6 ขุดเพชรในพระไตรปิฎก

6 ขุดเพชรในพระไตรปิฎก

By ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya BhavanaReligion & SpiritualityBuddhism
Download on the App Store

6 ขุดเพชรในพระไตรปิฎก episodes

  • ตปุสสะและภัลลิกะ ปฐมอุบาสก (6239-6t)

    ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก อุบาสกตปุสสะและภัลลิกะ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 248)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ 

    ชายใดมีจิตใจเคารพและกล่าวถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่เคารพสักการะ ชายนั้นชื่อว่า "อุบาสก" หรือแม้ถึงรัตนะ 2 คือ พระพุทธและพระธรรมเเป็นสรณะอย่างพ่อค้าสองพี่น้องชื่อตปุสสะและภัลลิกะ ก็เรียกว่า "อุบาสกบุคคล"

    “ส่วนบุคคลใดถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่ง ย่อมเห็นอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์  ความก้าวล่วงทุกข์ และมรรคมีองค์แปดอันประเสริฐ  ซึ่งทำให้สัตว์ถึงความสงบทุกข์ด้วยปัญญาอันชอบ สรณะนั่นแลเกษม สรณะนั่นแลอุดม บุคคลอาศัยสรณะนั้นแล้วย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้”…(ขุ.ธ.ข้อ๒๔)

    อุบาสก แปลว่า ผู้นั่งใกล้พระรัตนตรัย, สรณะ หมายถึง พระรัตนตรัย 

    วิธีการเข้าถึงสรณะหรือพระรัตนตรัยมี 6 ประการ คือ วิธีสมาทาน, วิธียอมเป็นศิษย์, วิธีทำพระรัตนตรัยไว้เป็นเบื้องหน้า, วิธีมอบตน, วิธีถึงโดยกิจ และวิธีกราบไหว้

    อานิสงส์ของการเข้าถึงสรณะ  กรณีถึงสรณะที่เป็นโลกุตระของพระอริยเจ้าผู้บรรลุสามัญผลสี่ย่อมมีผลเป็นความสิ้นไปแห่งทุกข์ทั้งมวล ส่วนการเข้าถึงสรณะที่เป็นโลกียะย่อมมีภพสมบัติเป็นผล คือ เกิดในสุคติ

    ธรรมะที่พระพุทธองค์แสดงแก่อุบาสก แล้วสามารถประพฤติปฏิบัติตามจนบรรลุเป็นพระอริยบุคคลในระดับต่าง ๆ นั้น โดยส่วนมากมักแสดงในเรื่อง "อนุปุพพิกถา 5" (เรื่องที่กล่าวถึงตามลำดับ) คือ ทาน ศีล สวรรค์ โทษของกาม และอานิสงส์การออกจากกาม จากนั้นเมื่อมีจิตใจที่อ่อนนุ่มอ่อนเหมาะแล้วจึงแสดงอริยสัจสี่ต่อ

    ตปุสสะ-ภัลลิกะ อุบาสกคู่แรกในพระพุทธศาสนา เอตทัคคะในฝ่ายผู้ถึงสรณะก่อน

    พ่อค้าสองพี่น้องชื่อ "ตปุสสะและภัลลิกะ" ได้ถวายสัตตุผง สัตตุก้อน และน้ำแด่พระพุทธเจ้า ภายหลังการตรัสรู้ ในระหว่างที่พระองค์ทรงเสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่ 8 ณ ราชายตนะ และเมื่อได้ฟังธรรม "อนุปุพพิกถา 5" จากพระพุทธเจ้าแล้ว ทั้งสองเกิดความเสื่อมใสศรัทธา ประกาศตนเป็นอุบาสกคู่แรกผู้ขอการถึงพระพุทธเจ้าและพระธรรมเป็นสรณะ (ในขณะนั้นพระสงฆ์ยังไม่เกิดขึ้น) นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังได้ประทานพระเกสาธาตุจำนวน 8 เส้นให้แก่พวกเขาเพื่อเป็นที่ระลึกถึง และในกาลต่อมาเมื่อทรงสถาปนาอุบาสกทั้งหลายไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะต่างๆ ตามลำดับ จึงทรงสถาปนาทั้งสองนี้ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะผู้เลิศกว่าอุบาสกทั้งหลายในฝ่ายผู้ถึงสรณะก่อน

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    1 hr
  • (4 พระเถรี) ภัททกาปิลานี-ภัททากัจจานา-กีสาโคตมี-สังคาลมาตา

    ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระภัททกาปิลานีเถรี พระภัททากัจจานาเถรี พระกีสาโคตมีเถรี และพระสิงคาลมาตาเถรี (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 244-246) 

    ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ พระภัททกาปิลานีเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีบุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ระลึกชาติ)พระภัททากัจจานาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้ทรงอภิญญาพระกีสาโคตมีเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้ทรงจีวรเศร้าหมองพระสิงคาลมาตาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้พ้นกิเลสด้วยศรัทธา 

    แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท: ทิศทั้งหก 

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    54 min
  • (4 พระเถรี)นันทา-โสณา-สกุลา-ภัททากุณฑลเกสา

    ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระนันทาเถรี พระโสณาเถรี พระสกุลาเถรี และพระภัททากุณฑลเกสาเถรี (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 240-243) 

    ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ  

    พระนันทาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้แพ่งด้วยฌาน 

    พระนันทาเถรี  หรือ พระนางรูปนันทา เป็นน้องต่างมารดาของพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีสิริโฉมอันงดงาม ได้ออกบวชตามเหล่าพระญาติ ไม่ได้บวชด้วยความศรัทธา จึงยังเป็นผู้ที่หลงใหลในความสวยงามอยู่ เมื่อบวชแล้วก็ไม่ได้ทำความเพียร และไม่ยอมไปรับฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า 

    ครั้นเมื่อต้องได้เข้าเฝ้าฯ พระพุทธเจ้าจึงทรงเนรมิตสตรีผู้ที่มีความงดงามกว่าพระนางหลายเท่านักขึ้นจับใบตาลถวายงานพัดอยู่ แล้วทรงบันดาลให้หญิงนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงเป็นผู้มีอายุมากขึ้นจนถึงแก่เฒ่า มีความเจ็บป่วย และถึงแก่ความตาย เป็นศพเน่าเปื่อยไปตามลำดับ เมื่อได้เห็นเช่นนั้นแล้ว จึงได้เพ่งพิจารณาตาม เกิดความเบื่อหน่าย มีจิตสลดสังเวช มีปัญญา บรรลุโสดาปัตติผลและอรหัตตผลตามลำดับ และได้รับการยกย่องให้เป็นเอตทัคคะในฝ่ายผู้แพ่งด้วยฌาน 

    “ดูก่อนนันทา เธอจงเห็นร่างกายอันกระดูก ๓๐๐ ท่อนยกขึ้นแล้ว อันกระสับกระส่าย ไม่สะอาด เปื่อยเน่า จงอบรมจิตให้ตั้งมั่นมีอารมณ์เดียวด้วยอสุภภาวนา อนึ่ง เธอจงอบรมจิตให้หานิมิตมิได้ ละเสียซึ่งอนุสัยคือมานะ เพราะการละมานะได้นั้น เธอจักเป็นผู้สงบเที่ยวไป.” 

    พระโสณาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้ปรารภความเพียร 

    พระโสณาเถรีเถรีเป็นผู้มีลูกมาก ได้บวชเป็นภิกษุณีเมื่อตอนที่อายุมากแล้ว ถูกเหล่าภิกษุณีใช้ให้ต้มน้ำ ได้เจริญวิปัสสนาและบำเพ็ญเพียรพิจารณาขันธ์ไปด้วยจนได้บรรลุอรหัตตผล จึงได้แสดงฤทธิ์ด้วยการใช้เตโชธาตุทำให้น้ำร้อนโดยไม่ต้องใช้ไฟต้ม เมื่อคุณของพระเถรีปรากฏว่า แม้ท่านจะบวชตอนแก่ก็ตาม ยังสามารถบรรลุถึงผลเลิศได้ในเวลาไม่นาน เพราะเป็นผู้มีความเพียร พระพุทธเจ้าได้ยกย่องท่านให้เป็นเอตทัคคะในฝ่ายผู้ปรารภความเพียร 

    "ข้าพเจ้าคลอดบุตร ๑๐ คน ในเรือนร่างคือรูปนี้ เพราะเหตุนั้น จึงชราทุพพลภาพ เข้าไปหาภิกษุณี. ภิกษุณีนั้นแสดงธรรมคือขันธ์ อายตนะและธาตุ ข้าพเจ้าฟังธรรมนั้นแล้วก็โกนผมบวช ข้าพเจ้านั้นศึกษาอยู่ ก็ชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์ ข้าพเจ้ารู้ปุพเพนิวาสญาณ รู้ขันธ์ที่อาศัยอยู่ในชาติก่อน และเจริญอนิมิตตสมาธิ ก็มี จิตตั้งมั่นดี มีอารมณ์เดียว มีวิโมกข์เกิดขึ้นในลำดับ ไม่ยึดมั่น ดับสนิท. ปัญจขันธ์ ข้าพเจ้ากำหนดรู้แล้ว มีมูลรากอันขาดแล้ว ดำรงอยู่ น่าตำหนิความชราที่น่าชัง บัดนี้ไม่มีการเกิดอีก." 

    พระสกุลาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีทิพยจักษุ 

    สกุลา เกิดในตระกูลพราหมณ์ในกรุงสาวัตถีมีทรัพย์มาก เป็นผู้มีจิตศรัทธาน้อมไปในการออกบวชอันเป็นผลจากบุญกุศลเก่าในอดีตชาติ และเมื่อได้ฟังธรรมก็ขอออกบวช ไม่นานก็บรรลุอรหัตตผล พร้อมทั้งวิชชา 3 และอภิญญา 6 มีความชำนาญในทิพยจักษุ จนได้รับตำแหน่งเอตทัคคะในฝ่ายผู้มีทิพยจักษุ 

    "เมื่อเรายังอยู่ในเรือน ได้ฟังธรรมของภิกษุรูปหนึ่ง ได้เห็นนิพพาน อันเป็นธรรมปราศจากธุลี เป็นทางเครื่องถึงความสุข ไม่จุติต่อไป เราจึงละบุตร ธิดา ทรัพย์ และธัญชาติ โกนผมออกบวชเป็นบรรพชิต เราศึกษาทางสงบใจอยู่ เจริญมรรคชั้นสูง จึงละราคะ โทสะ และ อาสวะทั้งหลายอันกล้าแข็งกว่าราคะโทสะนั้นได้ เราอุปสมบทเป็น ภิกษุณีแล้ว ระลึกถึงชาติก่อนได้ ชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์หมดมลทิน อบรมแล้วด้วยดี เราเห็นสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นอนัตตา เป็น ของเกิดแต่เหตุ มีอันทรุดโทรมไปเป็นสภาพ แล้วละอาสวะทั้งปวง เป็นผู้มีความเย็นใจ ดับสนิทแล้ว."  

    พระภัททากุณฑลเกสาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้ตรัสรู้เร็วพลัน 

    นางภัททา เกิดในตระกูลเศรษฐี เมื่อเข้าสู่วัยสาวได้เห็นโจรที่กำลังจะถูกนำไปประหาร ได้เกิดหลงรักในโจรนั้น พ่อแม่จึงยอมตามใจ ติดสินบนนำตัวโจรนั้นมาให้เป็นสามี เมื่ออยู่ได้ 2-3 วัน โจรเห็นเครื่องประดับของนางก็อยากได้ จึงออกอุบายให้นางแต่งกายด้วยเครื่องประดับและของมีค่า หลอกให้ขึ้นไปบนภูเขาหมายจะฆ่าชิงทรัพย์ แต่ด้วยความที่นางเป็นผู้มีปัญญาจึงได้ใช้อุบายผลักโจรตกเขาเอาตัวรอดมาได้ จึงออกบวชในสำนักของนิครนถ์ เมื่อถูกถอนผมและผมขึ้นใหม่อีกก็มีลักษณะคล้ายตุ้มหู เป็นกลุ่มก้อน จึงได้ชื่อ "ภัททากุณฑลเกสา" ได้เที่ยวตามหาโต้วาทะ จนได้พบและโต้วาทะกับพระสารีบุตร เมื่อพ่ายแพ้จึงได้ขอบวชในสำนักของพระพุทธเจ้า เมื่อได้เข้าเฝ้าฯ และฟังธรรม แม้เพียงพระคาถา 4 บทเท่านั้น ก็บรรลุอรหัตตผลพร้อมปฏิสัมภิทา จึงได้รับการยกย่องให้เป็นเอตทัคคะในฝ่ายผู้ตรัสรู้เร็วพลัน 

    "แต่ก่อน ข้าพเจ้าถอนผม อมมูลฟัน มีผ้าผืนเดียว เที่ยวไป รู้ในสิ่งที่ไม่มีโทษว่ามีโทษ และเห็นสิ่งที่มีโทษว่าไม่มีโทษ. ข้าพเจ้าออกจากที่พักกลางวัน ก็ได้พบพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสดุจธุลี อันหมู่ภิกษุแวดล้อมที่ภูเขาคิชฌกูฏ จึงคุกเข่าถวายบังคมทำอัญชลีต่อพระพักตร์ พระองค์ตรัสกะข้าพเจ้าว่า ภัททา จงมา พระดำรัสสั่งนั้นทำความหวังของข้าพเจ้าให้สำเร็จสมบูรณ์. 

    ข้าพเจ้าจาริกไปทั่วแคว้นอังคะ มคธะ กาสี โกสละ บริโภคก้อนข้าวของชาวแคว้นมา ๕๐ ปี ไม่เป็นหนี้ [ไม่เป็นอิณบริโภค]. ท่านอุบาสกผู้ใด ได้ถวายจีวรแก่ข้าพเจ้าภัททา ผู้พ้นจากกิเลสเครื่องร้อยรัดทุกอย่างแล้ว ท่านอุบาสกผู้นั้นมีปัญญา ประสบบุญเป็นอันมากหนอ." 

    แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: นิทานพรรณนา Ep.41 

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    59 min
  • พระธรรมทินนาเถรี (6236-6t)

    ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระธรรมทินนาเถรี (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 239)

    ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ 

    "ผู้ที่เกิดฉันทะมีอัตภาพสุดท้ายก็พึงสัมผัสนิพพานด้วยใจ มีจิตไม่ปฏิพัทธ์ในกามทั้งหลาย บัณฑิตเรียกว่า ผู้มีกระแสในเบื้องบน"…ภาษิตของพระธรรมทินนาเถรี

    พระธรรมทินนาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้เป็นธรรมกถึก

    พระธรรมทินนาเถรี เกิดในตระกูลเศรษฐีในเมืองราชคฤห์ เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้เป็นภริยาของวิสาขเศรษฐี ผู้ซึ่งเป็นพระสหายของพระเจ้าพิมพิสาร ต่อมาวิสาขเศรษฐีได้มีโอกาสฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าเรื่องอนุปุพพิกถา แล้วบรรลุอนาคามี จึงไม่ปรารถนาในการใช้ชีวิตแบบคนคู่ เมื่อเป็นเช่นนั้นนางธรรมทินนาจึงสนใจศึกษาในธรรม แล้วขอออกบวชเป็นภิกษุณี หลังจากทำความเพียรออกหลีกเร้นภาวนาไม่นานก็บรรลุอรหัตตผล ครั้นวิสาขอุบาสกมีความต้องหารที่จะทราบว่าพระเถรีได้บรรลุคุณธรรมวิเศษอย่างใดหรือไม่ แต่มิกล้าถามตรง ๆ จึงเลี่ยงถามปัญหาว่าด้วยเรื่องขันธ์ 5 พระเถรีก็โต้ตอบอย่างคล่องแคล่วชัดเจน ไล่เรียงกันมาตั้งแต่ในเรื่องสักกายทิฏฐิ, มรรค 8 กับขันธ์ 3, สมาธิและสังขาร, การเข้าและออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธ และเวทนา 3

