
Sign up to save your podcasts
Or


เริ่มต้นภาคที่ 3 ในเอพิโสดแรก ด้วยการนำเสนอโครงสร้างที่มาใน ปฐมวรรค หมวดที่ 1 อัฏฐานบาลี บาลีว่าด้วยความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต)
อธิบายขยายความใน หมวดที่ 1 หัวข้อเรื่องที่ [268-275]
[268]พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เป็นไปไม่ได้เลย๑- ที่บุคคลผู้ถึง พร้อมด้วยทิฏฐิ๒- พึงยึดถือสังขารไรๆ โดยความเป็นสภาวะเที่ยง แต่เป็นไปได้๓- ที่ปุถุชนพึงยึดถือสังขารไรๆ โดยความเป็นสภาวะเที่ยง (1)
[269]เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิพึงยึดถือสังขารไรๆ โดย ความเป็นสุข แต่เป็นไปได้ที่ปุถุชนพึงยึดถือสังขารไรๆ โดยความเป็นสุข (2)
[270]เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิพึงยึดถือธรรมไรๆ โดยความ เป็นอัตตา แต่เป็นไปได้ที่ปุถุชนพึงยึดถือธรรมไรๆ โดยความเป็นอัตตา (3)
[271]เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิพึงฆ่ามารดา แต่เป็นไปได้ ที่ปุถุชนพึงฆ่ามารดา (4)
[272]เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิพึงฆ่าบิดา แต่เป็นไปได้ ที่ปุถุชนพึงฆ่าบิดา (5)
[273]เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิพึงฆ่าพระอรหันต์ แต่เป็น ไปได้ที่ปุถุชนพึงฆ่าพระอรหันต์ (6)
[274]เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ พึงมีจิตประทุษร้าย ทำร้ายตถาคตให้ห้อเลือด แต่เป็นไปได้ที่ปุถุชนพึงมีจิตประทุษร้าย ทำร้ายตถาคตให้ ห้อเลือด (๗)
[275]เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิพึงทำลายสงฆ์ แต่เป็นไปได้ที่ปุถุชนพึงทำลายสงฆ์ (8)
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม ความเป็นเอตทัคคะ และต้นบัญญัติสิกขาบท (ถ้ามี) ของ นางกาติยานี นางนกุลมาตา และนางกาฬีกุรรฆริกา (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 265-267)
นางกาติยานี เอตทัคคะในฝ่ายผู้เลื่อมใสมั่นคง
นางกาติยานี เป็นชาวกุรรฆรนคร มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เด็ก ในคืนหนึ่งได้ร่วมฟังธรรมที่พระโสณกุฏิกัณณเถระ (เอตทัคคะในทางผู้มีวาจาไพเราะ) กำลังแสดงโปรดโยมมารดา ผู้เป็นหญิงสหายของนางชื่อ กาฬี
ในขณะนั้นที่นางกำลังฟังธรรมอยู่ นางทาสีได้เข้ามาบอกกับนางว่า มีโจรเข้ามาลักทรัพย์ในบ้าน เมื่อฟังคำของทาสี นางกลับกล่าวตอบว่า “นี่แม่คุณ อย่างทำเสียงดังเลย ธรรมดาพวกโจรทั้งหลายเมื่อจะลักขโมยของก็จะเลือกเอาแต่ทรัพย์สินที่ตนเห็นว่ามีประโยชน์มีคุณค่าเท่านั้นส่วนเวลาที่ข้าจะได้ฟังธรรมเหมือนเช่นวันนี้หาได้ยากยิ่งนัก เจ้าอย่าทำลายเวลาฟังธรรมของข้าเลย” เมื่อจบเทศนาของพระเถระแล้ว นางกาติยานีดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล
หัวหน้าโจรที่แฝงตัวอยู่ใกล้ ๆ ได้ยินเช่นนั้น เกิดความเลื่อมใสในนาง สำนึกผิดคืนทรัพย์ให้นางแล้วขอออกบวชพร้อมเหล่าโจร 900 คน
นางกาฬีกุรรฆริกา เอตทัคคะในฝ่ายผู้ได้ความเลื่อมใสตามเขา
นางกาฬกุรรฆริกา เกิดในเมืองราชคฤห์ เมื่อเจริญวัยแล้วได้ออกเรือนมาอยู่กับสามีที่กุกรรฆรนคร ต่อมานางได้ตั้งครรภ์ รักษาบริหารครรภ์จนครบกำหนดแล้วคิดว่า “การคลอดบุตรในเรือนของบุคคลอื่นนั้น เป็นการไม่สมควร” จึงกลับมายังเรือนบิดามารดาของตนที่กรุงราชคฤห์
ในเวลาเที่ยงคืนของคืนหนึ่ง นางกาฬีได้ยินเสียงของพวกสาตาคิรยักษ์และเหมวตยักษ์ กล่าวพรรณนาพระคุณของพระรัตนตรัยแล้วเกิดความเลื่อมใสเพียงเพราะได้ยินเสียงสรรเสริญพระคุณของพระรัตนตรัยนั้น จนได้ดำรงอยู่ในดาปัตติผล โดยที่ยังไม่ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเลย และต่อมานางได้คลอดบุตรโดยสวัสดี บุตรนั้นคือ พระโสณกุฏิกัณณเถระ และนางกาติยานีคือหญิงสหายของนาง
นางนกุลมาตา เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีความคุ้นเคยในพระศาสดา
