
Sign up to save your podcasts
Or


"จักกวัตติสูตร" ว่าด้วยเรื่องของพระเจ้าจักรพรรดิ พระสูตรนี้ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ตรัสสอนให้เป็นผู้ที่พึ่งตนพึ่งธรรม ไม่พึ่งสิ่งอื่น เพราะการพึ่งตนพึ่งธรรมทำให้เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ โภคะ และพละ ทำให้มารขัดขวางความเจริญไม่ได้ โดยทรงเล่าถึงเหตุที่ทำให้โลกถึงความแตกไปเสื่อมไป ซึ่งก่อนหน้านั้นก็เคยเจริญมาก่อน
ร. พระพุทธเจ้าข้า ก็จักกวัตติวัตรอันประเสริฐนั้น เป็นไฉน ฯ
ราช. ดูกรพ่อ ถ้าเช่นนั้น พ่อจงอาศัยธรรมเท่านั้น สักการะธรรม ทำความเคารพธรรม นับถือธรรม บูชาธรรม ยำเกรงธรรม มีธรรมเป็นธงชัย มีธรรมเป็นยอด มีธรรมเป็นใหญ่ จงจัดการรักษาป้องกันและคุ้มครองอันเป็นธรรม ในชนภายใน ในหมู่พล ในพวกกษัตริย์ผู้เป็นอนุยนต์ ในพวกพราหมณ์และ คฤหบดี ในชาวนิคมและชาวชนบททั้งหลาย ในพวกสมณพราหมณ์ ในเหล่าเนื้อและนก ดูกรพ่อ การอธรรมอย่าให้มีได้ในแว่นแคว้นของพ่อเลย ดูกรพ่อ อนึ่ง บุคคลเหล่าใดในแว่นแคว้นของพ่อ ไม่มีทรัพย์ พ่อพึงให้ทรัพย์แก่บุคคลเหล่านั้นด้วย ดูกรพ่อ อนึ่ง สมณพราหมณ์เหล่าใด ในแว่นแคว้นของพ่อ งดเว้นจากความเมาและความประมาท ตั้งมั่นอยู่ในขันติและโสรัจจะ ฝึกตนแต่ผู้เดียว สงบ ตนแต่ผู้เดียว ให้ตนดับกิเลสอยู่แต่ผู้เดียว พึงเข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้นโดยกาลอันควร แล้วไต่ถามสอบถามว่า ท่านขอรับ กุศลคืออะไร ท่านขอรับ อกุศลคืออะไร กรรมมีโทษคืออะไร กรรมไม่มีโทษคืออะไร กรรมอะไรควรเสพ กรรมอะไรไม่ควรเสพ กรรมอะไรอันข้าพเจ้ากระทำอยู่ พึงมีเพื่อไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ สิ้นกาลนาน หรือว่ากรรมอะไรที่ข้าพเจ้ากระทำอยู่ พึงมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข สิ้นกาลนาน พ่อได้ฟังคำของสมณพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว สิ่งใดเป็นอกุศล พึงละเว้นสิ่งนั้นเสีย สิ่งใดเป็นกุศลพึงถือมั่นสิ่งนั้นประพฤติ ดูกรพ่อ นี้แล คือจักกวัตติวัตรอันประเสริฐนั้น ฯ
"สุริยสูตร" ว่าด้วยเรื่องของพระอาทิตย์ 7 ดวง พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายเป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม ควรจะเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้นในสังขารทั้งปวง โดยทรงเล่าถึงการปรากฎของพระอาทิตย์จำนวนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลก
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏ เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏ แผ่นดินใหญ่นี้และขุนเขาสิเนรุ ไฟจะติดทั่วลุกโชติช่วง มีแสงเพลิงเป็นอันเดียวกัน เมื่อแผ่นดินใหญ่และขุนเขาสิเนรุไฟเผาลุกโชน ลมหอบเอาเปลวไฟฟุ้งไปจนถึงพรหมโลก เมื่อขุนเขาสิเนรุไฟเผาลุกโชนกำลังทะลาย ถูกกองเพลิงใหญ่เผาท่วมตลอดแล้ว ยอดเขาแม้ขนาด ๑๐๐ โยชน์ ๒๐๐ โยชน์ ๓๐๐ โยชน์ ๔๐๐ โยชน์ ๕๐๐ โยชน์ ย่อมพังทะลาย เมื่อแผ่นดินใหญ่และขุนเขาสิเนรุถูกไฟเผาผลาญอยู่ ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า เปรียบเหมือนเมื่อเนยใสหรือน้ำมันถูกไฟเผาผลาญอยู่ ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลาย ก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม ควรจะเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้นในสังขารทั้งปวง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้น ใครจะรู้ ใครจะเชื่อว่า แผ่นดินนี้และขุนเขาสิเนรุจักถูกไฟไหม้พินาศไม่เหลืออยู่ นอกจากอริยสาวกผู้มีบทอันเห็นแล้ว (โสดาบัน) ฯ
