ไต้หวันไฮเทค

ไต้หวันไฮเทค

By แสงชัย กิตติภูมิวงศ์, RtiSociety & CultureGovernment
Download on the App Store

ไต้หวันไฮเทค episodes

  • ไต้หวันไฮเทค วันอังคารที่ 23 มีนาคม 2564

     บริษัทจังหัว เทเลคอม รายงานผลการทดลองรถบัสขับเคลื่อนอัตโนมัติ 5 เดือนที่ผ่านมา ความแม่นยำ 97%

    ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2021 บริษัทจงหัว เทเลคอม แม่ข่ายโทรศัพท์ยักษ์ใหญ่รายหนึ่งในไต้หวันได้รายงานผลการทดลองรถบัสขับเคลื่อนอัตโนมัติ รับ-ส่งผู้โดยสารผ่านมา 5 เดือน มีความแม่นยำถึง 97%

     บริษัทจังหัว เทเลคอม รายงานผลการทดลองรถบัสขับเคลื่อนอัตโนมัติ 5 เดือนที่ผ่านมา ความแม่นยำ 97%

    ตั้งแต่ปี 2019 ทาง บริษัท จงหัว เทเลคอม ได้รับมอบหมายจากสำนักคมนาคมของนครนิวไทเปดำเนินโครงการทดลองระบบรถบัสอัจฉริยะ ผ่านเครือข่ายระบบ 5G ที่ภูเขาหู่โถวซัน (虎頭山) นครนิวไทเป อีกทั้งยังได้ร่วมมือกับบริษัท Kingwaytek Technology Co (勤崴國際) และบริษัทขนส่งตั้นสุ่ยเป็นการทดลองเดินรถบัสขับเคลื่อนอัตโนมัติ เส้นทางรถประจำทาง 168 ทดลองผ่านมาแล้ว 1,339 ชั่วโมง จำนวน 6,618 เที่ยว คิดเป็นระยะทาง 6,768 กิโลเมตร ในช่วง 3 เดือนแรกทดลองแบบไม่มีผู้โดยสาร และ 5 เดือนหลังเป็นการทดลองแบบมีผู้โดยสาร รับผู้โดยสารเกินว่า 15,000 คนแล้ว การเปลี่ยนจากระบบอัตโนมัติเป็นระบบคนบังคับสัดส่วนต่ำกว่า 2.6% ความแม่นยำในการขนส่งผู้โดยสาร 97% และความพอใจของผู้โดยสาร 90% ขึ้นไป

    เทคโนโลยีอัจฉริยะที่ใช้คือ C-V2X (Cellular Vehicle-to-everything) เป็นเทคโนโลยีเครือข่ายแบบรวงผึ้ง มีการเก็บข้อมูลสัญญาณจราจรโดยรอบ ข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ คนเดินถนน ส่งข้อมูลไปยังแพลทฟอร์มประมวลผล การเก็บข้อมูลนอกจากใช้กล้องถ่ายรูปที่ติดตั้งอยู่บนตัวรถบัสแล้ว ยังมีการรับข้อมูลจากกล้องถ่ายรูปที่อยู่ข้างทาง หรือระบบเรดาร์ข้างทาง ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพของถนน นอกจากนี้เพื่อความปลอดภัยของรถบัสขับเคลื่อนอัตโนมัติ ได้ทำการจำลองสถานการณ์เพื่อฝึกซ้อมในการแก้ปัญหา อย่างเช่น การบรรเทาภัยการเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ หรือสถานการณ์สัญญาณจราจรอัจฉริยะเกิดความขัดข้อง หรือมีรถเข้ามากีดขวางเส้นทาง การฝึกซ้อมแก้ไขสถานการณ์เหล่านี้เป็นไปเพื่อสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของผู้ที่ใช้รถบัสขับเคลื่อนอัตโนมัติ ทั้งนี้ การดำเนินโครงการและการวิจัยและการทดสอบจะเป็นข้อมูลสำหรับสำนักคมนาคมของนครนิวไทเป ใช้ในการวางแผนจัดตั้งศูนย์ควบคุมการเดินรถอัจฉริยะในอนาคต ประชาชนจะได้สัมผัสประสบการณ์การใช้รถบัสอัจฉริยะที่น่าประทับใจในอนาคต ที่ให้บริการในชุมชนหรือว่าใช้รับส่งผู้โดยสารในจุดท่องเที่ยวต่างๆ

    15 min
  • ไต้หวันไฮเทค - 2021-03-16

    ไต้หวันไฮเทค  -16 มี.ค. 63-  ไต้หวันมุ่งสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ขับเคลื่อนอัจฉริยะ

    การระบาด covid-19 ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่างๆ ในขณะเดียวกันได้กระตุ้นการพัฒนาเกี่ยวข้องกับยานยนต์อัจฉริยะโลก ไต้หวันเป็นส่วนสำคัญในห่วงโซ่รถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ สภาพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ (Taitra) ของไต้หวันกำหนดจัดงานแสดงสินค้า 2035 E-Mobility Taiwan วันที่ 20 ตุลาคม 2021 เป็นการจัดแสดงภาพแห่งอนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์อัจฉริยะจะมีรูปโฉมอย่างไร เป็นการวางพิมพ์เขียว รูปโฉมมนุษยชาติอนาคตปี 2035 ในภาวะโลกเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงวัย มีความต้องการโซลูชันเพื่อแก้ปัญหาความต้องการเดินทางของผู้สูงวัย  ยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ จะตอบสนองอย่างไร

    การพัฒนายานยนต์อัจฉริยะแบ่งออกเป็น 5 แขนง ได้แก่ ระบบไฟฟ้า ระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ การเชื่อม IoT การสื่อสารระหว่างคนกับรถ และ sharing economy

    Taitra ได้วางแผนเชิญผู้ประกอบการในไต้หวันจัดแสดงในด้านต่างๆ ได้แก่ ระบบหลัก 3 ส่วนของรถไฟฟ้า, ADAS, LiDAR, IOV,  5G,  ความปลอดภัยเทคโนโลยีข้อมูล, การสื่อสารระหว่างรถกับคนด้านซอฟต์แวร์, entertainment, การใช้งานร่วมกัน (sharing), MaaS、PaaS เป็นต้น และได้เปิดโอกาสให้ บริษัทสตาร์ทอัพร่วมกันเสนอบทความแก้ปัญหาการขับเคลื่อนอัจฉริยะปี 2035 เป็นการช่วยให้สตาร์ทอัพไต้หวันได้เชื่อมโยงกับกลุ่มทุนของต่างประเทศ

    ในยุโรปและอเมริกาได้ประกาศกำหดนเวลาหยุดใช้รถไฟรถยนต์เชื้อเพลิง ส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ดังนั้นอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอุปกรณ์กำลังจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด อุตสาหกรรม ICT ของไต้หวันได้เปรียบอย่างมากมีโอกาสที่จะยึดกุมโอกาสธุรกิจ โอกาสทองของการค้า

    15 min
  • ไต้หวันไฮเทค - 2021-03-09

    ไต้หวันไฮเทค  -09 มี.ค. 63-  10 startup น่าสนใจของไต้หวัน ตอนที่ 5 (รายที่ 9 และ 10) เทคโนโลยจำแนกเสียงช่วยผู้พิการทางหูฟังเสียงได้อย่างชัดเจน และการส่งสัญญานคลื่น 5G ประสิทธิภาพสูง

     

    9. Relajet ผู้พัฒนาเทคโนโลยจำแนกเสียง (voice recognition technologies)

    Relajet บริษัทสตร์ทอัพของไต้หวัน พัฒนาอุปกรณ์จำแนกคลื่นเสียง เฉินป๋อหรู่ (陳柏儒) ผู้ก่อตั้งบริษัทเป็นผู้ที่มีความพิการทางการได้ยินร่วมมือกับพี่ชาย เฉินโหย่วเริ่น (陳宥任) ประดิษฐ์อุปกรณ์จำแนกเสียง ตัดเสียงรบกวน ทำให้ผู้พิการทางการได้ยิน ได้ฟังเสียงจากแหล่งเสียงหลักได้ชัดเจนมากขึ้น

