
Sign up to save your podcasts
Or


ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองร้อนระอุ น้ำเงิน-เขียวประลองกำลัง ฝ่ายค้านเตรียมเสนอลงประชามติต้านยกเลิกโทษประหาร หวังลดกระแสถอดถอน
คณะกรรมการการเลือกตั้งไต้หวัน ไต้หวันได้ประกาศผลการตรวจสอบรายชื่อนักการเมืองที่ถูกเสนอให้มีการถอดถอนออกจากตำแหน่งขั้นตอนแรก ซึ่งจะต้องมีจำนวนอย่างน้อยร้อยละ 1 ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งของนักการเมืองผู้นั้น ซึ่งปรากฎว่า มีนักการเมืองที่ผ่านขั้นตอนแรกจำนวนทั้งสิ้น 37 คน แบ่งเป็น ส.ส. 34 คน ผู้ว่าเมือง 1 คน สมาชิกสภาท้องถิ่น 2 คน ซึ่งล้วนเป็นนักการเมืองในซีกของพรรคฝ่ายค้านทั้งสิ้น โดยไม่มีนักการเมืองในซีกของพรรครัฐบาล ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านได้ยื่นขอถอดถอนนักการเมืองซีกพรรครัฐบาลจำนวน 16 คน แต่หลักฐานไม่ครบต้องยื่นหลักฐานเพิ่มเติม ในจำนวนนี้ 5 คน หมดเขตการรับหลักฐานเพิ่มเติมแล้ว จึงเป็นที่คาดว่า การถอดถอนผู้ดำรงตำแห่งทางการเมืองในครั้งนี้ จะเป็นการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในซีกของพรรคฝ่ายค้านทั้งหมด และมีการคาดการณ์ว่า การถอดถอนในครั้งนี้ อาจถูกถอดถอนจริงราว ๒๐ คน ซึ่งจะทำให้พรรครัฐบาลกลายเป็นเสียงข้างมากในสภาฯ ดังนั้น จึงมีกระแสข่าวรายงานว่า พรรคฝ่ายค้านอาจเสนอญัตติ “ไม่ไว้วางใจ” (No-confidence Vote) ต่อนายกรัฐบมนตรีและเมื่อผ่านการรับรองแล้วนายกฯ ก็จะขอให้ประธานาธิบดียุบสภาฯ เพื่อเลือกตั้งใหม่ อย่างไรก็ดี การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในครั้งนี้ ยังต้องผ่านอีก 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 2 รวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุนอย่างน้อยร้อยละ 10 ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น จึงจะผ่านเข้าสู่ขั้นตอนที่ 3 คือการให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นลงคะแนนเสียงรับรองหรือไม่รับรอง โดยต้องมีผู้รับรองอย่างน้อยร้อยละ 25 ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นให้การรับรอง การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผุ้นั้นจึงจะถูกถอดถอน
รัฐบาลแพ้โหวตญัตติทบทวนกฎหมายงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรงบประมาณ
สภานิติบัญญัติไต้หวันได้ลงมติไม่เห็นชอบต่อญัตติทบทวนกฎหมายงบประมาณกลางและกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรงบประมาณ ที่พรรคฝ่ายค้านได้อาศัยเสียงข้างมากในสภาฯ ลงมติยืนยันร่างกฎหมายเดิมที่รัฐบาลเห็นว่าอาจส่งผลกระทบต่อการผลักดันการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล โดยการลงมติในครั้งนี้ พรรคฝ่ายค้านยังคงลงมติปฏิเสธญัตติทบทวนที่เสนอโดยรัฐบาลด้วยคะแนนเสียง ๖๑ ต่อ ๕๑ เสียง โดยไม่มีการแตกแถวของทั้งสองฝ่าย ส่งผลให้ กม. ทุกอย่างเป็นไปตามที่ได้ผ่าน ๓ วาระไปแล้วก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นว่า การมีเสียงข้างน้อยในสภาฯ ของพรรครัฐบาล หากไม่สามารถสานประโยชน์กับฝ่ายค้านได้ พรรครัฐบาลไม่มีทางที่จะชนะการลงมติในกฎหมายสำคัญ ๆ ได้เลย ซึ่งจะส่งผลต่อการผลักดันนโยบายของรัฐบาลในอนาคต รวมทั้งจะเป็นการ “ราดน้ำมันลงบนกองเพลิง” ให้แก่การเคลื่อนไหวเพื่อถอดถอนผู้ดำงตำแหน่งทางการเมืองของพรรครัฐบาล ที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก
นายกรัฐมนตรีจั๋วหรงไท่ สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน)
เร่งตรวจสอบการเปลี่ยนชื่ออาคารในสถานศึกษาและสถานที่ราชการเพื่อขจัดสีสรร “อำนาจนิยม”
กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการได้เร่งตรวจสอบการดำเนินการเปลี่ยนชื่ออาคารในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่ใช้ชื่อ “จงเจิ้ง” ซึ่งเป็นการรำลึกถึงอดีต ปธน. เจียงไคเช็ก อดีตผู้นำไต้หวันผู้ล่วงลับไปแล้ว ตามมติของ Department of Human Rights and Transitional Justice สภาบริหาร สาธารณรัฐจีน เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว ให้ขจัดสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายถึงสีสรรความเป็น “อำนาจนิยม” ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้จัดสัมมนาโรงเรียนมัธยมปลายขึ้นไปเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา สั่งการให้สถาบันการศึกษาเหล่านี้ดำเนินการขจัดสัญลักษณ์ที่สื่อความหมาย “อำนาจนิยม” ในสถาบันการศึกษาของตน ซึ่งจากสถิติของกระทรวงศึกษาธิการพบว่า ในสถาบันการศึกษาระดับมัธยมปลายขึ้นไปในสังกัดจำนวน ๘๑ แห่ง มีสัญลักษณ์ที่สื่อ “อำนาจนิยม” รวม ๑๐๕ สิ่งปลูกสร้าง ทั้งในส่วนของรูปปั้นอดีต ปธน. เจียงไคเช็ก การใช้ชื่อ “จงเจิ้ง” หรือ“เจี้ยโซ่ว” ของอาคารต่าง ๆ ทั้งนี้ นักวิชาการในไต้หวันบางส่วนมีความเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปสร้างความแตกแยกหรือความเป็นปฏิปักษ์ให้เกิดขึ้นในสังคมไต้หวัน เนื่องจาก ในสังคมไต้หวันมีทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยจำนวนไม่น้อย
ผู้นำไต้หวันดัน 17 มาตรการรับมือกับ 5 ภัยคุกคามจากจีน
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวันได้เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ และเปิดเแถลงข่าว ณ ทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวัน ระบุว่า เพื่อรับมือกับการแทรกซึมและภัยคุกคามจากการเคลื่อนไหวของสปายสายลับเข้าสู่กองทัพไต้หวันของจีน ไต้หวันจะพิจารณาแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการพิจารณาคดีทหาร รื้อฟื้นการพิจารณาคดีของศาลทหาร ให้ผู้พิพากษาทหารยืนอยู่แถวหน้าสุดของคดีเหล่านี้ ร่วมมือกับหน่วยงานตุลาการและอัยการดำเนินคดีอาญากับนายทหารประจำการที่พัวพันคดีกบฎในอาณาจักร เอื้อประโยชน์ให้แก่ศัตรู เปิดเผยความลับ เฉื่อยชางานในหน้าที่ และขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา
ผู้นำไต้หวันแถลงข่าวหลังประชุมความมั่นคงแห่งชาติ
ประธานาธิบดีไล่ฯ ได้ระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีข่าวคราวเกี่ยวกับการแทรกซึมสู่นายทหารประจำการไต้หวันของทางการจีนบ่อยครั้ง ซึ่งรวมถึงคดีการเปิดเผยความลับของกองทัพอากาศ อาทิความลับเกี่ยวกับขีปนาวุธสง 3 และกลไกการรับมือทางทหารของกองทัพไต้หวัน ตลอดจนการแทรกซึมเข้าสู่กองกำลังรักษาความปลอดภัยสารวัตรทหารทำเนียบประธานาธิบดีกองพลที่ 211 รวมไปจนถึงเน็ตไอดอลคู่สมรสจีนได้อาศัยรายการ “หยาหย่าในไต้หวัน” ป่าวประกาศปลุกระดมการใช้กำลังอาวุธเพื่อรวมชาติ จนถูกคณะกรรมการกิจการจีนแผ่นดินใหญ่ยกเลิกสิทธิในการมีถิ่นที่อยู่ในไต้หวัน ในฐานะคู่สมรสของชาวไต้หวัน รวมไปถึงการที่ศิลปินไต้หวันที่ไปขุดทองในจีนแห่กันแชร์ข้อความ “ไต้หวันต้องกลับสู่มาตุภูมิ” อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคณะกรรมการกิจการจีนแผ่นดินใหญ่ไต้หวันเห็นว่าเป็นพฤติกรรมของศิลปินส่วนน้อยนิดที่ต้องการเอาใจและเป็น “ขุนพลอยพยัก” ในการทำสงครามจิตวิทยาของจีน
ผู้นำไต้วันย้ำในการแถลงข่าวหลังการประชุมความมั่นคงแห่งชาติภายใต้หัวข้อ “ระดมฉันทามติต่อต้านการฮุบกลืน รับมือการแทรกซึมจากจีนคอมมิวนิสต์”
ผู้นำไต้หวันได้กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ตอนนี้จีนได้กลายเป็น “พลังที่เป็นปฏิปักษ์นอกประเทศ” ตามที่ระบุในกฎหมายว่าด้วย “การต่อต้านการแทรกซึม” ของไต้หวันแล้ว
โดยผู้นำไต้หวันได้ระบุชัดถึง 5 ภัยคุกคามจากจีน และ 17 มาตรการในการรับมือ ได้แก่ ภัยคุกคามต่ออธิปไตยไต้หวัน การแทรกซึมและสืบราชการลับ ขวัญกำลังใจในกองทัพ การแทรกซึมผ่านการติดต่อแลกเปลี่ยน และแผน “หลอมรวมการพัฒนา” โดยการดึงนักลงทุนและคนรุ่นใหม่ไต้หวันไปจีน ส่วน ๑๗ มาตรการที่ประธานาธิบดีไล่ฯ จะนำมารับมือกับภัยคุกคามทั้ง 5 ดังกล่าวข้างต้นประกอบไปด้วย รื้อฟื้นการพิจารณาคดีโดยศาลทหาร การร่วมมือกันระหว่างศาลทหารกับอัยการในการสืบสวนดำเนินคดี รวมไปถึงการเพิ่มบทลงโทษผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปิดเผยความลับทางทหารให้จีน สกัดการใช้โซเชียลมีเดียทำสงครามจิตวิทยา และการติดต่อแลกเปลี่ยนระหว่างกันต้องไม่เกี่ยวการเมืองและต้องไม่มีความเสี่ยง
ปธน. ไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน สาธารณรัฐจีน
เริ่มแล้ววันนี้ ซ้อมรบ 3 เหล่าทัพครั้งแรก รับมือ “สับขาหลอก” ของกองทัพจีน
