
Sign up to save your podcasts
Or


มิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Advanced Metering Infrastructure) หรือ Smart Meter มีข้อดีกว่า มิเตอร์ไฟฟ้าแบบเดิมคือ สามารถส่งข้อมูลสื่อสารระหว่างตัวมิเตอร์กับศูนย์ควบคุม ตรวจดูปริมาณการใช้ไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องแบบเรียลไทม์ หรือตรวจสอบระบบการจ่ายไฟ เพื่อใช้เป็นข้อมูลแก้ปัญหาข้อบกพร่อง พร้อมทั้งรองรับ Application ต่างๆ ได้
ตามแผนส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน และการลดก๊าซคาร์บอนของไต้หวัน กระทรวงเศรษฐการอนุมัติโครงการ ระบบสาธารณูปโภค มิเตอร์อัจฉริยะ (Advanced Metering Infrastructure, AMI) เมื่อ 23 มิถุนายน 2010 ทุ่มงบประมาณ 15,000 ล้านเหรียญไต้หวันติดตั้งมิเตอร์อัจฉริยะให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าแรงต่ำ 3 ล้านราย ภายใปปี 2024 การติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ AMI ในไต้หวัน แบ่งเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าแรงสูงและไฟฟ้าแรงต่ำ ไฟฟ้าแรงสูงเป็นไฟฟ้าอุตสาหกรรม ทั่วไต้หวันมี 24,000 ราย คิดเป็นสัดส่วนการใช้ไฟฟ้า 60% ตั้งติดตั้งมิเตอร์อัจริยะครบแล้วตั้งแต่ปี 2013 ไฟฟ้าแรงต่ำจำนวน 13 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วนใช้ไฟฟ้า 40% ตามข้อมูล บริษัทไทพาวเวอร์ สิ้นสุด 31 สิงหาคม 2022 ทั่วไต้หวัน ติดตั้งแล้ว 1.747 ล้านราย
มิเตอร์อัจฉริยะโดยตัวของมันเองไม่มีคุณสมบัติช่วยประหยัดกระแสไฟฟ้า แต่อาศัยข้อมูลที่บริษัท Taipower(การไฟฟ้าไต้หวัน) บันทึกไว้และส่งให้ผู้ใช้งาน สามารถดูได้จาก App หรือเข้าไปที่เว็บไซต์ของ Taipower ผู้ใช้ไฟฟ้าตรวจดูประวัติการใช้ พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า เป็นข้อมูลบริหารการใช้ไฟฟ้าเพื่อความประหยัดได้ หากมีการใช้ไฟฟ้าปริมาณมากก็สามารถทำสัญญากับบริษัทไทพาวเวอร์ กำหนดอัตราค่ากระแสไฟฟ้าช่วง peak และ off-peak ผู้ใช้เลือกใช้กระแสไฟฟ้าในช่วง off-peak จะประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ในกรณีที่ผู้ใช้ไฟฟ้ามีการติดตั้ง Home Energy Management System (HEMS) มิเตอร์อัจฉริยะสามารถส่งข้อมูลให้กับ ระบบ HEMS เพื่อควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าในครัวเรือน เป็นระบบประหยัดไฟฟ้าอัตโนมัติ
ประเทศต่างๆ พากันพัฒนาไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน รับมือต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบัน ทั่วโลกเผชิญปัญหาเงินเฟ้อ สงครามรัสเซียยูเครน โรคระบาด ความต้องการกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า การสื่อสารเทคโนโลยี 5G ในภาวะเช่นนี้ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อสร้างความมั่นคงด้านการป้อนกระแสไฟฟ้าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ทำให้โอกาสธุรกิจการผลิตไฟฟ้าสีเขียวขยายตัวอย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์กลายเป็นสิ่งที่จะปฏิวัติอุตสาหกรรมพลังงานสีเขียว ถือเป็นทางเลือกดีที่สุดในการผลิตกระแสไฟฟ้า ทั่วโลกกำลังมุ่งที่จะติดตั้งพลังงานโซลาร์เซลล์
