป็นปีติ สุข เป็นความสุขที่เหนือกว่ากาม เกิดสัมมาทิฏฐิแต่มันก็ยังเกี่ยวข้องกับสุข-ทุกข์ จุดประสงค์ คือ เพื่อให้เราจะอยู่เหนือสุข-ทุกข์ เราจึงต้องมีทั้งสุขและทุกข์ และต้องมองให้เห็นตามความเป็นจริง
เมื่อเราไม่หากามสุขไปในกาม 4 อย่างด้วยการผิดศีลแล้ว หลีกออกจากกาม เราจึงมีสุขที่เกิดจากภายใน จากจิตที่ระงับจนเกิดสุขจากฌานสมาธิ 4 ขั้น และอานิสงส์ผลที่ได้ คือ ปัญญา ปัญญาก็จะออกผลออกมาเป็น 4 อย่าง คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล ปัญญาเป็นไปเพื่อรู้ยิ่ง เพื่อความรู้พร้อม เป็นไปเพื่อนิพพาน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ปฏิบัติภาวนา ด้วยการเจริญอานาปานสติ สติระลึกอยู่ที่ลมหายใจ เพื่อให้จิตสงบระงับ ปฏิบัติตามสติปัฏฐานสี่ กาย เวทนา จิต ธรรม เพื่อให้เกิดความพ้น
พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีที่จะพ้นจากความวุ่นวาย ความขัดข้องใจแก่ ยสกุลบุตร ซึ่งแม้ยสกุลบุตรได้รับการปรนเปรอด้วยกาม ความกำหนัด ความพอใจอย่างมากมายก็ยังมีความวุ่นวาย ความขัดข้อง ความไม่สงบอยู่ในใจ
หนทางที่จะไปถึงความไม่วุ่นวาย ความไม่ขัดข้อง ความสงบ คือ มรรคมีองค์แปด นับตั้งแต่ การตั้งสติมั่นเป็นสัมมาสติ เกิดศีล สมาธิ ปัญญา มีความเพียร ความระลึกชอบ ต้องเห็นโทษของนาม-รูป ขันธ์ทั้งห้า เห็นโทษในกาม เห็นโทษในสิ่งต่างๆ พิจารณาไตร่ตรองให้เกิดปัญญา เห็นโทษของความไม่เที่ยง ทำวิชชา คือ ความรู้ให้เกิดขึ้นเพื่อที่จะวาง ละความยึดถือยึดมั่น ก็จะอยู่เหนือความวุ่นวาย ความขัดข้อง ความไม่สงบนั้นได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ปฏิบัติภาวนาด้วยการเจริญธัมมานุปัสสนาสติ โดยการระลึกถึงคุณพระธรรมของพระพุทธเจ้า
พิจารณา ”อาทีนวะ” คือ พิจารณาความเป็นโทษ
· โทษของกาม 10 ประการ คือ พระพุทธเจ้าทรงตรัสอุปมาโทษของกามไว้เพื่อให้ละความกำหนัด ยินดีในกาม และเห็นโทษของกามว่า
1. เหมือนสุนัขหิวแทะท่อนกระดูก คือ ยิ่งแทะ ยิ่งเหนื่อย อร่อยแต่ไม่เต็มอิ่ม มีความสุขเพียงชั่วครู่หากแต่ไม่อิ่มไม่พอ
2. เหมือนชิ้นเนื้อที่แร้งหรือเหยี่ยวคาบบินมา คือ ต้องถูกแย่งชิงโดยนกกาตัวอื่น ต้องต่อสู้ปกป้องตลอดเวลา เกิดความเบียดเบียนเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา ต้องคอยระวังหวงกั้นไม่ให้สิ่งนั้นหายไป
3. เหมือนคบเพลิงหญ้า ถือได้ไม่นานก็ต้องทิ้งไป มิฉะนั้นจะไหม้มือ แถมถูกควันไฟรมเอาตลอดเวลาที่ถือ
4. เหมือนหลุมถ่านเพลิง อันร้อนระอุ ไฟสุมอยู่ภายใน
5. เหมือนฝันดี ตื่นมาแล้วหาย
6. เหมือนของที่ยืมเขามาแล้วต้องคืน
7. เหมือนผลไม้บนต้นไม้ ใครจะมาเอาไปก็ได้ และยังต้องคอยดูแลให้ดี
8. เหมือนเขียงสับเนื้อ ยอมโดนโขกสับเพื่อแลกเศษเนื้อติดเขียง
9. เหมือนหอก และหลาวที่กลับมาทิ่มแทงเราได้
10. เหมือนหัวงูพิษที่โกรธเมื่อไรก็จะฉกเรากลับทันที
· โทษของขันธ์ 5 คือ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ไม่มีตัวตนของ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เพื่อให้เห็นโทษของขันธ์ 5 ไม่ยึดติด ไม่ยึดมั่น
· ธัมมุทเทส 4 พิจารณาเห็นโทษของความเสื่อม 4 อย่าง เพื่อความไม่ประมาท
1. โลกอันนำชราเข้าไป ไม่ยั่งยืน: ความเสื่อมจากชรา เจ็บไข้ โภคะ ญาติ ไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง
