เราสัมผัสสังสารวัฏได้เพียงหนึ่งขณะเท่านั้น !
เป็นความเข้าใจผิดที่คิดไปว่าเราจะได้ครอบครองรูปและนามในอนาคต . . ไม่นะ
การรับรู้ทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ก็คือวิญญาณทั้ง ๕
ลักษณะใดหรือลักษณะหนึ่ง จะไม่จบลงตรงนั้น
มันจะมาจบลงที่ “มโนวิญญาณ”
เกิดผัสสะขึ้นแล้ว ผัสสะเป็นบวก
ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนาใช่มั้ย
สุขเวทนามันตั้งอยู่ในผัสสะที่เป็นบวก
ทุกขเวทนามันตั้งอยู่ในผัสสะที่เป็นลบ
เกิดเวทนาแล้วหากไม่รู้ ไม่เท่าทัน ไม่เห็นการเกิดดับ
ตรงนี้แหละตรงนี้แหละ ที่สายปฏิจสมุปบาทมีสองสาย
สายแห่งความเกิดและสายแห่งความดับ
รอยต่อระหว่างเส้นทางสองเส้นน่ะที่มันจะแยกออกจากกัน
ถ้าเห็นการเกิดดับของเวทนานะ
ตัณหาก็ดับ ตัณหาดับอุปทานอันดับ
อันนี้พูดถึงสภาวะในปัจจุปันธรรมนะ
แต่ถ้าไม่หยั่งลง ไม่เห็นการเกิดการดับของเวทนา อันนี้มันจะวนละ
เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา
ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน
ภพชาติชรามรณะ จะวนไปอย่างนี้นะ
แต่ได้เห็นการเกิดดับของเวทนาแล้ว มันจะไม่วน
มันจะออกจากวังวนของสังสารวัฏล่ะ
ออกจากวังวนของปฎิจจสมุปบาท เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทในรอบแห่งการดับ
อันนี้แหละที่มาสนับสนุนตรงกับคุรุอาจารย์ที่ท่านบอกว่า "วิญญาณเป็นที่ตั้งเป็นที่รับรู้ของจิต"
มันมีมั้ยว่าจิตมันไปรับรู้นอกเหนือวิญญาณ
มีอีกพระสูตรหนึ่งพระองค์ท่านตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลายวิญญาณนั้นไปหยั่งลงในอารมณ์ใด
อารมณ์จากการเห็นได้ยินได้กลิ่นลิ้มรสสัมผัส
อารมณ์มันเกิดจากความคิดนึก
อารมณ์มาจากทางอายนะทั้ง ๖
ภิกษุทั้งหลายวิญญาณตั้งอยู่ในอารมณ์ใด { วิญญาณแล้วก็อารมณ์นะ }
จิตที่มีอวิชชา { ในขณะที่จิตมีอวิชชาไม่มีปัญญาญาน }
ก็จะมีความพึงพอใจไม่พึงพอใจในอารมณ์นั้น
ก็คืออภิชฌาและโทมนัสนั่นล่ะ
มันมีความยินดีไม่ยินดีในอารมณ์นั้นนะ
พระองค์ท่านตรัส " นั่นเป็นที่ตั้งแห่งภพ "
อันนี้คือกระโดดไปเลยนะ เพราะปกติในปฏิจจสมุปบาทที่เป็นโดยลําดับ
วิญญาณเนี่ยก็ต้องเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะใช่ไหม
ธรรมสามอย่างนี้เป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ
ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา
เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา
ตัณหาเป็นปัจจัยเกิดอุปาทาน
อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ
พระองค์ท่านมาสรุปตรงที่ภพเลย
ความยินดีไม่ยินดี อภิชฌาและโทมนัสนั้น
มันบ่งบอกว่ามันผ่านผัสสะมาแล้ว ผ่านเวทนามาแล้ว อย่างงี้
วิญญาณหยั่งลงสู่อารมณ์ใด จิตที่มีอวิชชาในขณะนั้น
ขณะใดที่จิตมีอวิชชาก็จะมีความยินดีและความไม่ยินดีในอารมณ์นั้น
นั่นคือภิกษุทั้งหลายนั่นคือเป็นที่ตั้งแห่งภพ