    วิสาขอุบาสกได้ถามต่อในคำถามระดับภูมิธรรมของพระอรหันต์ แต่ด้วยพระเถรีทราบถึงอุบาสกมีวิสัยเพียงอนาคามีเท่านั้นนั้นจึงกล่าวเตือนดังนี้:-

     [๕๑๒]  วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งสุขเวทนา?             ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ราคะเป็นส่วนเปรียบแห่งสุขเวทนา.             วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งทุกขเวทนา?             ธ. ปฏิฆะเป็นส่วนแห่งเปรียบแห่งทุกขเวทนา.             วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งอทุกขมสุขเวทนา?             ธ. อวิชชาเป็นส่วนเปรียบแห่งอทุกขมสุขเวทนา.             วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งอวิชชา?             ธ. วิชชาเป็นส่วนเปรียบแห่งอวิชชา.             วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งวิชชา?             ธ. วิมุติเป็นส่วนเปรียบแห่งวิชชา.             วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งวิมุติ?             ธ. นิพพานเป็นส่วนเปรียบแห่งวิมุติ             วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งนิพพาน?             ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ท่านล่วงเลยปัญหาเสียแล้ว ไม่อาจถือเอาส่วนสุดแห่งปัญหาได้ ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ เพราะพรหมจรรย์หยั่งลงในพระนิพพาน มีพระนิพพานเป็นที่ถึงในเบื้องหน้า มีพระนิพพานเป็นที่สุด ถ้าท่านจำนงอยู่ ก็พึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ทูลถามเนื้อความนี้เถิด พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์แก่ท่านอย่างใด ท่านพึงทรงจำพระพยากรณ์นั้นไว้อย่างนั้นเถิด…จูฬเวทัลลสูตร 

    วิสาขอุบาสกจึงเอาคำถามคำตอบนั้นไปทูลถามกับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ทรงตอบเช่นเดียวกับที่พระเถรีได้ตอบไว้ ปรารภเหตุใน จูฬเวทัลลสูตร นี้ พระพุทธเจ้าจึงได้แต่งตั้งพระเถรีไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาผู้เป็นธรรมกถึก

    แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.61  นิทานพรรณนา Ep.40 

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    1 hr 2 min
  • พระปฏาจาราเถรี (6235-6t)

    ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระปฏาจาราเถรี (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 238)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ 

    พระปฏาจาราเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้ทรงพระวินัย 

    นางปฏาจารา เป็นธิดาของเศรษฐีชาวเมืองสาวัตถี ได้หนีตามชายรับใช้ออกจากเรือนไป เรื่องเกิดขึ้นเมื่อนางก็ตั้งครรภ์บุตรคนที่ 2 ในเวลาใกล้คลอดจึงหนีสามีกลับบ้าน แต่ในระหว่างทางนั้นเองนางได้สูญเสียสามีและบุตรทั้งสองคนไป พอยั้งสติได้เดินร้องไห้เข้าสู่เมืองสาวัตถี ทราบข่าวจากชาวเมืองคนหนึ่งว่า ลมฝนได้พัดเรือนบิดามารดาของนางพังทลายและเจ้าของเรือนก็ตายไปด้วย นางปฏาจาราสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในเวลาใกล้กันไม่อาจตั้งสติได้ สลัดผ้านุ่งทิ้งแล้ววิ่งบ่นเพ้อด้วยร่างกายอันเปล่าเปลือยเข้าไปยังพระวิหารเชตวันในขณะที่พระพุทธเจ้ากำลังทรงแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางบริษัท  ผู้คนต่างเห็นนางแล้วร้องห้ามอย่าให้คนบ้านั้นเข้ามา แต่พระพุทธเจ้ารับสั่งปล่อยให้นางเข้ามาเถิด แล้วตรัส อนมตัคคปริยายสูตร เตือนสติ จนนางคลายความโศกเศร้า กลับได้สติดังเดิม 

    "น้ำในสมุทรทั้ง ๔ มีประมาณน้อย, น้ำตาของคนผู้อันทุกข์ถูกต้องแล้ว เศร้าโศก ไม่ใช่น้อย มากกว่าน้ำในมหาสมุทรนั้น; เหตุไร เธอจึงประมาทอยู่เล่า? แม่น้อง."

    และได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า มีกำลังใจขึ้นมา บรรลุโสดาปัตติผล จากนั้นได้ทูลขอบวชเป็นพระภิกษุณี

    "บุตรทั้งหลาย ไม่มีเพื่อต้านทาน, บิดาก็ไม่มี ถึงพวกพ้องก็ไม่มี, เมื่อบุคคลถูกความตายครอบงำแล้ว ความต้านทานในญาติทั้งหลาย ย่อมไม่มี; บัณฑิตทราบอำนาจประโยชน์นั้นแล้ว สำรวมในศีล  พึงชำระทางไปพระนิพพานโดยเร็วทีเดียว. 

    หลังจากบวชแล้วไม่นาน พระปฏาจาราเถรี ได้ตักน้ำจากหม้อสำหรับบรรจุน้ำล้างเท้ามาล้างเท้าของตน เมื่อเทน้ำราดเท้าครั้งหนึ่งน้ำไหลจากหลังเท้าลงดิน ซึมแผ่ออกไปแล้วก็หมดลง ตักอีกแม้ครั้งที่ 2 ครั้งที่สาม 3 ก็เช่นเดียวกัน จึงได้เปรียบเทียบชีวิตของตนเหมือนน้ำล้างเท้า น้ำแผ่ซึมครั้งแรกเหมือนชีวิตลูกน้อยของตนเกิดและอยู่ในโลกไม่ทันไรก็หยุดเคลื่อนไหวตายจากโลก น้ำแผ่ซึมครั้งที่สองเหมือนอดีตสามีกำลังหนุ่มก็ตายจากโลกเพราะถูกงูกัด และน้ำซึมแผ่ครั้งที่สามเหมือนบิดามารดาและพี่ชายตายเมื่ออายุมาก เมื่อท่านพิจารณาเช่นนี้ พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงแสดงธรรมตรัสรับรองความคิดของท่านว่าถูกต้องแล้ว นางได้พิจารณาตามไป ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

    "ก็ผู้ใด ไม่เห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมอยู่ พึงเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี, ความเป็นอยู่วันเดียวของผู้เห็นความเกิดและความเสื่อม ประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ของผู้นั้น."

