
Sign up to save your podcasts
Or


สัมมาทิฏฐิจะช่วยให้เห็นตามความเป็นจริงตัวเรานี้ประกอบด้วยกายและใจเห็นให้ถูกต้องในกาย โดยเห็นเป็นของไม่สวยงาม ไม่น่ายินดี เป็นปฏิกูล พิจารณาไปในกาย แยกออกเป็นกองเป็นส่วน ๆ เห็นความเป็นอาพาธในแต่ละส่วนนั้น ๆจะละความยึดถือในกายได้ ต้องพิจารณาว่าเป็นของไม่สวยงามไม่น่ายินดี พิจารณาไปเรื่อย ๆ บ่อย ๆ ทำซ้ำ ๆ ความยึดถือจะอ่อนกำลังลง วิชชาจะเกิดขึ้นได้ การพิจารณามาตามลำดับแบบนี้นั่นคือการเดินตามมรรคแล้ว
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนไถ้มีปากทั้ง ๒ ข้าง เต็มด้วยธัญญชาติต่างๆ ชนิด คือ ข้าวสาลีข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วทอง งา และข้าวสาร บุรุษผู้มีตาดี แก้ไถ้นั้นออกแล้ว พึงเห็นได้ว่า นี้ข้าวสาลี นี้ข้าวเปลือก นี้ถั่วเขียว นี้ถั่วทอง นี้งา นี้ข้าวสารฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แลข้างบนแต่พื้นเท้าขึ้นไป ข้างล่างแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาด มีประการต่าง ๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้”…กายคตาสติสูตร
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
กายนี้มีเหตุมีปัจจัยปรุงแต่งกันมาจึงเกิดขึ้นได้ มีความเป็นอนัตตาชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจที่ถูกต้องว่า การที่เข้าใจว่ากายนี้เราควบคุมได้นั้น เป็นการเข้าใจที่ผิด ตามจริงแล้วเพราะอาศัยสิ่งอื่นปรุงแต่งกันมาจึงเกิดขึ้นได้ เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ในสิ่งที่เป็นสมมุติบัญญัติก็เช่นกัน เราไม่สามารถควบคุมได้ตลอดเวลา ควบคุมได้ก็ตามแต่เหตุปัจจัยอนุญาตเท่านั้นเมื่อไหร่ที่เรามีความพอใจในกาย ความรู้สึกว่าเป็นตัวเราของเราจะเกิดขึ้นตรงนั้น เกิดความยึดถือขึ้น เมื่อมีเวทนาจะมีความยึดถือในกาย ทั้งหมดนี้พิจารณาไล่มาตามหลักของปฏิจจสมุปปบาทการเดินตามมรรคแปดจะทำให้เกิดวิชชาได้ เกิดความรู้ได้ โดยตั้งสติไว้ในกาย เห็นความเป็นอนัตตาในกาย ทำบ่อยๆจะพ้นทุกข์ได้
เรายึดถือตรงไหน ปรุงแต่งกันตรงไหน เราจะไม่ยึดถือได้วางได้ ไม่ปรุงแต่งได้ ก็ตรงนั้น ตรงไหนที่พูดถึงนี้ ก็ตรงกายของเรา เจริญมรรคแปดอยู่ในกายของเรา ตั้งสติไว้ในกาย ระลึกไปตามกาย ให้ห็นกายของเราตามความเป็นจริง โดยความเป็นอนัตตา และเห็นเช่นนี้ในสิ่งอื่น ๆ ด้วย…ตั้งสติไว้ในกาย เห็นความเป็นอนัตตาในกาย เราจะสามารถเป็นอิสระจากความทุกข์นี้ได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ตัณหาตัวปัญหาทำความเข้าใจเรื่องขันธ์ห้าความแตกต่างระหว่างทุกขอริยสัจและทุกขสมุทัยอริยสัจที่ว่า ทุกข์หรือขันธ์ห้าควรทำความเข้าใจ ตัณหาควรละคิดถึงทุกข์ไม่ใช่ตามอารมณ์ของความทุกข์ แยกแยะตริตรึกออกให้ดีให้ถูกต้อง เพราะ “บุคคลตริตรึกถึงอารมณ์ใดๆ มาก จิตย่อมน้อมไปด้วยอาการอย่างนั้นๆ” คือถ้าตริตรึกไปทางไหนมากจะทำให้สิ่งนั้นมีกำลังตามพระสูตรเทวธาวิตักกสูตร คือให้แบ่งความตริตรึกให้ถูก เมื่อตริตรึกถูก จะแยกส่วนที่เป็นทุกข์คือขันธ์ห้ากับตัณหาที่เป็นส่วนของเหตุให้เกิดทุกข์ออกจากกันได้ เมื่อเห็นทุกข์ ให้เห็นถึงเหตุเกิดทุกข์นั้นโดยความเป็นอนัตตา เห็นด้วยปัญญา มรรคเกิดตรงนั้นทันที มรรคอยู่ตรงไหนคือความพ้น ทุกข์หลุดออกจากกันได้ก็เกิดขึ้นที่ตรงนั้น จึงให้ตริตรึกไปตามทางมรรค
เราจะมาคิดถึงทุกข์ ไม่ใช่ว่าเราไปตามอารมณ์ของความทุกข์นั้น ถ้าเราไปตามอารมณ์ของความทุกข์นั้น คุณยิ่งทุกข์มากแน่นอน ที่พระพุทธเจ้าท่านให้คิดนึกถึงความทุกข์คือ ให้ทำหน้าที่ในทุกข์ให้ถูกต้อง ไม่ใช่ตามทุกข์ ไม่ใช่ตามตัณหา แต่ให้เข้าใจความทุกข์นี้ว่า ทุกข์นี้มีเหตุมีปัจจัยมา