นกุลเศรษฐีและภริยา คือ นางนกุลมาตา พร้อมด้วยเหล่าชาวเมืองสุงสุมารคิรีได้พากันไปเฝ้าพระผู้มีพระพุทธเจ้า ทันทีที่เศรษฐีและภริยาได้แลเห็นพระพุทธองค์เท่านั้น ความรักประหนึ่งว่าเป็นบุตรของตนก็เกิดขึ้น จึงกราบทูลว่า “ลูกเอ๋ย เจ้าทิ้งพ่อแม่ไปสิ้นกาลช้านาน บัดนี้เจ้าไปอยู่ ณ ที่ใดมา ?” จากอาการกิริยาและคำพูดนี้ สร้างความฉงนสนเท่ห์แก่เหล่าภิกษุและพุทธบริษัทเป็นอันมาก แต่พระองพุทธองค์ก็ทรงมิได้ตรัสห้ามกรือตำหนิสองสามีภรรยานั้นแต่ประการใด ทรงแสดงธรรมตามสมควรแก่อัธยาศัย ยังบุคคลทั้งสองให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว ทรงยกเรื่องในอดีตชาติ และกล่าวว่า
“ในอดีตชาติ เศรษฐีสองสามีภรรยานี้เคยเป็นบิดามารดาของตถาคต ๕๐๐ ชาติ เคยเป็นปู่ เป็นย่า ๕๐๐ ชาติ เคยเป็นลุง เป็นป้า ๕๐๐ ชาติ เคยเป็นอาเป็นน้า ๕๐๐ ชาติ ดังนั้นเพราะความรักความผูกพันที่ติดตามมาตลอดช้านานนี้พอได้เห็นตถาคตจึงสุดที่จะอดกลั้นความรักนั้นไว้ได้”
และในอีกวาระหนึ่ง ได้ทรงตรัสตอบในเรื่อง เหตุที่ทำให้สามีและภรรยาทั้ง 2 ฝ่ายนั้น ย่อมได้พบกันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ได้ฟังตรัสสอนในธรรมะ 8 ประการสำหรับสตรีผู้ครองเรือนที่ทำให้เข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาเหล่ามนาปกายิกาแก่นางนกุลมาตาด้วย
“คหบดีและคหปตานี ถ้าสามีและภรรยาทั้ง ๒ ฝ่าย หวังจะพบกันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ทั้ง ๒ ฝ่ายพึงมีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีจาคะเสมอกัน มีปัญญาเสมอกัน สามีและภรรยาทั้ง ๒ ฝ่ายนั้นย่อมได้พบกันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า”สามีและภรรยาทั้ง ๒ ฝ่าย เป็นผู้มีศรัทธา รู้ความประสงค์ของผู้ขอ สำรวมระวัง ดำเนินชีวิตโดยธรรมเจรจาคำไพเราะอ่อนหวานต่อกัน มีความเจริญรุ่งเรือง มีความผาสุก มีความประพฤติเสมอกันทั้ง ๒ ฝ่าย รักใคร่ ไม่คิดร้ายต่อกัน ทั้ง ๒ ฝ่าย ประพฤติธรรมในโลกนี้ มีศีลและวัตรเสมอกัน เสวยอารมณ์ที่น่าใคร่ย่อมเพลิดเพลินบันเทิงใจในเทวโลก"…ปฐมสมชีวีสูตรที่ ๕
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร E09S04 ,
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม ความเป็นเอตทัคคะ และต้นบัญญัติสิกขาบท (ถ้ามี) ของ นางอุตตรานันทมาตา พระนางสุปปวาสา และนางสุปปิยา (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 262-264)
นางอุตตรานันทมารดา เอตทัคคะในฝ่ายผู้เพ่งด้วยฌาน
นางอุตตรา เป็นลูกสาวของปุณณเศรษฐี เมื่อนางแต่งงานออกเรือนไป ด้วยนางบรรลุโสดาปัตตผล เมื่อถึงวันเข้าพรรษานางจึงขอสามีให้อนุญาตไปรักษาศีลอุโบสถเดือนละ 8 วัน แต่สามีไม่อนุญาต นางจึงส่งข่าวไปบอกบิดามารดาว่า ไม่สามารถจะอธิษฐานองค์อุโบสถแม้สักวันเดียว บิดาจึงส่งเงินมาให้นางจ้าง นางสิริมา หญิงโสเภณีให้มาทําหน้าที่ปรนนิบัติบำรุงบำเรอสามีแทน ส่วนตนและหญิงบริวารก็จัดหาอาหาร เพื่อถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวก ฝ่ายนางสิริมา เมื่อเห็นสามียืนมองดูนางอุตตราจัดแจงอาหารอยู่ที่หน้าต่างพร้อมรอยยิ้ม จึงเกิดความไม่พอใจ รีบลงจากเรือนไปเพื่อจะทำร้ายนางอุตตรา ซึ่งแม้นางอุตตราเห็นกิริยาอาการของนางสิริมาอย่างนั้นแล้ว ก็ได้เข้าฌานทั้ง ๆ ที่กำลังยืนอยู่ เจริญเมตตาจิตเป็นอารมณ์ แผ่เมตตาไปยังนางสิริมาในขณะที่ตักน้ำมันร้อน ๆ เทราดไปบนศีรษะของนางอุตตรา น้ำมันร้อน ๆ นั้น ไม่อาจทำอันตรายใด ๆ ได้เลย นางสิริมาเห็นเช่นก็ตกใจ กลับได้สติ สำนึกตัวว่าเป็นผู้มาอยู่เพียงชั่วคราว จึงวิงวอนขอให้นางอุตตรยกโทษให้ ต่อมานางสิริมาได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า และได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล
พึงชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ พึงชนะคนไม่ดีด้วยความดี พึงชนะคนตระหนี่ด้วยการให้ พึงชนะคนพูดเท็จด้วยคำจริง ฯ
พระนางสุปปวาสา เอตทัคคะในฝ่ายผู้ถวายของมีรสอันประณีต
พระนางสุปปวาสา เป็นพระราชธิดาของพระเจ้าโกลิยะ พระนางเป็นผู้ที่มีบุญมาก แต่เมื่อพระนางตั้งครรภ์ ก็ผิดกว่าหญิงอื่น ๆ เพราะตั้งครรภ์ถึง 7 ปี 7 วัน จึงประสูติพระสีวลี และในขณะที่คลอดก็ได้ทุกขเวทนาเป็นอันมาก แต่ด้วยปัญญาของพระนางจึงย่อมอดกลั้นได้ด้วยการตรึกใน 3 ข้อว่า 'พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบหนอ ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อละทุกข์เห็นปานนี้ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ปฏิบัติดีหนอ ปฏิบัติเพื่อละทุกข์ เห็นปานนี้ นิพพานซึ่งเป็นที่ไม่มีทุกข์เห็นปานนี้ เป็นสุขดีหนอ'