    หลังจากนั้นท่านได้นำหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าและประสบการณ์ของท่านมาสอนภิกษุณีและเหล่าสตรีทั้งหลายที่มีปัญหาในชีวิตอยู่เสมอ และท่านมีความสนใจในพระวินัยเป็นพิเศษ ตั้งใจศึกษาจนมีความรู้ความเชี่ยวชาญ จึงได้รับตำแหน่งเอตทัคคะในผ่ายผู้ทรงพระวินัย 

    ครุธรรม 8 ประการภิกษุณีอุปสมบทแล้ว 100 ปี ต้องกราบไหว้ ลุกรับ ทำอัญชลีกรรม สามีจิกรรมแก่ภิกษุที่อุปสมบทในวันนั้นภิกษุณีไม่พึงอยู่จำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุภิกษุณีต้องหวังธรรม 2 ประการ คือ ถามวันอุโบสถ 1 เข้าไปฟัง คำสั่งสอน 1 จากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือนภิกษุณีต้องธรรมที่หนักแล้ว ต้องประพฤติปักขมานัตในสงฆ์ 2 ฝ่ายภิกษุณีอยู่จำพรรษาแล้ว ต้องปวารณาในสงฆ์สองฝ่าย โดยสถานทั้ง 3 คือ โดยได้เห็น โดยได้ยิน หรือโดยรังเกียจภิกษุณีต้องแสวงหาอุปสัมปทาในสงฆ์ 2 ฝ่าย เพื่อสิกขมานาผู้มีสิกขาอันศึกษาแล้วในธรรม 6 ประการครบ 2 ปีแล้วภิกษุณีไม่พึงด่า บริภาษภิกษุ โดยปริยายอย่างใดอย่างหนึ่งตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ปิดทางไม่ให้ภิกษุณีทั้งหลายสอนภิกษุ เปิดทางให้ภิกษุทั้งหลายสอนภิกษุณี 

    แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท Ep.36 , ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก Ep.34

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    48 min
  • พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี พระเขมาเถรี และพระอุบลวรรณาเถรี

    ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี พระเขมาเถรี และพระอุบลวรรณาเถรี (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 235-237)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม ความเป็นเอตทัคคะ และต้นบัญญัติสิกขาบท ของพระภิกษุณี 3 รูป  

    พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้รัตตัญญู 

    พระนางปชาบดีโคตมี เป็นพระนางน้าและเป็นพระมารดาเลี้ยงของเจ้าชายสิทธัตถะ หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ และได้เสด็จกลับมาโปรดพระประยูรญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์  พระนางมีเลื่อมใสศรัทธาในธรรมะของพระพุทธเจ้า มีพระปณิธานอย่างแรงกล้าที่จะศึกษาธรรมะในสำนักของพระพุทธเจ้า หลังจากพระเจ้าสุทโธทนะเสด็จสวรรคตและเหล่าเจ้าศากยะทั้งหลายออกบวชแล้ว เมื่อทราบว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เมืองเวสาลี พระนางได้ปลงพระเกศาแล้วครองผ้ากาสาวพัสตร์ นำพาศากิยนารีเป็นบริวารประมาณ 500 (สตรีเหล่านี้สวามีออกบวชไปก่อนแล้ว) เพื่อกราบทูลอ้อนวอนขอบวชแต่พระพุทธองค์ไม่ทรงอนุญาต 

    พระอานนท์จึงช่วยทูลขออนุญาตให้ โดยตรัสถามพระพุทธองค์ว่า "สตรีสามารถบรรลุธรรมได้เช่นเดียวกับผู้ชายหรือไม่?" พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า "ได้",  ถ้าเช่นนั้นควรจะอนุญาตเพื่ออนุเคราะห์แก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี ผู้มีคุณบำรุงเลี้ยงดูพระองค์มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ให้สมปรารถนาด้วยเถิด  จากนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้สตรีบวชได้ แต่ต้องรับปฏิบัติด้วยครุธรรม 8 ประการ ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้นสำหรับภิกษุณี อันเป็นเงื่อนไขที่ทรงอนุญาตให้สตรีอุปสมบทได้  

    พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี เป็นภิกษุณีรูปแรกในพระพุทธศาสนา ได้ปฏิบัติตามคำสอนจนกระทั่งบรรลุอรหัตตผล พระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นว่า พระเถรีเป็นผู้มีวัยวุฒิสูง คือรู้กาลนาน มีประสบการณ์มาก รู้เหตุการณ์ต่าง ๆ มาตั้งแต่ต้น จึงทรงแต่งตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายในฝ่ายผู้รัตตัญญู (ผู้รู้ราตรีนาน) 

    "ข้าแต่พระพุทธเจ้าผู้แกล้วกล้า ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง หม่อมฉันขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้ทรงช่วยปลดเปลื้องหม่อมฉันและชนอื่นเป็นอันมากให้พ้นจากทุกข์ หม่อมฉันกำหนดรู้ทุกข์ทั้งปวงแล้ว เผาตัณหาอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ให้เหือดแห้งแล้ว ได้เจริญมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 ได้บรรลุนิโรธแล้ว ชนทั้งหลายเป็นมารดา เป็นบุตร เป็นธิดา เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นปู่ย่าตายายกันมาในชาติก่อน ๆ หม่อมฉันไม่รู้ตามความเป็นจริง ไม่พบที่พึ่ง จึงท่องเที่ยวไป ก็หม่อมฉันได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแล้ว อัตภาพนี้เป็นอัตภาพสุดท้ายชาติสงสารสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี 

    ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตรพระสาวกทั้งหลาย ผู้ปรารภความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวมีความบากบั่นมั่นคงเป็นนิตย์ มีความพร้อมเพรียงกัน การทำโลกุตรธรรมให้ประจักษ์แก่ตนอย่างนี้ เป็นการถวายบังคมต่อพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระนางเจ้ามหามายาเทวีได้ประสูติพระโคดมมา เพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมากหนอ เพราะพระองค์ได้ ทรงบรรเทากองทุกข์ของชนทั้งหลายผู้ถูกพยาธิและมรณะทิ่มแทงแล้ว"…มหาปชาบดีโคตมีเถรีคาถา (สุภาษิตสรรเสริญพระพุทธองค์) 

    พระเขมาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีปัญญามาก 

    พระนางเขมา เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าพิมพิสารแห่งเมืองราชคฤห์ พระนางเป็นสตรีที่มีรูปงามมาก ด้วยมีผิวพรรณดังสีน้ำทอง จึงได้ชื่อว่าเขมา แปลว่า ทอง พระเจ้าพิมพิสารมีความคิดว่าตนเป็นอัครอุปัฏฐากของพุทธเจ้า แต่พระอัครมเหสียังไม่เคยเข้าเฝ้าพระศาสดาเลย เนื่องจากพระนางหลงเมามัวในรูปสมบัติของตน จึงไม่ยอมมาฟังธรรม พระเจ้าพิมพิสารจึงคิดอุบายให้มีผู้ขับร้องพรรณนาความงามของวัดเวฬุวัน ทำให้พระอัครมเหสีอยากไปเห็น  เมื่อพระนางได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้ทำให้พระนางเห็นภาพนิมิตซึ่งแสดงความไม่เที่ยงของสังขาร กับทั้งพระนางได้ฟังพระธรรมเทศนาเรื่องราคะและการกำจัดราคะ พระนางก็บรรลุอรหัตตผล ณ ที่นั้น เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบความ ทรงอนุญาตให้พระนางออกบวชเป็นภิกษุณีได้  

    เมื่อพระนางบวชแล้วได้นามว่า “พระเขมาเถรี” เพราะอาศัยเหตุที่พระนางมีปัญญามาก บรรลุพระอรหันต์ทั้ง ๆ ที่อยู่ในเพศฆราวาส พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายในฝ่ายผู้มีปัญญามาก และทรงแต่งตั้งให้เป็นอัครสาวิกาฝ่ายขวา 