    การใช้ชีวิตของผู้พิการทางการได้ยินมีความยากลำบาก ยกตัวอย่าง คนทั่วไปนั้นเวลาได้ยินเสียงแตรรถ หรือเสียงรถพยาบาล เราก็จะสามารถจำแนกได้ว่าแหล่งที่มาของเสียงนั้นอยู่ทางใด แต่สำหรับเฉินป๋อหรู่ ในขณะที่เดินอยู่บนถนนหรือว่าในขณะที่ขับรถ ถ้าได้ยินเสียงแตรรถหรือว่าได้ยินเสียงรถพยาบาล เขาไม่สามารถรู้ว่าแหล่งที่มาของเสียงว่าอยู่ทางไหนต้องรีบมองซ้ายมองขวามองหน้ามองหลังเพื่อดูว่าแหล่งที่มาของเสียง

    นอกจากนี้ ในยามที่มีคนพูดพร้อมกันหลายคนมีเสียงอึกทึก ผู้ที่พิการทางการได้ยินไม่สามารถจำแนกเสียงของคนที่อยู่รอบข้างไม่รู้ว่าเสียงไหนเป็นเสียงของใคร การเรียนรู้ภาษาที่สองของผู้พิการทางการได้ยินมีอุปสรรคอย่างมากต้องอาศัยการอ่านริมฝีปากคือสังเกตการขยับของริมฝีปากประกอบกับการฟังเสียง

    ด้วยความทุ่มเทผ่านมาหลายสิบปี Relajet ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ในการประดิษฐ์อุปกรณ์ช่วยจำแนกหรือแยกเสียงจากแหล่งต่างๆ ได้ ในสภาพที่มีผู้คนพูดพร้อมๆ กันหลายคน ในที่มีเสียงอึกทึก อุปกรณ์จะจำแนกและจดจำเสียง ทำการขจัดเสียงรบกวน ขยายเสียงจากแหล่งเสียงหลัก ส่งเสียงผ่านเครื่องช่วยฟังเพื่อให้ผู้พิการทางการได้ยินเสียงที่ต้องการฟังอย่างชัดเจน อุปกรณ์นี้ช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้พิการได้ในระดับหนึ่ง แต่การรู้ทิศทางหรือมิติของเสียงระดับอื่นๆ คงจะต้องรอการพัฒนาต่อไป

     

    บริษัทสตาร์อัพของไต้หวัน พัฒนาเทคโนโลยี 5G และการส่งสัญญานคลื่นดาวเทียม

    TMYTEK (稜研科技) สตาร์ทอัพ ไต้หวันมุ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยี 5g การส่งสัญญานคลื่นในระบบดาวเทียม ผลิตภัณฑ์ที่สำคัญของบริษัทคือ BBox ชุดระบบยิงคลื่นระดับมิลลิมเมตร (Millimeter-Wave) ให้บริการลูกค้าพัฒนาอุปกรณ์ 5G คลื่นมิลลิเมตรประยุกต์ใช้ในแผ่นชิป เสาอากาศ สมาร์ทโฟน และ IoT

    คุณจางซูเหวย (張書維) ร่วมมือกับ หลินเจวียเหริน (林決仁) ก่อตั้งบริษัท TMYTEK เมื่อปี 2014 ให้บริการลูกค้าในเรื่องการยิงคลื่น แก้ปัญหาการสื่อสารในภาคพื้นดินและในภาคอากาศ ปัจจุบันกล่าวได้ว่าเทคโนโลยี 5G กำลังเป็นกระแสหลักในวงการสื่อสารโทรคมนาคม

    TMYTEK เชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาเสาอากาศกำหนดทิศทางการส่งคลื่น รวมทั้งการเสนอโซลูชั่นในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการตรวจจับคลื่นสัญญาณ โดยเฉพาะในเรื่องของการส่งสัญญาณด้วยดาวเทียมวงโคจรต่ำ ลูกค้าของ TMYTEK มีทั้งในไต้หวัน ญี่ปุ่น ในจีน เป้าหมายต่อไปพยายามเจาะตลาดในอเมริกา เน้นการให้บริการผู้ประกอบการโทรคมนาคมเกี่ยวกับการส่งสัญญาณต่างๆ ทั้งในส่วนของ เสาอากาศ โมดูล การทดสอบผลิตภัณฑ์

    TMYTEK ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นอีกอย่างคือ XBeam เป็นระบบการทดสอบประยุตก์ใช้ในโรงงานผลิตชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์แบบอัตโนมัติ ใช้ทดสอบชิ้นส่วน ด้วยเทคโนโลยี Millimeter Wave หรือว่าเคลื่นระดับมิลลิเมตร ผู้ผลิตออกแบบแผ่นชิปสื่อสารโทรคมนาคมใช้ระบบทดสอบนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทดสอบผลิตภัณฑ์ได้อย่างมาก

    จุดสำคัญก็คือบริษัท TMYTEK ช่วยลดเวลาในกระบวนการทดสอบ โมดุล AiP (Antenna-in-Package, AiP) ให้ใช้เวลาสั้นที่สุด สามารถลดเวลาเหลือเพียง 1 ใน 20 ของสายการผลิตโมดุลสื่อสารในปัจจุบัน ทำให้ต้นทุนของโมดุลต่ำลงเท่ากับผลิตภัณฑ์ยุค 4G โดยที่ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนสายการผลิตขนานใหญ่

    13 min
  • ไต้หวันไฮเทค - 2021-03-02

    ไต้หวันไฮเทค  -02 มี.ค. 63-    10 startup น่าสนใจของไต้หวัน ตอนที่ 4 (รายที่ 7 และ 8) การประยุกต์ IoT และ Big Data เพื่อการประหยัดพลังงาน และ เทคโนโลยีการกำหนดตำแหน่งที่ล้ำสมัย

     

    7. NextDrive พัฒนาผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงาน

    NextDrive ก่อตั้งเมื่อปี 2013 มุ่งเน้นในเรื่องของ IoT และ Big Data เพื่อการประหยัดพลังงาน เป็นผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อำนวยความสะดวกให้กับผู้คนทั่วไป เป็นการประสานทีมงานในแนวตั้ง ด้วยทีมวิศวกรที่แข็งแกร่ง พัฒนาเทคโนโลยีหลายรายการ

    ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ได้แก่ มาตราไฟฟ้าอัจฉริยะ เครื่องตรวจจับอุณหภูมิและความชื้น กล้องวีดีโออินเตอร์เน็ต กล้องถ่ายภาพวีดีโอเพื่อติดตามความปลอดภัยในครัวเรือนและการดูแลสุขภาพ นอกจากนี้ยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เชื่อมต่อกับโซเชียมีเดีย LINE สำหรับการเปิดประตูบ้านได้ เป้าหมายของ NextDrive คือการมุ่งให้บริการต่อลูกค้าให้มีความสะดวกสบาย ได้สัมผัสประสบการณ์อุปกรณ์อัจฉริยะที่น่าประทับใจ เสนอโซลูชั่น เพื่อการแก้ปัญหาให้แก่บุคคลต่างๆ รวมทั้งแก้ปัญหาให้แก่สังคม และการสร้างรูปแบบธุรกิจแบบ Sharing Economy