“ดูก่อนสุปปวาสา บุคคลผู้ถวายโภชนาหารแก่ปฏิคาหก (ผู้รับ) ชื่อว่าให้สิ่งอันประเสริฐทั้ง ๕ ประการ คือ ให้อายุ ให้วรรณะ ให้สุขะ ให้พละ และให้ปฏิภาณ
ดูก่อนสุปปวาสะ บุคคลผู้ให้ของเช่นไรก็ย่อมได้ของเช่นนั้น คือ ผู้ให้อายุ ก็ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งอายุ ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ เป็นต้น ผู้ให้สิ่งอื่น ๆ ก็พึงทราบโดยนัยเดียวกัน"
นางสุปปิยา เอตทัคคะในฝ่ายผู้อุปัฏฐากภิกษุไข้
นางสุปปิยา เมื่อได้ทราบข่าวการเสด็จมาของพระพุทธเจ้า จึงเข้าได้มาเฝ้าฯ พร้อมฟังพระธรรมเทศนาแล้ว บรรลุโสดาปัตติผล มีวันหนึ่งนางได้ไปฟังธรรมที่วัด และก่อนที่จะกลับบ้านได้เดินเยี่ยมเยือนพระภิกษุภายในวัดนั้น พบภิกษุไข้รูปหนึ่งทราบว่าท่านควรได้อาหารที่มีมีรส (เนื้อ) จึงจะจัดมาถวาย แต่ในคราวนั้นไม่สามารถหาซื้อปวัตตมังสะ (เนื้อที่ขายกันในตลาด) ได้เลย ด้วยความที่นางเป็นผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแรงกล้า จึงสละเนื้อขาของตนปรุงเป็นอาหารถวายแทน ทำให้เป็นเหตุแห่งต้นบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุฉันเนื้อมนุษย์
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: นิทานพรรณนา E01S24
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะของ นางขุชชุตตรา พระนางสามาวดี (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 260-261)
นางขุชชุตตรา เอตทัคคะในฝ่ายผู้แสดงธรรม
นางขุชชุตตราเป็นหญิงรับใช้คนหลังค่อมของพระนางสามาวดี อัครมเหสีของพระเจ้าอุเทน เป็นเอตทัคคะผู้เป็นเลิศกว่าอุบาสิกาทั้งปวงในด้านการแสดงธรรม นางได้ฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงแล้วบรรลุโสดาปัตติผล พระนางสามาวดีจึงให้นางเป็นผู้สอนธรรมที่ได้ฟังมานั้นแสดงแก่ตนและหญิงบริวาร 500 คน นางขุชชุตตราจึงมีหน้าที่ฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้วมาแสดงธรรมต่อ
เพราะด้วยความที่ได้เคยถวายมาลัยใช้เป็นที่รองบาตรที่ร้อนแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า และเพราะเหตุแห่งการอุปัฏฐากพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่ได้กระทำมาในกาลก่อน ทำให้นางเป็นผู้มีปัญญามาก เป็นพหูสูต
พระนางสามาวดี เอตทัคคะในฝ่ายผู้อยู่ด้วยเมตตา
เพราะด้วยความที่พระนางสามาวดี อัครมเหสีของพระเจ้าอุเทน เป็นผู้มีความเสื่อมใสศรัทธาในพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก จึงถูกพระนางมาคันทิยา อัครมเหสีอีกคนของพระเจ้าอุเทน ผู้ซึ่งผูกอาฆาตต่อพระพุทธเจ้า กลั่นแกล้ง ใส่ความสาระพัด แต่พระนางก็รอดพ้นมาได้ด้วยอานุภาพแห่งเมตตา สุดท้ายพระนางก็ต้องชดใช้กรรมเก่าที่เคยได้ทำมา ถูกเผาทั้งเป็นพร้อมด้วยหญิงบริวาร
แต่แม้ขณะเมื่อไฟกำลังลุกลามนั้น พระนางก็ก็มีสติมั่นคงไม่หวั่นไหว ให้โอวาทแก่หญิงบริวาร ให้เจริญเมตตาไปยังบุคคลทั่ว ๆ ไป แม้ในพระนางคันทิยา ให้ทุกคนมีสติ ไม่ประมาท ให้มีจิตตั้งมั่นในเวทนาปริคคหกัมมัฏฐานอย่างมั่นคง ก่อนที่จะถูกไฟเผาถึงแก่กรรม ทำให้บางคนก็บรรลุอนาคามิผล บางคนก็ไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: นิทานพรรณนา E01S37 , E01S36 , E01S35 , E01S34 , E01S33
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
นำเสนอเรื่องราวของนางวิสาขาต่อเนื่องมาจากเอพิโสดที่แล้ว โดยหลังจากที่นางได้แต่งงาน ออกจากเรือนตนมาสู่เรือนสามี ก็ได้เกิดมีปากเสียงกับพ่อสามี ซึ่งจุดนี้เราจะเห็นปัญญาการแก้ปัญหาของนาง และยังมีเหตุณการณ์อื่น ๆ ต่อจากนั้น ที่เราสามารถจะเรียนรู้ถึงคุณธรรมและข้อปฏิบัติต่าง ๆ จากเรื่องของนางวิสาขานี้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโอวาท 10 ข้อของบิดาที่ให้ไว้ตอนแต่งงาน เหตุแห่งชื่อมิคารมารดา การถวายผ้าอาบน้ำฝน การสร้างวัดบุพพาราม การรักษาอริยอุโบสถ ธรรมะสำหรับหญิงออกเรือน ความที่ไม่ได้ดั่งใจไม่สมปรารถนา ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ฯลฯ ติดตามรับฟังกันได้ในเอพิโสดนี้