…
"ธรรมเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญาและวิมุติอย่างยิ่ง พระโคดมผู้มียศตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดา ผู้มี พระจักษุ ทรงรู้ยิ่งด้วยประการดังนี้แล้ว ตรัสบอกธรรม ๔ ประการแก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงกระทำที่สุดทุกข์แล้ว ปรินิพพาน ฯ"
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
"มหาอัสสปุรสูตร" เป็นเหตุการณ์ขณะที่พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่อัสสปุรนิคมในอังคชนบท ปรารภความนับถือของเหล่าชาวเมืองนั้นแล้วทรงประกอบภิกษุสงฆ์ไว้ให้มีความเคารพในบิณฑบาต จึงได้ได้ตรัสเทศน์สอนแก่เหล่าภิกษุทั้งหลายให้ดำรงตนอยู่ใน "ธรรมเพื่อความเป็นสมณพราหมณ์" มีความประพฤติเหมาะสมกับที่คฤหัสถ์ทั้งหลายเคารพนับถือยกย่องว่าเป็นสมณะ โดยมีเนื้อหากล่าวถึง ธรรมทำความเป็นสมณพราหมณ์, ว่าด้วยการละนิวรณ์ 5, ว่าด้วยฌาน 4, ว่าด้วยวิชชา 3 และว่าด้วยสมัญญาแห่งภิกษุ
"ภิกษุทั้งหลาย! มหาชนเขารู้จักพวกเธอทั้งหลายว่า เป็นสมณะ เป็นสมณะ ดังนี้ ถึงเธอทั้งหลายเล่า เมื่อถูกเขาถามว่า พวกเธอทั้งหลายเป็นอะไร พวกเธอทั้งหลายก็ปฏิญญาตัวเองว่า เราเป็นสมณะ ดังนี้ เมื่อเธอทั้งหลายมีชื่อว่าเป็นสมณะ และปฏิญญาตัวเองว่าเป็นสมณะอยู่อย่างนี้แล้ว พวกเธอพึงสำเหนียกใจดังนี้ว่า ธรรมะเหล่าใดที่ทำให้เราเป็นสมณะ ที่ทำให้เราเป็นพราหมณ์ คือผู้ลอยบาป เราจะประพฤติถือเอาด้วยดีซึ่งธรรมเหล่านั้น ด้วยการปฏิบัติของเราอย่างนี้ สมัญญาว่าสมณะของพวกเราก็จะเป็นจริง และคำปฏิญญาว่าสมณะของพวกเรา ก็จะสมจริง
อนึ่ง! การใช้สอยบริโภคจีวร บิณฑบาตร เสนาสนะ และคีลนปัจจัยเภสัชบริขารของทายกเหล่าใด การบำเพ็ญทานอันของทายกเหล่านั้น จะมีผลใหญ่มีอานิสงส์ใหญ่ และการบรรพชาของเราเองก็จะไม่เป็นหมัน แต่จะมีผลมีกำไรแก่เราโดยแท้ ดังนี้ พวกเธอทั้งหลาย! พึงสำเหนียกใจอย่างนี้…มหาอัสสปุรสูตร
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอนุรุทธะไว้ใน "อุปักกิเลสสูตร" กล่าวถึงถึง อุปกิเลส 11 อย่าง (อุปสรรคเครื่องขวางที่ทำให้จิตไม่รวมเป็นสมาธิ) อันประกอบด้วย วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ความสะดุ้งหวาดเสียว, ความตื่นเต้นที่มากเกินไป, ความคะนองอยาก, ปรารภความเพียรจัดเกินไป, ปรารภความเพียรย่อหย่อนเกินไป, ความกระสันอยาก, การส่งใจไปในสิ่งต่าง ๆ มากไป และการเพ่งต่อรูปทั้งหลายมากเกินไป ซึ่งทั้งหมดนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะมีผลต่อการทำสมาธิ
การทำสมาธิที่ปราศจากอุปกิเลสนั้นจัดเป็นสัมมาสมาธิ พระพุทธเจ้าได้อธิบายไว้ใน "ปัญจังคิกสูตร" ถึง การเจริญสัมมาสมาธิอันเป็นอริยะที่ประกอบด้วยองค์ 5 ประการ โดยได้ยกอุปมาขึ้นมาอธิบายและรับรองว่า "เมื่อเจริญสัมมาสมาธิอันยิ่งแล้วจะทำให้ถึงพร้อมด้วยปัญญาอันยิ่งในธรรมนั้น ๆ ได้"