    "บุคคลเมื่อจะบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยรูปใด รูปนั้นอันพระตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้ไม่มีที่ตั้ง ดุจตาลยอดด้วน กระทำไม่ให้มีไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา ดูกรมหาบพิตร พระตถาคตพ้นจากการบัญญัติว่าเป็นรูป เป็นของลึก ประมาณไม่ได้หยั่งถึงได้โดยยาก ดุจมหาสมุทรฉะนั้น คำว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็ดี ย่อมไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดและไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ย่อมไม่ควร เมื่อบุคคลบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยเวทนาใด … เมื่อบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยสัญญาใด … เมื่อบุคคลบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยสังขารเหล่าใด … เมื่อบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยวิญญาณใด วิญญาณนั้นอันพระตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้ไม่มีที่ตั้ง ดุจตาลยอดด้วนกระทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา ดูกรมหาบพิตร พระตถาคตพ้นแล้วจากการบัญญัติว่าเป็นวิญญาณ เป็นของลึก ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้โดยยาก ดุจมหาสมุทรฉะนั้น คำว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดก็ดี ย่อมไม่เกิดก็ดี ย่อมเกิดอีกและไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ก็ย่อมไม่ควร ฯ"…พระเขมาเถรีแสดงธรรมแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล ณ โตรณวัตถุ ที่ระหว่างเมืองสาวัตถีกับเมืองสาเกต และพระเจ้าปเสนทิโกศลก็ได้มาสอบทวนกับพระพุทธเจ้าด้วยปัญหาที่ตรัสถามพระนางเขมาเถรีมาแล้วอีกครั้ง พระองค์ก็ได้ตรัสตอบเช่นเดียวกัน 

    พระอุบลวรรณาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีฤทธิ์มาก 

    พระอุบลวรรณาเถรี เกิดในตระกูลเศรษฐี ในกรุงสาวัตถี ได้ชื่อว่า “อุบลวรรณา” เพราะมีผิวพรรณเหมือนกลับดอกบัว เนื่องจากนางมีความงามมากเป็นที่หมายปองของพระราชาและมหาเศรษฐี เศรษฐีผู้บิดารู้สึกลำบากใจที่จะรักษาน้ำใจของคนทั้งหมดไว้ จึงคิดอุบายให้ธิดาบวช พอบวชได้ไม่นาน ได้ไปทำความสะอาดพระอุโบสถ ขณะจุดประทีปได้เพ่งดูเปลวประทีปแล้วถือเอาเป็นนิมิต ได้บรรลุพระอรหัตผลในเวลานั้น 

    พระอุบลวรรณาเถรี ได้รับการยกย่องให้เป็นเป็นอัครสาวิกาฝ่ายซ้ายของพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีฤทธิ์มาก ชำนาญในการแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ เช่น วันที่พระบรมศาสดาทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ พระเถรีก็กราบทูลอาสาขอแสดงฤทธิ์เพื่อต่อสู้กับพวกเดียรถีย์แทนพระพุทธองค์ ด้วยเหตุนี้จึงได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายในฝ่ายผู้มีฤทธิ์มาก 

    "เรากล่าวบุคคล ผู้ไม่ติดอยู่ในกามทั้งหลาย เหมือนน้ำไม่ติดอยู่ในใบบัว เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติดอยู่ที่ปลายเหล็กแหลม ว่าเป็นพราหมณ์. เนื้อความแห่งพระคาถานี้ จักแจ่มแจ้งในพราหมณวรรคนั่นแล."  พระพุทธเจ้าทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่กำลังสนทนากันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่พระอุบลวรรณาเถรีถูกนันทมาณพข่มขืน 

    ด้วยเพราะเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงห้ามภิกษุณีอยู่ป่า เพราะอาจจะถูกคนพาลมาเบียดเบียนประทุษร้าย ทำอันตรายต่อพรหมจรรย์ได้ และได้ตรัสกับพระเจ้าปเสนทิโกศลขอให้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อนางภิกษุณีสงฆ์ในที่บริเวณใกล้ ๆ พระนคร ตั้งแต่นั้นมา และนอกจากนี้ยังเป็นที่มาของต้นบัญญัติในเรื่องห้ามภิกษุรับจีวรจากมือภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ เหตุเกิดจากพระอุทายีแคะไค้พระเถรี ขอให้สละผ้าอันตรวาสกให้ตน 

    แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.57  

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    58 min
  • พระมหากัปปินเถระ พระสาคตเถระ พระราธเถระ และพระโมฆราชเถระ

    ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระมหากัปปินเถระ พระสาคตเถระ พระราธเถระ และพระโมฆราชเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 231-234)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม ความเป็นเอตทัคคะ และต้นบัญญัติสิกขาบท ของพระภิกษุ 4 รูป  

    พระมหากัปปินเถระ เอตทัคคะในทางผู้ให้โอวาทภิกษุ 

    เราได้สดับว่า "พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้ว, พระธรรมอุบัติขึ้นแล้ว, พระสงฆ์อุบัติขึ้นแล้ว’ จักไม่กลับอีก, เราจักอุทิศต่อพระศาสดา ไปบวชในสำนักของพระองค์" 

    พระมหากัปปินะ ไม่ว่าท่านจะอยู่ในที่พักหรือที่ใดก็ตามท่านมักจะเปล่งอุทานว่า “สุขหนอ สุขหนอ” อยู่เสมอ ภิกษุทั้งหลายคิดว่าท่านยังรำลึกถึงความสุขในราชสมบัติอยู่ จึงพากันไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์แม้ทรงทราบแล้ว แต่ก็รับสั่งให้พระมหากัปปินะเข้าเฝ้าแล้วตรัสถามเหตุแห่งการเปล่งอุทานให้ได้ยินกันทั่ว ณ ที่นั้น เพื่อคลายความสงสัยแล้วตรัสว่า:-  

    "…บุคคลผู้เอิบอิ่มในธรรม มีใจผ่องใส ย่อมอยู่เป็นสุข, บัณฑิตย่อมยินดีในธรรมที่พระอริยเจ้าประกาศแล้วทุกเมื่อ." 

    พระมหากัปปินะได้ให้โอวาทแก่ภิกษุคราวเดียว 1,000 รูป และทั้งหมดบรรลุพระอรหันต์ ได้จึงได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายด้านเป็นผู้ให้โอวาทภิกษุ 

    พระสาคตเถระ เอตทัคคะในทางผู้ชำนาญเตโชสมาบัติ 

    พระสาคตะ มีความชำนาญเป็นพิเศษในการเข้าเตโชสมาบัติ ครั้งหนึ่งท่านตามเสด็จพระพุทธเจ้ามาถึงท่าเรืออัมพะ หมู่บ้านภัททวติกะ ใกล้พระนครโกสัมพี บริเวณใกล้ ๆ ท่าเรือนั้น มีพญานาคชื่อว่าอัมพติฏฐกะ อาศัยอยู่ ได้บันดาลให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล พระเถระทราบความเดือดร้อนของชาวบ้านชาวเมืองนั้น จึงได้แสดงฤทธิ์ปราบพญานาคด้วยเตโชธาตุกสิณสมาบัติ ทำฟ้าฝนให้กลับมาตกต้องตามฤดูกาลเช่นเดิม 

    ชาวเมืองต่างชื่นชมยินดีพากันเที่ยวเซาะหาสิ่งของที่จะมาถวายพระเถระ พระฉัพพัคคีย์ได้แนะนำว่า “สิ่งที่พระภิกษุชอบที่สุดและหายากที่สุดก็คือ สุราอ่อน ๆ ที่มีสีแดงเหมือนเท้านกพิราบ” ขณะนั้นยังไม่มีพุทธบัญญัติห้ามภิกษุดื่มสุรา พระเถระจึงดื่มสุราที่ชาวเมืองนำมาถวายเพื่อเป็นการรักษาศรัทธา ปรากฏว่าท่านมึนเมาจนหมดสติล้มลงที่ประตูเมือง พระพุทธเจ้าจึงทรงติเตียนและบัญญัติพระวินัยห้ามภิกษุดื่มสุราตั้งแต่บัดนั้นมา  

