
Sign up to save your podcasts
Or


เฟซบุ๊กยังคงเป็นโซเชียลมีเดียยอดนิยมที่สุดในไต้หวัน
โซเชียลมีเดียกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคนยุคใหม่ บริษัทที่ปรึกษาการตลาด PILOT GROUP ร่วมมือกับ OpView รายงานความนิยมสื่อโซเชียลมีเดียในไต้หวัน ระบุว่า แม้จำนวนผู้ใช้ FB ทั่วโลกในแต่ละวันจะมีจำนวนลดลงและกลุ่มผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงวัย (สว.) แต่ผลการสำรวจในไต้หวันชี้ว่า FB ยังคงเป็นสื่อโซเชียลมีเดียที่ผู้คนนิยมมากที่สุด ในปี 2021 มีจำนวนการปฏิสัมพันธ์บน FB 700 ล้านครั้ง มากที่สุดในบรรดา 5 สื่อโซเชียลหลักในไต้หวัน ซึ่งประกอบด้วย FB, PTT, YouTube, Dcard, instagram
อย่างไรก็ตาม Dcard มีอัตราการเติบโตสูงสุด ในปี 2021 มีจำนวน 34 ล้าน comments เพิ่มขึ้น 34.4% เนื่องจากในภาวะโรคโควิด-19 ระบาด มีผู้เข้าไปใน Dcard สอบถามเกี่ยวกับการดูแลเด็กเพิ่มขึ้น อีกทั้งผู้ประกอบการจัดกิจกรรมชิงรางวัลมากในปี 2021
ในปี 2021 ผู้ใช้สื่อโซเชียลมีเดียในไต้หวันมีความสนใจเรื่องราวที่แตกต่างกัน กลุ่มผู้นิยม FB สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับอาหาร เครื่องสำอาง ผู้ใช้ PTT จะสนใจด้านการแพทย์ กีฬา อุปกรณ์ 3C (เครื่องไฟฟ้าและไฟฟ้าอิเล็กทรอนิคส์) สื่อ YouTube กลายเป็นช่องทางถ่ายทอดสดของรายการข่าวทีวี (ช่องข่าวของสถานโทรทัศน์ได้พากัน Live ผ่านทาง YouTube) ผู้ชม YouTube สนใจเรื่องโรคระบาดมากที่สุด ผู้ใช้ Dcard สนใจเรื่องโอลิมปิกโตเกียวเกม ภาวะโรคระบาด เรื่องการตั้งครรภ์ การดูแลเด็ก ปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้ และ กลุ่มผู้ใช้ Instagram ชอบเรื่องการแพทย์ กีฬา เช่นโอลิมปิกโตเกียวเกม เป็นต้น
นาข้าวอัจฉริยะ
ในภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสร้างผลกระทบและความเสียหายต่อการเกษตรรุนแรงขึ้น การปลูกข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักของชาวไต้หวัน ตามสถิติระบุว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การปลูกข้าวของไต้หวันได้รับผลกระทบจากดินฟ้าอากาศคิดเป็นมูลค่าเกือบ 10,000 ล้านเหรียญไต้หวัน ซึ่งการปลูกข้าวแบบดั้งเดิมจะต้องอาศัยความชำนาญของเกษตรกรในการดูสภาพต่างๆ ด้วยตาและตัดสินใจแก้ไขด้วยประสบการณ์
ไต้หวันเผชิญกับภาวะขาดแคลนแรงงาน ส่งผลต่อการผลิตข้าวถดถอย
นอกจากนี้ ในปัจจุบันไต้หวันกำลังเผชิญกับภาวะประชากรสูงวัยและการมีบุตรน้อย จำนวนผู้ยึดอาชีพเกษตรกร การทำนาลดลง อีกทั้งเกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน ประกอบกับเกษตรกรรุ่นใหม่ขาดความรู้ความชำนาญ ส่งผลต่อการผลิตข้าวของไต้หวันอยู่ในภาวะถดถอย จึงต้องอาศัยเทคโนโลยี ICT(Information and Communication Technology) ประสานกับอุปกรณ์ตรวจวัดและอุปกรณ์เซ็นเซอร์ เครื่องจักรการเกษตร พัฒนาเป็นนาข้าวอัจฉริยะ มีการควบคุมการผลิต โดยใช้โดรนถ่ายภาพเก็บข้อมูลเพื่อวิเคราะห์และบริหารจัดการนาข้าว ติดตามสภาพนาข้าวได้อย่างแม่นยำ เป็นการประหยัดแรงงาน ประหยัดเวลาเพิ่มประสิทธิภาพ การพัฒนาการเกษตรอัจฉริยะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเร่งด่วน