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมไต้หวันประกาศจัดการซ้อมรบร่วม 3 เหล่าทัพเป็นครั้งแรกตั้งแต่วันนี้ (17 มี.ค.) ถึงวันที่ 21 มี.ค. รวม 5 วัน เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิินที่อาจเกิดขึั้นจากการ “สับขาหลอก” ของกองทัพจีน “เปลี่ยนจากฝึกซ้อมเป็นทำสงครามรุกรานไต้หวัน” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การฝึกซ้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินในบริเวณ “พื้นที่สีเทา” ที่กองทัพจีนมักส่งกองกำลังเข้ามาฝึกซ้อมบ่อยครั้ง เป็นการฝึกซ้อมจริงแต่ไม่มีการฝึกซ้อมยิงกระสุนจริง
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 26 ก.พ. กองทัพจีนได้จัดการซ้อมรบโดยไม่มีการแจ้งเหตุล่วงหน้า บริเวณน่านน้ำช่องแคบไต้หวัน นอกชายฝั่งเกาสงผิงตงเพียง 40 ไมล์ทะเล โดยประกาศเป็นเขตซ้อมยิงกระสุนจริง และปฏิบัติการ “ลาดตระเวณร่วม” พร้อม ๆ กัน โดยในช่วงเดือน ก.พ. ที่ผ่านมาที่มีเวลาเพียง 28 วัน จีนได้เปิดปฏิบัติการ “ลาดตระเวณร่วม” ใกล้ไต้หวันถึง 5 วัน ได้แก่วันที่ 2 5 16 19 และ 26 ก.พ. มีความถ่ีสูงสุดเท่าที่เคยมีมา หน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติไต้หวันจึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
การฝึกซ้อมในครั้งนี้เป็นเวลา 5 วัน กล่าวได้ว่าเป็นการอุ่นเครื่องก่อนเข้าสู่การซ้อมรบประจำปี ฮั่นกวง หมายเลข 41 ที่จะแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา คือการซ้อมรบจำลองบนคอมพิวเตอร์รวม 14 วัน ในช่วงเดือน มี.ค. และ เม.ย. จากนั้นในเดือน ก.ค. ก็จะเป็นการซ้อมในสนามจริงอีก 9 คืน 10 วัน
รมว.ต่างประเทศไต้หวันย้ำ งบกลาโหมไต้หวันคิดเป็นถึง 17% ของงบประมาณทั้งหมดแล้ว
สืบเนื่องจากกรณีที่รัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ไต้หวันต้องปรับเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็นร้อยละ 10 ของ GDP นั้น นายหลินเจียหลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ได้ให้สัมภาษณ์ YahooTV เคเบิลทีวีในไต้หวันระบุว่า งบประมาณกลาโหมไต้หวันไม่เพียงแต่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ยังมีสัดส่วนในงบประมาณกลางรวมถึงร้อยละ 17 มากกว่าของสหรัฐฯ ที่มีเพียงร้อยละ 12 เท่านั้น อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อยังได้แสดงจุดยืนที่จะจัดสรรงบประมาณกลาโหมเพิ่มเติมต่อไปด้วย ดังนั้น จึงคิดว่าเป็นประเด็นว่าจะคำนวณอย่างไร ก็เท่านั้นแหละ
นายหลินเจียหลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน)
นาย Elbridge Colby ซึ่งได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่ของสหรัฐฯ ได้กล่าวตอบข้อซักถามของสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวได้กล่าวถึงสัดส่วน 10% ของงบกลาโหมไต้หวันอีกครั้ง
นายหลินเจียหลง ระบุว่า ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อได้เคยประกาศแล้วว่า งบประมาณกลาโหมของไต้หวันอยู่ที่ร้อยละ 3 ของ GDP ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า ปัจจุบันงบกลาโหมของไต้หวันมีสัดส่วนสูงถึง 17% ของงบประมาณรวมทั้งหมด และเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา พร้อมระบุว่า การทำความเข้าใจกับรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ผ่านมา มันไม่ใช่แค่ว่าคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของ GDP เท่านั้น เพราะ GDP ของไต้หวันมาจากการส่งออกอุปกรณ์สื่อสาร ไอที และเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้ตัวเลขฐานของเราค่อนข้างสูงมาก เพราะฉะนั้น ความจริงแล้ว ตัวเลขก็จะเพิ่มตามสัดส่วนไปด้วย จึงมีมากกว่า 2.5% ตอนนี้ เรากำลังพยายามทำให้ได้สัดส่วน 3% ของ DGP
รมว. กต. ไต้หวันระบุอีกว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ฯ ย้ำว่า “สันติภาพต้องอาศัยความเข้มแข็ง” (Peace through strength) ซึ่งหมายความว่า เสรีภาพและประชาธิปไตยจะต้องปกป้องด้วยความเข้มแข็งด้านการทหารของตนเอง ดังนั้น ไต้หวันจึงต้องเสริมความยืดหยุ่นให้แก่การป้องกันสังคมให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการผลักดันการปฏิรูประบบการเกณฑ์ทหาร เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวในการปกป้องตนเองของไต้หวัน
ส่วนทางด้านนักวิชาการไต้หวันก็มีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า การเพิ่มงบประมาณกลาโหมจนถึงร้อยละ 10 ของ GDP ก็เท่ากับว่า เข้าสู่ภาวะสงครามแล้ว
นาย Elbridge Colby ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม สหรัฐฯ ได้ระบุในการประชุมประชาพิจารณ์ของวุฒิสภาสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ระบุว่า ไต้หวันควรปรับเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 10% ของ GDP หรืออย่างน้อยก็ควรอยู่ที่ประมาณนี้ นอกจากนี้ เขายังระบุว่า รู้สึกไม่สบายใจที่สภาฯ ไต้หวันตัดทอนงบประมาณกลาโหมของรัฐบาล
พลอากาศเอกเฉินหย่งคัง สส. พรรค KMT ได้แสดงความคิดเห็นว่า ว่าที่ รมช. กลาโหมของสหรัฐฯ ยังมีความเข้าใจในเรื่องนี้ไม่ดีพอ หากมีโอกาส สส. ของไต้หวันก็ยินดีจัดคณะเดินทางไปชี้แจงที่สหรัฐฯ นอกจากนี้ การเพิ่มงบประมาณกลาโหมก็ต้องมีรายรับที่พอเพียง
ส่วนทางด้าน ศ. หลิวหู่กั๋ว ผอ. ศูนย์ความปลอดภัยไต้หวันศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติเจิ้งจื้อมีความเห็นว่า ปัญหางบประมาณกลาโหมไต้หวันควรมากแค่ไหน? ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านก็ยังไม่มีบทสรุปที่แน่ชัดแต่หากจะให้ถึง 10% ของ ก็เท่ากับไต้หวันได้เข้าสู่โหมดเตรียมพร้อมเข้าสู่สงครามแล้ว
ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรอบแรก 32 ส.ส. พรรคฝ่ายค้านขึ้นเขียง ลุ้นรอบ 2 ก่อนให้ผู้มีสิทธิร่วมโหวตถอดหรือไม่ถอด
การเคลื่อนไหวเพื่อรณรงค์เคลื่อนไหวถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในไต้หวันเป็นไปอย่างดุเดือดทั้งการถอดถอน สส. พรรคฝ่ายค้านและพรรครัฐบาล ซึ่งคณะกรรมการเลือกตั้งไต้หวันได้รับคำร้องและตรวจสอบหลักฐานการยื่นขอถอดถอน สส. รอบแรกเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปรากฎว่ามี สส.ของพรรคก๊กมินตั๋ง 32 คน ผ่านรอบแรกเข้าสู่ขั้นตอนที่ 2 ในการถูกเสนอให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง สส. ในขณะที่ สส. พรรค DPP พรรครัฐบาล จำนวน 13 คน ไม่ผ่านการยื่นถอดถอนรอบแรก จำเป็นต้องส่งหลักฐานเพิ่มเติม
นายฉาวซิงเฉิง ผู้ก่อตั้งบริษัท UMC ยักษ์ใหญ่ด้านเซมิคอนดักเตอร์ ปัจจุบันได้ทุ่มสุดตัวในการนำการเคลื่อนไหวเพื่อถอดถอนนักการเมืองฝ่ายค้าน ได้ประกาศเริ่มรณรงค์รวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุนการถอดถอน สส. พรรคฝ่ายค้าน 32 คน ขั้นตอนที่ 2 และยอมรับว่า การเคลื่อนไหวในครั้งนี้หลีกเลี่ยงยากที่จะทำให้พรรครัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้านต้องเผชิญหน้ากันดุเดือดยิ่งขึ้น แต่ก็ยืนยันจุดยืนที่จะต้องขับ สส. พรรคก๊กมินตั๋งที่มีจุดยืนเข้าข้างจีนออกจากสภาฯ ให้ได้ เพื่อปกป้องไต้หวัน
ส่วนทางด้านโฆษกพรรค KMT ได้ยื่นเรื่องให้สภาตรวจสอบดำเนินการสอบสวนกลุ่มของพรรครัฐบาลว่ามีการรับเงินบริจาคการเมืองเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการรณรงค์รวบรวมรายชื่อการถอดถอน สส. พรรคฝ่ายค้าน เป็นการดำเนินการอย่างผิดกฎหมาย และเรียกร้องให้ต้องยื่นแสดงบัญชีรายได้จากเงินบริจาคทางการเมืองดังกล่าวด้วย
“2025 RightsCon”ไทเปเป็นเจ้าภาพครั้งแรก ไต้หวันพร้อมจับมือนานาชาติสร้างหลักประกันให้แก่เสรีภาพส่วนบุคคลและไม่ใช้ดิจิทัลอย่างฟุ่มเฟือย
รองประธานาธิบดีเซียวเหมียฉิน หรือบีคิมเซียว รองผู้นำไต้หวัน ได้กล่าวในพิธีเปิดการประชุมสิทธิมนุษยชนดิจิทัลโลก หรือ “2025 RightsCon” ย้ำว่า เทคโนโลยีระบบอินเตอร์เน็ทและดิจิทัล มีพลังขับเคลื่อนให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น มีศักยภาพในการยกระดับความโปร่งใสและอำนาจหรือ Empowerment ได้อย่างที่สุด แต่ก็เต็มไปด้วยปัญหาข้อมูลส่วนบุคคล การถูกจับตา และความเอนเอียงทางความคิด และกลายเป็นความเหลื่อมล้ำทางด้านดิจิทัลทั่วโลก ไต้หวันได้มุมานะพยายามเพื่อสร้างหลักประกันให้แก่การพัฒนาดิจิทัลที่สอดคล้องกับสิทธิมนุษยชและคุณค่าแห่งประชาธิปไตย รวมทั้งสร้างหลักประกันให้แก่เสรีภาพส่วนบุคคลเป็นอันดับแรก หลีกเลี่ยงการใช้ดิจิทัลอย่างพร่ำเพรื่อ และหวังว่าจะจับมือกับนานาชาติ ลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัลระหว่างประเทศ เพื่อให้ผู้คนมีความเสมอภาคกันในโอกาสของการใช้ประโยชน์จากดิจิทัล