    พระราธเถระ เอตทัคคะในทางผู้ว่าง่ายและมีปฏิภาณแจ่มแจ้ง 

    ราธพราหมณ์ มีศรัทธาปรารถนาจะบวช แต่ไม่มีภิกษุรูปใดที่จะสงเคราะห์บวชให้ ทำให้เกิดความทุกข์ใจจนร่างกายร่างกายซูบผอม พระพุทธเจ้าทราบความจึงตรัสถามแก่ภิกษุทั้งหลายว่า "มีใครระลึกถึงคุณของพราหมณ์นี้ได้ มีอยู่บ้างหรือ?" พระสารีบุตรเป็นผู้กตัญญูกตเวทีระลึกถึงคุณของพราหมณ์ได้ จึงเป็นพระอุปัชฌาย์ให้แก่พระราธะ ซึ่งถือว่าเป็นภิกษุรูปแรกที่ได้รับการอุปสมบทด้วยวิธีญัตติจตุตถกรรม ที่ได้ถือปฏิบัติสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน 

    "ดูก่อนราธะ สิ่งใดเป็นมาร เธอจงละความพอใจในสิ่งนั้นเสีย สิ่งที่เรียกว่ามาร คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งเป็นสภาพไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นของมิใช่ตัวตน มีความเกิดขึ้น ดำรงอยู่ เปลี่ยนแปลง และสูญสิ้นไปเป็นธรรมดา ดังนั้น เธอจงละความพอใจในสิ่งอันเป็นมารเหล่านั้นเสีย” พระราธะรับเอาพุทธโอวาทนั้นเป็นแนวทางปฏิบัติด้วยความที่เป็นผู้มีปฏิภาณ มีความรู้แจ่มแจ้งในพระธรรมเทศนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัตผล 

    พระพุทธเจ้าทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า "ธรรมดาภิกษุควรเป็นผู้ว่าง่ายเหมือนราธะ, แม้อาจารย์ชี้โทษกล่าวสอนอยู่ ก็ไม่ควรโกรธ อนึ่ง ควรเห็นบุคคลผู้ให้โอวาท เหมือนบุคคลผู้บอกขุมทรัพย์ให้ฉะนั้น"  

    พระโมฆราชเถระ เอตทัคคะในทางผู้ยินดีในจีวรเศร้าหมอง 

    โมฆราชมาณพก็เป็นหนึ่งในจำนวนศิษย์ทั้ง 16 คนของพราหมณ์พาวรี เป็นผู้มีปัญญาดีกว่ามาณพทั้งหมด จึงคิดที่จะทูลถามปัญหาเป็นคนแรก แต่พระพุทธเจ้าตรัสห้ามไว้ จนได้มีโอกาสทูลถามเป็นคนที่ 15 โดยกราบทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โลกนี้ก็ดี โลกอื่นก็ดี พรหมโลกกับทั้งเทวโลกก็ดี ย่อมไม่ทราบความเห็นของพระองค์ เหตุดังนั้น จึงมีปัญหามาถึงพระองค์ ผู้มีปรีชาญาณเห็นล่วงสามัญชนทั้งปวงอย่างนี้ ข้าพระพุทธเจ้า จะพิจารณาเห็นโลกอย่างไร มัจจุราชคือความตายจึงจะไม่แลเห็น คือ จักไม่ตามทัน พระเจ้าข้า” 

    พระพุทธองค์ตรัสพยากรณ์ตอบว่า “ดูก่อนโมฆราช ท่านจงมีสติพิจารณาดูโลกโดยเป็นของว่างเปล่า ถอนความเห็นว่าตัวของเราเสียทุกเมื่อเถิด ท่านจะข้ามล่วงมัจจุราชเสียได้ด้วยอุบายนี้ ท่านพิจารณาเห็นโลกอย่างนี้แล้ว มัจจุราชคือความตายจักไม่แลเห็น ” จบการตรัสพยาการณ์ปัญหาโมฆราชมาพได้บรรลุอรหัตตผล 

    พระโมฆราชนั้น เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านเป็นผู้มักน้อยสันโดษ ยินดีเฉพาะการใช้สอยจีวรที่เศร้าหมอง 3 ประการ คือ ผ้าเศร้าหมอง, ด้ายเย็บผ้าเศร้าหมอง และน้ำย้อมผ้าเศร้าหมอง ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทาง ผู้ยินดีในจีวรเศร้าหมอง 

    แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก Ep.18, ตามใจท่าน Ep.54 

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    1 hr 1 min
  • พระอุบาลีเถระ พระนันทกเถระ พระนันทเถระ (6232-6t)

    ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระอุบาลีเถระ พระนันทกเถระ และพระนันทเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 228-230)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ ของพระภิกษุ 3 รูป 

    พระอุบาลีเถระ เอตทัคคะในทางผู้ทรงพระวินัย

    เมื่อเหล่าเจ้าชายศากยะพากันออกบวชตามพระพุทธเจ้า นายภูษามาลาชื่อ "อุบาลี" ก็ได้ออกบวชเช่นกัน โดยเหล่าเจ้าชายศากยะได้ให้นายอุบาลีบวชก่อน เพื่อเป็นการลดมานะความกษัตริย์ของตน ในพรรษาแรกพระอุบาลียังไม่บรรลุธรรมใด ๆ จึงขออนุญาตพระพุทธเจ้าไปอยู่ในป่า พระพุทธองค์ได้ตรัสห้าม และบอกถึงผลดีผลเสียของการอยู่ป่า  และการไม่ได้อยู่ในป่าก็สามารถบรรลุธรรมได้ ทั้งยังได้ศึกษาทั้งปริยัติธรรมและวิปัสสนา (อบรมปัญญา) ด้วย ในไม่ช้าก็บรรลุอรหันตผล

    ท่านศึกษาและทรงจำพระวินัยได้อย่างแม่นยำ จนได้รับพุทธานุญาตให้วินิจฉัยอธิกรณ์ 3 เรื่อง คือ ภารตัจฉกวัตถุ อัชชุกวัตถุ และกุมารกัสสปวัตถุ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้รับยกย่องว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางผู้ทรงพระวินัย ภายหลังเมื่อการทำปฐมสังคายนา ท่านได้รับหน้าที่เป็นผู้วิสัชชนาพระวินัยปิฎก

    พระนันทกเถระ เอตทัคคะในทางผู้ให้โอวาสภิกษุณี

    นันทกมาณพ หลังจากฟังธรรมของพระพุทธเจ้าที่พระเชตวัน เกิดศรัทธาเลื่อมใสออกบวชก็บวชแล้วเจริญวิปัสสนาจนบรรลุอรหัตตผล ท่านเป็นผู้ชำนาญในบุพเพนิวาสญาณ สามารถระลึกชาติของตนและผู้อื่นได้ กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ โดยใช้ความรู้นี้ให้เป็นประโยชน์แก่การแสดงธรรมได้ตรงใจคนฟัง มีอยู่ข้อหนึ่งที่ทำให้พระนันทกะถึงความเป็นเอตทัคคะ ก็คือ ภิกษุณีต้องหวังธรรม 2 ประการ คือถามถึงวันอุโบสถ และเข้ารับฟังโอวาทจากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน ดังนั้นท่านจึงเป็นพระภิกษุรูปหนึ่งที่ต้องให้โอวาท ท่านอาศัยความชำนาญในการระลึกชาติคำนึงถึงอดีตชาติของเหล่าภิกษุณี ทำให้แสดงธรรมได้เหมาะสมไพเราะจับใจ โดยการถามแล้วให้ภิกษุณีตอบสลับกับการอธิบายประกอบด้วยอุปมาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงแสดงไว้จนบรรดาภิกษุณีได้บรรลุธรรมขั้นพระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้รับยกย่องว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางผู้ให้โอวาสภิกษุณี 

    พระนันทเถระ เอตทัคคะในทางผู้สำรวมอินทรีย์

    เจ้าชายนันทะ เป็นน้องชายต่างมารดาของพระพุทธเจ้า ท่านได้ออกบวชก็เพราะเกรงใจในพระพุทธเจ้าที่ตรัสถามอยู่เรื่อย ๆ ในขณะที่กำลังจะเข้าพิธีแต่งงาน และเมื่อหลังจากที่ได้บวชแล้วก็ยังอดคิดถึงแต่นางชนบทกัลยาณีไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงได้พาเสด็จไปท่องในเทวโลกเพื่อให้ได้เห็นนางเทพอัปสรที่มีความงดงามกว่านางชนบทกัลยาณีหลายเท่า จึงมีความกระสันอยากเกิดขึ้น  เมื่อถูก ท่านจึงตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมจนบรรลุอรหัตตผลในเวลาต่อมา