“ประโยชน์ทั้งหมดอยู่ในอำนาจของผู้อื่น นำทุกข์มาให้ (เพราะประโยชน์นั้นเนื่องด้วยผู้อื่น) ความ เป็นใหญ่ทั้งหมดนำสุขมาให้ (ความเป็นใหญ่นั้นคือ มรรคผลนิพพาน) เมื่อมีสาธารณประโยชน์ที่จะพึงให้สำเร็จ สัตว์ทั้งหลายย่อมเดือดร้อน เพราะว่ากิเลสเครื่องประกอบสัตว์ทั้งหลายก้าวล่วงได้โดยยากฯ"…วิสาขาสูตร [๖๓]
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร S09E04 , นิทานพรรณนา S02E04 , S02E03 , ขุดเพชรในพระไตรปิฏก S02E06
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม ความเป็นเอตทัคคะ และต้นบัญญัติสิกขาบท (ถ้ามี) ของ นางสุชาดา และ นางวิสาขา (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 258-259)
นางสุชาดา เอตทัคคะในฝ่ายผู้ถึงพระรัตนตรัยก่อน (สรณะ)นางสุชาดา เป็นธิดาของเสนิยกุฏุมพี ชาวอุรุเวลาเสนานิคม ได้ตั้งความปรารถนาต่อรุกขเทวดา ผู้สิงอยู่ ณ ต้นไม้แห่งหนึ่งว่า หากตนได้สามีที่มีบุญ มีทรัพย์สมบัติ และมีชาติสกุลเสมอกัน และได้มีบุตรคนแรกเป็นชายแล้ว จะขอทำพลีกรรมถวาย เวลาล่วงเลยไปหลังจากนางได้ตามความปรารถนาทั้งสองประการแล้วจนลูกชายแต่งงานแล้ว นางจึงปรารภที่จะทำพลีกรรมบวงสรวงตามที่ตั้งปฏิญาณไว้ ด้วยอาหารที่มีชื่ิอว่า "ข้าวมธุปายาส" อันโอชะ นางจึงเป็นสตรีคนแรกที่ได้ถวายอาหารที่ถือเป็น อาหารมื้อแรก หรือ เป็นการถวายอันสำคัญแด่พระพุทธเจ้าก่อนการตรัสรู้
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ดิฉันบริจาคแก่ท่านแล้ว ท่านจงถือเอาถาดนั้นไปกระทำตามความชอบใจเถิด ถวายบังคมแล้วทูลว่า "มโนรถของดิฉันสำเร็จแล้ว ฉันใด แม้มโนรถของท่านก็จงสำเร็จ ฉันนั้น นางบริจาคถาดทองซึ่งมีราคาตั้งหนึ่งแสน เหมือนบริจาคใบไม้เก่าไม่เสียดายเลย แล้วหลีกไป"
นางวิสาขา เอตทัคคะในฝ่ายผู้เป็นทายิกา (ถวายทาน)
นางวิสาขามหาอุบาสิกา เป็นธิดาของธนญชัยเศรษฐีเมืองภัททิยะ แคว้นอังคะมารดาชื่อว่าสุมนาเทวี (ธิดาอนาถบิณฑิกเศรษฐี) และปู่ชื่อเมณฑกเศรษฐี เป็นอุบาสิกาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในสมัยพุทธกาล ด้วยความที่เป็นตระกูลที่ผู้มั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ มีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าเป็นอันมาก นางได้รับมอบหมายจากปู่พร้อมบริวาร 500 คนไปต้อนรับพระพุทธเจ้า จึงได้ฟังธรรมแล้วบรรลุโสดาบันตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เมื่อเจริญวัยนางมีลักษณะเบญจกัลยาณีตรงตามที่บุตรของมิคารเศรษฐี กรุงสาวัตถี ชื่อ ปุณณวัฒนกุมาร ตั้งเงื่อนไขกับบิดามารดาบิดาว่าถ้าต้องการให้เขาแต่งงาน ต้องหาหญิงสาวที่มีพร้อมด้วยความงาม 5 อย่างนี้
และด้วยความที่เรีื่องราวของนางนั้นมีมาก จึงจะนำมาให้รับฟังกันต่อกันในเอพิโสดหน้า ซึ่งเรื่องราวจะเป็นอย่างไร หลังจากนางได้แต่งงานเข้าไปอยู่ในตระกูลของสามีแล้ว และจะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้างต่อจากนั้น
"สตรีใด ให้ข้าวและน้ำ มีใจเบิกบานแล้ว สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นสาวิกาของพระสุคต ครอบงำความตระหนี่แล้ว บริจาคทานอันเป็นเหตุแห่งสวรรค์ เป็นเครื่องบรรเทาความโศก นำมาซึ่งความสุขสตรีนั้น อาศัยมรรคปฏิบัติ ปราศจากธุลีไม่มีกิเลศเครื่องยั่วใจ ย่อมได้กำลังและอายเป็นทิพย์ สตรีผู้ประสงค์บุญนั้น เป็นคนมีสุข สมบูรณ์ด้วยอนามัย ย่อมปลื้มใจในสวรรค์สิ้นกาลนาน"….เรื่องนางวิสาขา มิคารมาตา ว่าด้วยนางวิสาขากราบทูลขอพร เพื่อถวายผ้าอาบน้ำฝน
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: นิทานพรรณนา S02E03
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม ความเป็นเอตทัคคะ และต้นบัญญัติสิกขาบท (ถ้ามี) ของ อุคคคฤหบดี อุคคตคฤหบดี สูรอัมพัฏฐะ ชีวกโกมารภัจจ์ และนกุลบิดาคฤหบดี (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 253-257)