รองประธานาธิบดีเซียวเหม่ยฉิน สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน)
รองผู้นำไต้หวันย้ำว่า ทางด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพทางการเมือง ไต้หวันได้รับการจัดอันดับอยู่ในอันดับต้น ๆ ของทวีปเอเชีย เป็นสังคมที่มีประชาธิปไตยมากที่สุดแห่งหนึ่ง แต่ไต้หวันจะไม่มองว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องเป็นไปเอง ท่ามกลางประสบการณ์ในชีวิตของเธอ เธอได้ผ่านยุคเผด็จการที่ใช้กฎอัยการศึกนานที่สุดแห่งหนึ่งของโลกถึง 37 ปี ได้ประจักษ์ต่อสายตาถึงการบ่อนทำลายทางการเมือง ทำให้ผู้อาวุโสทางการเมืองส่วนหนึ่งต้องถูกจำกัดเสรีภาพ ถูกจองจำ กระทั่งต้องเสียสละชีวิตของตนเป็นสิ่งชดเชย จึงจะได้มาซึ่งประชาธิปไตยไต้หวันในวันนี้ พิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็ได้เป็นประจักษ์พยานให้แก่การต่อสู้ท่ามกลางกระบวนการประชาธิปไตย และเป็นหมุดหมายสำคัญของการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ไต้หวันจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงจากประชาชนเป็นครั้งแรกในปี 1996 กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้จัดการซ้อมรบ ยิงขีปนาวุธรอบไต้หวัน เพื่อข่มขู่ประชาธิปไตยไต้หวันที่กำลังแตกหน่อเติบใหญ่ขึ้น การข่มขู่ในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่านับตั้งแต่การเลือกตั้งผู้นำไต้หวันครั้งแรก จนถึงปัจจุบัน และขยายขนาดเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ
รองผู้นำไต้หวันยังได้กล่าวอีกว่า จนถึงวันนี้ ได้ก้าวสู่ยุคอินเตอร์เน็ทไร้สาย ไต้หวันก็ยังคงยืนอยู่แนวหน้าสุดของประชาธิปไตยประสมประสานกับเทคโนโลยี ไต้หวันเข้าใจดีว่า อินเตอร์เน็ทกับเทคโนโลยีดิจิทัลเต็มไปด้วยพลังแห่งการผลักดันความก้าวหน้า เสริมศักยภาพอันมหาศาลให้แก่ความโปร่งใสและการเพิ่มเติมพลังแต่ก็เข้าใจดีว่า การพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้นำมาซึ่งความท้าทายในอนาคต ความท้าทายเหล่านี้จะเป็นบททดสอบความยืดหยุ่นและความเด็ดเดี่ยวในการปกป้องเสรีภาพและสังคมที่เปิดกว้างของไต้หวัน
รองประธานาธิบดีเซียวฯ ได้กล่าวแสดงความคาดหวังว่า การประชุมในครั้งนี้จะส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จับมือต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
ไต้หวันย้ำจุดยืนร่วมมือนานาชาติปกป้องสิทธิมนุษยชน
Access Now องค์กร NGO ระดับโลก ได้เลือกไต้หวันเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี RightsCon 2025 ในช่วงตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา 24-27 ก.พ. มีเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักวิชาการ และนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนจากทั่วโลกรวมกว่า 3000 คน มาร่วมประชุมกันที่นี่เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านข้อมูลข่าวสาร การบริหารจัดการระบบอินเตอร์เน็ทและความท้าทายของการพัฒนาในยุคดิจิทัล
นายหลินเจียหลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ได้กล่าวในงานเลี้ยงรับรองผู้เข้าร่วมการประชุมกว่า 130 คน โดยมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลของไต้หวันเข้าร่วม
นาย Alejandro Mayoral Banõs ประธาน Access Now เจ้าภาพจัดการประชุมในครั้งนี้ได้ขอบคุณการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลไต้หวัน รวมทั้งการสนับสนุนจากผู้เข้าร่วมการประชุมทุกท่านที่มาจากทั่วโลก ทำให้การประชุมในครั้งนี้เป็นไปโดยราบรื่น
ทางด้านนายหลินเจียหลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไต้หวันได้กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งการปฏิวัติเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยี ในขณะที่ทั่วโลกกำลังก้าวสู่อนาคตแห่งดิจิทัลในทุกมิติ ยิ่งต้องสร้างหลักประกันให้แก่การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและปกป้องศักดิ์ศรีเสรีภาพและความเสมอภาคของมวลมนุษยชาติ เป็นประภาคารส่องสว่างให้แก่นวัตกรรมเทคโนโลยี่และความร่วมมือระหว่างประเทศของพลังแห่งธรรมะ ซึ่งไต้หวันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่สามารถแสดงบทบาทสำคัญในความร่วมมือและการพูดคุยกันระหว่างพลังแห่งความดีที่จะผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีให้รุดไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง รวมทั้งอุทิศคุณูปการให้แก่การนี้
ไต้หวันคุมเข้มแลกเปลี่ยนด้านการศึกษากับจีน ไม่รับรองวิทยฐานะ 3 มหาวิทยาลัยในจีน
เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นายเจิ้งอิงเย้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไต้หวันได้ประกาศมาตรการคุมเข้มการติดต่อแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาและวิชาการกับจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกเลิกการรับรองวิทยฐานะสถาบันการศึกษาในจีน โดยจากข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการพบว่า มหาวิทยาลัยจีนที่ถูกกระทรวงศึกษาธิการไต้หวันยกเลิกการรับรองวิทยฐานะดังกล่าวได้แก่มหาวิทยาลัยจี้หนาน กวางโจว ซึ่งโอนไปสังกัดกับกระทรวงแนวร่วมหรือ United Front Work Department (UFWD) ของจีนเมื่อปี 2018 ส่วนอีก 2 สถาบันการศึกษาได้แก่ มหาวิทยาลัยหัวเฉียว กับสถาบันภาษาจีน ปักกิ่ง ที่กระทรวงศึกษาธิการได้สั่งห้ามมิให้มีการติดต่อแลกเปลี่ยนด้านวิชาการด้วย เพื่อป้องกันการแทรกซึมและการทำสงครามแนวร่วมต่อไต้หวัน
นายเจิ้งอิงเย้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไต้หวัน
ในส่วนของผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ก่อนประกาศ ไต้หวันจะให้ความช่วยเหลือย้ายโอนหน่วยกิตที่ศึกษาไปแล้วมาศึกษาต่อในไต้หวันจนจบหลักสูตร ส่วนผู้ที่จบการศึกษาไปก่อนประกาศ ก็จะยังคงได้รับการรับรองวิทยฐานะเช่นเดิม
นายเจิ้งฯ รมว. ศึกษาธิการไต้หวันเปิดเผยในการประชุมอธิการบดีทั่วประเทศว่า แม้ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่มีการติดต่อแลกเปลี่ยนทางด้านวิชาการระหว่างสถาบันการศึกษาชั้นนำของทั้งสองฝ่าย และไปศึกษาต่อต่างประเทศให้มากขึ้น แต่หากสถาบันการศึกษานั้นมีเป้าหมายทางการเมือง ก็จะต้องมีการจำกัดการติดต่อแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยจี้หนาน กวางโจว ได้โอนไปสังกัดกระทรวง UFWD ที่ทำหน้าที่ในการทำสงครามแนวร่วมกับไต้หวันโดยตรง เมื่อปี 2018 ทำให้การบริหารสถาบันการศึกษามิใช่เพื่อการศึกษาหรืออบรมบ่มเพาะบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถเป็นประโยชน์ต่อสังคมล้วน ๆ
ผู้นำไต้หวันย้ำประเทศประชาธิปไตยต้องจับมือเป็นหนึ่งเดียว สร้างห่วงโซ่อุปทานไร้แดง เพื่อแสงแห่งสันติภาพ
ในการประชุมประจำปี 2025 ของ Halifax International Security Forum หรือ HFX ไทเปฟอรั่ม ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวันได้กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการประชุมไทเป ฟอรั่ม โดยได้ขอบคุณ HFX ที่ได้ให้การสนับสนุนอย่างเข้มข้นต่อไต้หวันด้วยดีมาโดยตลอด และยังเลือกไทเปในการจัดการประชุมประจำปีนี้ ซึ่งเป็นการจัดการประชุมนอกเขตอเมริกาเหนือเป็นครั้งแรก ท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เป็นไปอย่างสลับซับซ้อน ผู้นำไต้หวันได้เรียกร้องให้ประชาคมโลก ท่ามกลางการรวมตัวกันของลัทธิอำนาจนิยม ฝ่ายประชาธิปไตยจึงควรสามัคคีเป็นหนึ่งเดียว จับมือกันสร้าง “ห่วงโซ่อุปทานไร้แดง”ขึ้น สามัคคีเป็นหนึ่งเดียวเพื่อแสงสว่างแห่งประชาธิปไตย ผู้นำไต้หวันย้ำว่า ไต้หวันจะมุมานะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อดำรงรักษาไว้ซึ่งเสถียรภาพและสันติภาพบนช่องแคบไต้หวัน จับมืออย่างเหนียวแน่นกับหุ้นส่วนประชาธิปไตยก่อตั้งพันธมิตรอุตสาหกรรมเอไอทั่วโลก ซึ่งหวังว่าจะร่วมมือกันเพื่อสร้างยุคใหม่ที่สวยสดงดงามและโชติช่วงชัชวาลย์
ในงานเดียวกัน อดีต ปธน. ไช่อิงเหวิน ก็ได้รับเชิญให้กล่าวสุนทรพจน์แบบปิดต่อการประชุมครั้งนี้ด้วย ซึ่งอดีตผู้นำหญิงของไต้หวันได้ย้ำว่า ไต้หวันในวันนี้ได้กลายเป็นไต้หวันของโลกใบนี้ไปแล้ว พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า การยืนหยัดในหัวใจสำคัญแห่ง “คุณค่าแห่งประชาธิปไตย”ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีงามมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ “คุณค่าแห่งประชาธิปไตย” เหล่านี้ ได้ทำให้ทุกท่านมารวมตัวกันอยู่ ณ ที่นี้ ที่ ไทเปฟอรั่ม หวังว่า กระบวนการประชาธิปไตยไต้หวันจะนำมาซึ่งความสำเร็จโดยเริ่มต้นขึ้นที่นี่ กระตุ้นให้ผู้คนร่วมกันผลักดันเสรีภาพและความปลอดภัยทั่วโลก