ในยุโรป REPowerEU ตั้งเป้าว่า เมื่อถึงปี 2030 จะต้องลดการใช้พลังงานฟอสซิลเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า วางแผนติดตั้งโซลาร์เซลล์ 320 GW ภายในปี 2025 และเพิ่มเป็น 600 GW ภายในปี 2030 สหรัฐอเมริกาวางแผนพลังงานไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ และรับมือกับภาวะโลกร้อน กำหนด ส่งเสริมอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ คาดหวังภายในปี 2035 การผลิตไฟฟ้าในประเทศ จะไม่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลอีกต่อไป ในภาวะที่ประเทศต่างๆทั่วโลกมุ่งผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์จะเป็นผลดีต่อไต้หวันในการขยายตลาดชิ้นส่วนและอุปกรณ์โซลาร์เซลล์เข้าสู่ตลาดโลก
สับปะรดเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของไต้หวัน ในปี 2020 ส่งออก 46,000 ตัน มูลค่าสูงถึง 8,570 ล้านเหรียญไต้หวันตลาดส่งออกสำคัญคือ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ หลังจีนระงับการนำเข้าสับปะรดไต้หวันตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2021 ตลาดส่งออกหลักมุ่งไปที่ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ผู้ประกอบการเร่งขยายตลาดไปยัง เกาหลีใต้ มาเลเซีย ออสเตรเลีย อีกด้วย เนื่องจากระยะทางขนส่งไกล จะต้องพัฒนาเทคโนโลยีรักษาความสดของสับปะรด ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ ซึ่งการส่งออกสับปะรดของไต้หวันส่วนใหญ่เป็นพันธุ์จินจ้วน (ไถหนง เบอร์ 17) รสชาติหวาน เนื้อละเอียด แกนอ่อนนิ่ม กรดน้ำตาลต่ำ แต่มีข้อเสียคือสุกเร็ว เก็บไว้ไม่นาน เป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการส่งออก ทั้งนี้ ฤดูเก็บเกี่ยวสับปะรดไต้หวันคือ เดือนเมษายน อุณหภูมิผลสับปะรดในไร่ ตอนเช้า 35°C ขึ้นไป ตอนบ่ายอุณหภูมิอาจสูงถึง 40°C ขึ้นไป ขณะที่อุณหภูมิเหมาะสมในการเก็บรักษาคือ 13°C จึงต้องหาทางบริหารเพื่อลดอุณหภูมิและมีความแม่นยำ เพื่อการส่งออกได้อย่างราบรื่น
สับปะรดที่ส่งออกจะต้องทำให้อุณหภูมิเย็นลงโดยเร็ว
การทำให้อุณหภูมิผลสับปะรดเย็นลงโดยเร็ว ถือเป็นกระบวนการสำคัญใน Cold Chain Logistics ต้องหาทางลดอุณหภูมิในโรงเก็บสับปะรด ขั้นตอนคือ เก็บสับปะรดจากไร่แล้วต้องรีบส่งเข้าโรงคัดบรรจุ ใช้พัดลม พ่นไอน้ำ ลดอุณหภูมิให้ต่ำกว่า 30°C ป้องกันไม่ให้สับปะรดสุกเร็ว จากนั้นรีบคัดแยกบรรจุกล่อง นำเข้าห้องเย็น ลดเวลาอยู่ในอุณหภูมิปกติให้สั้นที่สุด อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยชี้ว่า สับปะรดอุณหภูมิ 28°C ใส่ในกล่องบรรจุวางเรียงบนพาเลท เก็บในห้องเย็น ตั้งอุณหภูมิ 12°C เป็นเวลา 24 ชั่วโมง อุณหภูมิสับปะรดจะลดเหลือ 17°C เท่านั้น แต่ว่าการเตรียมส่งออกมีเวลาอยู่ในห้องเย็น 10-13 ชั่วโมงก่อนบรรจุลงตู้คอนเทนเนอร์ ดังนั้นจะต้องหาวิธีการลดอุณหภูมิที่มีประสิทธิภาพสูง