อุคคคฤหบดี ชาวกรุงเวสาลี เอตทัคคะในฝ่ายผู้ให้ของเจริญจิต
อุคคะ เกิดในตระกูลเศรษฐีในเมืองเวสาลี ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาและเพียงการเข้าเฝ้าในครั้งแรกเท่านั้น เท่านั้นก็ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมะที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา 8 ประการ
ด้วยความที่ท่านเป็นผู้ที่ถวายสิ่งของที่พอใจ พระพุทธเจ้าจึงตรัสพระคาถาอนุโมทนาทานนี้ว่า
"ผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ ผู้ให้ของที่เลิศ ย่อมได้ของที่เลิศ ผู้ให้ของที่ดี ย่อมได้ของที่ดี และผู้ให้ของที่ประเสริฐ ย่อมเข้าถึงสถานที่ประเสริฐ นรชนใดให้ของที่เลิศ ให้ของที่ดี และให้ของที่ประเสริฐ นรชนนั้นจะบังเกิด ณ ที่ใดๆ ย่อมมีอายุยืน มียศ"
อุคคตคฤหบดี ชาวหัตถีคาม เอตทัคคะในฝ่ายผู้อุปัฏฐากภิกษุสงฆ์
อุคคตะ เกิดในตระกูลเศรษฐี หมู่บ้านหัตถิคาม ได้เห็นพระพุทธเจ้าครั้งแรกพร้อมด้วยอาการอันมึนเมาสุรา จึงเกิดหิริโอตตัปปะ ความมึนเมาหายไปทันที รวบรวมสติแล้วเข้าไปเฝ้าฯ พระพุทธองค์จึงทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรด ก็บรรลุเป็นพระอนาคามี ท่านเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมะที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา 8 ประการ คล้าย ๆ กันกับ อุคคคฤหบดี ชาวกรุงเวสาลี และยังเป็นผู้ขวนขวายถวายไทยธรรมนภิกษุไม่ว่าจะเป็นผู้มีศีลหรือทุศีลด้วยจิตประกอบด้วยศรัทธาเสมอ ๆ กัน
"ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ไม่น่าอัศจรรย์ที่เมื่อกระผมนิมนต์สงฆ์แล้วเทวดา ทั้งหลายเข้ามาบอกว่า ดูกรคฤหบดี ภิกษุรูปโน้นเป็นอุภโตภาควิมุต รูปโน้น เป็นปัญญาวิมุต รูปโน้นเป็นกายสักขี รูปโน้นเป็นทิฏฐิปัตตะ รูปโน้นเป็นสัทธา วิมุต รูปโน้นเป็นธัมมานุสารี รูปโน้นเป็นสัทธานุสารี รูปโน้นเป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม รูปโน้นเป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมอังคาส สงฆ์อยู่ก็ไม่รู้สึกว่า ยังจิตให้เกิดขึ้นอย่างนี้ว่า จะถวายแก่ท่านรูปนี้น้อย หรือ จะถวายแก่ท่านรูปนี้มาก แท้ที่จริง กระผมมีจิตเสมอกัน นี้แลเป็นธรรมที่น่า อัศจรรย์อันไม่เคยมีมาข้อที่ ๖ ของกระผมที่มีอยู่ ฯ"
สูรอัมพัฏฐะ เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีศรัทธาไม่หวั่นไหว
ปุรพันธะ หรือ สูรอัมพัฏฐะ เกิดในบังเกิดในสกุลเศรษฐี ต่อมาเมื่อเจริญวัย ดำรงอยู่ในฆราวาสวิสัย ได้มีความเลื่อมใสและเป็นอุปัฏฐากของเหล่าอัญญเดียรถีย์ เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับอยู่ที่เภสกลาวัน เมื่อปุรพันธะได้เห็นพระพระพุทธองค์ จึงคิดว่าพระสมณโคดมทรงอุบัติในสกุลใหญ่และเป็นผู้อันมหาชนรู้จักกันอย่างดีในโลก ด้วยเหตุนั้นการไม่ไปสำนักของพระองค์นั้นไม่สมควร จึงได้ไปเข้าเฝ้าฯ พระพุทเจ้าทรงแสดงธรรมตามอำนาจจริยาของเขา จนดำรงอยู่โสดาปัตติผล ได้ทรงฝึกเขาแล้ว ก็เสด็จไปพระเชตวันวิหาร
สูรอัมพัฏฐอุบาสกผู้ได้รับการแต่งตั้งจากพระบรมศาสดา ให้เป็นยอดของอุบาสกทั้งหลายผู้เลื่อมใสไม่หวั่นไหว แม้เมื่อมารแปลงกายมาเป็นพระพุทธองค์ เพื่อกระทำให้ความศรัทธาที่มีต่อพระผู้มีพระภาคนั้นสั่นคลอนไป แต่ท่านก็มิได้หวั่นไหว ในการกระทำของมารนั้น
“มารตั้ง ๑๐๐ ตั้ง ๑,๐๐๐ ก็มาทำศรัทธาของเราให้หวั่นไหว ไม่ได้ดอก พระทศพลมหาโคดม เมื่อทรงแสดงธรรมแก่เรา ก็ทรง แสดงธรรมปลุกให้ตื่นว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ท่านอย่ายืนใกล้ประตูเรือนของเรานะ”
ชีวกโกมารภัจจ์ เเอตทัคคะในฝ่ายผู้เลื่อมใสในบุคคล
หมอชีวกโกมารภัจจ์ เป็นลูกชายของหญิงโสเภณี ถูกนำไปวางทิ้งไว้ที่กองขยะ อภัยราชกุมาร พระราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสารได้เก็บเอามาเลี้ยงดูแลเป็นบุตรของตน เมื่อเจริญเติบโตเข้าสู่วัยเรียน ได้ทราบว่าตนเป็นเด็กกำพร้า จึงได้หนีออกจากวังเดินทางไปกับกองเกวียนพ่อค้า จนถึงเมืองตักสิลา ได้เรียนวิชาการแพทย์จากอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ด้วยความที่ท่านเป็นศิษย์ที่มีอัธยาศัยดี มีความเคารพนับถือเชื่อฟังอยู่ในโอวาทของอาจารย์ มีความกตัญญูกตเวที มีศีลธรรม และอัธยาศัยความสุขุมละเอียดเยือกเย็น สุภาพเรียบร้อย มีเชาว์ปัญญาดีเยี่ยม ทำให้เป็นที่รักของอาจารย์ จึงได้รับวิชาการแพทย์พิเศษ