ไต้หวันเผชิญกับภาวะขาดแคลนแรงงาน จำเป็นต้องพัฒนาเป็นนาข้าวอัจฉริยะ
การพัฒนานาข้าวอัจฉริยะของไต้หวัน แบ่งย่อยเป็นระบบต่างๆ ได้แก่ ระบบการขนส่งต้นกล้า การหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวเคลือบผงเหล็ก บริหารจัดการป้องกันแมลง การตรวจดูนาข้าวการจัดการน้ำ และการให้ปุ๋ย การเก็บเกี่ยว การบริหารยุ้งข้าว ได้ใช้ระบบเทคโนโลยีอัจฉริยะจนประสบความสำเร็จ การปลูกข้าวในไต้หวันส่วนใหญ่ยังใช้วิธีการเพาะต้นกล้า แล้วจึงย้ายไปปลูกในนาข้าว กระบวนการเพาะต้นกล้าแม้ว่าจะมีการใช้เครื่องจักรใช้อัตโนมัติและใช้สายพานลำเลียง แต่ในขั้นตอนการนำกระบะเมล็ดพันธุ์ข้าววางบนแปลงดิน เพื่อเพาะให้งอกเป็นต้นกล้าจนเติบโตได้ขนาดแล้ว จะต้องทำการเก็บต้นกล้าในกระบะโดยม้วนให้กลายเป็นแท่งกลม แล้วจึงยกวางขึ้นบนสายพานเพื่อลำเลียงส่งไปใช้ปักดำในนาข้าวต่อไป กระบวนการที่กล่าวมานี้ต้องอาศัยแรงงานคน ในภาวะที่ไต้หวันขาดแคลนแรงงาน คณะกรรมการการเกษตรจึงได้พัฒนาแขนกลหยิบจับเพื่อทำให้ขั้นตอนต่างๆ ดำเนินไปโดยอัตโนมัติ ในอนาคตการทำงานในแปลงต้นกล้า เกษตรกรเพียงคนเดียวก็สามารถทำหน้าที่คุมเครื่องจักรได้เอง กระบวนการทุกอย่างจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องใช้กำลังคนก้มๆ เงยๆ อีกต่อไป ประหยัดคน ประหยัดเวลา และมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยม
ไต้หวันวิจัยพัฒนาแขนกล ใช้หยิบจับในกระบวนการเพาะต้นกล้า
การเข้ามาของเทคโนโลยีส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
เทคโนโลยีช่วยให้ผู้คนเข้าถึงข้อมูลบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การสอน การสั่งซื้อสินค้า การใช้บริการทางการเงิน หรือแม้แต่การยืมหนังสือในห้องสมุด ซึ่งสามารถดำเนินการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงทุกที่ ทุกเวลา โดยผ่านอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ,แท็บเล็ต,คอมพิวเตอร์ หรือผ่านทางแอปพลิเคชันต่างๆ อย่างเมื่อก่อนผู้ใช้บริการจะเข้าห้องสมุดเพื่อนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ หรือยืมหนังสือเป็นเล่มๆ ออกจากห้องสมุด แต่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทและอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันมากขึ้น ผู้ใช้บริการจึงมีทางเลือกในการสืบค้นข้อมูลจากสื่อดิจิทัล เช่น หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book)ได้ง่ายขึ้น
หอสมุดแห่งชาติไต้หวันแถลงว่า การยืม E-Book ในปี 2020 มีจำนวน 210,000 เล่ม ปี 2021 เพิ่มขึ้นเป็น 680,000 เล่ม ถือว่าแซงหน้าหนังสือกระดาษเป็นครั้งแรก หัวข้อที่ชอบได้แก่ การพัฒนาตนเอง,ภาวะต่างประเทศ,การตลาด,การบริหารธุรกิจ ซึ่งในปี 2021 ที่ผ่านมา เนื่องจากไต้หวันดำเนินมาตรการป้องกันโรคระบาดระดับ 3 หอสมุดแห่งชาติไต้หวันเปิดบริการน้อยกว่าปี 2020 จำนวน 28 วัน มีผู้เข้ารับบริการ 1.01 ล้านคน เทียบกับปีก่อนหน้าลดลง 770,000 คน