การติดตั้งพัดลมดูดอากาศสามารถแก้ปัญหาได้ ซึ่งการติดตั้งพัดลมดูดอากาศที่ด้านบนขณะเก็บสับปะรดในห้องเย็น เป็นการดึงความเย็นจากอากาศด้านล่างเข้าไปสู่กล่องบรรจุ โดยรูปแบบการติดตั้งพัดลมมีหลายอย่าง เช่น แบบอุโมงค์ แบบดูดจากด้านบน และแบบดูดเข้ากำแพง ซึ่งพบว่การดูดด้านบนใช้งานได้ยืดหยุ่นที่สุด แต่ต้องเจาะรูกล่องบรรจุเป็นแนวตรงให้อากาศผ่านทะลุได้ตลอด เมื่อวางกล่องบนแผ่นพาเลทจะต้องวางเรียงให้รูระบายอากาศทะลุผ่านกล่องทุกชั้นได้ ซึ่งอุปกรณ์ทำให้เย็นแบบดูดอากาศที่ด้านบนมีการจดสิทธิบัตร M592654 ของไต้หวันแล้ว โดยคณะกรรมการการเกษตร มี ศ. หวงจ้าวเจีย (黃肇家) เป็นผู้วิจัย ที่แต่เดิมใช้ในการลดอุณหภูมิกล้วยไม้ฟาแลน หลังทดสอบแล้ว เหมาะกับการใช้ลดอุณหภูมิได้
สับปะรดที่ส่งออกจะต้องทำให้อุณหภูมิเย็นลงโดยเร็ว
การดูดอากาศจากด้านบน ควรจะทำความคราวละ 1 พาเลท รูปแบบที่ใช้ในเชิงพาณิชย์คือ การติดตั้งตัวดูดไว้ด้านบน จากการทดลองเมื่อผลไม้ ส่งเข้าสู่โรงคัดบรรจุอุณหภูมิ 34°C ใช้พัดลมเป่าและบรรจุกล่องแล้วลดเหลือ 28 °C วางเรียงบนพาเลทโดยใช้สับปะรด 48 กล่อง(นน. 480 กก.) เก็บเข้าห้องเย็นตั้งอุณหภูมิ 12°C เวลา 2 ชั่วโมง อุณหภูมิลดจาก 28°C เหลือ 20°C หากเทียบกับในห้องเย็นเดียวกันแต่ใช้วิธีวางเรียงเข้าไปไม่ได้ใช้พัดลมดูด 2 ชั่วโมงอุณหภูมิยังอยู่ที่ 26°C ถือว่าวิธีการนี้มีประสิทธิภาพสูง
ดาวเทียมพยากรณ์อากาศดวงแรกที่ไต้หวันออกแบบและประกอบติดตั้งเอง Triton (獵風者 - Formosat 7R) ดำเนินการโดยศูนย์อวกาศแห่งชาติ (National Space Organization – NSPO) หน่วยงานภายใต้ ห้องปฏิบัติการวิจัยเชิงประยุกต์แห่งชาติ (National Applied Research Laboratories - NARLabs) อยู่ระหว่างการทดสอบขั้นตอนสุดท้าย ตรวจสอบฟังก์ชันการใช้งานทั้งหมด
นรม. ซูเจินชาง ของไต้หวัน ได้ไปตรวจเยี่ยมที่ศูนย์อวกาศแห่งชาติในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2565 กล่าวว่า ผู้ประกอบการไต้หวันต้องผนึกกำลังและเทคโนโลยีสร้างความสุดยอดด้านเซมิคอนดักเตอร์ และ ICT แม้ดาวเทียมพยากรณ์อากาศยังไล่หลังประเทศอื่น แต่ยังคงยืดหยัดในเวทีโลกให้ได้
อู๋เจิ้งจง (吳政忠) รมว. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Council of Science and Technology) บอกว่าปีนี้เป็นปีเริ่มต้นแห่งอุตสาหกรรมอวกาศของไต้หวัน ที่ผ่านมาไต้หวันมีความสามารถในการผลิตดาวเทียม Remote Sensing ดาวเทียมพยากรณ์อากาศ และดาวเทียมวงโคจรต่ำ สำหรับดาวเทียม Triton เป็นความร่วมมือของผู้ประกอบการ 20 ราย ชิ้นส่วนที่ไต้หวันผลิตเองมีสัดส่วน 82% หลังส่งขึ้นอวกาศแล้ว จะเป็นการยืนยันความสามารถวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและชิ้นส่วนที่สำคัญของไต้หวัน ขยายอุตสาหกรรมอวกาศของไต้หวันเข้าสู่เวทีโลก
Triton เป็นดาวเทียม ต่อจาก Formosat 5 เป็นดาวเทียมดวงที่ 2 ที่ไต้หวันดำเนินการเอง หากจะกล่าวว่า Formosat 5 เป็นดาวเทียมสำรวจระยะไกล( Remote Sensing satellite) ดวงแรกที่ไต้หวันดำเนินการเอง Triton ก็จะเป็นดาวเทียมพยากรณ์อากาศดวงแรกที่ไต้หวันดำเนินการเองเช่นกัน ซึ่งการออกแบบดาวเทียม Triton ในเบื้องต้นเริ่มขึ้นเมื่อ ปี 2014 ต่อมาได้ทำการออกแบบชิ้นส่วนสำคัญในปี 2015 เริ่มประกอบเมื่อปี 2017 เสร็จสิ้นในเดือนกรกฎาคม ปี 2022 จากนั้นได้ทำการทดสอบทางด้านต่างๆ ขณะนี้ได้มีการทดสอบในสภาพเคลื่อนไหว และกำลังจะเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายการตรวจสอบฟังก์ชันการใช้งานทั้งหมด คาดว่าจะทดสอบเสร็จสิ้นในเดือนพฤศจิกายน 2022 หากทุกอย่างมีความพร้อม จะส่งไปที่ประเทศกายอานา เพื่อยิงเข้าสู่อวกาศในเดือน มีนาคม ปี 2023