นอกจากนี้ได้ยก "จูฬเวทัลลสูตร" ขึ้นมาประกอบเพิ่มเติม ปรารภวิสาขอุบาสกได้มาสอบถามปัญหาธรรมจากพระธรรมทินนาเถรี จนเกิดความแจ่มแจ้งในธรรม ว่าด้วยเรื่องของอุปทานขันธ์ทั้ง 5 และ อริยมรรคมีองค์ 8 ซึ่งนี้เป็นการการสนทนาธรรมระหว่างกัลยาณมิตร ที่ไม่ว่าจะเป็นภิกษุ ภิกษณี หรือฆราวาสก็ตาม ก็สามารถทำให้เกิดปีติขึ้นได้ เพราะเมื่อมีปีติแล้ว จิตย่อมรวมเป็นสมาธิได้ง่าย และทำให้เกิดปัญญาแตกฉานในธรรมะยิ่ง ๆ ขึ้นไป
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.60 , ใต้ร่มโพธิบท Ep.56 , เข้าใจทำ (ธรรม) Ep.61
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ได้ปรารภคฤหบดีหนุ่มชื่อ “ตปุสสะ” ที่ยังมีความคิดนึกไปในเรื่องของกาม ได้มาถามกับพระอานนท์ถึงเรื่องการทำสมาธินี้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป ทั้งสองจึงพากันไปเข้าเฝ้าทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ได้ทรงแสดง อนุปุพพวิหาร 9 ว่าด้วยการเข้าออกสมาธิทั้ง 9 ขั้นที่ประณีตไล่ต่อกันขึ้นไปโดยลำดับ ได้แก่ 1) ปฐมฌาน 2) ทุติยฌาน 3) ตติยฌาน 4) จตุตถฌาน 5) อากาสานัญจายตนะ 6) วิญญาณัญจายตนะ 7) อากิญจัญญายตนะ 8) เนวสัญญานาสัญญายตนะ และ 9) สัญญาเวทยิตนิโรธ เหล่านี้คือ วิหารธรรม เป็นเครื่องอยู่ของจิต 9 ลำดับ
อนุปุพพนิโรธ 9 (ความดับไปตามลำดับ) คือ
1. อามิสสัญญาหรือกามสัญญาของผู้เข้าปฐมฌานดับไป 2. วิตกวิจารของผู้เข้าทุติยฌานดับไป3. ปีติของผู้เข้าตติยฌานดับไป4. ลมอัสสาส ปัสสาสะ (ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก) ของผู้เข้าจตุตถฌานดับไป5. รูปสัญญาของผู้เข้าอากาสานัญจายตนฌานดับไป6. อากาสานัญจายตนสัญญาของผู้เข้าวิญญาณัญจายนตฌานดับไป7. วิญญาณัญจายตนสัญญาของผู้เข้าอากิญจัญญายตนฌานดับไป8. อากิญจัญญายตนสัญญาของผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌานย่อมดับไป9. สัญญาและ เวทนาของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธย่อมดับไป
ได้แสดงวิธีการเข้าสมาธิในแต่ละขั้น ๆ ตรัสไว้ใน คาวีสูตร เปรียบเทียบเหมือนลักษณะที่โคปีนภูเขาลาดชัน เป็นลักษณะที่จะไล่ฌานสมาธิจากขั้นที่ 1 ไปจนถึงขั้นที่ 9 ได้
“…เปรียบเหมือนโคภูเขา ที่ฉลาดเฉลียว มีไหวพริบ รอบรู้ทิศทาง ฉลาดเพื่อจะเที่ยวไปตามภูเขาอันขรุขระ มันได้คิดว่า “จะเที่ยวไปสู่ทิศทางที่ไม่เคยไป จะกินหญ้าที่ไม่เคยกิน จะดื่มน้ำที่ไม่เคยดื่ม” ดังนี้ มันวางเท้าหน้า อย่างถูกต้อง แล้วจึงค่อยยกเท้าหลัง มันก็สามารถไปสู่ทิศทางที่ไม่เคยไป ได้กินหญ้าที่ไม่เคยกิน ดื่มน้ำที่ไม่เคยดื่ม และทั้งสามารถกลับมาสู่ที่ที่มันเคยยืน คิดทีแรกโดยสวัสดี ได้ด้วย. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า?
ข้อนั้นเพราะเหตุว่า โคภูเขานั้นเป็นโคฉลาดเฉลียว มีไหวพริบรอบรู้ทิศทาง ฉลาดเพื่อจะเที่ยวไปตามภูเขาอันขรุขระ, ข้อนี้ฉันใด; ในกรณีนี้ก็ฉันนั้น : เธอเป็นบัณฑิตมีไหวพริบ รอบรู้ทิศทาง ฉลาดเพื่อจะสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าถึงปฐมฌาน อันมีวิตกวิจาร มีปิติและสุขอันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่, เธอเสพอย่างทั่วถึง ทำให้เจริญ ทำให้มาก ซึ่งนิมิตนั้น ตั้งทับซึ่งนิมิตนั้น ให้เป็นนิมิตอันตั้งไว้ด้วยดี.