หลี่ซิ่วฟ่ง (李秀鳳) ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติไต้หวันบอกว่า ผู้คนไปใช้บริการที่หอสมุดลดลง ทำให้การยืมหนังสือกระดาษลดลงเกือบ 300,000 เล่ม ยืมเพียง 469,004 เล่ม ลดลง 38.91% อย่างไรก็ตาม ความต้องการอ่านของประชาชนไม่ได้ลดลง เพียงแต่ว่ารูปแบบการอ่านหนังสือเปลี่ยนจากการยืมหนังสือกระดาษกลายเป็นยืม E-Book ซึ่งการยืม E-Book มีจำนวนมากถึง 679,090 เล่ม เพิ่มขึ้น 44.68% เทียบกับปี 2019 ถือว่าเติบโตมากถึง 3 เท่า และแซงหน้าหนังสือกระดาษเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ การสมัครเป็นสมาชิกผ่านห้องสมุดเสมือนจริง (Virtual) ได้รับความนิยมมากขึ้น ในปี 2021 มีผู้สมัครเป็นสมาชิกเพิ่ม 25,334 คน
ทีมวิจัยคณะวิศวกรรมเครื่องจักรกลไฟฟ้า มหาวิทยาลัยแห่งชาติเฉิงกง(National Cheng Kung University:NCKU) ซึ่งตั้งอยู่ที่นครไถหนาน ทางภาคใต้ของไต้หวัน ประดิษฐ์ดาวเทียม ขนาดเล็ก IRIS-A ยิงเข้าสู่วงโคจร เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2022 โดยจรวจ Falcon 9 ที่รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา อยู่ที่ระดับความสูง 500 กว่ากิโลเมตร
ม. เฉิงกง แถลงข่าวในวันที่ 27 มกราคม 2022 ว่า ทีมนักศึกษาภายใต้การดูแลของ ศ. จวงจื้อชิง (莊智清) สาขาวิศวกรรมเครื่องกลไฟฟ้า ได้ประดิษฐ์ดาวเทียมน้ำหนัก 2 กิโลกรัม กว้าง ยาว สูง 10cm x 10cm x 20 cm เป็นโครงการต่อเนื่องจากดาวเทียมขนาดเล็ก Phoenix ที่ประสบความสำเร็จในการยิงเข้าสู่วงโคจรเมื่อปี 2017 ทั้งนี้ ดาวเทียม Phoenix ใช้งานตั้งแต่ปี 2017 หลังจากใช้งานเป็นเวลา 2 ปี ได้หยุดใช้งานเมื่อปี 2019 ทางมหาวิทยาลัยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ของไต้หวัน จึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาดาวเทียมต่อเนื่อง สร้างดาวเทียมขนาดเล็ก IRIS มีชื่อเต็ม Intelligent Remote sensing and Internet Satellite เป็นดาวเทียมอัจฉริยะควบคุมจากระยะไกล มีความสามารถสนับสนุนการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตสรรพสิ่ง (IoT) ซึ่งโครงการดาวเทียม IRIS ประกอบด้วยดาวเทียม 3 ดวง โดยดวงแรกประสบความสำเร็จในการยิงเข้าสู่วงโคจรและเชื่อมต่อมายังภาคพื้นโลก แสดงให้เห็นว่าระบบดาวเทียมที่พัฒนาขึ้นและฟังก์ชันการทำงานต่างๆ มีความสุกงอมใช้งานได้จริง คาดว่าดาวเทียม IRIS จะมีอายุการใช้งานนาน 6-7 ปี
ทีมวิจัยคณะวิศวกรรมเครื่องจักรกลไฟฟ้า ม.เฉิงกง นำโดย ศ.จวงจื้องชิง(ภาพกลาง)
ศ. จวง บอกด้วยว่า การพัฒนาดาวเทียมขนาดเล็กมีข้อดีคือ สร้างสำเร็จได้ในเวลาสั้นและมีความยืดหยุ่นในการใช้งาน มีส่วนช่วยในการพัฒนาการสื่อสารระบบดาวเทียมเชื่อมต่อกับเขตชนบทห่างไกล ในทะเล และยังสามารถใช้ในการช่วยเหลือกู้ภัยการติดตามคนและสิ่งของ เป็นต้น ประยุกต์ใช้งานได้อย่างไร้ขีดจำกัด ทำให้การเชื่อมต่อระบบสื่อสารโทรคมนาคมมีความราบรื่นไร้รอยตะเข็บ