ข้อมูลจำเพาะดาวเทียม Triton
การเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชังในพื้นที่ทะเลกว้างใหญ่เป็นการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง คณะกรรมการการเกษตรเน้นส่งเสริมการผลิต การเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชังนอกทะเลห่างชายฝั่งมีความท้าทายต่อสภาพภูมิอากาศต้องใช้กำลังแรงงานและต้นทุนค่าอาหารมากขึ้น กรมประมงมอบหมายมหาวิทยาลัยโอเชียน พัฒนากระชังเลี้ยงสัตว์น้ำอัจฉริยะ ในภาวะไต้ฝุ่นมาจมสู่ใต้น้ำหลบภัยได้ และยังมีระบบการป้อนอาหารแม่นยำ ลดต้นทุนอาหาร 20% กำลังแรงงาน 30% และประหยัดเวลา มีระบบเตือนตรวจจับเวลาล้างตาข่าย หรือเวลาซ่อมรูรั่ว มีระบบวิเคราะห์คอยเฝ้าดูฝูงปลา ดูความเปลี่ยนแปลง เพื่อติอตามสุขภาพ ความแข็งแรง ลดการสูญเสียจากปลาติดเชื้อโรคหรือมีพยาธิ
กรมประมงไต้หวันมอบหมายให้ ม โอเชียน วิจัยกระชังเลี้ยงสัตว์น้ำอัจฉริยะยกระดับการผลิต
มหาวิทยาลัยโอเชียนแห่งชาติไต้หวัน (NTOU-National Taiwan Ocean University) ได้ใช้อุปกรณ์อัตโนมัติเข้าสู่ระบบการเพาะเลี้ยงในกระชัง ใช้ ICT(Information and Communication Technology : เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร), เทคโนโลยี AIOTเป็น AI (ปัญญาประดิษฐ์) จัดทำกระชังเลี้ยงสัตว์น้ำอัจฉริยะรูปแบบการบริหารจัดการ รองอธิการบดี ม โอเชียน สาขาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้มอบหมาย ศ. หรั่นฝันหัว (冉繁華) บอกว่า การเลี้ยงห่างชายฝั่งจะต้องป้องกันภัยจากภูมิอากาศ อยู่ใต้ทะเล 10-15 เมตรจึงจะไม่ถูกผลกระทบจากไต้ฝุ่น ดังนั้นจึงได้พัฒนากระชังจมลงใต้น้ำ และยังเป็นกระชังที่ผลิตในไต้หวันที่มีเส้นรอบวง 100 เมตร จมลงใต้น้ำระดับน้ำ 15 เมตร ภายใน 40 นาที ลอยขึ้นมาใหม่ ใช้เวลา 30 นาที
กรมประมงไต้หวันมอบหมายให้ ม โอเชียน วิจัยกระชังเลี้ยงสัตว์น้ำอัจฉริยะยกระดับการผลิต
การเลี้ยงปลาในกระชังของไต้หวัน ปริมาณ 3,000 ตัน มูลค่า 1,000 ล้านเหรียญไต้หวัน อยู่ในเกาะเผิงหู, เมืองผิงตงเป็นหลัก และส่วนใหญ่เลี้ยงปลาเก๋า ปลาช่อนทะเล หมึกทะเล ปลาจะละเม็ด ซึ่งเป็นปลามูลค่าสูง กรมประมงวางแผนใช้เทคโนโลยีการบริหารที่แม่นยำ ส่งเสริมการเลี้ยงปลาสอดคล้องกับภาวะตลาด ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาได้ยกระดับปริมาณการเลี้ยงในกระชังเป็น 15,000 ตัน รวมทั้งการเลี้ยงปลาบนบก เช่น ปลานวลจันทร์ ปลากระพง ปลานิลไต้หวัน( 臺灣鯛) ฯลฯ โดยมีการเลี้ยงควบคู่กันเพื่อสร้างอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์น้ำไต้หวันให้โดดเด่น