เธอคิดต่อไปว่า “ถ้ากระไร เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ เราพึงเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติและสัมปชัญญา และพึงเสวยความสุขด้วยนามกาย เข้าถึงตติยฌานอันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่า “ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่ เป็นปกติสุข” ดังนี้ แล้วแลอยู่ เถิด” ดังนี้. เธอนั้น เมื่อไม่ข้องขัดอยู่กะตติยฌาน ก็เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติและสัมปชัญญะ และพึงเสวยความสุขด้วยนามกาย เข้าถึงตติยฌาน อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่า “ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้อยู่ อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข” ดังนี้ เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ แล้วแลอยู่; เธอเสพอย่างทั่วถึง ทำให้เจริญ ทำให้มาก ซึ่งนิมิตนั้น ตั้งทับซึ่งนิมิตนั้นให้เป็นนิมิตอันตั้งไว้ด้วยดีฯ”
(โคภูเขาที่ฉลาดย่อมรู้จักจรดเท้าหน้าลงในที่อันมั่นคงเสียก่อนแล้วจึงค่อยยกเท้าหลัง จึงจะไม่พลาดกลิ้งลงมา; เช่นเดียวกัน เราจะต้องมีความตั้งอยู่อย่างมั่นคงในสมาธิที่ถึงทับทีแรกเสียก่อน จึงค่อยยกเท้าหลัง เพื่อก้าวไปสู่สมาธิอันสูงขึ้นไป)
และได้เคยตรัส อนุปุพพวิหารอาพาธ ไว้กับพระอานนท์ ว่าด้วยเรื่องความเป็นอาพาธของสมาธิในแต่ละขั้น ด้วยอาการที่อารมณ์อันละได้ด้วยฌานใด จะมากลายเป็น สัญญาที่ทำความอาพาธให้แก่การเข้าอยู่ในฌานนั้น ดังนี้
1. อดีตกามสัญญา ที่ปฐมฌานละแล้ว จะมาคอยเป็นอาพาธแก่การเข้าอยู่ในปฐมฌาน. 2. อดีตวิตักกธัมมสัญญา ที่ทุติยฌานละแล้ว จะมาคอยเป็นอาพาธแก่การเข้าอยู่ในทุติยฌาน. 3. อดีตปีติสัญญา ที่ตติยฌานละแล้ว จะมาคอยเป็นอาพาธแก่การเข้าอยู่ในตติยฌาน. 4. อดีตอุเปกขาสุขสัญญา ที่จตุตถฌานละแล้ว จะมาคอยเป็นอาพาธแก่การเข้าอยู่ในจตุตถฌาน. 5. อดีตรูปสัญญา ที่อากาสานัญจายตนะละแล้ว จะมาคอยเป็นอาพาธ แก่การเข้าอยู่ในอากาสานัญจายตนะ. 6. อดีตอากาสานัญจายตนสัญญา ที่วิญญาณัญจายตนะละแล้ว จะมาคอยเป็นอาพาธแก่การเข้าอยู่ในวิญญาณัญจายตนะ. 7. อดีตวิญญาณัญจายตนสัญญา ที่อากิญจัญญายตนะละแล้ว จะมาคอยเป็นอาพาธแก่การเข้าอยู่ 8. อดีตอากิญจัญญายตนสัญญา ที่เนวสัญญานาสัญญายตนะละแล้ว จะมาคอยเป็นอาพาธ แก่การเข้าอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนะ. 9. อดีตเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ที่ระงับไปแล้วเพราะสัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่อาจมาเป็นอาพาธแก่การเข้าอยู่ในสัญญาเวทยิตนิโรธ).ปัญญาสติกับนามรูปดับ เพราะวิญญาณดับ
"ในความสุขที่เกิดจากสมาธิ ถ้าไล่มาจากเรื่องของกาม กามสุขคือความสุขที่ได้จากทางตา หู จมูก ลิ้น และกาย ให้ความสุขได้อยู่ แต่ความสุขที่เกิดขึ้นจากในทางกามนี้มันมีน้อย และโทษของกามนั้นก็มาก แต่สิ่งที่จะเหนือขึ้นไปกว่าความสุขในทางกามก็คือเรื่องของฌานสมาธิ" และในตอนต่อไปจะได้เสนอเพิ่มเติมในเรื่องของอุปสรรค 11 อย่าง ที่มันจะมากั้นไม่ให้จิตของเราเลื่อนขึ้นไปในสมาธิแต่ละขั้นได้ เหมือนกับแม่โคปีนภูเขาตรงที่บางจุดมันชันมาก จะทำอย่างไร?
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
นำเสนอเรื่องราวของ ภิกษุ 2 รูป ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก คือ พระเสละ และ พระมหากัปปินะ
"ดูก่อนพราหมณ์! สิ่งที่เราควรรู้ยิ่ง เรารู้ยิ่งแล้ว สิ่งที่ควรเจริญ เราเจริญแล้ว สิ่งที่ควรละ เราละได้แล้ว เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นพระพุทธเจ้า พราหมณ์เอ๋ย! ท่านจงกำจัดความเคลือบแคลงในเรา จงน้อมใจเชื่อเถิด การได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเนือง ๆ เป็นการเกิดขึ้นได้ยาก ความปรากฎแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเนือง ๆ เป็นการหาได้ยากในโลก"…เสลสูตร ทรงโปรดเสลพราหมณ์ (พระเกียรติคุณของพระพุทธเจ้า)
เสลพราหมณ์เป็นผู้เชี่ยวชาญในพระเวท เมื่อทราบข่าวการเสด็จมาของพระพุทธเจ้าจากเกณิยชฏิลก็เกิดความเลื่อมใส พาหมู่มาณพไปเข้าเฝ้าฯ พร้อมพิจารณาดูพระพุทธลักษณะเห็นต้องตามมหาปุริสลักษณะ 32 ประการ แล้วได้กราบทูลโต้ตอบกับพระพุทธองค์ โดยทรงตรัสตอบถึงความที่ พระองค์ทรงเป็นธรรมราชา ทรงประกาศธรรมจักร อันเป็นจักรที่ใคร ๆ คัดค้านหรือหมุนกลับ (ปฏิวัติ) ไม่ได้ เมื่อถูกถามถึงแม่ทัพธรรม ก็ทรงชี้ไปยังพระสารีบุตร และได้ทรงแสดงธรรมแก่เสลพราหมณ์พร้อมทั้งเหล่าบริษัท และทั้งหมดก็ได้ขอบรรพชาอุปสมบท