    ผู้ก่อตั้งบริษัท เอี๋ยนเจ๋อยวน (顏哲淵) เดิมทำงานออกแบบ IC ในบริษัทชั้นนำของอเมริกา ได้ลาออกจากบริษัทดังกล่าวในปี 2013 มีแนวความคิดต้องการตั้งบริษัท startup ในครั้งหนึ่ง เขาได้พบกับ เฉินเหลียงซิ่น (陳良信) ซึ่งเป็นผู้ที่มีความชำนาญการเขียนโปรแกรมใช้งานทั้งในระบบแอ็บเปิล และวินโดว์ ทั้งสองตัดสินใจร่วมกับก่อตั้งบริษัท NextDrive คุณเอี๋ยน เป็นบุคคลสําคัญในวงการเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่คุณเฉินมีความเชี่ยวชาญด้านซอฟแวร์ การร่วมมือกันแบบนี้ถือว่าไม่เลว

    ผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกของ NextDrive Plug คือหัวเสียบอเนกประสงค์ ใช้งานได้ 18 อย่าง เช่น เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ใช้ชาร์จโทรศัพท์ ใช้ชาร์จแบตเตอรี่ และ เชื่อมต่อ USB บริษัท NextDrive มุ่งสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ในปี 2016 ผลิต Cube ซึ่งเป็น IoT Gateway เป็นอุปกรณ์กล่องสี่เหลี่ยมสีขาว ต่อมาได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Cube ร่วมกับทางญี่ปุ่น

    อาศัยอุปกรณ์ Cube บริษัทไฟฟ้าของญี่ปุ่นจะได้รับข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของ ผู้บริโภคในครัวเรือนเพื่อใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงการป้อนพลังงานไฟฟ้า ในแง่ของผู้บริโภคจะใช้เครื่องมือถือตรวจดูการปริมาณการใช้ไฟได้ ในขณะเดียวกัน สามารถประยุกต์ Cube ควบคุมแบตเตอรี่และเครื่องไฟฟ้า ทำให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากในญี่ปุ่นมีการกำหนดอัตราค่าไฟตามช่วงเวลา ในช่วง Peak กับช่วง Off Peak ราคาต่างกัน ผลิตภัณฑ์ Cube จะช่วยสะสมกระแสไฟฟ้าไว้ในแบตเตอรี่ในช่วง Off Peak นำมาใช้งานในช่วง Peak

     

    8. OSENSE กับเทคโนโลยีการกำหนดตำแหน่งที่ล้ำสมัย

    OSENSE  ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2017 มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีภาพคอมพิวเตอร์ กับ AI การประมวลผลระดับล่างเพื่อให้ AI สามารถจำแนกและเข้าใจสภาพของพื้นที่ผ่านกล้องถ่ายภาพ ทีมงานของบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีภาพคอมพิวเตอร์ VBIP (Vision Based Indoor Positioning) เป็นการจำแนกอัตลักษณ์ตำแหน่งโดยเฉพาะเชื่อมโยงสัญญาณคลื่นสนามแม่เหล็กโลก Bluetooth และคลื่นสัญญาณอื่นๆ เพื่อการกำหนดตำแหน่งที่แม่นยำ สำหรับการใช้งานในแพลตฟอร์ม O2O (Online to Offline)

    เนื่องจากสัญญาณคลื่นสนามแม่เหล็กโลก และอัตลักษณ์ของภาพที่เห็นเป็นจุดสำคัญเพื่อใช้ในการจำแนกและกำหนดตำแหน่ง หวังอิ่วกวง (王友光) ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ OSENSE ได้พัฒนาระบบ VBIP กำหนดตำแหน่งได้โดยไม่ต้องอาศัยโปรแกรม Beacon หรือระบบไวไฟ แม้ในห้องหรือในสภาพที่ไม่มี GPS ในการนำทาง ก็สามารถกำหนดตำแหน่งได้ถือเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีการรับรู้แบบรอบด้าน

    เทคโนโลยีการรับรู้แบบรอบด้านของ OSENSE เป็นการทำให้อุปกรณ์รับรู้ตำแหน่งต่างๆ ได้โดยการเชื่อมโยงกับสัญญาณสนามแม่เหล็กโลกและอัตลักษณ์จุดสำคัญในพื้นที่ ทำให้จำแนกบุคคล และสถานที่ และใช้ AI (ปัญญาประดิษฐ์) ช่วยประมวลผล

    เทคโนโลยีของ OSENSE ประยุกต์ใช้งานแบบอัจฉริจยะในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การผลิต การก่อสร้าง ควบคุมความปลอดภัย การค้าปลีก การเงิน การโฆษณา การแพทย์ การแสดงสินค้า

    ในด้านการแพทย์ทีมงาน OSENSE ได้นำเอาฮาร์ดแวร์อุปกรณ์กล้องประสานกับภาพคอมพิวเตอร์ และ AI ประยุกต์ใช้กับระบบนำทางเพื่อการส่องกล้องท่อหายใจ แก้ปัญหาแพทย์ส่องกล้องทำให้คนไข้บาดเจ็บ ในด้านกิจการสิ่งทอได้ใช้ AI และ Big Data ค้นหาลวดลายผ้าที่ต้องการค้นหา ทำการเปรียบเทียบกับข้อมูลผ้าในสต๊อก วิเคราะห์ลวดลายผ้าและสีผ้า เป็นการค้นหาลวดลายผ้าแบบรวดเร็วและแม่นยำ แก้ปัญหาความล่าในแบบเดิม ซึ่งต้องใช้พนักงาน หรือ ช่างชำนาญในการเลือก

    เป้าหมายต่อไปของทีมงานคือ การจัดทำสนามแข่งขันกีฬา Smart Studio Solution  ในยุค 5G ที่มีความแพร่หลายจึงเหมาะกับการพัฒนาโซลูชั่นสนามกีฬาอัจฉริยะ ประสาน  IoT และ ICT เทคโนโลยี VBIP เพื่อการใช้งาน App บนมือถือ เชื่อมต่อออนไลน์ ทำให้แฟนบอลได้รับประสบการณ์ที่ดีกว่า

    การพัฒนาสนามกีฬาอัจฉริยะมีแนวความคิดที่ว่า การเข้าไปชมบอลของแฟนบอลนั้น ส่วนใหญ่มักมีความเคยชินว่าในระหว่างการชมบอลอยู่ในสนาม ผู้ชมชอบที่จะดูการถ่ายทอดสดพร้อมกันไปด้วย (อาจเป็นLive TV, FB หรือ YouTube) จะมีนักวิจารณ์ให้ข้อมูลเพิ่ม เพราะฉะนั้นในระหว่างที่แฟนบอลชมกีฬาอยู่ในสนามกีฬา จะดู Smartphone ฟังการวิจารณ์หรือแม้แต่จะชมภาพ Replay ช็อตเด็ดๆ ระหว่างการแข่งขัน ผู้พัฒนาระบบเห็นว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะกระทำในสนามกีฬาได้เลยไม่ต้องไปทำการดูถ่ายทอดสด ดังนั้น ในอนาคตผู้ชมใช้มาร์ทโฟนส่องไปยังจุดที่เขาอยากดูข้อมูลเพิ่มในสนามกีฬาได้ เช่น ส่องไปจุดที่เคยมีภาพช็อตเด็ดจะเห็นภาพ Replay ของการเตะฟุตบอลที่เป็นช็อตเด็ด หรือส่องไปที่ตัวนักกีฬาก็จะได้ข้อมูลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับนักกีฬา แสดงออกมาใน smartphone ทันที เป็นการประสานทั้งออนไลน์และออฟไลน์ในขณะเดียวกัน นอกจากนี้แฟนบอลยังสามารถที่จะสั่งซื้ออาหารเครื่องดื่มหรือสั่งซื้อของที่ระลึกจาก App บนมือถือได้ในทันทีในขณะที่กำลังชมการแข่งขัน เป็นการตอบสนองความต้องการได้อย่างทันที จะช่วยสร้างโอกาสธุรกิจที่มหาศาล

    13 min
  • ไต้หวันไฮเทค - 2021-02-23

    ไต้หวันไฮเทค  -23 ก.พ. 63-   10 startup น่าสนใจของไต้หวัน ตอนที่ 3 (รายที่ 5 และ 6) แผ่นชิบตรวจโรคใช้ในด้านการแพทย์และความปลอดภัยอาหาร กับ เซลล์เรืองแสง เพื่อการวิจัยยา