ดาวเทียม IRIS ที่ยิงเข้าสู่วงโคจรเคลื่อนตัวแบบวงโคจรสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์ (Sun Synchronous Orbit : SSO) การเคลื่อนมาอยู่เหนือน่านฟ้าไต้หวันไม่มีกำหนดเวลาประจำ แต่สามารถคำนวณเวลาที่จะเคลื่อนตัวมาถึงได้ และจะเคลื่อนผ่านสถานีภาคพื้นดินวิทยาเขตกุยเหริน (歸仁) ของ ม. เฉิงกง วันละ 4 ครั้ง ซึ่งขณะนี้ ทางทีมวิจัยกำลังพัฒนา IRIS –B และ IRIS-C เป็นลำดับต่อไป คาดว่าจะยิงเข้าสู่วงโคจรในปี 2023 โดยวัตถุประสงค์การพัฒนาดาวเทียม IRIS-B เพื่อจัดการข้อมูลกาการวิเคราะห์และจดจำภาพประสานกับ AI ส่วน IRIC-C จะเน้นการพัฒนาทดสอบสมรรถนะแท้จริงของอปุกรณ์และชิ้นส่วนต่างๆ ในสภาวะไร้น้ำหนักขณะอยู่ในอวกาศ
ชิ้นส่วน IRIS-A ก่อนการติดตั้ง
ไต้หวันพัฒนาแผ่นชิป AI ทำให้โดรนบินได้เองราวกับแมลงวัน
ทีมวิจัย มหาวิทยาลัยชิงหัว (National Tsing Hua University) ประสานการวิจัยข้ามสาขาระหว่างเครื่องกลกับชีววิทยาสร้างแผ่นชิป AI เลียนแบบประสาทการมองของแมลงวันผลไม้ ทำให้โดรนบินได้เองราวกับแมลงวัน สำหรับโดรนที่ติดตั้งกล้องถ่ายรูปทำงานร่วมกับแผ่นชิปดังกล่าว สามารถจำแนกวัตถุสิ่งของ หลบหลีกสิ่งกีดขวางได้ในขณะบินด้วยความเร็วสูง ในอนาคตจะประยุกต์ใช้ในการกู้ภัยและใช้ในระบบการควบคุมอัจฉริยะ เป็นต้น
ศ. เจิ้งกุ้ยจง (鄭桂忠) คณะวิศวกรรมเครื่องกลไฟฟ้า แถลงในวันที่ 27 มกราคม 2022 ว่า ปัจจุบันการมองภาพเคลื่อนไหวของคอมพิวเตอร์ (Computer Vision) จะต้องอาศัยการถ่ายภาพนิ่งหลายภาพติดต่อกัน จากนั้นส่งเข้าระบบประมวลผลในคอมพิวเตอร์ ที่มี Big Data ภาพถ่ายจำนวนมหาศาล เพื่อการวิเคราะห์ภาพ จึงไม่เหมาะที่จะติดตั้งในโดรน เพราะคอมพิวเตอร์แบบนี้มีน้ำหนักมาก ทำให้โดรนเคลื่อนตัวช้า สิ้นเปลืองพลังงานมาก จึงบินได้ไม่ไกล
ทีมวิจัย ม.ชิงหัว พัฒนาแผ่นชิป AI ทำให้โดรนบินได้เองราวกับแมลงวัน
เพื่อทลายขีดจำกัดดังกล่าว ทีมวิจัยของ ม. ชิงหัว นำโดย ศ. เจิ้งกุ้ยจง ได้ร่วมมือกับ ศ. หลัวจงเฉวียน(羅中泉) คณะชีววิทยา ประสบความสำเร็จเบื้องต้นในการผลิตแผ่นชิป AI เลียนแบบประสาทการมองของแมลงวันผลไม้ ศ. หลัวจงเฉวียนเป็นผู้ค้นคว้าวิจัยการมองของแมลงบอกว่า การวิจัยระบบประสาทของแมลงวันผลไม้ตัวเล็กๆ หรือผึ้ง พบว่าพวกมันใช้หลักการเดินทางของแสง หรือ Optical Flow Method ทำให้รู้ทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ รู้ระยะห่างระยะใกล้-ไกล และรู้ความเร็วในการเคลื่อนไหว ด้วยการจับภาพเค้าโครงร่างรูปทรงเรขาคณิตของสิ่งต่างๆ เพื่อทำการจำแนกสิ่งกีดขวาง
ศ.เจิ้งกุ้ยจงยังบอกด้วยว่า แผ่นชิปที่ประดิษฐ์ขึ้น ได้ใช้วิธีการประมวลผลโดยเลียนแบบเครือข่ายประสาทสมองของแมลงวันผลไม้ โดยขจัดสิ่งที่ไม่จำเป็น เช่น การกำหนดดัชนีถ่วงน้ำหนักภาพฉากหลักเป็น 0 จึงทำให้ทีมวิจัยจึงมีความสำเร็จก้าวหน้าอย่างมากในการค้นคว้าวิจัย computer vision ที่ประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งประหยัดพลังงานอีกด้วย ซึ่งในอนาคตทางทีมวิจัยคาดหวังว่า จะนำเทคโนโลยีใหม่นี้ไปสู่การผลิตโดรนที่มีขนาดเล็กเท่ากับตัวผึ้ง บินไปช่วยเหลือกู้ภัยในเวลาเกิดแผ่นดินไหว เข้าไปช่วยเหลือค้นหามนุษย์ได้ อีกทั้งพัฒนาเป็นโดรนที่อำพรางตัวได้อีกด้วย