อดีตผู้นำไต้หวันระบุอีกว่า เชื่อว่าทุกท่านคงได้สังเกตเห็นแล้วว่า ความสำคัญของประชาธิปไตยไต้หวันเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ประชาธิปไตยไต้หวันได้มาไม่ง่าย ต้องต่อสู้อย่างทรหดหลายสิบปีจึงมีวันนี้ได้ ไต้หวันได้ก้าวออกจากระบอบเผด็จการสู่ระบอบประชาธิปไตย เป็นเรื่องราวที่ไม่ธรรมดา
ผู้นำไต้หวันประกาศ 3 นโยบายสำคัญ ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบไต้หวัน
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ได้เปิดประชุมด้านความมั่นคงแห่งชาติระดับสูง และเปิดแถลงข่าว ณ ทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวัน ประกาศนโยบายใหม่ในช่วงหนึ่งปีต่อจากนี้ โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายในการจะจัดทำงบประมาณกลาโหมให้อยู่ในระดับร้อยละ 3 ของ GDP รวมทั้งผลักดันการปฏิรูปกองทุัพ กฎหมายความมั่นคง และแนวนโยบายยุทธศาสตร์เศรษฐกิจการค้า “ยืนตระหง่านในไต้หวัน กระจายตลาดสู่ทั่วโลก” ซึ่งรวมถึงแนวนโยบายสำคัญ 3 ทิศทางหลักได้แก่ ความสัมพันธ์ไต้หวันกับสหรัฐฯ การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบไต้หวัน
ผู้นำไต้หวันได้กล่าวในการแถลงข่าวหลังการประชุมดังกล่าวว่า ตนพร้อมด้วยทีมงานฝ่ายบริหารและฝ่ายความมั่นคง ผลักดันเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้อย่างมีเสถียรภาพ ทุกอย่างเป็นไปตามทิศทางและนโยบายที่วางไว้ เร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ขณะเดียวกัน ก็ต้องจับตาการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด ยึดกุมโอกาสทอง ตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชน และหวังว่าพี่น้องประชาชนจะยืนหยัดในอุดมการณ์ จับมือประสานเป็นหนึ่งเดียว ยืนหยัดอย่างมั่นคงท่ามกลางสถานการณ์อันสลับซ้บซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แสวงหาชัยชนะท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ซึ่งผู้นำไต้หวันเชื่อมั่นว่า ไต้หวันต้องสามารถเอาชนะความยากลำบากอย่างแน่นอน ผ่านบททดสอบแห่งยุคสมัยได้อีกครั้ง
ในการแถลงข่าวของประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวันได้ระบุชัดเกี่ยวกับทิศทางนโยบายในอีก 1 ปีข้างหน้าใน 3 ประการ ได้แก่ ด้านความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจการค้า และด้านความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบไต้หวัน
ผู้นำไต้หวันย้ำว่า “ไต้หวันเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความแข็งแกร่งที่สุดในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก มีทั้งความสามารถและความตั้งใจในการรับมือกับสถานการณ์ใหม่ สำหรับข้อกังวลของโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวัน ไต้หวันจะดำเนินการอย่างรอบคอบ เสริมการสื่อสารระหว่างกันเพื่อความเข้าใจระหว่างกัน นอกจากนี้ ไต้หวันังมีแนวคิดเกี่ยวกับ "พันธมิตรห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ประชาธิปไตยระดับโลก" โดยร่วมมือกับสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรประชาธิปไตย เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์พหุภาคีที่มีความแข็งแกร่ง
ผู้นำไต้หวันย้ำเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวัน-สหรัฐฯ, สหรัฐฯ-จีน และปฏิสัมพันธ์สามฝ่าย ไต้หวัน-สหรัฐฯ-จีน ล้วนเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามอง ไต้หวันในฐานะสมาชิกที่มีความรับผิดชอบของประชาคมประชาธิปไตยโลกและภูมิภาค ไต้หวันหวังว่าความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ จะพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น และสามารถสร้างสมดุลที่ดีในความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และจีน มิใช่ฝ่ายหนึ่งได้เปรียบและอีกฝ่ายเสียเปรียบ
ปธน. ไล่ ย้ำว่า การเผชิญหน้ากับจีน ไต้หวันยึดหลัก "ไม่อ่อนข้อ ไม่แข็งกร้าว และมั่นคงแน่วแน่" ในการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน
ส่วนในช่วงปีที่กำลังมาถึงนี้ ไต้หวันจะมุ่งผลักดันใน 3 ทิศทางได้แก่
เสริมสมรรถนะในการป้องกันประเทศ ผลักดันการปฏิรูปกลาโหม การป้องกันประเทศ โดยจะเสริมความทรหดยืดหยุ่นให้แก่การป้องกันประเทศของทั่วทั้งสังคม จัดสรรงบประมาณพิเศษ เพื่อให้งบกลาโหมของไต้หวันมุ่งสู่เป้าหมายร้อยละ 3 ของ GDP
เพื่อป้องกันการทำสงครามแนวร่วมของจีน และการแทรกซึม รวมทั้งการทำสงครามจิตวิทยาจนบ่อนทำลายความมั่นคงแห่งชาติ ต้องผลักดันการปฏิรูประบบกฎหมายความมั่นคง ขยายเครือข่ายการป้องกันความมั่นคงแห่งชาติ เสริมพลังในการต่อต้านทางสังคม รวมทั้งส่งเสริมความสามัคคีภายในให้เข้มแข็งมากขึ้น
เพื่อยึดกุมโอกาสในการปฏิรูปกฎระเบียบเศรษฐกิจใหม่ และการรวมตัวใหม่ของห่วงโซ่อุปทาน โดยผลักดันยุทธศาสตร์การค้าและเศรษฐกิจ “ยืนเด่นตระหง่านในไต้หวัน กระจายตลาดสู่ทั่วโลก เสริมการปกป้องเทคโนโลยีระดับสูง จับมือกับพันธมิตรสร้างห่วงโซ่อุปทานประชาธิปไตยที่ครอบคลุมขอบเขตทั่วโลก
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีไล่ฯ ยังได้ระบุถึง 3 ทิศทางหลักในอนาคต ทิศทางแรกคือความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ ซึ่งมีอุดมการณ์และเล็งเห็นคุณค่าร่วมกัน รวมทั้งเป็นหุ้นส่วนอันมั่นคงในกลุ่มเสรีประชาธิปไตย ซึ่งไต้หวันต้องขอบคุณรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ฯ ที่ให้การสนับสนุนไต้หวันมาโดยตลอดตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมให้ความสำคัญกับเสถียรภาพและสันติภาพบนช่องแคบไต้หวันว่า เป็นส่วนหนึ่งที่ไม่อาจขาดได้ของเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองของโลก” รวมทั้งจับตาภัยคุกคามต่อสันติภาพในภูมิภาคที่มาจากจีนอย่างใกล้ชิด ซึ่งในยุคแรกของประธานาธิบดีทรัมป์ฯ รัฐบาลพรรค DPP มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งต่อเนื่องมาเป็นหุ้นส่วนในประชาคมโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติการจำหน่ายอาวุธทันสมัยให้แก่ไต้หวัน และการเดินเรืออย่างเสรีมีความปลอดภัยในช่องแคบไต้หวัน ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือด้านการทูตต่อไต้หวัน ก็ประสบความสำเร็จในยุคนั้น 8 ปีที่ผ่านมาสหรัฐฯ อนุมัติจำหน่ายอาวุธให้แก่ไต้หวันรวม 48 รายการ มูลค่าร่วมกว่า 2.6265 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการอนุมัติในยุคของประธานาธิบดีทรัมป์ฯ 22 รายการ มูลค่ารวม 1.8763 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นส่วนสำคัญยิ่งต่อการเสริมสมรรถนะการป้องกันประเทศของไต้หวันอย่างเห็นได้ชัด
กระทรวงการต่างประเทศอัพเดทเว็บไซต์นโยบายต่อไต้หวัน ตัดคำว่า "ไม่สนับสนุนการแยกไต้หวัน" ออก แต่เสริมความเข้มข้นของการเสริมการสนับสนุนไต้หวันเข้าร่วมกิจกรรมระหว่างประเทศ
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้อัพเดทนโยบายต่อไต้หวัน โดยตัดข้อความ "ไม่สนับสนุนการแยกไต้หวัน" และเพิ่มเติมข้อความ "หวังว่าช่องแคบไต้หวันจะแก้ปัญหาความไม่ลงรอยกันโดยการใช้วิธีการบีบบังคับให้ประชาชนช่องแคบไต้หวันยอมรับ" นอกจากนี้ ยังระบุเสริมที่จะสนับสนุนไต้หวันเข้าร่วมกิจกรรมระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ รวมทั้งจะเสริมความร่วมมือระหว่างไต้หวันกับเพนตากอน
ในส่วนของ American Institute in Taiwan หรือ AIT ในฐานะสถานทูตสหรัฐฯ ประจำไต้หวัน ได้ระบุในเว็บไซต์ว่า ไต้หวันเป็นหุ้นส่วนสำคัญในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า การลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี สุขภาพ การศึกษา ตลอดจนผลักดันคุณค่าแห่งประชาธิปไตยร่วมกัน
กระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐจีนเรียกร้องไทยจับมือไต้หวันเพื่อเสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาค ด้วยมิตรภาพอันช้านานระหว่างกัน
การเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ของไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างแรงกระเพื่อมให้แก่ความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับไทยไม่น้อย เมื่อไทยกับจีนได้จัดทำ “ถ้อยแถลงร่วมระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยการส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านและการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันไทย-จีน เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนยิ่งขึ้น ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งมองไปข้างหน้า และมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง” เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยมีข้อความที่กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันเห็นว่าเป็นการบิดเบือนและด้อยค่าอย่างรุนแรงต่ออธิปไตยของไต้หวัน โดยกระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันสาธารณรัฐจีนได้ออกแถลงข่าวตอบโต้อย่างรุนแรงและเรียกร้องให้ไทยจับมือกับไต้หวันบนมิตรภาพที่เป็นมาอย่างยาวนาน เพื่อเสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาค แต่ก็ได้แสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อการที่รัฐบาลไทยยอมปฏิบัติตามความต้องการของจีนในการด้อยค่าอธิปไตยของไต้หวัน
กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันสาธารณรัฐจีนได้ย้ำว่า ไต้หวัน สาธารณรัฐจีนเป็นประเทศอธิปไตย ไม่ได้ขึ้นต่อกันกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ทางการจีนคอมมิวนิสต์ไม่เคยปกครองไต้หวันแม้แต่เพียงวันเดียว การกล่าวอ้างเพื่อบิดเบือนฐานะความมีอธิปไตยของไต้หวันที่ไม่ตรงกับความจริงใด ๆ ย่อมไม่อาจเปลี่ยนแปลงสถานะปัจจุบันของช่องแคบไต้หวันที่ประชาคมโลกให้การยอมรับได้
นายกรัฐมนตรีแพทองธารฯ ของไทยเยือนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พบหารือกับผู้นำระดับสูงของจีน ทั้งนายสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน นายหลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ซึ่งได้ลงนามในความตกลงความร่วมมือระหว่างกันหลายฉบับ เพื่อจับมือกับจีนในการปราบปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทั้งของไทยและจีนบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา รวมทั้งลงนามในถ้อยแถลงร่วมที่ไต้หวันเห็นว่าเป็นการด้อยค่าอธิปไตยของไต้หวันดังกล่าวด้วย และได้เข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ฤดูหนาวที่เมืองฮาร์บิน พร้อมกับผู้นำของหลายประเทศในเอเชีย
ก่อนหน้านี้ กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันได้ออกแถลงข่าวตอบโต้แถลงการณ์ร่วมระหว่างจีนกับอีกหลายประเทศที่มีผู้นำเข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ฤดูหนาวที่เมืองฮาร์บิน ไม่ว่าจะเป็นประเทศสาธารณรัฐคีร์กีซสถาน และประเทศบรูไน โดยเน้นย้ำที่จะปกป้องอธิปไตยของไต้หวันอย่างเด็ดเดี่ยวและไม่เปลี่ยนแปลง ร่วมมือกับประเทศที่มีอุดมการณ์ใกล้เคียงกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ต่อต้านการข่มขู่คุกคามทั้งด้วยวาจาและกำลังทหารจากจีน สกัดการขยายอำนาจของลัทธิอำนาจนิยม ปกป้องเสถียรภาพและสันติภาพบนช่องแคบไต้หวัน ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจทั่วโลกให้ปลอดภัยและเจริญรุ่งเรืองต่อไป
ผู้นำไต้หวันลั่นนำไต้หวันสู่เกาะเทคโลยีอัจฉริยะที่เต็มไปด้วยคุณค่าแห่งประชาธิปไตย เพื่อให้ไต้หวันปลอดภัยมากขึ้น
ไต้หวันได้สั่งให้หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษาและวิชาการต่าง ๆ งดเว้นการใช้โปรแกรม DeepSeek ที่จีนเป็นผู้คิดค้นขึ้นเพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อได้กล่าวย้ำว่า ไต้หวันต้องเร่งพัฒนาAI พัฒนาให้ไต้หวันเป็นเกาะอัจฉริยะแห่งประชาธิปไตย แต่การพัฒนาโปรแกรม DeepSeek ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ สร้างความวิตกกังวลในเรื่องของความปลอดภัยของข้อมูลข่าวสาร สภาบริหารไต้หวันได้สั่งห้ามหน่วยงานของรัฐใช้โปรแกรมดังกล่าวแล้ว โดยประธานาธิบดีไลฯ ในฐานะหัวหน้าพรรค DPP ได้ระบุว่า เมื่อต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามของการขยายตัวของลัทธิอำนาจนิยม ประเทศสำคัญ ๆ ทั่วโลกต่างมีเอไอที่เป็นของตนเอง ซึ่งไต้หวันต้องเผชิญหน้ากับอิทธิพลของจีนอย่างรุนแรง จำเป็นต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเอไอเป็นของตนเองให้เร็วมากยิ่งขึ้น รวมทั้งต้องเชื่อมต่ออย่างแนบแน่นกับประเทศประชาธิปไตย พัฒนาไต้หวันให้กลายเป็นเกาะอัจฉริยะที่เต็มไปด้วยคุณค่าแห่งประชาธิปไตย
นางโหวอี๋ซิ่ว ผู้อำนวยการสถาบันอัจฉริยะไต้หวัน ได้รับเชิญให้บรรยายในหัวข้อ “การควบคุมการแสดงความคิดเห็นในรูปแบบภาษาของจีนกับการรับมือของไต้หวัน DeepSeek ของจีนเป็นตัวอย่างในการศึกษา” เพื่อเพิ่มความรู้เกี่ยวกับเอไอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำความรู้จักกับ DeepSeek ให้มากยิ่งขึ้น
นางหานอิ๋ง โฆษกพรรค DPP ระบุว่า หลังจากที่ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ได้กล่าวหลังรับฟังรายงานว่า ทั่วโลกมีความต้องการการบริการเอไอเพิ่มมากขึ้น จีนก็ได้ขยายตลาดไปทั่วโลก ดังนั้น การตรวจสอบเนื้อหาของจีนมีกลไกที่เข้มงวดมากขึ้น กลายเป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จีนอาศัยการบริการเอไอมาสร้างอิทธิพลต่อคุณค่าของโลก ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง สร้างความเสี่ยงต่อพันธมิตรประชาธิปไตยทั่วโลก ซึ่งไต้หวันอยู่ในแนวหน้าสุดของผลกระทบเหล่านี้จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
นางหานอิ๋ง โฆษกพรรค DPP
ประธานาธิบดีไล่ฯ ระบุว่า การบริการของเอไอ DeepSeek ของจีนมีภาษาเพื่อฝึกฝนการตรวจสอบและจำกัดความคิดที่แตกต่างออกไป และละเมิดความเป็นปัจเจกบุคคลของผู้ใช้ด้วย ซึ่งจนถึงตอนนี้ มีหลายประเทศเริ่มมีกฎระเบียบห้ามหรือจำกัดการเข้าถึงแล้ว อย่าง สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย อินเดีย ไอร์แลนด์ อิตาลี และมาเลเซีย นอกจากนี้ ในสัปดาห์นี้ ฝรั่งเศสจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม AI Action Summit ซึ่งจะมีการคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย ซึ่งในส่วนของรัฐบาล สภาบริหารได้ประกาศห้ามหน่วยงานราชการใช้โปรแกรมดังกล่าวแล้ว เพื่อเสริมกำแพงป้องกันการปลอดภัยด้านไซเบอร์ของหน่วยงานภาครัฐ
ผู้นำไต้หวันย้ำว่า ท่ามกลางการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากลัทธิอำนาจนิยมที่ขยายตัวออกไปอย่างต่อเนื่อง ประเทศยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ล้วนมีโปรแกรมเอไอเป็นของตนเอง และเนื่องจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ไต้หวันจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงอิทธิพลจากจีนได้ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม จึงต้องเร่งฝีก้าวและจับมือกับพันธมิตรประชาธิปไตยเพื่อเสริมโครงสร้างทางการเมืองและการปกครองให้มีความเข้มแข็งเชื่อมโยงเข้ากับประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก
ศึกชิงตำแหน่งผู้นำพรรค TPP เข้มข้น หลังสองผู้สมัครโต้คารมดุเดือด
พรรคประชาชนไต้หวันหรือพรรค TPP ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านอันดับ 2 ในไต้หวัน ได้จัดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมหัวหน้าพรรคคนใหม่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยสองผู้สมัครได้แก่นายหวงกั๋วชาง รักษาการหัวหน้าพรรคฯ และ สส. บัญชีรายชื่อของพรรค กับนางไช่ปี้หยู อดีต สส. ของพรรคฯ และอดีตคนสนิทของนายเคอเหวินเจ๋อ อดีตผู้ว่าการกรุงไทเป และอดีตหัวหน้าพรรคฯ ลงชิงชัยในตำแหน่งหัวหน้าพรรคฯ สมัยที่ 2 คนใหม่
นายหวงกั๋วชางได้กล่าวในการแถลงนโยบายเพื่อขอคะแนนเสียงจากสมาชิกพรรคฯ ว่า จะให้ความสำคัญกับการปฏิรูปและเสริมการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลให้เข้มข้นมากขึ้น และวิพากษ์วิจารณ์อำนาจรัฐเผด็จการในยุคต้นของพรรคก๊กมินตั๋ง สุดท้ายก็ถูกประชาชนใช้บัตรลงคะแนนเสียงปลดพรรคก๊กมินตั๋งออกจากการเป็นรัฐบาล นอกจากนี้ เขายังได้กล่าวถึงพรรค DPP ที่ประสบความสำเร็จเป็นรัฐบาลสมัยที่ 3 แต่ก็กำลังก้าวสู่หนทางแห่งเผด็จการ ผูกขาดอำนาจ และทุจริตคอร์รัปชั่น เน่าเฟะ ส่วนนางไช่ปี้หยู คู่แข่งก็กล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้ากรณีที่อดีตหัวหน้าพรรคคือนายเคอเหวินเจ๋อ ถูกอายัดตัวตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ปีที่แล้ว ทำให้เธอนอนไม่หลับทั้งคืน “เจ็บปวดสุดหัวใจ” ความยุติธรรมของกระบวนการตุลาการไต้หวันดูเหมือนว่าจะดับมอดสลายไปเสียแล้ว และหวังว่า พรรค TPP จะแสดงบทบาทกันชนให้แก่รถไฟสองขบวนระหว่างพรรค KMT กับพรรค DPP