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
เข้าใจว่า ความตายความเกิดเพราะมีเหตุปัจจัยของมัน เป็นของไม่เที่ยงความตายในส่วนที่เป็นมรรค ระลึกถึงความตายแล้วให้จบลงที่กุศลธรรมฟังเรื่องธิดานายช่างทอหูก ธิดาผู้ระลึกถึงความตาย กับบิดาที่ความตายของลูกทำให้ถึงธรรม
ถ้าเราเข้าใจเรื่องความตายไม่ถูกเราจะทุกข์มาก ถ้าเข้าใจถูก จะออกจากทุกข์ได้ พ้นทุกข์ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “มะระณัมปิ ทุกขัง แม้ความตายก็เป็นทุกข์”
กับคำกล่าวที่ว่า “ความตายนี้เที่ยงแท้แน่นอน ใครเกิดมาแล้วต้องตาย” นั่นคือความตายที่อยู่ในส่วนของทุกขอริยสัจ…ใช่ ถ้ามีการตายต้องมีการเกิด แต่ความตายนี้เราต้องทำความเข้าใจเพิ่มเติมคือ “ความตายเป็นของไม่เที่ยง…“ชรา มรณัง อนิจจัง”
ถ้ามีเหตุเกิดมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันมาแล้ว มีเหตุแล้ว ผลก็ต้องมี อะไรเป็นเหตุของความแก่และความตาย คำตอบคือการเกิด ถ้ามีการเกิดแล้วความแก่และความตายย่อมมี เพราะมันเป็นการปรุงแต่งเป็นสังขตธรรมมาแบบนี้ มันจึงมีความแน่นอนในความที่มันมีเหตุปรุงแต่งกันมาแล้ว ด้วยการอาศัยการปรุงแต่งนี้ ถ้าเหตุดับ ผลก็ต้องดับ ถ้าการเกิดดับไป การแก่และการตายก็ต้องดับไป พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า “แม้ความแก่และความตายก็ไม่เที่ยง เป็นของไม่เที่ยง”
ความแก่ความตายที่เป็นส่วนในความทุกข์นั้น คือไม่เที่ยงอยู่แล้ว เพราะว่าทุกข์เป็นของที่ไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ถ้าเรามีความเข้าใจในสิ่งที่มีความไม่เที่ยงเป็นทุกข์แล้ว ทำให้เกิดการพ้นทุกข์ได้ นี่เป็นส่วนที่ 2 ที่ความตายนั้นเป็นมรรค เป็นทางที่ดี
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ความหมายและกิจที่ควรทำแต่ละข้อในอริยสัจ 4ขันธ์ 5 และมรรค 8 มีส่วนที่ปนกันอยู่ ที่เมื่อสามารถเห็นแยกแยะโดยแยบคายจะเห็นมรรคแปดในขันธ์ห้าได้ เกิดการแยกออกจากกันได้ พ้นได้ (เจริญมรรคเพื่อเข้าใจในขันธ์ห้า)มรรคแปด กิจที่ควรทำคือทำให้มากทำให้เจริญ, ขันธ์ 5 คือทุกข์ ต้องทำความเข้าใจ, อุปาทานในขันธ์ทั้งห้าต้องละ เมื่อละอุปาทานในขันธ์ทั้งห้าได้ ขันธ์ 5 นั้นก็ถือว่าละไปด้วย เหมือนมะม่วงที่หลุดจากขั้ว
ในขันธ์ 5 ถ้าเราทำความเข้าใจแล้ว เราจะแยกมรรคแปดออกมาได้ เราทุกข์ที่ไหน เราทุกข์ที่ขันธ์ 5 เราก็อาศัยขันธ์ 5 ทำให้มรรคเกิด อย่าเอาสติไปรวมอยู่ในกองขันธ์ 5 เพราะจะทำให้เราทุกข์มากขึ้น แต่ให้เอาสติสมาธิแยกออกมาเป็นมรรค…มรรคหมายถึงทางที่จะทำให้ถึงนิพพานได้…มรรคแปดก็อยู่ในขันธ์ห้านี้
แยกแยะให้ได้ ทำความเข้าใจให้เกิดขึ้นในขันธ์ห้า นั่นคืออริยสัจสี่ในข้อที่ 1 ที่ถูกต้องแล้วว่า กิจที่ควรทำในขันธ์ห้าคือ ความทุกข์ที่ต้องทำความเข้าใจ คุณเข้าใจถูกต้องในขันธ์ห้าแล้ว มันเป็นทางอัตโนมัติให้ออกมาในมรรคแปดทันที แยกออกมาทางขวาทันที พอแยกออกไป ๆ ขันธ์ห้าจะอยู่ไม่ได้ มันแยกออกจากกันแล้ว มันเริ่มฉีกขาด เริ่มละกันได้แล้ว เหมือนตัดขั้วมะม่วง
แยกแยะให้เข้าใจถูกต้องนั่นคือ ปัญญาในมรรคแปด แยกแยะให้เข้าใจถูกต้องนั่นคือ ปัญญาในขันธ์ 5 ซึ่งก็คืออริยสัจสี่ จะรวมลงในอริยมรรคมีองค์แปด
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
From the publisher's feed
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

3 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

9 Listeners

66 Listeners

18 Listeners

3 Listeners

7 Listeners

1 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

0 Listeners