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั่นแลมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก แต่เธอไม่ได้สมาบัติที่ เธอไม่เคยเข้าง่ายนัก เธอกระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ซึ่งกุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ฯ"…กัปปินสูตร [๗๒๒] | พระพุทธเจ้าทรงตรัสสรรเสริญพระมหากัปปินะแก่ภิกษุทั้งหลาย
"ภิกษุทั้งหลาย แม้เราเองก็เหมือนกัน ในกาลก่อนแต่การ ตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรม คือ อานาปานสติสมาธินี้ เป็นส่วนมาก. เมื่อเราอยู่ด้วย วิหารธรรมนี้เป็นส่วนมาก กายก็ไม่ลำบาก ตาก็ไม่ลำบาก และจิตของเราก็หลุดพ้นจากอาสวะ เพราะไม่มีอุปาทาน"…กัปปินสูตร ว่าด้วยอานาปานสติสมาธิ [๑๓๒๑] | พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระมหากัปปินะเป็นตัวอย่างแก่ภิกษุทั้งหลายในการเจริญอานาปานสติ
พระมหากัปปินะ หลังจากบรรรลุพระอรหันต์ มีความคิดว่าท่านบริสุทธิ์อยู่แล้ว ควรจะไปทำอุโบสถ หรือไม่ควรไป ควรไปทำสังฆกรรม หรือไม่ควรไป เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบความคิดนั้น จึงได้มาปรากฏอยู่ตรงหน้าและตรัสทรงชี้แจงแก่พระมหากัปปินะว่า "ดูก่อนพราหมณ์ทั้งหลาย ถ้าพวกเธอไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา ซึ่งอุโบสถ เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครเล่าจักสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ซึ่งอุโบสถ ดูก่อนพราหมณ์ เธอจงไปทำอุโบสถ จะไม่ไปไม่ได้ จงไปทำสังฆกรรม จะไม่ไปไม่ได้"…
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก Ep.33 , Ep.18,
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
พระพุทธเจ้าทรงแสดง ธาตุวิภังคสูตร ว่าด้วยการจำแนกธาตุ แก่พระเจ้าปุกกุสาติ มีใจความว่า
"คนเรานี้มี ธาตุ 6, มีผัสสายตนะ (แดนเกิดแห่งผัสสะ) 6, มีมโนปวิจาร (ความนึกหน่วงทางใจ) 18, มีอธิษฐานธรรม (ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ) 4อันเป็นธรรมที่ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องสำคัญตนและกิเลสเครื่องหมักหมมเป็นไป ก็เมื่อกิเลสเครื่องสำคัญตนและกิเลสเครื่องหมักหมมไม่เป็นไปอยู่ บัณฑิตจึงเรียกเขาว่า ‘มุนีผู้สงบแล้ว’ไม่พึงประมาทปัญญา พึงตามรักษาสัจจะ พึงเพิ่มพูนจาคะ พึงศึกษาแต่ทางสงบเท่านั้นนี้เป็นอุทเทสแห่งธาตุวิภังค์ 6 ประการ"
ด้วยพุทธลีลาการแสดงธรรมแจกแจงโดยรายละเอียดในแต่ละหัวข้อ ๆ ว่า "เพราะอาศัยเหตุอะไร เราจึงกล่าวไว้เช่นนั้น" พระเจ้าปุกกุสาติเมื่อได้ฟังแล้ว มีความชื่นชมยินดีจึงขอบวช แต่ในระหว่างที่เที่ยวหาบาตรและจีวรอยู่ ก็ถูกแม่โคขวิดตาย ด้วยเหตุแห่งบุรพกรรมในอดีตชาติของท่าน
พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ปุกกุสาติกุลบุตรเป็นบัณฑิต ได้บรรลุธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว และเธอไม่ให้เราลำบากเพราะเหตุแห่งธรรมเพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 สิ้นไป ปุกกุสาติกุลบุตร จึงเป็นโอปปาติกเทพ จะนิพพานในโลกนั้น ไม่หวนกลับมาจากโลกนั้นอีก”
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท Ep.60
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
"คลังพระสูตร" เสนอเรื่องราวของพระเถระ 2 รูป โดยเรื่องแรกเป็นเรื่องของพระพักกุลเถระใน "พักกุลัตเถรัจฉริยัพภูตสูตร" เป็นพระเถระที่บวชมาตลอด 80 ปีโดยที่ท่านไม่เคยเกิดกามสัญญาใดๆ เลย …ครั้งหนึ่ง พระพักกุลเถระ พักอาศัยยู่ที่เวฬุวัน เมืองราชคฤห์ มีอเจลกัสสปะได้ถามพระเถระว่า "ตลอด 80 ปี ที่บวชมาท่านเสพเมถุนธรรมกี่ครั้ง" พระเถระจึงตอบแก่อเจลกัสสปะปริพาชกโดยละเอียด
เรื่องที่ 2 เป็นเรื่องราวของพระนันทกะใน "นันทโกวาทสูตร" …กล่าวถึงเหตุการณ์ ณ พระวิหารเชตวันที่พระนันทกะได้ให้โอวาทแก่ภิกษุณีถึงความไม่เที่ยงของอายตนภายใน 6 ภายนอก 6 เหล่านั้นล้วนไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ได้เปรียบเทียบว่าเนื้อข้างในนั้นเป็นอายตนะภายใน ส่วนหนังข้างนอกเป็นอายตนะภายนอก 6 เนื้อล่ำในระหว่างเอ็นในระหว่างเครื่องผูกในระหว่างนั้นเป็นชื่อของนันทิราคะ มีดแล่โคเป็นปัญญาซึ่งใช้เถือแล่คว้านกิเลสในระหว่างสัญโญชน์เครื่องผูก …และ โพชฌงค์ 7 จะทำให้เราแยกอายตนะภายนอก – ภายใน และเครื่องผูกออกจากกันได้ และไม่เกิดการกลับกำเริบได้