ศาลารอรถเมล์นครไทจง มีการติดตั้งแผงปุ่มตัวเลขเหมือนกับแผงปุ่มตัวเลขลิฟต์ขึ้นลงอาคาร ผู้คนเห็นแล้วเกิดความสงสัย เป็นประเด็นในโซเชียลมีเดีย สงสัยว่ามีลิฟต์ขึ้นลงหรือไม่ สำนักคมนาคมแจ้งว่าเป็นการปรับปรุงปุ่มกดเรียกรถเมล์ให้จอด ออกแบบสำหรับให้บริการกลุ่มผู้ทุพพลภาพ,สตรี,คนชราในขณะรอรถเมล์ ตัวเลขแต่ละปุ่มก็คือหมายเลขเส้นทางรถเมล์ที่ต้องการเรียกให้จอด เมื่อกดปุ่ม แล้วสัญญาณตัวเลขจะปรากฏขึ้นบนหลังคาศาลา พนักงานขับรถเห็นก็จะแวะจอดรับผู้โดยสาร
สำนักคมนาคม นครไทจง แถลงว่าในปีนี้ได้จัดสรรงบประมาณ ติดตั้ง 100 ศาลา เน้นบริเวณที่มีโรงพยาบาลตั้งอยู่ เพื่อให้ผู้ไปรับการรักษาโดยสารรถเมล์ได้สะดวกขึ้น เยี่ยเจาฝู่(葉昭甫) ผู้อำนวยการสำนักคมนาคมชี้ว่า เนื่องจากผู้นั่งรถเข็นผู้สูงวัยมีความต้องการใช้งาน ตั้งแต่ปี 2014 ศาลารอรถเมล์ที่ถนนฟงซื่อเขตสือกัง และซาเถียน( 石岡區豐勢路及海線沙田路) มีการติดตั้งอุปกรณ์เรียกรถเมล์ ผู้ต้องการขึ้นรถกดปุ่ม จะมีสัญญานไฟปรากฎบนหลังคาศาลา พนักงานขับรถเห็นก็จะจอดรับ ไม่ขับรถข้ามเลยไป และลดความเสี่ยงของผู้โดยสารรถเมล์ที่ต้องลงไปโบกรถบนพื้นถนน อาจมีอันตรายถูกรถเฉี่ยวชน ซึ่งขณะนี้มีการขยายติดตั้งไปยังเขตอื่นๆ ได้แก่ จงชิง,เป่ยถุน,โฉงเต๋อ,เหวินซิน,จงหมิง,ฟู่ซิง และอู่เฉวียน รวมรถเมล์ 7 สาย ทั้งหมด 136 แห่ง สำนักคมนาคมแถลงว่า ปุ่มกดเรียกรถเมล์ สามารถเลือกสายรถเมล์ได้ เมื่อกดปุ่มแล้วหมายเลขรถเมล์จะปรากฏบนแผงที่อยู่บนหลังคาศาลา ในศาลามีปุ่มตัวเลข และสัญลักษณ์ Accessible แผงสัญญาณไฟบนหลังคาปรากฎหมายเลขสายรถเมล์ เพื่อให้พนักงานขับรถเห็นและจอดรับผู้โดยสาร
ทั้งนี้ หลังเปิดให้บริการก่อนหน้านี้แล้วประชาชนมีความชื่นชอบ ทางนครไทจงจึงได้ปรับปรุงบริการ 2.0 ปรับปรุงรุ่นที่ 1 ซึ่งไม่สามารถแสดงตัวเลขสายรถเมล์ ให้สามารถระบุหมายเลขสายรถเมล์ได้ โครงการนี้ได้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (information and communications technology: ICT) รวมกับ APP รถเมล์นครไทจง ผู้รถรถเมล์ ใช้ APP ที่มือถือ กดเลือกหมายเลขรถเมล์ที่ต้องการขึ้นได้โดยไม่ต้องสัมผัสแผงปุ่มตัวเลขที่ศาลาก็ได้ เป็นการลดความเสี่ยงโรคติดต่อ
เฉินเผิงเหริน(陳鵬仁) นักวิจัยด้าน AI เติบโตในไต้หวันพูดภาษาจีนกลาง แต่คุณพ่อเขาวัย 70 ปี เฉินเซิ่งเจี่ยง(陳聖獎) เป็นหัวหน้าช่างเทคนิคโรงงานปลดเกษียณแล้ว พื้นเพเดิมอยู่ทางภาคใต้ของไต้หวัน พูดภาษาฮกเกี้ยนเป็นหลัก เขาบอกว่าการดำเนินโครงการเพราะใจรัก ต้องการให้คุณพ่อซึ่งถนัดภาษาฮกเกี้ยนพูดสื่อสารกับทุกคนได้
การพัฒนาระบบแปลในครั้งนี้มีอุปสรรคหลายประการ เนื่องจากภาษาฮกเกี้ยน เป็นภาษาที่มีฐานข้อมูลเสียงน้อย ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถแปลภาษาฮกเกี้ยนเป็นภาษาอังกฤษมีจำนวนน้อย การฝึก AI มีความยากลำบาก แต่คุณเฉินเผิงเหริน และทีมวิจัยของ Meta ทำการแปลภาษาฮกเกี้ยนเป็นภาษาจีนกลาง จากนั้นจึงแปลภาษาจีนกลางเป็นภาษาอังกฤษ การทำงานแบ่งเป็น 2 ทีม ช่วยกันเทียบคำและฝึก AI ให้เรียนรู้คำศัพท์