2. โลกไม่มีผู้ต้านทาน ไม่เป็นใหญ่เฉพาะตน: พิจารณาคนที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก ถึงเวลาก็ต้องชรา เจ็บป่วย ตาย ไม่มีใครเป็นใหญ่ตลอดกาล
3. โลกไม่มีอะไรเป็นของตน จำต้องละสิ่งทั้งปวงไป: พิจารณาไม่มีอะไรในโลกเป็นของตน ต้องคืนกลับโลกไป
4. โลกบกพร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา: พิจารณาว่าปุถุชนไม่รู้จักอิ่มมีความอยาก มีตัณหาตลอดเวลา
เมื่อพิจารณาเห็นโทษของสิ่งต่างๆ อย่างนี้แล้ว ให้ปล่อย ละ วาง ความยึดถือในขันธ์ 5 คลายความกำหนัด ยินดี จิตใจเราก็จะประเสริฐถึงทางไปสู่นิพพานได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ปฏิบัติภาวนาด้วยการเจริญพุทธานุสสติ โดยการระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า เพื่อพิจารณา ทบทวนหาช่องทางการดำเนินชีวิต โดยศึกษาการใช้ปัญญาเพื่อหาหนทางการดับทุกข์ของพระพุทธเจ้า
เรากำหนดจิตไว้กับ “พุทโธ พุทโธ” จนจิตรวมเป็นสมาธิ เรียกว่า “สัมมาสมาธิ” เราจะเห็น “ธรรมะ” ของพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่เข้ากันได้หมด เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่มีอะไรที่จะไม่เข้ากันเลย สิ่งที่เข้ากันไม่ได้นั้น เรียกว่า “นิวรณ์” คือ เครื่องกางกั้น ที่กั้นให้เราไม่เห็นทาง และเป็นสิ่งที่เราต้องกำจัดออก
พระพุทธเจ้าเมื่อครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ได้มีเทวทูต นำทางให้ออกบรรพชา ท่านได้ฝึกความเพียรตามสองดาบส แต่ก็ยังมีเวทนา ท่านบำเพ็ญทุกรกิริยา บีบกาย บีบใจอย่างหนักก็ยังไม่พ้นทุกข์ จนใช้ทางสายกลาง มรรคมีองค์แปด และใช้ปัญญาพิจารณาจนเห็นว่า ขันธ์ทั้งห้าเป็นทุกข์ ยังคงเกิดภพ เพราะมีตัณหาเป็นตัวยึด มีอวิชชาเป็นตัวชักนำ ต้องพิจารณาดับกิเลส อาสวะ นั่นคือ นิโรธ จนพบทางออกที่ไม่มีทางตัน และไม่ย้อนกลับ คือ พระนิพพาน
ชีวิตของเรามีทางออกเสมอ มาตามทางมรรคแปด พร้อมด้วยศรัทธา ความเพียร สติ สมาธิ ปัญญา ก็จะพบทางออก ตาม “สัมมา สัมพุทโธ” องค์พระพุทธเจ้า
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ปฏิบัติภาวนาด้วยการเจริญพุทธานุสติ ตั้งพุทโธไว้ในใจ จิตรวมสงบระงับลงจนเป็นสมาธิ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสอธิบายการกำจัดอุปกิเลสหรือกำจัดเครื่องเศร้าหมองของใจไว้ในสังฆสูตร ว่าเปรียบเสมือน คนล้างทองที่ต้องใช้เครื่องมือที่ถูกต้องมาล้างทอง เพื่อทำให้เป็นทองบริสุทธิ์ ดังนี้
1. อุปกิเลสอย่างหยาบ คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต สามารถทำให้หมดไปได้ด้วย “ศีล” คือ “ละบาปทั้งปวง”
2. อุปกิเลสอย่างกลาง คือ ความตริตรึกไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน สามารถทำให้หมดไปได้ด้วย “สติ” เมื่อมีสติก็สามารถ ละกาม พยาบาท เบียดเบียนและถึงซึ่งสมาธิได้ หรือ “สัมมาสังกัปปะ” และ”สัมมาสมาธิ” คือ “ทำกุศลให้ถึงพร้อม”
3. อุปกิเลสอย่างละเอียด คือ ความคิดนึกถึงชาติ ชนบท ความคิดนึกที่ประกอบด้วยความไม่ดูหมิ่น หรือความคิดนึกถึงบุญ บาป ที่อยู่ที่จิต สามารถทำให้หมดไปได้ด้วย “ปัญญา วิปัสสนา” คือ เห็นตามความเป็นจริงว่า จิตไม่เที่ยง เป็นทุกข์จึงเกิดความหน่าย “ละ วาง ความยึดถือจิต” และ “ทำจิตให้บริสุทธิ์”