ไต้หวันไฮเทค -01 ก.พ. 65- ไต้หวันทุ่ม 12,600 ล้าน NT$ จัดตั้งระบบขนส่งควบคุณอุณหภูมิ ตั้งเป้าสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่เสร็จภายใน 2 ปี
รัฐบาลไต้หวันผลักดันการจัดตั้งระบบ cold chain logistics เพื่อการขนส่งอาหารและจัดเก็บผลิตผลพืช ปศุสัตว์และสัตว์น้ำแบบอุณหภูมิต่ำ ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ทุ่มงบประมาณ 12 ,600 ล้านเหรียญไต้หวัน ตั้งเป้าก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่เสร็จภายใน 2 ปี
คณะกรรมการการเกษตรวางแผนสามารถสร้างศูนย์กลางสาธารณูปโภคประกอบด้วยศูนย์โลจิสติกส์ต้นแบบ 2 แห่งสำหรับการส่งออก จะใช้ในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมการผลิตเพื่อส่งออกโดยเฉพาะ และสร้างศูนย์โลจิสติกส์ระดับท้องถิ่นอีก 5 แห่ง
นรม. ซูเจินชาง ไต้หวันเรียกร้องให้เร่งดำเนินโครงการ นรม. กล่าวว่าการจัดตั้งระบบ cold chain logistics เป็นการวางแผนระบบการจัดเก็บและขนส่ง ตั้งแต่ถิ่นผลิต จุดรวบรวมสินค้า การคัดเกรดการบรรจุ การเคลื่อนย้ายจนถึงมือผู้บริโภค จะเป็นการรักษาคุณภาพความสดลดความสูญเสีย เพิ่มอัตราของดีที่ขายได้ และช่วยปรับสมดุลการผลิตการจำหน่าย และยังเป็นประโยชน์ต่อการสำรองอาหารของประเทศ เป็นการพลิกโฉมการพัฒนาการเกษตรของไต้หวัน เช่น ในการส่งออกผลไม้ จะต้องผ่านกระบวนการการตรวจสอบคุณภาพและการตรวจกักกันศัตรูพืช โดยปกติจะเกิดความสูญเสียน 25% หากมีการจัดตั้ง cold chain logistics จะลดความเสียได้ อัตราของดีเพื่อการส่งออกจะเพิ่มจาก 75% เป็น 98% จะเป็นประโยชน์ต่อการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงด้านอาหารในประเทศ โดยระยะเวลาสำรองผลิตผลพืช ปศุสัตว์ จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เดือน สัตว์น้ำจะเพิ่มขึ้นเป็น 6 เดือน
เกาะติดกระแสโลก ม. Taipei Tech จัดตั้ง ศูนย์วิจัยพัฒนาเมตาเวิร์ส XR
เมตาเวิร์สกำลังเป็นกระแสร้อนแรงของโลก มหาวิทยาลัย Taipei Tech (National Taipei University of Technology) จัดตั้งศูนย์วิจัยพัฒนาเมตาเวิร์ส์แห่งแรกในไต้หวัน ศูนย์วิจัยพัฒนาเมตาเวิร์ส XR (元宇宙XR研發中心)
XR คืออะไร XR หรือ Extended Reality เป็นคำศัพท์ในเทคโนโลยี Reality หมายถึงส่วนขยายของความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นความจริงเสมือนหรือความจริงในโลกจริงก็ตาม XR เป็นการผสมผสานสิ่งแวดล้อมต่างๆ ผู้ใช้สามารถจะเชื่อมต่อข้อมูลกับเครือข่ายและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้คนอื่นๆ ได้ ผสมผสานทั้งความสามารถของ AR+VR และ MR เข้าด้วยกัน โดยที่ XR ยังอยู่ในขั้นตอนพัฒนา สามารถประยุกต์ใช้งานได้ทั้งในด้านอุตสาหกรรม การศึกษา การทหาร สุขภาพ ท่องเที่ยว และความบันเทิง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งใน เมตาเวิร์ส ด้วย