ทั้งนี้ พรรค TPP จะจัดให้มีการเลือกตั้งซ่อมหัวหน้าพรรคฯ ในวันที่ 15 ก.พ. 2568 เพื่อรับหน้าที่แทนนายเคอเหวินเจ๋อ หัวหน้าพรรคนเดิมที่ลาออกเนื่องจากถูกอายัดตัวในข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่นโครงการจิงหัวเฉิง ที่ถูกอายังตั้งข้อหาเอื้อประโยชน์ให้แก่เจ้าของโครงการ และถูกอายัดตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ก.ย. ที่ผ่านมา
ปัจจุบันพรรค TPP มี ส.ส. ในสภานิติบัญญัติไต้หวัน 8 ที่นั่ง ซึ่งเป็น ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อทั้งหมด โดยไม่มี ส.ส. แบบแบ่งเขตแม้แต่เพียงที่นั่งเดียว แต่ก็ถือเป็นเสียงส่วนน้อยที่เป็น “หัวใจ” สำคัญในการลงมติญัตติต่าง ๆ เนื่องจากทั้งพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านมีที่นั่งในสภาฯ ไม่เกินกึ่งหนึ่งทั้งสองพรรค จึงต้องอาศัยเสียงส่วนน้อยจากพรรค TPP แต่ที่ผ่านมาพรรค TPP ยืนอยู่ฝ่ายพรรคฝ่ายค้านมาโดยตลอด
2 ผู้สมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค TPP
ตรุษจีนเที่ยวต่างประเทศประสบเหตุ กต. พร้อมยื่นมือช่วยเหลือ แต่ต้องมีเหตุผล
เมื่อประสบเหตุในต่างประเทศและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ก็มักจะพบผู้ปรารถนาดียื่นมือให้ความช่วยเหลือในยามยากอยู่เสมอ เสมือนเป็นญาติสนิท เป็นเรื่องราวที่น่าอบอุ่น
อย่างไรก็ดี กระทรวงการต่างประเทศ ไต้หวันระบุว่า เจ้าหน้าที่การทูตที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือผู้ที่ประสบทุกข์ในต่างแดนตลอดเวลา ซึ่งมีเรื่องราวต่าง ๆ ที่พวกเขาได้อุทิศตนที่ไม่มีใครรู้มาก่อน อย่างไรก็ดี กระทรงการต่างประเทศได้เตือนผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศว่า การให้ความช่วยเหลือชาวไต้หวันในต่างประเทศมีกรอบระเบียบที่แน่นอน หากเป็นการร้องขอที่ไม่ถูกต้องก็มีสิทธิปฏิเสธได้
นายเฉินส้างโหย่ว รองอธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ไต้หวันเปิดเผยว่า “ความจริงแล้ว การให้ความช่วยเหลือเพื่อนพี่น้องชาวไต้หวันในต่างประเทศ ของเจ้าหน้าที่การทูตในต่างประเทศของเราจะให้ความช่วยเหลือด้วยความเห็นอกเห็นใจ ส่วนใหญ่สื่อก็จะรายงานในขั้นตอนสุดท้ายว่า “ทุกคนปลอดภัยดี” แต่ว่าเบื้องหลังเจ้าหน้าที่ของเราที่นั่นต้องทุ่มเทให้กับการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถทั้งร่างกายและจิดใจ”
อย่างกรณีที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับความปลอดภัยสาธารณะที่ประเทศไทย เจ้าหน้าที่ไต้หวันที่ประจำอยู่ในประเทศไทยก็ได้รับมอบหมายให้ช่วยเหลือสืบค้นตามเขตต่าง ๆ สอบถามทีละโรงพยาบาล ก็เพื่อให้ทราบถึงสถานการณ์ที่แท้จริง อย่างทีมนักกีฬาแฮนด์บอลโรงเรียนประถมที่ไทจงไปร่วมการแข่งขันที่อิตาลีเมื่อปีที่แล้ว หนึ่งในทีมนักกีฬาหนังสือเดินทางหายระหว่างเปลี่ยนเครื่องที่ดูไบ เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศก็ต้องเร่งหาทางช่วยเหลือโดยด่วน จนสามารถเตรียมหนังสือเดินทางเล่มใหม่ให้กับมือหนึ่งผู้รักษาประตูของทีม เข้าร่วมการแข่งขันได้โดยราบรื่น จนสามารถคว้าแชมป์มาครองได้ สร้างชื่อเสียงให้แก่ไต้หวัน
แม้จะมีเรื่องราวดี ๆ ต่าง ๆ มากมาย แต่ก็มีเหตุการณ์ที่ผู้เดือดร้อนมีข้อเรียกร้องต่าง ๆ มากมายที่ไร้เหตุผล อย่างโทรศัพท์ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับเวลาปิดเปิดแหล่งท่องเที่ยวในดึกดื่นค่ำคืน หรือขอให้สำนักงานไปส่งที่สนามบิน หรือช่วยจองโรงแรมราคาถูกให้ด้วย หรือขอให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานช่วยไกล่เกลี่ยคู่รักที่ทะเลาะเบาะแว้งกัน
กระทรวงการต่างประเทศ ไต้หวันระบุว่า กรอบระเบียบเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือหรือปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ในต่างประเทศก็มีระบุไว้อย่างชัดเจนใน “ระเบียบปฏิบัติว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินชาวไต้หวันในต่างประเทศ”จึงขอให้ประชาชนใช้บริการของภาครัฐอย่างมีเหตุมีผล อย่าได้ใช้อย่างสุรุ่ยสุร่ายหรือสิ้นเปลืองทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ไม่ควรเรียกร้องในสิ่งที่ไร้เหตุผลทั้ง ๆ ที่เป็นส่วนที่ต้องรับผิดชอบเอง กระทรวงการต่างประเทศต้องปฏิบัติทุกอย่างตามกฎหมาย
เริ่มต้นยุคแห่งการถอดถอนนักการเมืองมาถึงแล้ว!!!พรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านเผชิญหน้าอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ความขัดแย้งระหว่างพรรครัฐบาลคือพรรค DPP กับพรรคฝ่ายค้าน KMT ลุกลามขยายตัวสู่การพิจารณากฎหมายว่าด้วยงบประมาณประจำปี 2568 ที่พรรครัฐบาลเป็นเสียงข้างน้อย ส่วนพรรคฝ่ายค้านก็ “หั่น” งบประมาณของรัฐบาลมากที่สุดเป็นประวัติการณ์เกินกว่า 2 แสนล้าน แต่พรรคฝ่ายค้านยอมรับว่า พวกตนตัดทอนลงเพียงแสนล้่านเท่านั้น ที่เหลืออีก 1 แสนล้านเป็นการตัดทอนงบอุดหนุนการไฟฟ้าไต้หวัน
เหตุดังกล่าวก่อกระแสให้เกิดความไม่พอใจในกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาล ประกาศรณรงค์ถอดถอน สส. ของพรรคฝ่ายค้านแบบแบ่งเขตทั้งหมด ส่วนพรรคฝ่ายค้านก็ไม่ยอมน้อยหน้า ประกาศเดินหน้าถอดถอน สส. ของพรรครัฐบาลเช่นเดียวกัน แต่จนถึงขณะนี้การเคลื่อนไหวของพรรครัฐบาลดูเหมือนจะเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นในขั้นตอนแรที่ต้องล่าลายชื่อเพื่อให้สามารถเสนอญัตติถอดถอน สส. เป็นรายบุคคลที่มาจากการแบ่งเขตโดยต้องล่ารายชื่อให้ได้อย่างน้อย 1% ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในเขตนั้น ๆ และเมื่อผ่านขั้นตอนแรกแล้วก็จะต้องดำเนินการรวบรวมลายชื่อผู้ที่ต้องการถอดถอนให้ได้อย่างน้อย 10% ของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง และจะเข้าสู่ขั้นตอนของการลงคะแนนเสียงโดยมีผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในเขตนั้น ซึ่งจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 1 ใน 4 หรือ 25% ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในเขตนั้น และจะต้องมีผู้เห็นด้วยกับการถอดถอนมากกว่าจำนวนผู้ไม่เห็นด้วย
ประชาชนร่วมลงชื่อสนับสนุนการถอดถอน สส. ของแต่ละฝ่าย
กระแสการถอดถอน สส. ของทั้งสองฝ่ายได้กลายเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล โดยในส่วนของพรรค DPP ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลโดยนายเคอเจี้ยนหมิน ประธานคณะทำงานในสภาฯ ได้ประกาศลั่นถอดถอน สส. ของพรรคฝ่ายค้านในสภาฯ ทั้งหมด โดยกลุ่มภาคประชาสังคมที่สนับสนุนพรรค DPP เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการรณรงค์ซึ่งเริ่มต้นที่นครเถาหยวน เคลื่อนไหวถอดถอน สส. พรรค KMT จำนวน 6 คน
นอกจากนี้ กลุ่มประชาสังคมดังกล่าวยังได้รณรงค์ในอีกหลายเมืองทั่วเกาะ ทั้งในกรุงไทเป นครนิวไทเป นครไทจง และฮัวเหลียน
กลุ่มภาคประชาสังคมที่รณรงค์ถอดถอน สส. ได้เริ่มต้นจากการรวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุนถอดถอน สส. KMT จำนวน 10 ราย ที่กระตือรือร้นในการตัดทอนงบประมาณของรัฐบาล ซึ่งการรวบรวมรายชื่อในขั้นตอนแรกครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว นอกจากนี้ ยังมี สส. ฝ่ายค้านอีกหลายคนที่อาจสามารถรวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุนให้ถอดถอนได้ครบตามจำนวนที่กฎหมายกำหนดได้หลังตรุษจีนด้วย
ประชาชนร่วมลงชื่อสนับสนุนการถอดถอน สส. ของแต่ละฝ่าย
ส่วนทางด้านพรรค KMT ก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวในกลุ่มคนรุ่นใหม่ของพรรคฯ ได้เปิดไลน์กลุ่มขึ้น เพื่อเคลื่อนไหวถอดถอน สส. พรรค DPP เช่นเดียวกัน แต่ความเคลื่อนไหวไม่ดุเดือดเท่ากับของพรรค DPP โดยนายโหยวอินหลง ประธานมูลนิธิไต้หวันโอพิเนี่ยน เปิดเผยว่า ยุคแห่งการถอดถอนครั้งใหญ่ได้มาถึงแล้ว ซึ่ง สส. พรรค DPP ที่หวาดเสียวว่าจะถูกถอดถอนก็คือ สส. ในเขตเป่ยโถว กรุงไทเป นางอู๋ซือเหยา โดยนายโหยวฯ วิเคราะห์ว่า ในอดีตที่ผ่านมาเขตเป่ยโถว กรุงไทเป เป็นเขตฐานคะแนนเสียงของพรรค KMT มาโดยตลอด อดีต สส. ติงโส่วจง เป็น สส. ในเขตนี้มานาน แต่หลังปี 2014 ที่เกิดกระแสการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนรุ่นใหม่ “ทานตะวัน” ต่อต้านพรรค KMT และต่อต้านจีน กระหึ่มทั่วเกาะไต้หวัน จนทำให้พรรค KMT ต้องสูญเสียที่นั่ง สส. ในเขตนี้ให้กับพรรค DPP ซึ่งนางอู๋ซือเหยา เป็น สส. ในเขตนี้มาแล้วถึง 2 สมัย เลือกตั้งครั้งที่แล้วพรรค KMT ก็แตกคอกันอีก