เมื่อจิตไม่ยึดถือ จิตจะมีความหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว จิตจึงมีความยินดี ร่าเริง มีความดับเย็นคือนิพพานเป็นที่แล่นไปสู่ เราจึงออกมาเป็นทองคำที่บริสุทธิ์ได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
การดูจิตให้เห็นจิตด้วย “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” โดยเริ่มจากตั้งสติแล้วจิตจดจ่อจนจิตตั้งมั่น เราจะเห็นจิตที่ถูกหลอก และการดับทุกข์ คือ การวาง
จิตหลอกที่ 1 : เรามักจะเข้าใจว่าผู้ที่เข้าไปรับรู้สิ่งต่าง ๆ นั้นคือ จิตเรา หรือ “ความรับรู้” กับ “จิต” เป็นสิ่งเดียวกัน จริง ๆ แล้วเราเข้าใจผิดว่า ความรู้สึกต่าง ๆ คือ จิต จริง ๆ แล้วไม่ใช่ สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียง การรับรู้ของจิต (จิตวิญญาณ) เป็นการปรุงแต่งของจิต (จิตสังขาร) เวทนา สัญญา ของจิต ซึ่งเป็นคนละสิ่งกับจิต “ไม่ใช่จิต” สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ โดยมีผัสสะมากระทบกับอายตนะทั้งหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดเป็นวิญญาณ คือ การรับรู้ ซึ่งเปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์ที่ยังไม่ตาย ที่ยังมีเชื้อจากกิเลส อาสวะ อวิชชายังสามารถงอกได้ โตขึ้นเกิดตัณหา และอุปาทานทำให้เข้าไปยึดว่าวิญญาณป็นจิต แล้วก็นำพาให้ก้าวลงไปยึดต่อในสัญญา สังขาร เวทนาทำให้เกิดความเป็นตัวตนขึ้นมา เกิดสภาวะ ในวัฏสงสารไม่จบไม่สิ้น หากแต่ด้วยสติที่ตั้งมั่น จิตที่สงบ ระงับ เราจะแยกจิตออกจากเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ได้ ว่าไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และ “เห็นจิตในจิต” เห็นว่าขันธ์ทั้งห้าไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน เป็นทุกข์ เราควรละ วาง สลัดออก ปล่อยวางขันธ์ทั้งห้าเสีย
จิตหลอกที่ 2 : เมื่อจิตสงบนิ่ง แยกจิตเป็นคนละอย่างออกจากความรับรู้ได้ และเห็นจิตในจิต จนเกิดเป็น “จิตประภัสสร” คือ จิตที่ผ่องใสจากการตั้งมรรคมีองค์แปดประการ ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง หากแต่วันไหนเผลอ เพลิน ก็จะมีกิเลส อาสวะเป็นอาคันตุกะจรมา จิตประภัสสรก็เปลี่ยนเป็นจิตเศร้าหมอง แม้จิตประภัสสรเองก็ยังไม่เที่ยง ยังแปรเปลี่ยนไปตามเหตุตามปัจจัย สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ เราไม่ควรที่เราจะยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา เราต้อง “วาง ละ สลัดออก” แม้จิตประภัสสรที่ไม่เที่ยงนั้นเสีย นั่นคือ นิโรธการดับทุกข์ วางแล้วคุณจะถึงที่หมาย คือ พระนิพพาน คือ ความเย็น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ความตายมีซ่อนอยู่ในทุก ๆ สิ่งที่ไม่เที่ยง การเปลี่ยนแปลงสภาวะ มีความเกิดความตายได้ทุก ๆ เวลา ให้ใคร่ครวญความตายให้ถูกต้อง ให้เป็นสัมมาทิฐิ คือ สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นมีความตายแฝงอยู่ มีเกิดก็มีดับ มีดับก็มีเกิดเป็นของคู่กัน ประสานกันด้วยความไม่เที่ยง
เหตุปัจจัยของความตาย คือ “ความเกิด” เหตุปัจจัยของความเกิด คือ ตัณหา อุปาทาน และอวิชชา