     

    5. บริษัท IVD R.E.D. ผู้ผลิตแผ่นชิบตรวจโรคใช้ในด้านการแพทย์และความปลอดภัยอาหาร

    บริษัท IVD R.E.D. ก่อตั้งเมื่อปี 2018 เป็นผู้ผลิตไมโครฟลูอิดิกส์ ชิบ ในไต้หวัน มีความเชี่ยวชาญ ผลิตสินค้าประสิทธิภาพสูง ความแม่นยำสูง ตอบสนองความต้องการของลูกค้า เป็นเจ้าของสิทธิบัตร ไมโครฟลูอิดิกส์ชิบ เคลื่อนไหลระบบสุญญากาศ ปรับความดันได้ ไม่จำเป็นต้องมีท่อเชื่อมต่อ และเป็นผู้ผลิต plastic biochips, plastic antibodies ได้รับรางวัล การประดิษฐ์แห่งชาติ และเป็น 1 ใน 10 Start Up ดีเด่น ปี 2020 ที่จัดประกวดโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ของไต้หวัน

    ไมโครฟลูอิดิกส์ (microfluidics) คือ วิทยาการใหม่ด้านวิทยาศาสตร์ เป็นเทคโนโลยีใหม่ ประยุกต์ใช้งานระบบการจัดการของไหล (fluid) เช่น ของเหลว หรือ ก๊าซ ที่มีปริมาณน้อยมาก

    บริษัท IVD R.E.D. ก่อตั้งโดย ดร. หงเจี้ยนจง (洪健中) ทำการพัฒนาทอดเทคโนโลยี ได้ตั้งห้องปฏิบัติการโดย ยื่นขอ เงินทุนทำการวิจัยจากภาครัฐบาล นอกจากผลิตไมโครฟลูอิดิกส์ชิบ ยังได้วิจัยด้านการสังเคราะห์แอนตี้บอดี้ การแยกเลือด การวิเคราะห์เลือด เพื่อประยุกต์ใช้ในด้านการตรวจรักษาโรคและความปลอดภัยอาหาร

    แนวโน้มกระแสนิยมการวิจัยไมโครฟลูอิดิกส์ เริ่มปี 1995 ประเทศต่างๆ ล้วนแต่เห็นว่าเป็นวิทยาการที่มีศักยภาพสูง แต่ว่าไมโครฟลูอิดิกส์ เป็นวิทยาการข้ามสาขา จะต้องร่วมมือกันหลายแขนง การใช้ห้องปฏิบัติการแห่งเดียวคงจะวิจัยสำเร็จได้ยาก การประยุกต์ใช้ในด้านการแพทย์เป็นการย่อตัวอย่างทดลองให้เล็กลง เพื่อลดต้นทุน ดร. หง บอกว่าไมโครฟลูอิดิกส์ ก็คล้ายกับไมโครอิเล็กทรอนิกส์ที่ย่อส่วนลง วิศวกรอย่างพวกเราสามารถทำชิ้นส่วนทางวิศวกรรมให้เล็กลงได้

    บริษัท IVD R.E.D. ประสบความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม ค้นพบวิธีการตรวจสอบโรค ไตด้วยไมโครฟลูอิดิกส์ชิบ เป็นการตรวจสอบการทำงานของไต

    อุปกรณ์ตรวจสอบ ไมโครฟลูอิดิกส์ มีข้อดีกว่าการตรวจสอบเลือดแบบดั้งเดิม ซึ่งจะต้องผ่านกระบวนการเก็บตัวอย่าง แช่แข็งไว้  จากนั้นทำการคลายความเย็น ซึ่งมีหลายขั้นตอน มีความซับซ้อน การตรวจสอบต้องกระทำในห้องปฏิบัติการ ต้องใช้อุปกรณ์ลำแสงหรือเครื่องมือขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนสูง จะต้องใช้เวลาตั้งแต่ 2 ถึง 7 วัน จึงไม่ทราบอาการผู้ป่วยได้ ขณะที่อุปกรณ์ไมโครฟลูอิดิกส์ในตลาดปัจจุบัน ส่วนใหญ่ก็ยังต้องอาศัย เครื่องดันอากาศจากภายนอก การแยกโดยใช้เครื่องปั่นเลือด และยังจะต้องมีอุปกรณ์เสริมการตรวจสอบทางชีวภาพ ค่อนข้างซับซ้อนไม่สามารถทราบผลได้ในทันที

    ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยอาการเฉียบพลันไม่สามารถได้รับการรักษาได้ทันท่วงที เป็นเรื่องน่าเศร้าใจ ในกรณีผู้ที่ไตวายเฉียบพลัน หากไม่ได้รับการรักษา เพราะไม่ทราบข้อมูลการเจ็บป่วยภายใน 1-2 ชั่วโมง จึงไม่อาจใช้วิธีการรักษาที่ถูกต้องรวดเร็ว จึงต้องเข้าสู่ภาวะล้างไตตลอดชีพหรืออาจจะมีโรคอื่นแทรกซ้อน ที่ผ่านมานั้น กว่าจะรู้ว่าไตเสื่อม ก็เข้าสู่ระยะเรื้อรังแล้ว เนื่องจากว่า กว่าจะรู้ผลการตรวจ ไตมักจะเสื่อมไปแล้ว จึงไม่สามารถจะแก้ไขได้

    ด้วยความตระหนักปัญหานี้ ดร. หง จึงนำพาทีมวิจัยประสานกันในด้าน เคมีศาสตร์ วัสดุศาสตร์ เครื่องจักรกล ชีววิทยาร่วมกันพัฒนาแผ่นชิป ตรวจวิเคราะห์ โดยติดตั้งตัวกรองเลือดไว้ในแผ่นชิป และใช้ระบบสูญญากาศ ทำให้เกิดการเคลื่อนไหลด้วยสูญญากาศ มีลักษณะการทำงานคล้ายกับมอเตอร์สูบเลือดหรือการทำงานของหัวใจ ทำการดูดซึมเลือดอย่างรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องใช้ปั๊มก็สามารถทำการแยกเลือดได้ ในขณะเดียวกันได้ใช้เทคโนโลยีพิเศษคือ แอนติบอดีเทียมที่ลดขั้นตอนในการแช่แข็งและคลายน้ำแข็ง จึงทำให้ประสิทธิภาพต่างๆ สูงขึ้น การตรวจเลือดด้วยไมโครฟลูอิดิสก์ชิบที่ทางบริษัทผลิตขึ้น ทำให้บุคคลากรการแพทย์ที่อยู่ในแนวหน้าสามารถทำการตรวจสอบเองได้

    พยาบาลหรือแพทย์เก็บเลือดมาเพียง 1 หยดก็สามารถทำการตรวจสอบได้ การตรวจสอบมีเพียงขั้นตอนเดียว ใช้เวลาตรวจภายใน 10 นาที ดร. หง บอกว่า การพัฒนาเทคโนโลยี ตั้งแต่หลักการเริ่มต้น เข้าสู่การวิจัยและการประยุกต์ใช้งาน ต้องใช้เวลายาวนาน โชคดีที่ในปัจจุบัน กระทรวงวิทยาศาสตร์ของไต้หวันให้การสนับสนุน ทางบริษัท ได้เข้าร่วมโครงการต่างๆของรัฐบาล อย่างเช่น โครงการสตรีและเด็ก โครงการประสานวัสดุการแพทย์ โครงการความปลอดภัยอาหารของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงเทคโนโลยี ทำให้การวิจัยค้นคว้ามีความรุดหน้า

     