ทีมวิจัยของ Meta ยังได้ใช้ละครภาษาฮกเกี้ยน 30,000 ชั่วโมง ซึ่งมีอักษรจีนเป็นซับไตเติล เป็นสื่อในการจัดทำคำศัพท์ศ. หลี่หงอี้ (李宏毅) คณะวิศวกรเครื่องกลไฟฟ้า มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันบอกว่า ตนเองเป็นผู้รับผิดชอบรวบรวมละครในไต้หวัน 1,500 ชั่วโมง แยกสัญญาณเสียง และนำไปเทียบเคียงกับตัวอักษรที่ปรากฏบนหน้าจอ เพื่อให้ AI สามารถเก็บข้อมูลคำศัพท์ภาษาฮกเกี้ยนได้ในเบื้องต้น จากนั้นจะมีการฝึก AI ให้มีความแม่นยำมากขึ้นในการเรียนรู้ภาษา
Meta แถลงว่า 40% ของภาษาทั่วโลกซึ่งมีอยู่กว่า 7,000 ภาษา เป็นภาษาพูดที่ไม่มีตัวเขียนเป็นมาตรฐาน ภาษาฮกเกี้ยนเป็นนิยมใช้ในจีน,ไต้หวัน, สิงคโปร์,มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ทั่วโลกมีผู้พูดภาษาฮกเกี้ยนประมาณ 50 ล้านคน เฉินเผิงเหรินกล่าวว่าทีมวิจัยของเขาได้ทำการพัฒนาเทคโนโลยี AI แปลภาษาพูดที่ไม่มีภาษาเขียนมาตรฐานเป็นภาษาอังกฤษ และแปลเป็นภาษาอื่นๆ ได้โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง
สภาพัฒนาแห่งชาติแถลงว่า จะมีการแถลงรายละเอียดโรดแมประหว่างปี 2026 – 2030 เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ สุทธิเป็นศูนย์ในปี 2050 กรมพลังงานกระทรวงเศรษฐการแถลงว่า จะกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนจนถึงปี 2030 ในส่วนของพลังงานโซลาร์เซลล์ จะมีกำลังผลิตไฟฟ้า 30 GW พลังงานลมนอกชายฝั่ง 13.1 GW ซึ่งจะต้องมีการติดตั้งเพิ่ม ในส่วนของ พลังงานโซลาร์เซลล์ 10 GW มูลค่าลงทุน 6 พันล้านเหรียญไต้หวัน และ พลังงานลมอีก 7.5 GW มูลค่าลงทุน 1.35 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน รวมกัน 1.95 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน (ประมาณ 2.24 ล้านล้านบาท)
ไต้หวันประกาศแผนปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเท่ากับศูนย์ภายในปี 2050 มีการแถลงอย่างเป็นทางการเมื่อ มีนาคม 2022 จะส่งเสริมเทคโนโลยีสำคัญ วิจัยและพัฒนานวตกรรม ยกระดับเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว อันจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวในระลอกใหม่ ในหลักไมล์สำคัญแต่ละช่วง จะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในกิจการสีเขียว สร้างหลักประกันที่เป็นธรรมและการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่น
ไต้หวันอาศัยการยกระดับพลังงาน ยกระดับอุตสาหกรรม ยกระดับการเป็นอยู่ระดับ และสังคม รวม 4 ทิศทาง และดำเนินการบนพื้นฐานสำคัญ 2 ประการคือ การพัฒนาเทคโนโลยี การตรากฎหมาย นอกจากนี้ยังมียุทธศาสตร์สำคัญ 12 ประการ ทางด้านการยกระดับพลังงาน อุตสาหกรรม ความเป็นอยู่ เป็นต้น
เพื่อสอดรับกับโรดแมปการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเท่ากับ 0 ในปี 2050 กระทรวงเศรษฐการกำหนดแผนยุทธศาสตร์พลังงาน ปี 2023 - 2030 ตั้งเป้าหมายเมื่อถึงปี 2030 จะบรรลุเป้าหมายประหยัดพลังงานไฟฟ้า 35,130 ล้านหน่วย ที่พักอาศัยลดการใช้พลังงานสัดส่วน 24% ผู้ประกอบธุรกิจ 27% การใช้ไฟฟ้าใน 2 ภาคส่วนนี้ลดการใช้พลังงานคิดเป็นสัดส่วนรวม 51%
ปี 2030 มาตรฐานตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ที่ใช้พลังงานมากจะมีความเข้มงวดมากที่สุด