ตรุษจีนแห่เที่ยวเมืองนอก ผู้นำไต้หวันย้ำต้องดูแลความปลอดภัยตั้งแต่หน้าด่านใน 3 เส้นทางหลักไปต่างประเทศ ที่ระบุเป็นเขตเตือนการเดินทาง
ไต้หวันเริ่มหยุดตรุษจีนตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา และจะหยุดยาวตลอดสัปดาห์นี้ ทำให้คลื่นมนุษย์เดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศจำนวนมาก และในช่วงก่อนเริ่มวันหยุดยาว ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ได้ตรวจตราความพร้อมด้านการขนส่งต่าง ๆ ทั้งรถไฟความเร็วสูง รถไฟ รถโดยสารประจำทางต่าง ๆ โดยมีนายเฉินซื่อข่าย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้นำการตรวจและบรรยายสรุปการเตรียมความพร้อม ซึ่งผู้นำไต้หวันรได้ขอให้ประชาชนกระจายการเดินทางเพื่อหลีกเลี่ยงความแออัด สำหรับในส่วนของผู้คนที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยเฉพาะ 3 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา กัมพูชา และไทย - เมียนมา ซึ่งมีข่าวคราวเกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกชาวจีน และชาวไต้หวันไปชายแดนไทย ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงเพื่อนร่วมชาติของพวกเขา โดยในส่วนของเมียนมาและกัมพูชา ไต้หวันได้เตือนการเดินทางในระดับสีส้ม เตือนหากไม่จำเป็นไม่ควรเดินทาง ในขณะที่ไทยอยู่ในระดับสีเหลือ หากไม่จำเป็นให้ทบทวนการเดินทาง จึงได้ขอให้การท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนดูแลผู้โดยสารที่จะเดินทางไปใน 3 เส้นทางดังกล่าว เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร และป้องกันเหตุตั้งแต่ต้นทาง
นายหยางเว่ยผู่ ประธานบริษัทการท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนเปิดเผยว่า ในช่วงวันสองวันนี้ จะเป็นช่วงพีคของการเดินทางออกไปต่างประเทศของชาวไต้หวัน ซึ่งวันเดียวกันของปีที่แล้วมีผู้โดยสารใช้บริการมากถึง 1.3 แสนคนครั้ง ส่วนเมื่อวานนี้ก็มีจำนวนสูงถึง 1.44 แสนคนครั้ง และคาดว่าปีนี้จะมากถึง 1.46 แสนคนครั้ง เฉลี่ยในช่วงวันหยุดยาวอยู่ที่วันละ 1.4-1.5 แสนคนครั้ง ภาพรวมอยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านคนครั้ง สูงสุดหลังโควิด
นอกจากนี้ นายหยางฯ ยังระบุว่า อาคารผู้โดยสารที่ 1 มีช่องตรวจความปลอดภัยอยู่ 9 ช่อง ส่วนที่อาคารผู้โดยสารที่ 2 มีอยู่ 12 ช่อง ซึ่งได้ตั้งเป้าหมายให้ผู้โดยสารสามารถผ่านการตรวจความปลอดภัยได้ภายใน 20 นาที/คน และได้เตือนให้ผู้โดยสารควรเผื่อเวลาถึงสนามบินให้มากกว่าเดิม เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปโดยราบรื่น
แรงงานต่างชาติที่สนามบินเถาหยวนร่วมฉลองตรุษจีน
ในช่วงวันหยุดยาวตรุษจีนตลอดสัปดาห์นี้ แรงงานต่างชาติที่ทำงานก่อสร้างโครงการอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 3 มีแรงงานต่างชาติทำงานในโครงการรวมทั้งสิ้น 1400 กว่าคน ก็ได้หยุดพักผ่อนยาวด้วยเช่นเดียวกัน อย่างการสังสรรร้องเพลงคาราโอเกะ ตีปิงปอง หรือเล่นตะกร้อ รวมทั้งนิมนต์พระไทยสวดมนต์อวยพรวันเทศกาลสำคัญของชาวไต้หวัน สร้างบรรยากาศฉลองวันตรุษจีนให้แก่เพื่อนแรงงานไทยที่ทำงานที่นี่
บริษัทท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนระบุว่า โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 3 มีแรงงานต่างชาติอยู่ในโครงการถึง 1400 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานเวียดนามและแรงงานไทย ประมาณ 700 คน ในช่วงเทศกาลตรุษจีนคนต่างชาติก็จะได้หยุดพักผ่อนเช่นเดียวกับแรงงานไต้หวัน โดยไม่มีมีการจัดเวรให้ทำงานใด ๆ จะมีเพียงผู้ที่ต้องเข้าเวรคอยตรวจตราความเรียบร้อยบริเวณไซต์งาน
บริษัทก่อสร้างซัมซุงและบริษัทก่อสร้าง Ret-Ser Engineering Agency (RSEA), ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสภาบริหารไต้หวัน ซึ่งรับผิดชอบโครงการนี้ร่วมกัน ได้ดูแลให้แรงงานต่างชาติได้ซึมซับบรรยากาศการฉลองตรุษจีนในไต้หวัน พร้อม ๆ ไปกับการจัดกิจกรรมสันทนาการที่เหมาะสมถูกต้อง ในบริเวณแคมป์พักผ่อนของคนงาน นอกจากจะจัดงานเลี้ยงเพิ่มอาหารที่ถูกปากคนงานแล้ว ยังได้จัดกิจกรรมฉลองตรุษจีนอีกมากมายหลายรายการทีเดียว
เพื่อนคนไทยในไซต์งานก่อสร้างโครงการอาคารผู้โดยสารที่ 3 สนามบินนานาชาติเถาหยวน ทำบุญตักบาตรฉลองตรุษจีน
อย่างตรุษจีนปีที่แล้ว ก็ได้จัดงานฉลองตรุษจีนโดยจัดอาหารทะเล เนื้อ กิมจิ ของกินเล่น และผลไม้ ซึ่งมีมากกว่ายามปกติ และยังได้จัดกิจกรรมที่แรงงานต่างชาติเหล่านี้นิยมชื่นชอบอีกด้วย โดยในส่วนของแรงงานเวียดนามที่มีการฉลองตรุษจีนเช่นเดียวกัน ก็จัดประกวดร้องเพลงคาราโอเกะ เต้นสตรีทแดนซ์ แข่งขันงัดข้อ และแข่งปิงปอง รวมทั้งมีมีการแจกอั่งเปาเป็นรางวัลด้วย
ส่วนเพื่อแรงงานไทยที่ทำงานที่นี่ ฝ่ายบริหารก็ดูแลด้วยการจัดงานตรุษจีน แต่เนื่องจากปีใหม่ของไทยจะเป็นช่วงสงกรานต์ 13-15 เม.ย. เพราะฉะนั้น ตรุษจีนของพวกเขาก็เป็นเพียงช่วงที่มีวันหยุดค่อนข้างยาวเท่านั้นเอง แม้จะไม่มีประเพณีฉลองตรุษจีนเหมือนไต้หวัน แต่ฝ่ายดูแลก็ให้พวกเขาได้หยุดพักผ่อนเช่นเดียว จัดกิจกรรมที่พวกเขาชื่นชอบ อย่างการแข่งขันตะกร้อ และนิมนต์พระสงฆ์ไทยสวดมนต์อวยพรเพื่อความเป็นสิริมงคล
กิจกรรมในช่วงเทศกาลตรุษจีนของแรงงานไทยในหอพักคนงาน
ฝ่ายบริหารโครงการก่อสร้างเปิดเผยว่า มีแรงงานต่างชาติบางส่วนอาศัยช่วงวันหยุดยาวนี้เดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่บ้านเกิด บางส่วนก็จะออกจากแคมป์ไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ญาติมิตรของตน เรายังได้จัดกิจกรรมและจัดอาหารพิเศษให้แก่พวกเขาด้วย ตรุษจีนปีที่แล้ว มีแรงงานไทยอยู่ในที่พักถึง 90% ส่วนแรงงานเวียดนามก็มีมากถึง 80% ที่ใช้เวลาพักผ่อนในหอพัก
เพื่อให้แรงงานต่างชาติเหล่านี้มีความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน ฝ่ายบริหารโครงการยังได้จัดตกแต่งบรรยากาศภายในหอพักทั้งร้านสะดวกซื้อและบริเวณหอพักให้มีความเป็นมิตรและมีบรรยากาศของการเป็นบ้าน อย่างการเตรียมขนมขบเคี้ยว เครื่องออกกำลังกาย และอนุญาตให้ทำอาหารที่ถูกปากพวกเขาเล็ก ๆ น้อย ๆ ร่วมฉลองตรุษจีนกันอย่างคึกคักและมีความสุข
ส่วนแรงงานเวียดนาม อย่างอาหลงฯ บอกตรง ๆ ว่า “มาไต้หวันเพื่อหาเงิน” ยามปกตินอกจากจะออกไปสังสรรค์กับเพื่อน ๆ บ้านเดียวกันเป็นครั้งคราว ส่วนใหญ่จะใช้เวลาอยู่แต่ในหอพักคนงาน ในหอพักมีเครื่องออกกำลังกาย และยังเล่นกีฬาที่ตนชื่นชอบด้วย วันหยุดยังมีกิจกรรมประกวดร้องเพลงคาราโอเกะ เขายังบอกอีกว่า เขาใช้ยามว่างติดต่อวิดีโอคอลกับญาติที่เวียดนาม แม้จะไม่อาจอยู่เคียงกายกับญาติ ๆ ครอบครัวได้ แต่ก็มีความรู้สึกว่าในหอพักไม่มีอะไรขาดแคลน ฉลองตรุษจีนแบบนี้ก็ไม่เลวนัก”
แรงงานต่างชาติในหอพักคนงานแข่งขันร้องคาราโอเกะ ฉลองตรุษจีน
ฝ่ายค้านรวมหัวหั่นงบประมาณ 9.39 หมื่นล้าน รัฐบาลเดือดเรียกร้องฝ่ายค้าน “เบรก” ก่อนตกเหว
ในการประชุมสภานิติบัญญัติไต้หวัน เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พรรค TPP พรรคฝ่ายค้านเสนอให้ตัดทอนงบประมาณประจำปี 2025 ลง 93,975 ล้านเหรียญไต้หวัน คิดเป็น 3% ของงบประมาณทั้งหมดที่รัฐบาลเสนอ ซึ่งรวมถึงการตัดทอนงบประมาณค่าใช้จ่ายของหน่วยงานต่าง ๆ ของสภาบริหารถึงร้อยละ 60 งบประมาณจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ร้อยละ 3 แม้พรรครัฐบาลจะคัดค้าน แต่ก็สู้เสียงข้างมากของฝ่ายค้านไม่ได้ จึงมีมติให้ตัดทอนตามที่พรรค TPP เสนอ ซึ่งพรรค DPP พรรครัฐบาลได้แสดงความไม่พอใจว่า นี่เป็นยุคของพรรคฝ่ายค้านที่เลวร้ายที่สุด หั่นงบประมาณของชาติครั้งใหญ่ ทำให้ประเทศชาติล่มสลาย พร้อมลั่น ต้องถอดถอน สส. ฝ่ายค้านพวกนี้ออกไปให้สิ้นซาก
นางหลี่ฮุ่ยจือ โฆษกสภาบริหารไต้หวัน ได้แสดงจุดยืนของรัฐบาลผ่านกระดานข่าวว่า มติของสภานิติบัญญัติที่ให้มีการตัดทอนงบประมาณไม่ต่ำกว่า 93,975 ล้าน หากรวมกับงบประมาณอุดหนุนการไฟฟ้าไต้หวันที่ตัดทอนลงไปก่อนหน้านี้ก็จะสูงถึง 2 แสนล้าน เป็นการตัดทอนงบประมาณที่มากขึ้นจากการตัดทอนงบประมาณในปีงบประมาณที่แล้วถึง 6 เท่าตัว จาก 2 หมื่นล้าน เพิ่มขึ้น 1.7 แสนล้าน กระทบการผลักดันนโยบายของรัฐบาลอย่างรุนแรง จึงหวังว่าฝ่ายค้านจะ “เบรก” ก่อนตกเหว ซึ่งสภาบริหารได้ย้ำว่า จะพิจารณาหามาตรการรับมือ แก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมสอดคล้องกับกฎหมายและรัฐธรรมนูญ