    6. บริษัท Lumi Star พัฒนาเซลล์เรืองแสง เพื่อการวิจัยยา

    เซลล์ในร่างกายของเราเปรียบเสมือนโลกขนาดเล็กซึ่งตาเปล่ามองไม่เห็น การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ การสื่อสารของระบบประสาท มีความรวดเร็วเปลี่ยนแปลงถี่มาก ที่ผ่านมา การทดสอบยาในเซลล์ ไม่สามารถ เห็นผลของยาในเซลล์ได้โดยตรง จะต้องใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ราคาสูงทำให้เกิดข้อจำกัดหลายประการ บริษัท Lumi Star ของไต้หวันจึงได้วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เพื่อศึกษาเซลล์ในร่างกายมนุษย์ พวกเขาได้ใส่โปรตีนเรืองแสงไว้ในเซลล์ ทำให้ติดตามการเคลื่อนไหวของเซลล์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ โปรตีนเรืองแสงเปรียบเสมือนตาวิเศษขนาดเล็ก ติดตามการตอบสนองยาได้อย่างทันการณ์ ฉับพลัน

    Lumi Star พัฒนา แพลทฟอร์มตรวจสอบยาประสิทธิภาพสูง แสดงด้วยภาพถ่ายชีวภาพด้านลำแสง เป็นผลิตภัณฑ์สำคัญด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่บริษัทพัฒนาขึ้น มีเทคโนโลยี สำคัญ 2 ประการ อย่างแรกคือ เครื่องตรวจจับด้วยลำแสง เป็นการสกัดโปรตีนเรืองแสงสีเขียวจากแมงกะพรุน ใช้วิธีการทางวิศวกรรมยีนส์ ปรับปรุงและเพิ่มปริมาณ ทำให้โปรตีนเรืองแสงสามารถตอบสนองต่ออนุภาคของยาได้ เช่น ตอบสนองการสื่อสารทางระบบประสาท เพื่อติดตามจังหวะการเต้นหัวใจ

    หน่วยงานด้านการแพทย์ โรงงานผลิตยา หน่ยงานวิจัย สามารถนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ตรวจจับความเคลื่อนไหวเซลล์  ใช้วิธีการใส่โปรตีนเรืองแสงเข้าไปในเซลล์ ทำให้ติดตามสภาพการเปลี่ยนแปลงหรือความเคลื่อไหว ที่แสดงออกในลักษณะของความมืดและความสว่าง ตัวเรืองแสงเปลี่ยนสภาพได้ตามความเข้มข้นของอิออน แสดงออกในรูปของความมืดและความสว่าง อาศัยวิธีการเช่นนี้ติดตามการเคลื่อนไหวของของเซลล์ นายจงหมิ่นเหวิน (鍾敏玟) CEO ของบริษัทบอกว่า เหมือนกับการใส่ดวงตาเข้าไปไว้ในเซลล์เพื่อคอยมองดู ติดตามการตอบสนองต่างๆ ได้แบบฉับพลัน

    Lumi Star ยังได้มีการพัฒนา Stem Cell ที่ปรับเปลี่ยนสภาพได้ด้วยการชักนำ โดยไม่ต้องใช้การเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดสายรก เทคโนโลยีสาขานี้ได้รับรางวัล nobel สาขา เคมีปี 2012 ซึ่งเป็นวิธีแตกต่างจากการเก็บสเต็มเซลล์ จากไขสันหลังหรือเลือดสายรก แต่เป็นการ เก็บสเต็มเซลล์จากผิวหนังหรือจากเลือดของมนุษย์ จากนั้นทำการชักนำด้วยวิธีการพิเศษ ทำให้เซลล์ธรรมดา เปลี่ยนแปลงสภาพได้  เช่น การชักนำให้เปลี่ยนเป็นเซลล์ของหัวใจ ระบบประสาท กล้ามเนื้อ เป็นต้น เพื่อนำมาใช้ในการทดสอบยาได้

    ยกตัวอย่างในกรณีผู้ป่วยหัวใจเต้นไม่ปกติ  แพทย์อาจต้องการทดสอบยามีผลต่อเซลล์หัวผู้ป่วยหรือไม่ เพื่อจะได้รู้ว่าการให้ยาได้ผลหรือไม่ แพทย์จะเริ่มจากการเก็บเซลล์ผิวหนังของผู้ป่วย ผ่านกระบวนการชักนำสเต็มเซลล์ ทำให้เซลล์เปลี่ยนสภาพเหมือนกับเป็นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เพื่อนำเซลล์ดังกล่าวนั้นมาใช้ในการทดสอบยา ทั้งนี้ หัวใจที่ปกติ การเต้นของเซลล์ จะมีจังหวะที่แน่นอน แต่ในกรณีผู้ป่วยโรคหัวใจ การเต้นจะไม่สม่ำเสมอ  เมื่อใส่โปรตีนเรืองแสงเข้าไปในเซลล์ ก็สามารถตรวจจับช่วงการเต้น มีความถี่เร็วแค่ไหน จึงติดตามเห็นภาวะการเจ็บป่วยได้อย่างชัดเจน และทำให้รู้ว่าเมื่อให้ยาเข้าไปแล้ว ทดสอบตรวจดูได้ว่าจังหวะอันตราการเต้นของเซลล์หัวใจ ตอบสนองต่อยาอย่างไร

     

     

    13 min
  • ไต้หวันไฮเทค - 2021-02-16

    ไต้หวันไฮเทค  -16 ก.พ. 63-   10 startup น่าสนใจของไต้หวัน ตอนที่ 2 AI วิเคราะห์ภาพ CT หาจุดเลือดออกในสมองภายใน 30 วินาที และ เครื่องฟังการหายใจ AI ลดความเสี่ยงติดเชื้อโรคโควิด-19

     

               Deep01 AI วิเคราะห์ภาพ CT หาจุดเลือดออกในสมองภายใน 30 วินาที

    DEEP 01  ผู้พัฒนา AI วิเคราะห์ภาพ CT Scan (ภาพเอ็กซเรย์ด้วยคอมพิวเตอร์) หาจุดเลือดออกในสมอง เทคโนโลยีมีความสุกงอม โดยทำการติดตั้งโปรแกรมไว้ในคอมพิวเตอร์ จากนั้นส่งภาพ CT Scan เข้าสู่ ระบบคลาวด์ของ DEEP 01 เพื่อทำการวิเคราะห์ ภายใน 30 วินาที จะได้รับการรายงานกลับ

    โรคเลือดออกในสมอง เป็นโรคที่พบได้บ่อย เกิดจากอัมพาตหรือเกิดจากอุบัติเหตุ ทำให้พิการหรือเสียชีวิตในอัตราสูง แพทย์จะต้องรีบตัดสินใจทำการรักษา โรงพยาบาลเล็กที่เครื่องมือไม่พร้อมจะต้องส่งไปโรงพยาบาลอื่น ซึ่งอาจจะต้องทำการผ่าตัดในทันที

    การวินิจฉัยภาวะเลือดออกในสมองต้องอาศัยความชำนาญ โจวเหรินไห่ (周仁海) ผู้ก่อตั้ง DEEP 01 บอกว่า จะต้องทำการถ่ายภาพ  CT Scan ชั้นสมอง จำนวนตั้งแต่ 10 ใบหรือแม้กระทั่ง 100 ใบ จากนั้นแพทย์แผนกฉุกเฉินและแผนกฉายรังสีแพทย์ จะต้องทำการอ่านวิเคราะห์จึงจะตัดสินใจเลือกวิธีการรักษา บางครั้งในเวลากลางคืนแผนกฉุกเฉินโรงพยาบาลขนาดกลางและเล็กไม่มีแพทย์ระบบประสาทเข้าเวร แพทย์ฉายรังสีมีกำลังคนไม่พอ จึงทำให้เกิดความล่าช้าในการรักษาพยาบาล