    พระนันทกะ เป็นผู้ประกอบด้วยคุณธรรม เป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้จักประมาณในการบริโภค ตามประกอบอยู่ด้วยธรรมอันเป็นเครื่องตื่น ตามประกอบอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้รับยกย่องว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางผู้สำรวมอินทรีย์

    แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.57

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    58 min
  • พระกาฬุทายี พระพักกุละ พระโสภิตะ

    ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระกาฬุทายีเถระ พระพักกุลเถระ และพระโสภิตเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 225-227)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ ของพระภิกษุ 3 รูป  

    พระกาฬุทายีเถระ เอตทัคคะในทางผู้นำตระกูลให้เลื่อมใส 

    ชื่อเดิมคือ อุทายี เพราะเกิดในวันที่ชาวพระนครทั้งสิ้นมีจิตเบิกบาน เนื่องจากท่านเป็นคนมีผิวพรรณค่อนข้างดำ จึงถูกเรียกว่า กาฬุทายี หรือที่รู้จักในอีกนามว่า กาฬุทายีอำมาตย์ แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ เป็นสหชาติและเป็นพระสหายคนสนิทของเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ 

    หลังพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ ๆ พระเจ้าสุทโธทนะทราบข่าวการตรัสรู้จึงส่งกาฬุทายีอำมาตย์ไปทูลเชิญพระศาสดาเพื่อเสด็จกลับมากรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อกาฬุทายีอำมาตย์ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่กรุงราชคฤห์และได้ฟังพระธรรมเทศนาจนบรรลุอรหัตตผล จึงขออกบวชตาม แต่ท่านยังรำลึกอยู่เสมอว่าต้องทูลเชิญพระพุทธองค์กลับไปโปรดชาวเมืองกบิลพัสดุ์ให้ได้ในเวลาที่เหมาะสม ท่านจึงนิพนธ์คาถามากมายกว่า 60 คาถา พรรณาถึงคุณแห่งทางเสด็จในการเสด็จไปโปรดพระประยูรญาติ  

    เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดชาวเมืองกบิลพัสดุ์พร้อมกับภิกษุสาวกอีก 20,000 องค์ พระกาฬุทายีเดินทางกลับไปแจ้งข่าวแก่พระเจ้าสุทโธทนะเป็นระยะ ๆ  ทำให้เหล่าศากยะและชาวเมืองเกิดความตื่นเต้น เฝ้ารอการมาของพระพุทธเจ้าด้วยความเลื่อมใสเป็นอันมาก ด้วยเหตุนี้ พระกาฬุทายีเถระ จึงได้รับยกย่องว่า เป็นเอตทัคคะในทางผู้นำตระกูลให้เลื่อมใส 

    “อาตมภาพ เป็นบุตรของพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีสิ่งใดย่ำยีได้ มีพระรัศมีแผ่ซ่านจากพระกาย ไม่มีผู้เปรียบปาน ผู้คงที่ ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็นพระบิดาของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นพระบิดาแห่งอาตมภาพ ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็นพระอัยกาของอาตมภาพโดยธรรม.”…กาฬุทายีเถรคาถา ภาษิตของพระกาฬุทายีเถระ 

    พระพักกุลเถระ เอตทัคคะในทางผู้ไม่มีโรคาพยาธิ (ผู้มีโรคภัยไข้เจ็บน้อยที่สุด) 

    พากุละ แปลว่า คนสองตระกูล ท่านเป็นบุตรเศรษฐีในเมืองโกสัมพี เมื่อเวลาที่ท่านคลอดออกมาได้ 5 วัน พี่เลี้ยงได้พาท่านไปอาบน้ำที่แม่น้ำ ขณะนั้นได้มีปลาใหญ่ตัวหนึ่งมาคาบกลืนเอาทารกเข้าไปในท้อง แต่เพราะเด็กนั้นเป็นผู้มีบุญ (ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “ปัจฉิมภวิกสัตว์” แปลว่า “ผู้เกิดในภพสุดท้าย” ถ้ายังไม่บรรลุพระอรหันต์ อย่างไรเสียก็จักยังไม่ตาย) ต่อมาปลาได้ถูกชาวประมงจับได้แล้วนำไปขายให้ตระกูลเศรษฐีในเมืองพาราณสี พอผ่าท้องปลาออกมา ก็ได้เจอทารกน้อย เลยเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม ฝ่ายบิดามารดาเก่าเมื่อได้ทราบข่าวจึงมาขอบุตรคืน แต่ทั้งสองฝ่ายก็ตกลงกันไม่ได้ พระเจ้าพาราณสีจึงทรงตัดสินให้ทั้งสองตระกูลสลับเปลี่ยนกันเลี้ยงตระกูลละ 6 เดือน ท่านใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลทั้ง 2 อย่างมีความสุข  

    ในขณะที่ท่านมีอายุ 80 ปี ได้ชื่อว่า อุภยเศรษฐีบุตร ได้ไปฟังพระธรรมเทศนาพร้อมด้วยบริวาร เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดชาวเมืองพาราณสี เกืดความศรัทธาเลื่อมใสจึงขอออกบวช  และตั้งใจศึกษาปฏิบัติด้วยความไม่ประมาท มีความพากเพียรเจริญวิปัสสนากรรมฐานเพียง 7 วัน ก็ได้บรรลุพระอรหันต์  

    ท่านได้มีอายุยืนยาวถึง 160 ปีคือเป็นฆราวาส 80 ปี และเป็นพระอยู่ 80 ปี เพราะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน โดยไม่ต้องฉันยารักษาโรคเลย ที่เป็นเช่นนี้เพราะเคยสร้างเวจกุฎี (ห้องสุุุุขา) ถวายสงฆ์ และได้บริจาคยาให้เป็นทานนั้นเอง 

    "ผู้ใดปรารถนาจะทำการงานที่ทำก่อนในภายหลัง ผู้นั้นย่อมพลาดจากฐานะอันนำมาซึ่งความสุข และย่อมเดือดร้อนในภายหลัง พึงทำอย่างใด พึงพูดอย่างนั้น ไม่พึงทำอย่างใด ไม่พึงพูดอย่างนั้น บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมกำหนดรู้ว่า บุคคลผู้ไม่ทำ มีแต่พูดนั้นมีมาก นิพพานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว เป็นสุขดีหนอ ไม่มีความโศก ปราศจากกิเลสธุลี ปลอดโปร่ง เป็นที่ดับทุกข์."…พากุลเถรคาถา สุภาษิตสอนให้พูดจริงทำจริง 

    พระโสณภิตเถระ เอตทัคคะในทางผู้ระลึกปุพเพนิวาสานุสติญาณ (ผู้ระลึกชาติได้) 

    ท่านเกิดในตระกูลพราหมณ์ เรียนจบศิลปวิทยา ในเมืองสาวัตถี เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา เพราะได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้า แล้วจึงทูลขอบวช เพื่อประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ท่านมีความชำนาญในการเข้าฌานและระลึกชาติได้อย่างคล่องแคล่วมากมาย ฉะนั้นท่านจึงได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้เลิศในการระลึกปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ระลึกชาติได้) 

    “เราเป็นผู้มีสติมีปัญญา ปรารภความเพียรอย่างแรงกล้า ระลึกชาติสิ้นห้าร้อยกัปเพียงราตรีเดียว เราเจริญสติปัฏฐาน 4 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 จึงระลึกชาติตลอดเวลา 500 กัปเพียงราตรีเดียว”…โสภิตเถรคาถา สุภาษิตชี้ผลการปฏิบัติธรรม