การตัดทอนงบประมาณประจำปีนี้ของฝ่ายค้านได้ตัดทอนงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับค่าน้ำ ค่าไฟ 10% ค่าใช้จ่ายพิเศษ 60% และงบประมาณค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการโฆษณาประชาสัมพันธ์และนโยบายสื่อสารมวลชน 60%
โฆษกสภาบริหารไต้หวันระบุเพิ่มเติมว่า การตัดทอนงบประมาณของฝ่ายค้านไม่คำนึงถึงการผลักดันนโยบายต่าง ๆ ของหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาล อาทิ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการไปดูงาน หรือประชุมในต่างประเทศและค่าใช้จ่ายฝึกอบรมในต่างประเทศตัดทอนลงถึง 60% ส่วนงบประมาณของ 3 หน่วยงานของกระทรวงดิจิทัลก็ถูกตัดทิ้งทั้งหมด ลดทอนการเชื่อมต่อและความร่วมมือด้านเทคโนโลยี สิทธิมนุษยชน วัฒนธรรม การแพทย์ สาธารณสุข การกีฬา การทูต ความเท่าเทียมทางเพศ รวมทั้งความร่วมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ และไม่อาจก้าวตามทันกระแสโลกได้
นางหลี่ฮุ่ยจือ โฆษกสภาบริหาร ไต้หวัน
ในขณะที่กระทรวงต่าง ๆ ของไต้หวันได้ออกมาเรียกร้องให้ฝ่ายค้านต้องคำนึงถึงความจำเป็นในการใช้งบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ควรตัดทอนลงจนกลายเป็นการบั่นทอนความเข้มแข็งของประเทศชาติ อย่างกระทรวงการต่างประเทศ ได้ส่งนายเถียนจงกวง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไต้หวัน ก็ได้อัดคลิปชี้แจงความจำเป็นของการใช้งบประมาณที่เสนอให้สภานิติบัญญัติพิจารณาและเรียกร้องให้ สส. ฝ่ายค้าน พิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ
“ขอเรียกร้องให้สนับสนุนงบประมาณของรัฐบาล เพื่อปกป้องอธิปไตยและภาพลักษณ์ของประเทศชาติ งบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศทุกบาททุกสตางค์ ใช้จ่ายไปเพื่อเป็นหลักประกันให้แก่การพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง และปกป้องอธิปไตยแห่งชาติ สถานะพิเศษของไต้หวันในประชาคมโลกแบบนี้ หากถูกตัดทอนงบประมาณลง ก็จะต้องเจอกับความท้าทายมากมายอะไรบ้าง รมช. เถียนฯ จะเล่าให้ฟัง “ลดทอนอิทธิพลไต้หวันในประชาคมโลก ลดทอนวิสัยทัศน์ในขอบเขตทั่วโลกของไต้หวัน บั่นทอนศักยภาพในความสามารถในการแข่งขันของไต้หวัน ลดทอนคุณภาพในการให้บริการประชาชน กระทบการทำงานของนักการทูตไต้หวันในต่างประเทศ กระทบความสัมพันธ์กับพันธมิตรและคำมั่นสัญญากับประชาคมโลก
นายเถียนจงกวง รมช. กต. ไต้หวัน
ไต้หวันจับมือสหรัฐฯ ฝึกซ้อมทางทหารที่ฐานทัพจั่วอิ๋งไต้หวัน
เว็บไซต์เกี่ยวกับการจัดซื้อของรัฐบาล ได้ประกาศเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า สำนักงานผู้แทนทางทหารของไต้หวันประจำสหรัฐฯ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับความร่วมมือฝึกซ้อมทางทหารกับตัวแทนของสำนักงานตัวแทนสหรัฐฯ ประจำไต้หวันหรือ AIT ด้วยงบประมาณ 49.88 ล้านเหรียญไต้หวัน ซึ่งจะเป็นการให้ความช่วยเหลือฝึกซ้อมทางทหารให้แก่กองทัพไต้หวันที่ฐานทัพจั่วอิ๋ง เกาสง กองบัญชาการทหารเรือไต้หวันเปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นโครงการฝึกซ้อมทางทหารประจำปีของกองทัพ งบประมาณค่าใช้จ่ายทุกอย่างก็เป็นไปตามระเบียบว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาล
นายหวางติ้งอวี่ ประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศและกลาโหม สภานิติบัญญัติไต้หวันได้ชี้แจงกับสื่อผ่านไลน์กรุ๊ปสื่อว่า โครงการช่วยเหลือการฝึกซ้อมทางทหารนี้ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้นระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ โดยโครงการนี้ สหรัฐฯ ยินดีให้เปิดเผยได้ ซึ่งเป็นการส่งสัญญานไปยังจีนด้วย นอกจากไต้หวันจะปกป้องประเทศชาติด้วยตนเองแล้ว ก็ยังมีพันธมิตรของไต้หวันยื่นมือสนับสนุนช่วยเหลือฝึกซ้อมทางทหารให้แก่ไต้หวัน จึงหวังว่าจีนจะไม่ตัดสินใจผิดพลาด บุ่มบ่าม และเข้าใจสถานการณ์ผิด ๆ
ประกาศจัดซื้อจัดซื้อของไต้หวัน
พรรค TPP เตรียมเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ หลังเคอ เหวินเจ๋อ ลาออก
พรรคประชาชนไต้หวัน หรือพรรค TPP พรรคฝ่ายค้านอันดับ 2 ของไต้หวัน ได้ปิดรับสมัครผู้ประสงค์ลงสมัครรับเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ที่ว่างลง เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เนื่องจากนายเคอเหวินเจ๋อได้ลาออก หลังถูกอายัดตัวในข้อหาทุจริตคอรัปชั่น และเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ “จิงหัวเฉิง” กลางกรุงไทเป
นายเคอเหวินเจ๋อ ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคฯ เมื่อ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยให้นายหวงกั๋วชาง รักษาการหัวหน้าพรรคฯ โดยจะจัดการเลือกตั้งซ่อมหัวหน้าพรรคฯ ภายใน 6 เดือน เมื่อตำแหน่งหัวหน้าพรรคยังมีวาระเกินกว่า 1 ปี ซึ่งได้กำหนดวันเลือกตั้งซ่อมหัวหน้าพรรคฯ ในวันที่ 15 ก.พ. และจะเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 19 ก.พ.
ทั้งนี้ การเลือกตั้งซ่อมหัวหน้าพรรค TPP มีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง 2 คน ได้แก่นายหวงกั๋วชาง รักษาการหัวหน้าพรรคฯ ลงแข่งกับนางไช่ปี้หยู อดีต สส. ของพรรคฯ และอดีตผู้ช่วยของนายเคอฯ ที่ร่วมต่อสู้กับนายเคอฯ มาตั้งแต่ครั้งที่นายเคอฯ เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน จนได้รับเลือกตั้งผู้ว่าการกรุงไทเปถึง 2 สมัย ร่วมกันก่อตั้งพรรค TPP เติบใหญ่มี สส. ในสังกัดของพรรค 8 คน ในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี พรรค TPP ระบุว่า จะตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครทั้งสอง และประกาศผู้สมัครรับเลือกตั้งอย่างเป็นทางการต่อไป
สองผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมหัวหน้าพรรค TPP
ฝ่ายค้านกล่าวหายิงเป้านักโทษประหารเพื่อสร้างคะแนนนิยมให้ประธานาธิบดีไล่ฯ
การลงโทษประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรงฆ่าและข่มขืนอดีตแฟนสาวกับมารดาของเธอ เมื่อตอนดึกของวันที่ 16 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการยิงเป้านักโทษประหารไต้หวันครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี และเป็นครั้งแรกในยุคของประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ รวมทั้งเป็นครั้งแรกหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญไต้หวันวินิจฉัยว่า โทษประหารชีวิตไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ต้องเป็ฯการพิพากาษาร่วมกันของคณะผู้พิพากษาที่มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลงโทษประหารชีวิตได้ เมื่อเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว ทำให้ สส. พรรคฝ่ายค้านแสดงความสงสัยว่า การยิงเป้านักโทษประหารในครั้งนี้เป็นไปเพื่อการช่วยให้คะแนนนิยมของประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อดีขึ้นตามกระแสของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยให้มีการยกเลิกโทษประหารหรือไม่ โดยนายอู๋จงเสี้ยน สส. พรรค KMT ได้เรียกร้องให้พรรค DPP อย่าได้ใช้การลงโทษประหารชีวิตมาช่วยดึงคะแนนนิยมของพรรค DPP ส่วนนายจางฉี่ข่าย สส. พรรค TPP ก็หยิบยกคำคมในละครชื่อดังเรื่องหนึ่งมาตั้งข้อสังเกตว่า การใช้โทษประหารรายแรกนี้ก็เพื่อดึงคะแนนนิยมของประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อที่อยู่ในภาวะตกต่ำหรือไม่
อย่างไรก็ดี สส. กัวอี้ฉิง พรรค DPP ได้ตอบโต้ว่า คะแนนนิยมและความเชื่อของประชาชนที่มีต่อประธานาธิบดีไล่ฯ ยังคงรักษาอยู่ในระดับร้อยละ 55 เท่าเดิม การกล่าวหาว่าใช้โทษประหารมากกอบกู้คะแนนนิยมจึงไม่ใช่เรื่องจริง และไร้สาระสิ้นดี ในขณะที่องค์กรภาคประชาชนกำลังรวมตัวกันเพื่อรณรงค์ถอดถอน สส. พรรคฝ่ายค้าน ผํู้ที่ควรกอบกู้ชื่อเสียงของตนน่าจะเป็นพรรค KMT มากกกว่า
ปธน. ไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน
From the publisher's feed
“ประชาธิปไตย นำเราสู่ความหวัง” สโลแกนที่สะท้อนสัจจะที่ไม่มีใครสามารถโต้แย้งได้ ประชาธิปไตยเบ่งบานในไต้หวัน เป็นเสมือนประภาคารส่องนำทางประชาธิปไตยในเอเชีย เป็นคำกล่าวที่ไม่ใช่คำคุยโวโอ้อวดของผู้นำไต้หวัน
สนใจการเมืองไต้หวันติดตามได้ใน “กระแสประชาธิปไตย” ทุกวันจันทร์ ในอาร์ทีไอ หมุนทันโลก
แสดงความคิดเห็นต่อรายการนี้ ([email protected])