จุดจบของความตาย คือ ความไม่เกิด เห็นความตายว่ามีอยู่ในทุก ๆ สิ่งที่ไม่เที่ยง เข้าใจความตายให้ถูกต้อง แล้วเดินตามทางมรรคมีองค์แปด โดยเริ่มจากสัมมาทิฐิ คือ ความเห็นที่ถูกต้อง สัมมาสังกัปปะ คือ ไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่ทำร้ายต้วเองและผู้อื่น ปฏิบัติกาย วาจาให้ถูกต้องด้วยสัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา เจริญมรณานุสติ คือ เอาความตายตั้งเอาไว้ ว่าไม่เที่ยงทุกสภาวะ เห็นด้วยปัญญาตามความเป็นจริง มีความเพียรเพ่งเอาไว้ จิตที่เป็นสมาธิจดจ่อเอาไว้ เห็นความไม่เที่ยง จนเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด เกิดนิพพิทา คือ ความเบื่อหน่ายในกองทุกข์ วางความยึดถือยึดมั่น ละอุปาทานในสิ่งที่มีความเกิด ความตายได้ด้วยทางอันประเสริฐแปดอย่าง มรรคมีองค์แปด จนสามารถถึงจุดจบของความตาย ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สติเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการฝึกสมาธิ สติ คือ การระลึกได้ การได้มาของการระลึกได้ ต้องรู้จักการสังเกต หรือการกำหนดนิมิต ฝึกสังเกตผัสสะ สิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบกับทวารทั้งหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รับรู้สภาวะต่าง ๆ โดยรวม ๆ
พระพุทธเจ้าอุปมาไว้ในสูทสูตร เปรียบเหมือนพ่อครัวที่ฉลาดรู้จักสังเกตเครื่องหมายว่า อาหารรสชาติแบบใด ชนิดใดที่พระราชาชอบ เขาก็จะได้รับรางวัลจากพระราชา
การฝึกสมาธิก็เช่นกัน เริ่มจากฝึกสังเกตเครื่องหมาย โดยกำหนดจิตอยู่กับลมหายใจเข้า-ออก ไว้ที่ปลายจมูก ประกอบความเพียรจนจิตตั้งมั่น สงบ ระงับ และสังเกตเครื่องหมายหรือนิมิตต่อไปอีก จนเห็นเครื่องหมายของความไม่เที่ยงของลมหายใจเข้า-ออก ทำบ่อย ๆ ทำซ้ำ ๆ จนเห็นความไม่มีตัวตน อนัตตา สิ่งต่าง ๆ ต้องอาศัยเหตุปัจจัย เพราะสิ่งนี้เกิดสิ่งนี้จึงเกิด เพราะสิ่งนี้ดับสิ่งนี้จึงดับ ต้องหมั่นเพียรสังเกตดูนิมิตหรือเครื่องหมายของความไม่เที่ยง และเหตุปัจจัยให้ดี
ความได้เห็นนิมิตหรือเครื่องหมายของความไม่เที่ยง และไม่มีตัวตนนี้ คือ เห็นได้ด้วย “ปัญญา” ปัญญาเปรียบเหมือน คมมีด ไว้เพียรตัดกิเลส เพื่อการเข้าสู่พระนิพพาน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
บุคคลที่ทำให้เราตั้งอยู่ในความดีของศีล สมาธิ ปัญญา มีจิตตั้งมั่น มีความเกิดขึ้นมาในความเป็นคนดี คือทำให้เราเกิดใหม่ในอริยชาติ เป็นคนประเสริฐ เป็นคนดี เป็นอริยบุคคล เข้าสู่กระแสโสดาบันขั้นมรรค ขั้นผล เดินตามทางมรรคมีองค์แปด จนถึงพระนิพพาน
บุคคลผู้นั้น เป็นผู้มีอุปการะคุณต่อเรามากอย่างหาประมาณมิได้ ท่านให้ความเกิดใน “อริยชาติ” แก่เรา ทำให้เราหลุดพ้นจากกองทุกข์ในวัฏสงสาร ซึ่งเป็นสิ่งประเมินค่ามิได้
เราควรตอบแทนท่านด้วย “การทำความดีเพื่อความดี” ตามหลักอริยสัจสี่ รักษาศีลให้บริสุทธิ์ รักษาความดีในจิตให้ดี เพื่อเป็นการปฏิบัติบูชาตอบแทนคุณท่าน และส่งต่อความดีต่อ ๆ ไปอย่างตั้งมั่นตลอดเวลา ไม่ว่าจะมีสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาจรเข้ามา
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
From the publisher's feed
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

3 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

9 Listeners

66 Listeners

18 Listeners

3 Listeners

7 Listeners

1 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

0 Listeners