เฉาเสี่ยวเยว่ (曹筱玥) คณบดี คณะออกแบบการปฏิสัมพันธ์ (Interaction Design) ม. Taiperi Tech เป็นแกนนำในการจัดตั้ง ประสานกับอาจารย์คณะวิศวกรรมไอที และวิทยาลัยการออกแบบ รวมทั้งภาคเอกชนคือ Meta, BenQ, Yahoo, MoonShine Animation, Speed 3D Inc. เป็นต้น ร่วมกันกำหนดหัวข้อและออกแบบหลักสูตร เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้ ขบคิดในหลายมุมมอง ในการประยุกต์สร้างสรรค์นวตกรรมในวงการเมตาเวิร์ส
เฉาเสี่ยวเยว่กล่าวว่า การจัดตั้งศูนย์วิจัยพัฒนาเมตาเวิร์ส เน้นการพัฒนาซอฟต์แวร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว การสร้างภาวะจำลอง VR/AR ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ ภาพ 3D เป็นต้น ปัจจุบัน กำลังดำเนินโครงการพัฒนาระบบท่องเที่ยวอัจฉริยะร่วมกับเมืองมาจู่ ยังได้สร้างคอนเทนต์ให้แก่สำนักงานคอนเทนต์สร้างสรรค์ไต้หวัน ดำเนินโครงการร่วมกับนักออกแบบและศิลปินที่เป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัย ในรูปแบบ NFT
การใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์อัตโนมัติในยุ้งข้าว เพิ่มประสิทธิภาพ ประหยัดแรงงาน
หลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้วจะต้องผ่านการอบแห้ง เคลื่อนย้าย เก็บข้าวเข้ายุ้ง นำข้าวเปลือกออกมาสี กระบวนการต่างๆ ต้องใช้กำลังแรงงานมาก ยังมีปัญหาข้าวที่เก็บเกี่ยวแล้วหากอบแห้งไม่ทันจะกระทบต่อคุณภาพ ตั้งแต่ปี 1990 คณะกรรมการการเกษตรของไต้หวัน ได้เริ่มส่งเสริมการใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์อัตโนมัติในการเก็บเกี่ยว อบข้าวและเก็บข้าวเข้ายุ้ง รวมทั้งการจัดสร้างไซโลอุณหภูมิต่ำซึ่งมีการติดตั้งอุปกรณ์เคลื่อนย้ายอัตโนมัติ ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาสิ้นสุดปี 2020 ได้อุดหนุนเกษตรกรจัดหาอุปกรณ์ต่างๆ คำนวณเทียบเคียงการใช้แรงงาน เท่ากับประหยัดแรงงานสะสม 29,000 คน เพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างมาก ทั้งนี้ ตั้งแต่ยุคปี 1980โครงสร้างเศรษฐกิจไต้หวันเปลี่ยนแปลงแรงงานภาคการเกษตรย้ายเข้าสู่อุตสาหกรรมจนเกิดภาวะขาดแคลนแรงงานทำการเกษตร ปัจจุบันเกษตรกรเข้าสู่ภาวะวัยชรา ปัญหาการขาดแคลนแรงงานหนักหน่วงมากขึ้น กรมเกษตรและอาหารไต้หวันแก้ปัญหาด้วยการรับซื้อข้าวความชื้นสูง ตั้งแต่ฤดูกาลที่ 2 ปี 2021 เกษตรกรส่งมอบข้าวได้ทันทีหลังเก็บเกี่ยวจากนั้นรัฐบาลจะทำการอบแห้งเอง เป็นการลดภาระให้แก่เกษตรกร อย่างไรก็ตาม เกษตรที่ต้องการเก็บข้าวเปลือกไว้ในยุ้งของตนเองยังคงมีปัญหาอบแห้งไม่ทัน ทางการไต้หวันจึงส่งเสริมให้เกษตรกรจัดหาเครื่องอบข้าวอัตโนมัติด้วย
การใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์อัตโนมัติในยุ้งข้าว เพิ่มประสิทธิภาพ ประหยัดแรงงาน