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    57 min
  • พระอุรุเวลกัสสปเถระ (6230-6t)

    ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระอุรุเวลกัสสปเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 224 )

    ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน, การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้าถึง 13 วาระเพื่อปรับแก้ทิฏฐิ, การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ 

    พระอุรุเวลกัสสปเถระ เอตทัคคะในทางผู้มีบริวารมาก

    "พระอุรุเวลกัสสปเถระ" เกิดในตระกูลพราหมณ์ชื่อ กัสสปะ มีน้องชาย 2 คน ชื่อ นทีกัสสปะ และ คยากัสสปะ ซึ่งแต่ละคนมีชื่อเรียกตั้งตามชื่อตำบลที่ตั้งอาศรมอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตามลำดับกัน พี่ชายคนโตนั้นมีบริวาร 500 คน, คนกลางมีบริเวร 300 คน ส่วนคนเล็กสุดท้ายมีบริวาร 200 คน ทั้งสามพร้อมบริเวร 1,000 คน บวชเป็นฤาษีชฎิลบำเพ็ญพรตบูชาไฟ

    ครั้นเมื่อมีพระรัตนตรัยครบเป็นองค์ 3 คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ขึ้นแล้ว นับได้ว่าเป็นการประกาศพระพุทธศาสนาในครั้งแรก หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าพร้อมพระอรหันตสาวก 60 รูปได้แยกย้ายกันออกเดินทางเพื่อประกาศพระศาสนาโดยโดยไม่ให้ไปทางเดียวกันสองรูป แม้พระองค์เองก็จะเดินทางไปยังตำบลอุรุเวลาเพื่อโปรดชฏิล 3 พี่น้อง

    ในขณะที่มาถึงตำบลอุรุเวลาได้ขอพักยังอาศรมของอุรุเวลกัสสปะ แต่อุรุเวลกัสสปะเห็นว่าเป็นนักบวชต่างลัทธิ จึงบ่ายเบี่ยงว่าไม่มีสถานที่ให้พัก พระพุทธเจ้าจึงขอพักอาศัยอยู่ในโรงไฟซึ่งเป็นที่บูชายัญและมีพญานาคดุร้ายอาศัยอยู่ อุรุเวลกัสสปะจึงไม่ขัดข้อง นี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นการปรับแก้ทิฏฐิของอุรุเวลกัสสปะที่ถือตนเองว่าเป็นพระอรหันต์ โดยพระพุทธเจ้าทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ถึง 13 วาระด้วยกันพร้อมทั้งบอกถึงความที่ปฏิปทาของอุรุเวลกัสสปะนั้นยังไม่ใช่ปฏิปทาที่จะเป็นไปเพื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ อุรุเวลกัสสปะได้เกิดความสลดสังเวชขึ้นเป็นอย่างยิ่งจึงขอออกบวช เมื่อเห็นพี่ชายใหญ่ผู้เป็นหัวหน้าออกบวช น้องชายทั้งสองพร้อมบริวารทั้งหลายก็ขอออกบวชตาม 

    ณ ตำบลคยาสีสะ พระพุทธเจ้าได้เรียกประชุมหมู่ภิกษุชฎิลเหล่านั้น 1,003 รูป แล้วทรงแสดงพระธรรมเทศนา "อาทิตตปริยายสูตร" เปรียบเทียบ สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อนดุจเดียวกับไฟ เพื่อให้เหมาะสมกับอัธยาศัยของพวกปุราณชฎิลที่เคยบูชาไฟมาก่อน โดยมีใจความสำคัญดังนี้

    "เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายได้สัมผัส และใจกระทบอารมณ์ แล้วเกิดวิญญาณคือการรับรู้ทาง ตาหู จมูก ลิ้น กาย และใจ ทั้ง 3 อย่างอาศัยกันและกันจึงเกิดเป็นผัสสะ ทำให้เกิดเวทนาตามมา ทั้งที่เป็นสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง อทุกขมสุขเวทนาบ้าง ซึ่งสิ่งต่าง ๆ นี้เป็นของร้อน

    ร้อนเพราะไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด ความแก่ และความตาย ร้อนเพราะความโศก เพราะความรำพัน เพราะทุกข์กาย เพราะทุกข์ใจ เพราะความคับแค้น

    เมื่อเห็นโทษแห่งของร้อนทั้งปวงจึงเบื่อหน่ายกับการเข้าไปยึดมั่นถือมั่นทั้งที่ยินดีพอใจและยินร้ายอันเป็นเหตุให้เร่าร้อนใจอยู่เป็นเนืองนิตย์ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะความคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมเกิดญาณหยั่งรู้ว่า ‘หลุดพ้นแล้ว’ เธอย่อมรู้ชัดว่า ‘การเกิดสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่ออาการเป็นอย่างนี้ไม่ได้มีอีก” 

    เหล่าภิกษุชฎิลส่งกระแสจิตใคร่ครวญตามธรรมเทศนานั้น ทั้งหมดล้วนได้บรรลุพระอรหันต์

    เพราะด้วยความที่พระอุรุเวลกัสสปะเป็นผู้ประกอบด้วยพรหมวิหารธรรม จึงทำให้สามารถยึดเหนี่ยวจิตใจบริวารไว้ได้ เป็นที่รักเคารพของบริวาร และก็เป็นพุทธสาวกรูปเดียวที่มีบริวารมากที่สุด เนื่องจากภิกษุผู้บริวารพันหนึ่งของพระอุรุเวลกัสสปะเหล่านั้น ได้ช่วยประกาศพระศาสนาต่อ โดยแต่ละพันรูปก็บวชให้อีกพันรูป ก็เป็นสองพัน แต่ละสองพันก็ขยายต่อ ๆ ไปอีกเป็นจำนวนมาก  พระพุทธองค์จึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุสาวกทั้งหลายในทางผู้มีบริวารมาก

    แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.55    

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    59 min

About 6 ขุดเพชรในพระไตรปิฎก

From the publisher's feed

ในพระไตรปิฏกมีอะไร ทำความเข้าใจไปทีละข้อ, เปิดไปทีละหน้า, ให้จบไปทีละเล่ม, พบกับพระอาจารย์พระมหาไพบูลย์ อภิปุณโณ และ คุณเตือนใจ สินธุวณิก, ล้อมวงกันมาฟัง มั่วสุมกันมาศึกษา จะพบขุมทรัพย์ทางปัญญา ในช่วง…

More shows like 6 ขุดเพชรในพระไตรปิฎก

1 สมการชีวิต by ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

1 สมการชีวิต

3 Listeners

5 นิทานพรรณนา by ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

5 นิทานพรรณนา

2 Listeners

2 จิตตวิเวก by ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

2 จิตตวิเวก

5 Listeners

4 คลังพระสูตร by ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

4 คลังพระสูตร

3 Listeners

7 ตามใจท่าน (ธรรมะสากัจฉา) by ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

7 ตามใจท่าน (ธรรมะสากัจฉา)

2 Listeners

3 ใต้ร่มโพธิบท by ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

3 ใต้ร่มโพธิบท

2 Listeners

ฝึกสมาธิ หลวงพ่อ สะอาด ฐิโตภาโส by วัดป่า ดอนหายโศก ฟังธรรมะ donhaisok

ฝึกสมาธิ หลวงพ่อ สะอาด ฐิโตภาโส

1 Listeners

10 Sunday Dhamma Talk by ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

10 Sunday Dhamma Talk

0 Listeners

8 PureDhamma by ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

8 PureDhamma

0 Listeners

9 ฟังเสียงอ่านนิทานชาดกและธรรมบท by ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

9 ฟังเสียงอ่านนิทานชาดกและธรรมบท

0 Listeners