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฏก Ep.31 , คลังพระสูตร Ep.5
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สืบเนื่องจากในช่วงเข้าใจทำ (ธรรม) และ ใต้ร่มโพธิบทของสัปดาห์นี้ได้กล่าวถึงเนื้อหาในรายละเอียดของเรื่องอริยสัจ 4 และ อาหาร 4 ไว้ จึงยก 2 พระสูตรหลักที่เกี่ยวข้องขึ้นมาประกอบเพื่อให้ได้ฟังบทพยัญชนะกัน
"กีฏาคิริสูตร" ว่าด้วยเหตุการณ์ในกีฏาคีรีนิคม พระพุทธเจ้าตรัสสอนแก่เหล่าภิกษุถึงเรื่องของ คุณของการฉันอาหารน้อย, ความเจริญและความเสื่อมของกุศลธรรม/อกุศลธรรมในเวทนา 3, กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทและบุคคล 7 จำพวก ได้แก่ 1.อุภโตภาควิมุต 2. ปัญญาวิมุต 3. กายสักขี 4. ทิฏฐิปัตตะ 5. สัทธาวิมุต 6. ธัมมานุสารี 7. สัทธานุสารี) ตั้งแต่กายสักขีถึงสัทธานุสารีนั้น เป็นพระอริยบุคคลที่ยังไม่ถึงขั้นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าจึงยังทรงตรัสสอนให้ทำการด้วยความไม่ประมาท ส่วน อุภโตภาควิมุต และ ปัญญาวิมุต ท่านไม่ได้ตรัสสอน เพราะเป็นพระอรหันต์ผู้ทำกิจด้วยความไม่ประมาทอยู่แล้ว, การตั้งอยู่ในอรหัตตผลได้ด้วยการศึกษา การกระทำ การปฎิบัติ โดยลำดับ
การดำรงอยู่ในอรหัตตผล
[๑๘๓] ภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวการบรรลุอรหัตตผลด้วยขั้นเดียวเท่านั้น แต่การบรรลุอรหัตตผล ย่อมมีได้ด้วยการบำเพ็ญสิกขาโดยลำดับ ด้วยการบำเพ็ญกิริยาโดยลำดับ ด้วยการบำเพ็ญปฏิปทาโดยลำดับ การบรรลุอรหัตตผล ย่อมมีได้ด้วยการบำเพ็ญสิกขาโดยลำดับ ด้วยการบำเพ็ญกิริยาโดยลำดับ ด้วยการบำเพ็ญปฏิปทาโดยลำดับ เป็นอย่างไร คือ กุลบุตรในศาสนานี้ เกิดศรัทธาแล้วย่อมเข้าไปหา เมื่อเข้าไปหาย่อมนั่งใกล้ เมื่อนั่งใกล้ย่อมเงี่ยโสตลงสดับ เงี่ยโสตลงสดับแล้วย่อมฟังธรรม ครั้นฟังธรรมแล้วย่อมทรงจำไว้ ย่อมพิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้แล้ว เมื่อพิจารณาเนื้อความอยู่ ธรรมทั้งหลายย่อมควรเพ่งพินิจ เมื่อมีการเพ่งพินิจธรรมอยู่ ฉันทะย่อมเกิด กุลบุตรนั้นเกิดฉันทะแล้ว ย่อมอุตสาหะ ครั้นอุตสาหะแล้ว ย่อมไตร่ตรองครั้นไตร่ตรองแล้ว ย่อมอุทิศกายและใจ เมื่ออุทิศกายและใจแล้ว ย่อมทำให้แจ้งสัจจะอันยอดเยี่ยมด้วยนามกาย และเห็นแจ่มแจ้งสัจจะอันยอดเยี่ยมนั้นด้วยปัญญา
และสุดท้ายได้ตรัสถึงบท 4 ( อริยสัจจ 4 ) ที่วิญญูชนพึงรู้ได้ไม่นานด้วยปัญญา ความแห่งธรรมใดที่พระองค์ได้ยกขึ้นแสดงแล้ว ผู้ปฏิบัติตามคำสอนนั้นย่อมมีหลักปฏิบัติว่า พระผู้มีพระภาคเป็นศาสดา ตนเป็นสาวก, ศาสนาของพระศาสดางอกงามมีโอชา (น่าเลื่อมใส ) แก่ผู้มีศรัทธาและผู้ปฏิบัติตามคำสอน, ย่อมมีหลักปฏิบัติว่าหากพากเพียรเพื่อบรรลุจุดที่มุ่งหมายแล้วยังไม่สำเร็จ จักไม่หยุดความเพียรนั้น แม้แลกด้วย หนัง เอ็น และกระดูก เนื้อและเลือดก็ตามทีและผลอย่างใดอย่างหนึ่งใน 2 อย่างที่หวังได้ คือ อรหัตตผลในปัจจุบัน หรือถ้ายังมีอุปาทานเหลืออยู่ ก็จะเป็นอนาคามี
"ปุตตมังสสูตร และ อาหารสูตร" ว่าด้วยอาหาร 4 ซึ่งทั้งสองพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนเกี่ยวกับอาหาร โดยใน ปุตตมังสสูตร จะได้ให้พิจารณากำหนดรู้ในอาหาร 4 อย่างนี้ ด้วยการยกอุปมาอุปไมยขึ้นเปรียบเทียบ ดังนี้คือ กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว) เหมือนกับสามีภรรยากินเนื้อบุตร เพื่อยังชีพขณะเดินทางข้ามทางกันดาร (ความจำเป็นในอาหาร เพื่อความอยู่รอดในการดำรงชีวิต) เพื่อกำหนดรู้ความยินดีในกามคุณ 5ผัสสาหาร (ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา) เหมือนกับแม่โคลูกอ่อนที่ไม่มีหนังหุ้ม ให้ระมัดระวังตัวจากการรบกวนของสัตว์และแมลงที่จะมาเจาะไชหรือกัด เพื่อกำหนดรู้ในเวทนาทั้ง 3มโนสัญเจตนาหาร (เจตนาป็นปัจจัยให้เกิดกรรมคือการกระทำ) เหมือนกับคนถูกลากลงสู่หลุมถ่านเพลิง ดิ้นรนหนีให้พ้นจากหลุมถ่านเพลิงนั้น เพื่อกำหนดรู้ในตัณหาทั้ง 3วิญญาณาหาร (วิญญาณป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป ) เหมือนกับนักโทษประหารถูกแทงด้วยหอก 300 เล่ม เพื่อกำหนดรู้ในนามรูป
ด้วยเพราะความจำเป็นในการดำรงชีพให้ตั้งอยู่คงอยู่ได้สืบต่อไปและต่อไป จึงต้องมีตัณหาเป็นเหตุให้เกิดการแสวงหาในอาหาร 4 นี้