กรมเกษตรและอาหารได้ทำการปรับปรุงระบบยุ้งข้าวอัตโนมัติ เพื่อลดกำลังแรงงาน ยกระดับคุณภาพข้าว กระบวนการทั้งหมดดำเนินการภายใต้หลักการข้าวเปลือกไม่แตะสัมผัสพื้น จะไม่มีขั้นตอนของการวางกองข้าวเปลือกไว้บนพื้นดินเลย ทางการไต้หวันดำเนินการอย่างยืดหยุ่นในการช่วยเหลือเกษตรกรจัดอุปกรณ์ ตามสภาพความเหมาะสมของการใช้งาน เริ่มตั้งแต่การช่วยจัดหาอุปกรณ์กะเทาะข้าวเปลือก อุปกรณ์อบแห้ง จนกระทั่งเก็บเข้าไซโลอุณหภูมิต่ำ นอกจากนี้ยังได้ดำเนินตามนโยบายประหยัดพลังงานลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จัดสร้างเตาเผาแกลบเพิ่มขึ้น เป็นเตาเผาแกลบที่ใช้ในการอบข้าวได้ด้วย ทั้งนี้ อุปกรณ์อบข้าวเปลือกแบบเก่าใช้น้ำมันดีเซล เตาเผาแกลบที่ดัดแปลงเป็นอุปกรณ์อบข้าวเปลือก เป็นการใช้แกลบซึ่งเป็นผลพลอยได้หลังการสีข้าวมาใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่ออบข้าวเปลือก ลดการใช้น้ำมันดีเซล เป็นการลดต้นทุนและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ไต้หวันพัฒนา AI+HI เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ยกระดับการผลิต
การประยุกต์ปัญญาประดิษฐ์ AI ในภาคบริการและการผลิตมีความแพร่หลายมากขึ้น ในภาวะไต้หวันขาดแคลนแรงงานโดยเฉพาะในภาคการเกษตรที่ขาดแคลนหนักหน่วง สถาบันอุตสาหกรรมสารสนเทศ (Institute for Information Industry:III) ของไต้หวันได้พัฒนาการประยุกต์ใช้ AI ที่มีความทันสมัยมากขึ้น หวังว่าจะช่วยเหลือภาคการเกษตรของไต้หวันสร้างโอกาสธุรกิจที่มากขึ้น และด้วยแนวความคิดเช่นนี้ ทีมวิจัยพัฒนา III ได้ทำการวิจัย AI + HI (Human Intelligent) ได้นำเอาเทคโนโลยี AI ผสมผสานกับความรู้ประสบการณ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่สะสมมาตั้งแต่ดั้งเดิม ยกระดับการผลิตสัตว์น้ำแบบดั้งเดิมให้ทันสมัย สอดคล้องกับการส่งเสริมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคู่กับการผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยรอบด้าน
การใช้หุ่นยนต์ AI + เทคโนโลยีชีวภาพเป็นแนวโน้มทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 ตอบสนองเศรษฐกิจโลกในยุคใหม่ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ดังเช่น Klaus Schwab ผู้ก่อตั้งและประธาน world economic forum (WEF) ก็เคยกล่าวว่า แต่ละประเทศจะต้องหาทางยกระดับแรงงาน
ภาคการผลิตของไต้หวันมีความจำเป็นต้องยกระดับเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเร่งด่วน โดยจะต้องรวบรวมความรู้ของช่างเทคนิคให้กลายเป็นรูปแบบดิจิทัล พัฒนาเป็น AI เปรียบเสมือนเป็นช่างฝีมือสูงและมีชำนาญงานในระบบดิจิทัล อันจะเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนผู้สืบทอดความรู้ทั้งในด้านการเกษตร/การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นการยกระดับการเกษตรแบบดั้งเดิมให้กลายเป็นการเกษตรในเชิงเทคโนโลยี การก๊อปปี้ความสามารถและประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญเป็นรูปแบบหนึ่งในการแก้ปัญหายกระดับการผลิตและเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรม
ไต้หวันสนับสนุนอุตสาหกรรมอวกาศและดาวเทียมวงโคจรต่ำ ส่งเสริม 5 โครงการ 10 บริษัท