หมอชีวกฯ ได้ทำการรักษาโรครายสำคัญหลายครั้ง จนได้ถวายการรักษาแด่พระพุทธเจ้าในคราวที่พระบาทห้อพระโลหิต เนื่องจากเศษหินจากก้อนศิลาที่พระเทวทัตกลิ้งลงมาจากภูเขา เพื่อหมายปลงพระชนม์ชีพ จึงได้เป็นแพทย์ประจำพระพุทธองค์ และได้ถวายสวนมะม่วงสร้างเป็นวัดถวาย เรียกกันว่า "ชีวกัมพวัน"
ด้วยความเป็นผู้มีศรัทธาเอาใจใส่เกื้อกูลพระสงฆ์มาก จึงเป็นเหตุให้มีคนมาบวชเพื่ออาศัยวัดเป็นที่รักษาตัวจำนวนมาก จนหมอชีวกต้องทูลเสนอพระพุทธเจ้าให้ทรงบัญญัติ ข้อห้ามมิให้รับบวชคนเจ็บป่วย ด้วยโรคบางชนิดอีกด้วย
นกุลบิดาคฤหบดี เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีความคุ้นเคยในพระพุทธเจ้า
นกุลบิดาคฤหบดี เกิดในตระกูลเศรษฐีในเมืองสุงสุมารคิรี แคว้นภัคคะ เมื่อเจริญวัยแล้วบิดามารดาได้จัดหาคู่ครองผู้มีฐานะเสมอกันให้ ได้อยู่ครองเรือนตามฆราวาสวิสัย ครั้งหนึ่งนกุลเศรษฐีและภริยาพร้อมด้วยเหล่าชาวเมืองสุงสุมารคิรีได้พากันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เสร็จมา ทันทีที่ได้เห็นพระพุทธองค์ก็เกิดความรัก จึงได้กล่าวตู่ว่าพระพุทธองค์เป็นลูกของตน พระพุทธองค์ก็ไม่ได้ตรัสห้าม แต่ทรงเมตตามรอโอกาสเมื่อพวกเขากลับมีสติ วางใจเป็นกลางได้แล้ว จึงทรงแสดงธรรมตามสมควรแก่อัธยาศัย ยังบุคคลทั้งสองให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล แล้วทรงยกเรื่องในอดีตชาติ มาประกาศในท่ามกลางพุทธบริษัท
“ในอดีตชาติ เศรษฐีสองสามีภรรยานี้เคยเป็นบิดามารดาของตถาคต ๕๐๐ ชาติ เคยเป็นปู่ เป็นย่า ๕๐๐ ชาติ เคยเป็นลุง เป็นป้า ๕๐๐ ชาติ เคยเป็นอาเป็นน้า ๕๐๐ ชาติ ดังนั้นเพราะความรักความผูกพันที่ติดตามมาตลอดช้านานนี้พอได้เห็นตถาคตจึงสุดที่จะอดกลั้นความรักนั้นไว้ได้”
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists:คลังพระสูตร S09E02
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม ความเป็นเอตทัคคะ และต้นบัญญัติสิกขาบท (ถ้ามี) ของ หัตถกอาฬวกอุบาสก และ พระเจ้ามหานามะ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 251-252)
สุขแท้เป็นอย่างไร จะก่อเกิดได้ด้วยธรรมะใด
หัตถกอาฬวกอุบาสก เอตทัคคะในฝ่ายผู้สงเคราะห์บริษัทด้วยสังคหวัตถุ 4หัตถกคฤหบดี เป็นราชโอรสของพระเจ้าอาฬวกะ แห่งกรุงอาฬวี แคว้นอาฬวี มีพระนามว่า “อาฬวกะ” เมื่อเจริญวัยขึ้นมาได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระพระพุทธเจ้า จนได้บรรลุเป็นพระอนาคามี ประกาศตนเป็นอุบาสกขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
เมื่อเขาจะไปในที่ใด ๆ ก็จะมีอุบาสกผู้เป็นอริยะ ๕๐๐ คน ติดตามแวดล้อมตลอดเวลา พระบรมศาสดาได้ตรัสถามเขาว่า “มีหลักสงเคราะห์บริษัทบริวารอย่างไร ?”หัตถกอาฬวกกุมาร กราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์สงเคราะห์ด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการ คือ๑. ทาน ถ้าเขายินดีด้วยการให้ข้าพระองค์ก็สงเคราะห์ด้วยการให้๒. ปิยวาจา ถ้าเขายินดีด้วยการพูดจาไพเราะน่ารักข้าพระองค์ก็สงเคราะห์ด้วยวาจาไพเราะน่ารัก๓. อัตถจริยา ถ้าเขายินดีด้วยการให้ทำกิจที่เกิดขึ้นจนสำเร็จข้าพระองค์ก็สงเคราะห์ด้วยการช่วยทำกิจที่เกิดขึ้นจนสำเร็จ๔. สมานัตตตา ถ้าเขายินดีด้วยการวางตนเสมอกัน ข้าพระองค์ก็สงเคราะห์ด้วยการด้วยการวางตนเสมอกัน
พระเจ้ามหานามศากยะ เอตทัคคะในฝ่ายผู้ถวายทานมีรสอันประณีต