    โจวเหรินไห่ และแพทย์อายุรกรรมซึ่งเป็นเพื่อนกัน ได้มีโอกาสพบกันและคุยถึงปัญหาเช่นนี้ มีความเห็นตรงกันว่าต้องการจะแก้ปัญหา จึงได้ตัดสินใจร่วมมือกันหาทางช่วยลดขั้นตอนการวินิฉัย ตุลาคมปี 2016 ทั้งสองได้ร่วมมือกับเพื่อนอีกคนหนึ่งทำงานที่โรงพยาบาลไต้หวัน (ไถต้า) ก่อตั้งบริษัท DEEP 01 พัฒนา AI วิเคราะห์ภาพถ่ายทางการแพทย์ใช้  AI Deep Learning ในการวิเคราะห์ภาพถ่ายสมองเพื่อหาจุดเลือดออก

     

            Heroic-Faith  ประดิษฐ์เครื่องฟังการหายใจ AI ลดความเสี่ยงติดเชื้อโรคโควิด-19

    ไล่เอี้ยนจวิน (賴彥均) ผู้อำนวยการการฝ่ายวิจัย ของบริษัท Heroic-Faith  บอกว่า เครื่องฟังการหายใจแบบเดิมใช้ได้ทีละครั้งสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน โดยแพทย์เป็นผู้ฟังเสียงและวินิจฉัยตามความเห็นส่วนตัว แต่ Heroic-Faith พัฒนาเครื่องฟังการหายใจมีระบบ AI ฟังได้ต่อเนื่องและยังมี AI ช่วยวินิจฉัยโรคด้วย

    ไล่เอี้ยนจวินบอกว่า การฟังเสียงหายใจโดย AI สามารถแปลงเป็นภาพที่มองเห็นได้ เตือนได้หากมีการหยุดหายใจ ปัจจุบันมีการพัฒนา 2 แบบคือ แบบคลื่นเดียวสำหรับใช้ในกรณีการให้ยาสลบ อีกแบบหนึ่งเป็นแบบหลายคลื่นใช้ในการดูแลผู้ป่วยห้อง ICU

    ในภาวะการณ์ระบาดโควิด-19 บริษัท heroic-Faith ซึ่งเป็นผู้วิจัยพัฒนาเครื่องฟังการหายใจ AI ติดตามการทำงานของปอดได้อย่างต่อเนื่อง ในตอนแรกการพัฒนาเครื่องฟังการหายใจมีวัตถุประสงค์ต้องการลดความเสี่ยงจากการวางยาสลบ แต่ได้กลายเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับแพทย์ซึ่งอยู่ในแนวหน้ารักษาผู้ป่วยโควิด-19

    ในการรักษาโควิด- 19 จุดสำคัญคือจะต้องสังเกตอาหาร ได้แก่ ไอแห้ง (ไม่มีเสมหะ) หายใจหอบ และตรวจวัดว่ามีไข้หรือไม่ แต่ว่าอาการไข้มักเกิดขึ้นช้ามาก เนื่องจากเชื่อโรคมีระยะฟักตัวนาน ผู้ติดเชื้อมักไม่มีอาการแต่สามารถแพร่เชื้อโรคได้ ถือว่ามีความอันตรายหากมีการสัมผัสกับผู้อื่น อาจจะแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว แพยท์ที่ตรวจโรคจะต้องป้องกันตนเอง ด้วยการใส่เสื้อคลุม แต่การใส่เสื้อคลุมจะเป็นอุปสรรคต่อการสวมหูฟังเพื่อการวินิจฉัยโรค

           การใช้อุปกรณ์ AI ช่วยกันฟังแบบอัจฉริยะ จึงมีความจำเป็น เพราะอุปกรณ์ช่วยฟังจะแนบติดอยู่ที่หน้าอกของผู้ป่วยและแสดงผลด้วยภาพเส้นกราฟ หรือแสดงผลด้วยเสียง แพทย์ที่ได้ใช้เครื่องฟังการหายใจของ Heroic-Faith รู้สึกตื่นเต้นดีใจและยอมรับต่ออปุกรณ์ชนิดนี้ในระดับสูงยิ่ง

           อุปกรณ์ดังกล่าว สามารถที่จะแปลงสัญญาณการฟังให้กลายเป็นภาพปรากฏบนจอ และยังสามารถขยายเสียงเพื่อฟังการหายใจฟังได้อย่างชัดเจน อุปกรณ์นี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับ สมาร์ทโฟนได้ 4 เครื่อง และยังสามารถ ส่งคลื่นด้วยความถี่ 16 ช่อง นอกจากนี้มีการติดตั้งระบบ AI ช่วยวินิจฉัยโรค

    15 min
  • ไต้หวันไฮเทค - 2021-02-09

    ไต้หวันไฮเทค  -09 ก.พ. 63-  10 startup น่าสนใจของไต้หวัน ตอนที่ 1 – Atgenomix ผู้พัฒนาการถอดรหัสพันธุกรรมและอีกบริษัทหนึ่งคือ Beseye ผู้พัฒนา AI จำแนกใบหน้าท่าทางบุคคล

    Start-Up เป็นกิจการที่มุ่งเน้นใช้เทคโนโลยีในการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ เป็นกิจการที่หลายๆ ประเทศให้การสนับสนุน Start-Up ที่มีความแข็งแกร่งสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีอาจจะปฏิวัติวงการธุรกิจหรือว่าชีวิตความเป็นอยู่คนแบบที่เรียกว่าดิสรับชั่น เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบทำลายล้าง คือผู้ที่อยู่ในตลาดรายเก่าอาจจะสูญหายไปกลายเป็นธุรกิจใหม่เข้ามาแทนที่ Start-Up และบางรายประสบความสำเร็จสร้างธุรกิจเป็นมูลค่าหมื่นล้าน กลายเป็นยักษ์ใหญ่ที่เรียกกันว่ายูนิคอร์น

    ในครั้งนี้ เราจะรู้จักกับ กิจการ Start-Up 2 รายของไต้หวัน Atgenomix ผู้พัฒนาการถอดรหัสพันธุกรรมและอีกบริษัทหนึ่งคือ Beseye ผู้พัฒนา AI จำแนกใบหน้าท่าทางบุคคล

    Atgenomix วิจัยค้นคว้าทางด้านรหัสพันธุกรรม เป็นบริษัทที่จัดตั้งโดยบุคคลในวงการไอที 2 คน คุณจาง และ คุณซู เดิมทั้งสองคนนี้ก็ทำงานอยู่ในบริษัท Trend Micro บริษัทที่พัฒนาโปรแกรม antivirus ที่มีชื่อเสียงของไต้หวัน สาเหตุที่โปรแกรมเมอร์ทั้งสองคนนี้หันมาสนใจในเรื่องของรหัสพันธุกรรม เป็นเพราะว่าเขาได้พบกับแพทย์สาขาพันธุกรรมของไต้หวัน มีการพูดคุยถึงข้อจำกัดในเรื่องการจัดการข้อมูลทางพันธุกรรมที่มีอยู่เป็นจำนวนมหาศาล โปรแกรมเมอร์ทั้งสองคนจึงตัดสินใจใช้ประสบการณ์ของตนเองซึ่งมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของ data mining algorithm สามารถที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในเรื่องของการเรียงลำดับรหัสพันธุกรรม

    การศึกษาเรื่อง DNA และความพยายามในการถอดรหัสพันธุกรรมของมนุษย์เริ่มในช่วงปี 1990 จนถึงปัจจุบันถือว่ามีความก้าวหน้าอย่างมาก มีองค์ความรู้ที่มากขึ้น กล่าวได้ว่าประสบความสำเร็จในเรื่องความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพันธุกรรมอย่างมากมาย ในช่วงปี 2012-2013

    ความพยายามในการถอดรหัสพันธุกรรมสำเร็จ ส่งผลให้นักวิจัยนำเอาข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในการศึกษาโรคต่างๆ ไม่เพียงแต่โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมเท่านั้น ยังศึกษาโรคที่พบบ่อยทั่วไป อย่างเช่น โรคติดเชื้อ โรคเรื้อรังทั้งหลาย รวมถึงมะเร็งด้วย