ไต้หวันส่งเสริม 5 โครงการ 10 บริษัท เสริมความแข็งแกร่งของในการออกแบบและผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์การรับสัญญาณดาวเทียมภาคพื้นดิน โดยเฉพาะในส่วนของระบบย่อย (sub-systems) ในระยะแรกโครงการ B5G จะเน้นการผลิตอุปกรณ์สำหรับครัวเรือนและรถยนต์ ในระยะต่อไปจะขยายเข้าสู่อุปกรณ์สื่อสารดาวเทียมสำหรับเรือและเรือและเครื่องบินเป็นเป้าหมายระยะกลาง บริษัททั้ง 10 ประกอบด้วย Auden Techno Corp., Universal Microwave Technology, Asia Vital Components Co., Elite Material Co., Rapidtek Technologies, Alpha Networks, Taiwan Union Technology Corp., Gold Circuit Electronics. รวมทั้งบริษัทสตาร์ทอัพหน้าใหม่ Tron Future Tech และผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์แกลเลี่ยม (GaAs) รายใหญ่ที่สุดของโลก Win Semiconductors ร่วมโครงการด้วย นอกจากนี้ ผู้ประกอบธุรกิจดาวเทียมวงโคจรต่ำยักษ์ใหญ่ระดับโลก OneWeb , Kymeta และ Aerkomm ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับไต้หวันผ่านทางวีดีโอเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564 พัฒนาอุตสาหกรรมร่วมกันด้วย
ตามข้อมูล Satellite Industry Association (SIA) ปี 2020 มูลค่าอุตสาหกรรมดาวเทียมทั่วโลก 270,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คาดว่าถึงปี 2030 มูลค่าสูงถึง 370,600 ดอลลาร์สหรัฐ SIA ทำการวิเคราะห์แยกย่อย อุปกรณ์การรับสัญญาณภาคพื้นดินมีสัดส่วน 48% ในปี 2020 มูลค่าธุรกิจ 135,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในจำนวนนี้ระบบดาวเทียมนำทางทั่วโลก 103,400 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ทีวีดาวเทียมที่ไต้หวันมีความชำนาญและครองส่วนแบ่งตลาดสูงมีมูลค่า 17,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ และอุปกรณ์อินเทอร์เน็ต (รีซีฟเวอร์และเกตเวย์) 14,400 ดอลลาร์สหรัฐฯ
ผู้ประกอบการไต้หวันเล็งเห็นโอกาสธุรกิจ รุกเข้าสู่การผลิตอุปกรณ์สื่อสารการรับสัญญานอินเตอร์เน็ตภาคพื้นดินที่ใช้ครัวเรือนและรถยนต์มูลค่าธุรกิจปีละ 31,900 ดอลลาร์สหรัฐฯ เกือบ 900 000 เหรียญไต้หวัน กล่าวได้ว่า ผู้ผลิตในไต้หวันได้อยู่ในห่วงโซ่การผลิตอุตสาหกรรมดาวเทียมวงโคจรต่ำแล้ว โดยในปี 2022 จะทยอยส่งมอบสินค้าให้กับ SpaceX、OneWeb และ Kymeta คาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ซึ่งโครงการอุตสาหกรรมอวกาศระยะที่ 3 ของรัฐบาลไต้หวัน ตั้งเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศ 4 ประการ ได้แก่ การผลิตดาวเทียม ระบบคลื่นภาคพื้นดิน บริการยิงดาวเทียม และดาวเทียมสื่อสาร โดยจะสร้างห่วงโซ่การผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่สำคัญ ไต้หวันยังมีโครงการที่จะผลิตดาวเทียม 10 ดวง ก่อนปี 2028 โดยจะลงทุน 25,000 ล้านเหรียญไต้หวัน คาดว่าดาวเทียมวงโคจรต่ำดวงแรกจะเสร็จในปี 2025
From the publisher's feed
เรื่องราวเทคโนโลยี ชีวิตความเป็นอยู่ที่ทันสมัยในไต้หวัน ติดตามได้ในรายการ ไต้หวัน Hi-Tech