เราได้มาร่วมกันสัมผัสรู้ตระหนักรู้หยั่งรู้ประจักษ์แจ้ง
หยั่งรู้สู่ความจริงที่กําลังปรากฏ
ขณะใหม่มาแทนที่แล้วสลายไปอย่างรวดเร็ว
นี่คือกฎแห่งการเปลี่ยนแปลง นี่คือคุณสมบัติของรูปและนาม
นี่คือคุณสมบัติของทุกสรรพสิ่งในสังขตะ ในโลกิยะในโลกของเวลาในโลกของเวลา
เมื่อก่อน..เราไม่เห็นสัจจะของเวลานะ
เพราะเราอยู่ห้วงของอดีตอนาคตไง
ไปอยู่กับเวลาที่ผ่านไปแล้ว
ไปพัวพันกับเวลาที่ยังไม่ปรากฏยังไม่เกิดขึ้น
แล้วเราได้อะไร! นั่นแหละสิ่งที่เราได้
นั่นละของแถมที่เราได้มาจากที่ไปพัวพันในโลกอดีตอนาคต
นิพพานในมันซึ่งเป็นสิ่งที่ไกล
ไกลจากการทําความเข้าใจ ไกลจากความเข้าถึงสําหรับผู้ที่ยังไม่ได้ใส่ใจบนเส้นทางนี้
แต่ว่าพอที่จะนิยามเอาความหมายสภาวะ ที่สื่อกันได้ง่ายง่ายเนี่ย
จิตที่ถึงนิพพานแล้วผลของสภาวะนิพพานเป็นเช่นใด
หมายถึงว่าไม่ใช่ว่าอยู่จิตที่เข้าถึงนิพพานแล้วก็อยู่นิพพานตลอดไม่ใช่นะ
จิตที่เข้าถึงนิพพานแล้วตราบใดที่ยังมีวิบากของขันธ์อยู่
จิตก็จะลงมาร่วมกับเวลา มาอยู่กับรูปนาม
แล้วเมื่อใดที่จิตมาอยู่กับโลกของรูปและนามเนี่ย
จิตของเค้า การรับรู้ของเค้าจะเป็นยังไง
มันมีหลายระดับที่จะบ่งบอกชัดว่าสภาวะผลของนิพพานเนี่ยจิตที่เป็นอิสระแล้วเป็นเช่นไร
มันจะตรงกันข้ามกับตัวตัณหาอุปทานนะ
ตัวตัณหาเนี่ยเป็นเหตุแห่งสภาวะเหตุแห่งทุกข์
ที่ว่าจะมาร้อยรัดจิตให้ติดอยู่ในอารมณ์ที่จิตเข้าไปรู้นะ
คือจะเห็นแต่ความพร่องเห็นแต่โลกของตัวตนที่ไม่เคยอิ่ม
เมื่อมันไม่อิ่มมันพร่องมันก็ต้องมีการเติมเต็ม
ชีวิตของสัตว์โลกเนี่ยขับเคลื่อนไปเพื่อการเติมเต็ม
ให้กับอัตลักษณ์ให้กับตัวตนให้กับความรู้สึกไม่มีที่สิ้นสุด
ปัจจุบันนี้ชาตินี้ยังปลดเปลื้องยังหลงอยู่ในสภาวะการเติมเต็ม
มันก็ต้องไปเติมเต็มในชาติถัดไปแหละ
มันจะยุติตัวมันลงได้ยังไงสภาวะการเติมเต็มนะ
นั่นคือสภาวะของจิตที่พ้นไปจากการเติมเต็มแล้ว
พ้นไปจากความพร่องจากตัณหาแล้ว
ก็คือสภาวะจิตเค้าจะไม่มีความพร่อง
คุรุอาจารย์บางท่านบอกว่ามันเต็มไปทั่วจักรวาล