ส่วนใน อาหารสูตร นั้น เป็นการกล่าวถึง "มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด และมีอะไรเป็นแดนเกิด ของอาหาร 4 อย่างนี้" ซึ่งเป็นการแยกแยะแจกแจงให้เห็นถึงการเกิด - ดับของอาหาร
…อนึ่ง สังขารเหล่านี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิดสังขารทั้งหลายมีอวิชชาเป็นเหตุ มีอวิชชาเป็นเหตุเกิด มีอวิชชาเป็นกำเนิด มีอวิชชาเป็นแดนเกิด
ภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี ฯลฯ ดังพรรณนามาฉะนี้ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้มีได้ด้วยประการฉะนี้
อนึ่ง เพราะอวิชชานั้นดับไปไม่เหลือด้วยวิราคะ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ ฯลฯ ดังพรรณนามาฉะนี้ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้.
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท Ep.59 , Ep.58 , เข้าใจทำ (ธรรม) Ep.56 ,
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สื่บเนื่องมาจากในตอนที่แล้ว หลังจากพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงปฐมเทศนาที่มีชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แก่ปัญจวัคคีย์แล้ว ทำให้พระโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลุเป็นโสดาบันด้วยเห็นว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา."
จากนั้นได้ทรงแสดง อนัตตลักขณสูตร ซึ่งกล่าวถึง ความเป็นอนัตตาในขันธ์ 5 มีใจความว่า
"สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดาพึงตามเห็นด้วยปัญญาอันชอบในสิ่งนั้นตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา’ ก็อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วเมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป เบื่อหน่ายแม้ในเวทนา เบื่อหน่ายแม้ในสัญญา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสังขาร และเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะความคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมเกิดญาณหยั่งรู้ว่า ‘หลุดพ้นแล้ว’ เธอย่อมรู้ชัดว่า ‘การเกิดสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่ออาการเป็นอย่างนี้ไม่ได้มีอีก” เหล่าปัญจวัคคีย์ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์
ในกาลต่อมา ได้ทรงแสดงธรรมเทศนาที่ชื่อว่า "อนุปุพพิกถา (ทาน ศีล เรื่องของสวรรค์ โทษของกาม และอานิสงส์ในการหลีกออกจากกาม) และอริยสัจ 4" โปรดแด่ ยสกุลบุตร บุตรเศรษฐีผู้เกิดความเบื่อหน่าย เดินออกจากเรือนพร่ำบ่นไปตลอดทางว่า "ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ" จนเมื่อพระพุทธเจ้าทรงแผ่ญาณเพื่อตรวจดูเวไนยสัตว์ผู้ที่พอจะบรรลุได้ พบยสกุลบุตรที่กำลังเดินมาใกล้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสขึ้นว่า "ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง เชิญมาที่นี่ เราจะแสดงธรรมแก่เธอ" ยสกุลบุตรได้ดวงตาเห็นธรรม ภายหลังบิดาได้เดินออกตามหาแล้วได้พบพระพุทธเจ้าและได้ฟังธรรม และเมื่อยสกุลบุตรได้ฟังธรรมเทศนาถึง 2 ครั้ง แล้วได้พิจารณาใคร่ครวญไปตามกระแสธรรมนั้น ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ด้วยการบวชของท่านเป็นเหตุให้เพื่อนของท่านอีก 54 คนได้เข้ามาบวช ซึ่งทั้งหมดล้วนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์
ในครั้งนั้นมีพระอรหันต์เกิดขึ้นแล้ว 61 รูปในโลก พระพุทธเจ้าจึงได้รับสั่งให้เหล่าภิกษุออกเดินทางเพื่อประกาศพระศาสนา โดยตรัสว่า "…พวกเธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไป เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่มหาชน เพื่อความเอ็นดูแก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย อย่าไปทางเดียวกันถึงสองรูป พวกเธอจงแสดงธรรมให้งดงามในเบื้องต้น ให้งดงามในท่ามกลาง ให้งดงามในที่สุดลงรอบ จงประกาศพรหมจรรย์ให้เป็นไปพร้อมทั้งอรรถะพร้อมทั้งพยัญชนะให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง สัตว์ทั้งหลายที่เป็นพวกมีธุลีในดวงตาแต่น้อย ก็มีอยู่ สัตว์เหล่านั้นจะเสื่อมจากคุณที่จะได้รับถ้าไม่ได้ฟังธรรม สัตว์ผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักมีเป็นแน่ แม้เราเองก็จักไปสู่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรม"
เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึงตำบลอุรุเวลา ได้แสดงธรรมเทศนาแก่ ชฎิล 3 คนพี่น้อง คือ อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ และคยากัสสปะ พร้อมทั้งบริวารที่ตำบลคยาสีสะ ด้วยชฎิลทั้งหมดนี้มีความคุ้นเคยกับไฟมาตลอด จึงยก อาทิตตปริยายสูตร ขึ้นแสดง โดยมีใจความว่า "สิ่งทั้งปวง เป็นของร้อน ในที่นี้หมายเอา อายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ อายตนะภายนอกคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ อายตนะภายนอกและอายตนะภายในอาศัยกันและกันแล้วจึงเกิดวิญญาณ (การรับรู้) ทาง ตาหู จมูก ลิ้น กาย และใจ เมื่อเกิดวิญญาณแล้ว อาศัยกันและกัน เกิดเป็นผัสสะ เมื่อเกิดผัสสะแล้วเกิดเวทนาตามมา เป็นสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง อทุกขมสุขเวทนาบ้าง สิ่งต่าง ๆ นี้เป็นของร้อน
ร้อนเพราะไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด ความแก่ และความตาย ร้อนเพราะความโศก เพราะความรำพัน เพราะทุกข์กาย เพราะทุกข์ใจ เพราะความคับแค้น เมื่อเห็นโทษแห่งของร้อนทั้งปวงจึงเบื่อหน่ายกับการเข้าไปยึดมั่นถือมั่นทั้งที่ยินดีพอใจและยินร้ายอันเป็นเหตุให้ร้อนใจอยู่เนืองนิตย์ จิตจึงปล่อยวาง เมื่อปล่อยวางก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ยึดมั่น.
ทั้งนี้ได้ยก อาทิตตปริยาย นัยยะที่ 2 และธรรมปริยาย ขึ้นมาอธิบายเพิ่มเติมด้วย เพื่อให้มีความเข้าใจที่กว้างขวางลึกซึ่้งมากยิ่งขึ้นไป
"…ให้เรามีความระมัดระวังรักษา เหมือนอย่างพวกชฎิลที่บูชาไฟ จะต้องรักษาไฟเป็นอย่างดี…รักษาไม่ให้ไปมีราคะ โทสะ และโมหะเกิดขึ้น ซึ่งถ้ามีเกิดขึ้นแล้วจะทำให้เกิดลุ่มหลง มีความโกรธเกลียดไม่พอใจ เป็นต้น แต่ถ้าเมื่อเรารักษาให้มันดีแล้ว อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในช่องทางนั้นเป็นอันว่าได้รับการรักษา รักษาด้วยสติ รักษาด้วยการสำรวมอินทรีย์"
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.54 , ตามใจท่าน Ep.42 , EP.21 , ใต้ร่มโพธิบท Ep.51
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สืบเนื่องในเดือน อาสาฬหะ ซึ่งมีความสำคัญในการที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คืือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เอาไว้ จึงจะได้นำเรื่องราวตั้งแต่วันวิสาขะมาจนถึงวันอาสาฬหบูชา เป็นช่วงเวลา 2 เดือนหลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วมาจนถึงการแสดงธรรมแก่ปัญจวัคคีย์ โดยนำเสนอในหัวข้อเรื่อง "ความให้เป็นไป คือ หมุนซึ่งกงล้อแห่งธรรมอันยอดเยี่ยม"…อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตตะนัง
คัดบางส่วนมาจาก…ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์
…ข้อนี้แลเป็น ทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ ตัณหาอันทำให้เกิดอีก ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน มีปกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหาภวตัณหา วิภวตัณหา.
…ข้อนี้แลเป็น ทุกขนิโรธอริยสัจคือ ตัณหานั่นแลดับ โดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สละ สละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน.
…ดูข้อนี้แลเป็น ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ…
…ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา ในอริยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ หมดจดดีแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้น เราจึงยืนยันได้ว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์
…ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งพระอุทานว่า ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ เพราะเหตุนั้น คำว่า อัญญาโกณฑัญญะนี้ จึงได้เป็นชื่อ ของท่านพระโกณฑัญญะ ด้วยประการฉะนี้."
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) Ep.26
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
From the publisher's feed
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

3 Listeners

2 Listeners

5 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

10 Listeners

9 Listeners

2 Listeners

3 Listeners

18 Listeners

3 Listeners

7 Listeners

1 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

0 Listeners