    องค์ความรู้เกี่ยวกับการถอดรหัสพันธุกรรมของมนุษย์ทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีในการถอดรหัสก้าวหน้ามากขึ้นเทคโนโลยีในการถอดรหัสมีค่าใช้จ่ายที่ถูกลงมาก ถ้าย้อนไปในปี 1990 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นคว้าในเรื่องรหัสพันธุกรรมนั้น การถอดรหัสของคน 1 คนอาจต้องลงทุนเป็นเงินระดับพันล้านเหรียญสหรัฐฯ เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้เร็วขึ้นวิเคราะห์ได้เร็วขึ้น จึงสามารถถอดรหัสพันธุกรรมของคน 1 คนด้วยเวลาเพียงแค่เดือนเดียวเท่านั้น และค่าใช้จ่ายเพียงแค่ไม่กี่หมื่นบาทเท่านั้น

    บริษัท ATgenomix ให้บริการการเรียงลำดับรหัสพันธุกรรม เป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อให้บุคคลทางการแพทย์เข้าไปใช้โปรแกรมเหล่านี้ในการถอดรหัสพันธุกรรม การให้บริการของบริษัทแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกเป็นเรื่องของการจัดเรียงลำดับพันธุกรรม และในอีกส่วนหนึ่งนั้นก็เป็นเรื่องของการวิเคราะห์ข้อมูล

    ในการใช้งานเพื่อการจัดเรียงลำดับพันธุกรรม จะมีการมอบลิขสิทธิ์การใช้ซอฟต์แวร์ ผู้ใช้งานสามารถนำไปติดตั้งไว้ในคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ของตน แต่ว่าในส่วนการประมวลข้อมูลจะต้องส่งเข้าไปประมวลในระบบคลาด์ ของทางบริษัทซึ่งมีการจัดทำรายงานที่มีคุณภาพออกมาให้แก่ผู้ใช้งาน

    Beseye พัฒนา AI วิเคราะห์ภาพและท่าทางของมนุษย์

    บริษัท Beseye พัฒนาระบบวิเคราะห์ภาพมนุษย์ซึ่งรวมถึงการตรวจวิเคราะห์รูปร่างของมนุษย์โดย AI Deep Learning จดจำใบหน้า ท่าทางร่างกาย วิเคราะห์ส่วนสำคัญของภาพรวม สามารถใช้ประยุกต์ในโรงงาน ธนาคาร ร้านค้า โรงพยาบาล โรงเรียนในบ้าน การประยุกต์ใช้งานกว้างขวาง กลายเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ

    Bes Eye วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการวิเคราะห์รูปร่างโครงกระดูกมนุษย์ ตรวจจับท่าทางของคน (AI-based Human Detection) สามารถใช้ AI จดจำและจำแนกโครงร่างกระดูกของคนที่มีคุณลักษณ์พิเศษ ทำให้จำแนกคนกับสิ่งของมีความแตกต่างกัน เมื่อมีคนบุกเข้าไปในร้านหรือในเขตหวงห้าม ระบบจะทำการแจ้งเตือน  

    การรถไฟ ญี่ปุ่นร่วมมือกับเ Beseye ใช้เทคโนโลยีนี้ ป้องกันอุบัติเหตุการฆ่าตัวตายบนรางรถไฟ บริษัท เบสอาย ยังได้พัฒนา เทคโนโลยีการจำแนกใบหน้า AI-based Facial Recognition อาศัยการ จับรูปใบหน้าเฉพาะ เพื่อใช้ในร้านค้า ทำให้รู้อายุ เพศ ของผู้บริโภค เป็นการวิเคราะห์ พฤติกรรม ความเคยชินผู้บริโภค และเก็บข้อมูลลูกค้าที่เข้าร้าน ในบ้านก็สามารถใช้ในการตรวจดูว่ามีผู้ แปลกปลอมบุกรุกเข้ามาหรือไม่

    นอกจากเทคโนโลยี 2 อย่างแล้วยังมี การจำแนกท่าทางร่างกายของคน (AI-based Posture Analysis) ซึ่งจะใช้การวิเคราะห์โครงกระดูก เพื่อการวิเคราะห์ท่าทาง บริษัท เหรินเป่า (仁寶) ร่วมมือกับ เบสอาย ประยุกต์ใช้ในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและในโรงพยาบาล ใช้ในการตรวจจับสภาพการล้มลง เมื่อ AI จับภาพผู้สูงวัยล้มลงจะทำการแจ้งเตือนทันที เพื่อจะได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที

    สำหรับเทคโนโลยีอีกอย่างคือ AI Best Video summary สามารถ ที่จะหาภาพวิดีโอยาวๆ อาจจะเป็น วิดีโอที่เก็บภาพ 1 วันที่ผ่านมา ใช้ AI ในการวิเคราะห์เพื่อหาภาพที่มีความสำคัญรวบรวมเฉพาะตอนที่สำคัญเก็บไว้ โดยไม่ต้องใช้คนในการคนหาหรือตัดต่อภาพ AI จะทำการตัดต่อเก็บไว้โดยอัตโนมัติ เป็นการเก็บภาพสำคัญในชีวิตประจำวัน

    13 min
  • ไต้หวันไฮเทค - 2021-02-02

    ไต้หวันไฮเทค  -02 ก.พ. 63-  ไต้หวันพัฒนาการจัดการห่วงโซ่ความเย็น ส่งออกสินค้าเกษตรสร้างโอกาสการค้าใหม่

    ไต้หวันประสบความสำเร็จในการเพาะปลูกพืชผลเกษตรคุณภาพสูง เพื่อให้การส่งออกสินค้าเกษตร มีความราบรื่น ไร้ข้อจำกัด และแข่งขันได้กับประเทศอื่นๆ ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า ไต้หวันจึงต้องพยายามพัฒนาคุณภาพ ควบคุมคุณภาพในระหว่างการขนส่ง

    ที่ผ่านมานั้นไต้หวันส่งออกสับปะรดและฝรั่งไปยัง สหรัฐฯ ใช้เทคนิกที่มีความทันสมัยจึงขยายตลาดได้เพิ่มขึ้น ในการส่งออกนั้นไต้หวันต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับข้อกำหนดทางการกักกันพืช ที่สหรัฐฯ เรียกร้อง ดังเช่นการส่งออกฝรั่งไปสหรัฐนั้น จะต้องเก็บในอุณหภูมิ 1 องศาเป็นเวลา 17 วัน เนื่องจากฝรั่งเป็นผลไม้เขตร้อนและกึ่งร้อน การเก็บในอุณหภูมิต่ำจะทำให้ผลไม้บอบช้ำ จากความเย็น การควบคุมคุณภาพในกระบวนการขนส่งความเย็นต่ำหรือว่าโคเชนจึงมีความจำเป็น และมีความสำคัญ ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคือ เมื่อเก็บผลไม้จากต้นจะต้องลดอุณหภูมิให้เย็นลงโดยเร็วที่สุดเพื่อป้องกันความเสียหาย

    Cold Chain Management (การจัดการห่วงโซ่ความเย็น) เป็นกระบวนการบริหารสินค้าคงคลังและขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิที่มีเทคโนโลยีการันตีคุณภาพในการส่งมอบ จะสามารถสนับสนุนให้ธุรกิจด้านอาหารมีการเคลื่อนย้ายของสินค้าและวัตถุดิบอย่างราบรื่น อีกทั้งยังช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้