เนื่องจากตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศมีการใช้พลังงานไฟฟ้ามากที่สุด กรมพลังงานตั้งเป้าหมายจะใช้มาตรฐานที่เข้มงวดมากขึ้น ในปี 2030 มาตรฐานการสิ้นเปลืองพลังงานที่ยอมรับได้ (MEPS) จะเพิ่มขึ้นเป็นระดับ 3 ผู้ผลิตตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ จะต้องปรับตัวเพื่อให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น ถือเป็นมาตรฐานเข้มงวดที่สุดของโลก ซึ่งโดยปกติ การเลือกซื้อเครื่องไฟฟ้า ประชาชนจะมีการพิจารณาระดับประหยัดพลังงานแบ่งเป็น 5 ระดับ มาตรฐานการสิ้นเปลืองพลังงานระดับ 1 จะประหยัดกระแสไฟฟ้าได้มากที่สุด ปัจจุบันไต้หวันกำหนดให้เครื่องไฟฟ้าในท้องตลาดจะต้องสอดคล้องกับระดับ 5 ถือเป็นระดับพื้นฐานต่ำสุดที่ยอมรับได้ เมื่อถึงในปี 2030 จะปรับเป็นต่ำสุดคือระดับ 3 หมายความว่า ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศระดับ 4 ระดับ 5 จะไม่สามารถวางจำหน่ายได้อีกต่อไป
นอกจากนี้เมื่อถึงปี 2025 หลอดไฟที่จำหน่ายในตลาดจะต้องเป็นแบบ LED ทั้งหมด หลอดฟลูออเรสเซนต์ทยอยออกจากตลาด แหล่งข่าวกระทรวงเศรษฐการเปิดเผยว่า กฎหมายบริหารพลังงานไม่มีการห้ามการจำหน่ายหลอดฟลูออเรสเซนต์ ดังนั้นจะมีการเพิ่มความเข้มงวดประสิทธิภาพของหลอดฟลูออเรสเซนต์ และชักนำให้กิจการปรับเปลี่ยนการผลิตเป็นหลอด LED ขณะนี้หลอด LED จำหน่ายในตลาดมีสัดส่วน 90% สำหรับฐานของไฟก็สามารถใช้ร่วมกันได้ จึงเชื่อว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายหลอดไฟที่วางจำหน่ายในท้องตลาดจะมีแต่หลอด LED
ปี 2025 หลอดไฟที่ขายในท้องตลาดจะเป็นแบบ LED ทั้งหมด
ในด้านการให้เงินอุดหนุนนั้น รัฐบาลมีการกำหนดมาตรการคืนภาษีสรรพสามิตให้กับผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ในส่วนนี้ กระทรวงเศรษฐการจะมีการหารือกับกระทรวง และจะดำเนินมาตรการอุดหนุนผู้ที่เลิกใช้เครื่องอุปกรณ์ส่องสว่างและเครื่องปรับอากาศแบบเก่า
กระทรวงเศรษฐการแถลงว่า ยุทธศาสตร์ประหยัดพลังงานไฟฟ้า 6 ประการ รวม 45 มาตรการ แบ่งเป็น 5 ภาคส่วนครอบคลุม 1) อุตสาหกรรม 2)พาณิชย์กรรมการค้า 3) บ้านพักอาศัย 4) การขนส่ง 5) เทคโนโลยี การประหยัดพลังงานในภาคอุตสาหกรรมสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งคือ 49% สำหรับการค้าและที่พักอาศัย สัดส่วน 51% ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกัน
ITRI ร่วมมือกับ NHRI จัดตั้งคณะทำงาน พัฒนาเทคโนโลยีชีวการแพทย์
สถาบันวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (Industrial Technology Research Institute – ITRI) ร่วมมือกับ สถาบันวิจัยสุขภาพแห่งชาติ (National Health Research Institutes) ลงนามความร่วมมือเทคโนโลยีสุขภาพยั่งยืน จัดตั้งคณะทำงาน 10 ชุด มุ่ง 4 ด้าน พัฒนาเทคโนโลยีชีวการแพทย์ รับมือปี 2025 ไต้หวันเข้าสู่สังคมสูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) การวิจัยเทคโนโลยีสุขภาพแม่นยำคือความร่วมมือที่สำคัญ คาดหวังร่วมทุนกันทางด้านชีวการแพทย์และ ICT เพื่อให้เป็นอุตสาหกรรมมูลค่าสูงทะลุหลักล้านๆ เหรียญไต้หวัน