เจ้าศากยะพระนามว่า "มหานามะ" เป็นราชโอรสของพระเจ้าอมิโตทนะ ซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระเจ้าสุทโธทนะพุทธบิดา มีพระอนุชาหนึ่งพระองค์ คือ เจ้าชายอนุรุทธะและมีพระกนิษฐภคินีหนึ่งพระองค์ คือ พระนางโรหิณี เป็นกษัตริย์ผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า เขาว่าภิกษุสงฆ์ลำบากด้วยการเที่ยวขออาหารในเมืองเวรัญชา ขอพระองค์โปรดประทานปฏิญญาทรงรับให้ข้าพระองค์ทะนุบำรุงภิกษุสงฆ์ตลอด ๔ เดือน เถิด ข้าพระองค์จะประจุโอชะเข้าไปในสรีระของภิกษุสงฆ์นะพระเจ้าข้า พระศาสดาทรงรับโดยดุษณีภาพ พระเจ้ามหานามะทรงทราบว่า ทรงรับแล้ว ตั้งแต่วันรุ่งขึ้น ก็บำรุงภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยโภชนะอันประณีตและของมีรสอร่อย ๔ ชนิด เป็นต้น รับปฏิญญาบำรุงอีก ๔ เดือน เป็น ๘ เดือนเต็ม แล้วรับปฏิญญาบำรุงอีก ๔ เดือน ชื่อว่า ทรงบำรุงตลอดทั้งปี
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists:นิทานพรรณา S02E01
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก จิตตคฤหบดี (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 250)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ
จิตตคฤหบดี เอตทัคคะในฝ่ายผู้เป็นธรรมกถึก
จิตตคฤหบดีเป็นชาวเมืองมัจฉิกาสัณฑะ แคว้นมคธ เมื่อวันที่ท่านเกิดมีปรากฏการณ์ประหลาด คือ มีดอกไม้หลากสีตกลงทั่วเมือง ซึ่งเป็นนิมิตหมายแห่งความวิจิตรสวยงาม จึงได้ชื่อว่า จิตตกุมาร แปลว่า กุมารผู้น่าพิศวงหรือกุมารผู้ก่อให้เกิดความวิจิตรสวยงาม
ก่อนที่จะมานับถือพระพุทธศาสนา จิตตคฤหบดี มีโอกาสพบพระมหานามะ (หนึ่งในปัญจวัคคีย์) เห็นท่านสงบสำรวมน่าเลื่อมใสมาก จึงมีความศรัทธานิมนต์ท่านไปฉันภัตตาหารที่คฤหาสน์ของตน และได้สร้างที่พำนักแก่ท่านในสวนชื่อ "อัมพาฏการาม" นิมนต์ให้ท่านอยู่เป็นประจำ พระมหานามะได้แสดงธรรมให้จิตตคหบดีฟังอยู่เสมอ
วันหนึ่งได้แสดงเรื่อง อายตนะ 6 เมื่อจบธรรมเทศนา จิตตคฤหบดีได้บรรลุอนาคามิผล ด้วยความที่เป็นผู้เอาใจใส่พิจารณาธรรมอยู่เนือง ๆ จนแตกฉาน มีความสามารถในการอธิบายธรรมได้ดี ความสามารถของท่านในด้านนี้เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา จนได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าให้เป็นเอตทัคคะในฝ่ายผู้เป็นธรรมกถึก เพราะเป็นผ้มีปัญญาฉลาด มีเหตุผลในการให้คำอธิบายหลักธรรมต่าง ๆ ที่เชื่อกันผิด ๆ ให้กลับเข้าใจในทางที่ถูกต้องได้
นอกจากนี้ยังเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าท่านเป็นผู้มีใจบุญได้ถวายทานอันประณีตอย่างมโหฬาร ได้เคยพาบริวาร 2,000 คนบรรทุกน้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นต้น จำนวนมากถึง 500 เล่มเกวียน ไปถวายพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ ด้วยความเป็นผู้มีมีศรัทธาแรงกล้าในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ของจิตตคฤหบดี
และเมื่อครั้งที่ จิตตคฤหบดีป่วยหนัก พวกเทวดามาปรากฏต่อหน้าท่าน พร้อมกับบอกว่ามีศีลมีธรรมอย่างท่าน ถึงตายไปก็ย่อมไปดี แม้ปรารถนาจะเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในชาติหน้าก็ย่อมได้ จิตตคหบดีตอบว่า “แม้ราชสมบัติก็ไม่จีรัง เราไม่ต้องการ” บรรดาบุตรหลานที่เผ้าไข้อยู่ได้ยินจิตตคหบดีพูดอยู่คนเดียว จึงกล่าวเตือนว่า “ตั้งสติให้ดี อย่าเพ้อเลย” ท่านบอกบุตรหลานว่า มิได้เพ้อ เทวดามาบอกให้ปรารถนาเป็นพระเจ้าจักรพรรด์ แต่ท่านบอกพวกเขาไปว่าท่านไม่ต้องการ ยังมีสิ่งอื่นที่ประเสริฐความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอีก เมื่อบุตรหลานถามว่า สิ่งนั้นคืออะไร จิตตคหบดีตอบว่า “ศรัทธาความเชื่อที่ไม่คลอนแคลนในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ประเสริฐกว่าสิ่งใดทั้งหมด”
สังโยชนสูตร
"ดูกรคฤหบดี การที่ปัญญาจักษุของท่านหยั่งทราบในพระพุทธพจน์ที่ลึกซึ้ง ชื่อว่าเป็นลาภของท่าน ท่านได้ดีแล้ว ฯ"
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists:คลังพระสูตร Ep.66 , นิทานพรรณา Ep.45 , ตามใจท่าน Ep.6
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก สุทัตตอนาถบิณฑิกเศรษฐี (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 249)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ
สุทัตตอนาถบิณฑิกเศรษฐี เอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสกทั้งหลายในฝ่ายผู้ให้ทาน (ทายก)