    13 min
  • ไต้หวันไฮเทค - 2021-01-26

    ไต้หวันไฮเทค  -26 ม.ค. 63-  ไต้หวันส่งเสริมการพัฒนาดาวเทียมขนาดเล็ก

               เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 กระทรวงวิทยาศาสตร์ของไต้หวันได้แถลงถึงการส่งดาวเทียม 2 ดวงขึ้นสู่อวกาศ คือดาวเทียมที่พัฒนาโดย ม. จงยัง (Central University) ซึ่งมีชื่อว่าเฟยสู่ (飛鼠-หนูบิน) ใช้ประโยชน์ในการสำรวจชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ และสำรวจพลาสมาในชั้นบรรยากาศ นอกจากนี้ยังจะมีการส่งดาวเทียมอีกดวงหนึ่ง อวี้ซัน (玉山 -ภูเขาหยก) ใช้ประโยชน์ในเรื่องของการติดตามการเดินเรือในมหาสมุทร เพื่อประโยชน์ด้านความปลอดภัยในการเดินเรือ

    ไต้หวันได้ดำเนินโครงการพัฒนาทางด้านอวกาศระยะที่ 3 เริ่มตั้งแต่ปี 2019 เป็นการพัฒนาดาวเทียมขนาดเล็ก (CubeSat) ดาวเทียมสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ซึ่งมีขนาดเล็ก ความกว้าง ความยาว ความสูง ประมาณ 10 เซนติเมตร คูณ 10 เซนติเมตร คูณ 10 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณแค่ 1 กิโลกรัม ขนาดและน้ำหนักหากเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนแล้วแต่การออกแบบและการพัฒนา ซึ่งจะมีการติดตั้งระบบตามมาตรฐานของดาวเทียมปกติ มีการควบคุมให้อยู่ในระดับวงโคจรระดับต่ำ มีส่วนของการรับสัญญาณการส่งสัญญาณ ส่วนของการสื่อสารระบบพลังงานแบตเตอรี่ แผงเซลล์แสงอาทิตย์ แผงวงจรควบคุมการจัดเก็บข้อมูลโดย CPU มีการติดตั้ง Sensor ขนาดเล็กและกล้องถ่ายภาพ มีระบบควบคุมการกางและการขยับของแผงโซล่าเซลล์เสาอากาศ

    กระทรวงวิทยาศาสตร์ของไต้หวันได้แถลงว่าโครงการพัฒนาดาวเทียมขนาดเล็กเหล่านี้ จะเป็นประโยชน์ในเรื่องของการศึกษาของบรรดานักศึกษา เนื่องจากว่าดาวเทียมมีขนาดเล็กมีน้ำหนักเบา การออกแบบง่ายกว่า ต้นทุนในการประดิษฐ์ค่อนข้างจะต่ำ แต่ก็มีข้อเสียคือว่าอายุการใช้งานสั้น อย่างไรก็ตามยังคงเหมาะสำหรับนักศึกษาที่จะทำการประดิษฐ์พัฒนาเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาดาวเทียมทุกขั้นตอนอย่างครบวงจร

    15 min
  • ไต้หวันไฮเทค - 2021-01-19

    ไต้หวันไฮเทค  -19 ม.ค. 63-  ไต้หวันพัฒนาเทคโนโลยีสมาร์ทฟาร์มมิ่ง จัดตั้งศูนย์จัดแสดงเรือนเพาะชำอัจฉริยะ

    การเพาะปลูกพืชผลเกษตร มักจะมีผู้กล่าวว่าเป็นการทำมาหากินที่ต้องอาศัยดินฟ้าอากาศ แต่ว่าปัจจุบันสามารถที่จะสร้างเรือนเพาะชำที่มีความอัจฉริยะ จึงไม่ต้องง้อดินฟ้าอากาศกันอีกต่อไป ทางบริษัทเจียจั่น(皆展) ของไต้หวันได้มีการจัดตั้งศูนย์จัดแสดงเรือนเพาะชำอัจฉริยะ เปิดตัวในต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา กรมการเกษตรและอาหารของไต้หวันให้การสนับสนุน นับเป็นศูนย์จัดแสดงเรือนเพาะชำอัจฉริยะแห่งแรกของไต้หวัน มีการแนะนำเทคโนโลยีที่สำคัญเกี่ยวกับการเพาะปลูก

    กล่าวได้ว่าเทคโนโลยีเรือนเพาะชำ เป็นสิ่งที่หลายประเทศพากันวิจัยพัฒนา ฮอลแลนด์ ญี่ปุ่น อิสราเอล เป็นต้น กล่าวได้ว่ามีความก้าวหน้าในเรื่องของเรือนเพาะชำ ไต้หวันเร่งพัฒนาไล่หลังขึ้นมาเช่นกัน

    ไต้หวันตั้งอยู่ในเขตกึ่งร้อนและเผชิญกับพายุไต้ฝุ่นบ่อยครั้ง เรือนเพาะชำในไต้หวันต้องมีสภาพที่ทนต่อพายุไต้ฝุ่น ทางบริษัทเจียจั่นเป็นผู้พัฒนาอุปกรณ์เรือนเพาะชำ ตั้งอยู่ที่เมืองเจียอี้ให้ความสำคัญกับการวิจัยพัฒนาโครงสร้าง ใช้ข้อมูล Big Data ระบบ AI เพื่อควบคุมสภาพแวดล้อมต่างๆ ทางบริษัทมีการส่งออกอุปกรณ์อัจฉริยะเหล่านี้ออกไปทั่วโลก ใน 30 กว่าประเทศ มีลูกค้าทั้งในไต้หวันและต่างประเทศเกินกว่า 3,000 ราย ในต้นเดือนมกราคม 2021 ทำการเปิดศูนย์จัดแสดงเรือนเพาะชำอัจฉริยะ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของไต้หวันไปร่วมงานด้วย

    การเกษตรรูปแบบใหม่มีการใช้เทคโนโลยีที่มีความแม่นยำสูง ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า ในยุคที่แรงงานภาคการเกษตรลดลง ปัจจุบันไต้หวันขาดแคลนแรงงานเกษตรกรอย่างมากจนต้องอาศัยการนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้นจะต้องพยายามหาทางนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้เพิ่มมากขึ้น

    ฟาร์มอัจฉริยะที่มีความสำเร็จจะต้องมีการระบุตำแหน่งพื้นที่เพาะปลูก การแปรวิเคราะห์ข้อมูลให้ตรงกับระยะเวลา มีการบริหารจัดการพื้นที่โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเข้ากับการเพาะปลูกพืชต่างๆ การพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ความรู้เกี่ยวกับการเกษตรอัจฉริยะก้าวหน้า มีการเปิดเผยข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตอย่างมากมาย ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ จึงทำให้การเกษตรอัจฉริยะไม่ได้จำกัดเฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่คนทั่วไปก็สามารถที่จะเก็บรวบรวมข้อมูล พยายามพัฒนาเทคนิคให้เหมาะสมกับตนเอง เพื่อเป็นการลดต้นทุนในกระบวนการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ ทำให้ผลผลิตนั้นมีคุณภาพมีมาตรฐานที่ดีขึ้น ตรงตามความต้องการของลูกค้า

    ปัจจุบันอุปกรณ์ไฮเทคที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในด้านการเกษตรมีการพัฒนาและสามารถที่จะซื้อหาในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น การพัฒนาอุปกรณ์และเทคโนโลยีการเกษตรนั้นกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่ทางรัฐบาลไต้หวันให้การส่งเสริมและสนับสนุน และประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมดังเช่นบริษัทเจียจั่นที่ได้จัดตั้งศูนย์จัดแสดงเรือนเพาะชำอัจฉริยะ แนะนำให้แก่ผู้ใช้งาน เปิดให้เกษตรกรเข้าไปชม การจัดแสดงเรือนเพาะชำอัจฉริยะเป็นการลบภาพลักษณ์เกี่ยวกับการเกษตรแบบเก่าล้าสมัย ทำให้ได้เห็นความทันสมัยอุปกรณ์เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจ

    15 min

About ไต้หวันไฮเทค

From the publisher's feed

เรื่องราวเทคโนโลยี ชีวิตความเป็นอยู่ที่ทันสมัยในไต้หวัน ติดตามได้ในรายการ ไต้หวัน Hi-Tech