สือโฉงเหลียง (石崇良) รมช. กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยว่า สถาบันวิจัยสุขภาพแห่งชาติพัฒนาวัคซีนอย่างรวดเร็วและมีการจัดตั้งฐานข้อมูลสายพันธุ์เชื้อโรค เป็นคลังสมอง และคอยหนุนหลัง เพื่อการพัฒนาวัคซีน การตรวจสแกนโรค ยารักษาโรค ทางด้าน ITRI ได้มีการร่วมมือกับผู้ประกอบการและนักวิชาการกิจการ คาดว่ายุคหลังผ่านการระบาดโรคโควิด-19 จะมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการผลิตสินค้าในเชิงพาณิชย์อย่างรวดเร็วทางด้านการแพทย์แม่นยำ และชีวการแพทย์
ชิวฉิวหุ้ย (邱求慧) ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีกระทรวงเศรษฐการชี้ว่า ITRI คือผู้ที่คอยขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันกิจการนวัตกรรมของไต้หวัน สถาบันวิจัยสุขภาพแห่งชาติคือผู้ที่เป็นคลังสมองสำคัญทางด้านการวางแผนนโยบายการแพทย์และสาธารณสุข สองฝ่ายมีพื้นฐานการร่วมมือที่ดีระหว่างกันอยู่แล้ว จะทำให้การประสานชีวการแพทย์ และ ICT มีผลสำเร็จแบบทวีคูณ ทำให้มูลค่าตลาดชีวการแพทย์ของไต้หวันเพิ่มขึ้นทะลุล้านล้านเหรียญไต้หวัน จากปัจจุบัน 700,000 ล้านเหรียญไต้หวัน
จางเผยเหริน (張培仁) รองผู้อำนวยการ ITRI บอกว่า ทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ตามสถิติของยุโรป หากผู้สูงวัยมีสุขภาพ จะทำให้ค่าใช้จ่ายการแพทย์ต่อ GDP อยู่ในสัดส่วนต่ำ เป็นตัวอย่างสำหรับไต้หวันในการแก้ปัญหาเมื่อเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ สองสถาบันร่วมมือกันโดยอาศัยเทคโนโลยี AI, Big Data ในการประยุกต์ด้านการแพทย์ เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลรักษา
เหลียงเกิงอี้ (梁賡義) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสุขภาพแห่งชาติบอกว่า เรื่องของสุขอนามัย การแพทย์ และเภสัชกรรมของประเทศมีความเกี่ยวพันในหลายแขนง ทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึก มีความจำเป็นต้องทำงานข้ามกระทรวง และมีความจำเป็นต้องประสานกันทางวิชาการ สถาบันทั้งสองมีการหารือและแลกเปลี่ยนความเห็นโดยบุคลากร จะสามารถมุ่งเข้าสู่มุมมองใหม่เพื่อแก้ปัญหาและเป็นการผลักดันความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยในการลงนามความตกลงระหว่าง ITRI และสถาบันวิจัยสุขภาพแห่งชาติจะมีการประสานความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีและการวิจัย เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตในเชิงพาณิชย์ จะมุ่งการวิจัยพัฒนา รวม 10 แขนงคือ 1) วัคซีน ผลิตภัณฑ์ยาชีวภาพ และผลิตภัณฑ์กรดนิวคลีอิก 2) วิศวกรรมชีวการแพทย์และเทคโนโลยีระดับนาโน 3) Regenerative Medicine หรือเวชศาสตร์เพื่อการฟื้นฟู 4) โมเดลธุรกิจข้อมูลสุขภาพ 5) Big Data กับบริการทางการแพทย์และสุขภาพ 6) การเพิ่มความสามารถการทำงานของกลุ่มวัยกลางคนและสูงอายุ 7) หุ่นยนต์งานบริการ 8) การปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเท่ากับ 0 ด้านชีวการแพทย์ 9) การประยุกต์รูปแบบการรักษาสุขภาพโดยใช้ AI 10) การรักษาข้อมูลส่วนบุคคลและความปลอดภัยข้อมูล
From the publisher's feed
เรื่องราวเทคโนโลยี ชีวิตความเป็นอยู่ที่ทันสมัยในไต้หวัน ติดตามได้ในรายการ ไต้หวัน Hi-Tech