สุทัตตะ เกิดในตระกูลสุมนเศรษฐีในกรุงสาวัตถี แคว้นโกศล เป็นผู้ยินดียิ่งในการให้ทาน เป็นทานบดีจึงได้ชื่อใหม่เรียกกันว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐี (ผู้ให้ก้อนข้าวแก่คนอนาถา) สุทัตตะเมื่อได้ยินชื่อของพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรกจากเศรษฐีน้องเขย ก็รีบเข้าเฝ้าฯ ฟังธรรม พระพุทธองค์ได้ทรงแสดง “อนุปุพพิกถา” แก่เศรษฐีเป็นการวางพื้นฐาน แล้วจึงแสดง “อริยสัจสี่” ต่อจนจบ อนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงบรรลุโสดาบัน และ*ประกาศตนเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต ได้ถวายมหาทานแล้วกราบอาราธนาพระพุทธเจ้าไปกรุงสาวัตถี ระหว่างการเดินทางกลับนั้นก็สละทรัพย์จำนวนมากพร้อมทั้งชักชวนชาวบ้านสร้างวิหารระหว่างทางทุกหนึ่งโยชน์ ได้ซื้อที่ดินจากเจ้าเชตกุมารราคาเท่าทรัพย์ที่ปูลงในแผ่นดินนั้นสร้างเป็นวัดพระเชตวันถวายพระสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษาอยู่วัดนี้ถึง 19 พรรษา
*“ข้าพระพุทธเจ้านี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์ทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป”
ด้วยความที่เป็นผู้ยินดียิ่งในการให้ทาน เมื่อจะไปสำนักของพระพุทธเจ้าก็ไม่เคยไปมือเปล่า จะมีอาหารของขบฉันตามกาลไปด้วยเสมอ หากไม่ก็ให้คนนำทรายไปเกลี่ยลงที่บริเวณคันธกุฎี และเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าวันละ 2 ครั้ง **ระหว่างที่เข้าเฝ้าก็ไม่เคยถามปัญหากับพระพุทธเจ้าด้วยเกรงพระองค์จะเหน็ดเหนื่อย ท่านมีจิตคิดให้ทาน ไม่ทำบาป ทำแต่บุญไว้ตลอด แม้ว่าต่อมาจะยากจนลง ถูกมิจฉาเทวดาขัดขวางการทำบุญ ครั้นต่อมาก็มีทรัพย์กลับเป็นเศรษฐีเหมือนเดิม มีเหตุการณ์เกี่ยวเนื่องกับเศรษฐีมากมาย เช่น มีพราหมณ์จะมาขโมยสิริจากเรือน เหตุการณ์เกี่ยวกับนางทาสี คนเลี้ยงโคเป็นเศรษฐี จ้างลูกชายไปฟังธรรม เหตุการณ์เพื่อนพ่อค้าเหล้า เหตุการณ์ลูกสาวเรียกตนว่าน้องชาย เป็นต้น
**"เศรษฐีนี้รักเราอย่างที่ไม่ควรรัก เพราะเราได้บริจาคศีรษะ ดวงตา เนื้อ หัวใจ บุตร และภรรยาผู้เป็นที่รักเสมอด้วยชีวิตของเรา แล้วบำเพ็ญบารมีอยู่ ๔ อสงไขย แสนกัป เราบำเพ็ญเพื่อแสดงธรรมแก่ผู้อื่นเท่านั้น”
เมื่อครั้งที่เศรษฐีป่วยหนัก ได้รับฟังธรรมจากพระสารีบุตร ว่าด้วยความแตกต่างระหว่างปุถุชนผู้ไม่ได้สดับธรรมกับเศรษฐีที่มีความเลื่อมใสมั่นคงในพระรัตนตรัย ในศีล อริยมรรคมีองค์ 8 สัมมาญาณะ และสัมมาวิมุตติ ก็ระงับทุกขเวทนาลุกขึ้นถวายอาหารได้ เมื่อป่วยอีกได้ฟังธรรมจากพระอานนท์ก็หายอีก เศรษฐีได้ฟังธรรมครั้งสุดท้ายเมื่อป่วยหนักอีกครั้ง พระสารีบุตรและพระอานนท์ได้ไปเยี่ยม แสดงธรรมว่าด้วย อายตนะภายนอก ภายใน วิญญาณ ผัสสะ เวทนา ขันธ์ อรูป เกิดปิติเป็นอันมาก หลังการตายได้ไปเกิดบนสวรรค์เป็นเทพบุตรที่มีรัศมีกายอันงดงาม
"พระเชตวันนี้มีประโยชน์อันสงฆ์ผู้แสวงบุญอยู่อาศัยแล้ว อันพระองค์ผู้เป็นธรรมราชาประทับ เป็นที่เกิดปีติแก่ข้าพระองค์ สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ด้วยธรรม ๕ อย่างนี้ คือ กรรม ๑ วิชชา ๑ ธรรม ๑ ศีล ๑ ชีวิตอุดม ๑ ไม่ใช่บริสุทธิ์ด้วยโคตร หรือด้วยทรัพย์ เพราะฉะนั้นแล บุคคลผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเล็ง เห็นประโยชน์ของตน พึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคาย จะ บริสุทธิ์ในธรรมนั้นได้ด้วยอาการนี้ พระสารีบุตรนั้นแล ย่อม บริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ด้วยศีล และด้วยความสงบ ความจริง ภิกษุผู้ถึงฝั่งแล้ว จะอย่างยิ่งก็เท่าพระสารีบุตรนี้ ฯ"
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต Ep.26 , ใต้ร่มโพธิบท Ep.67, คลังพระสูตร Ep.65 , นิทานพรรณา Ep.44
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
From the publisher's feed
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

3 Listeners

2 Listeners

5 Listeners

3 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

1 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

0 Listeners