ส่วนเห็นการเคลื่อนของลมหายใจนั้นเป็นรูปธรรม
เมื่อใดจิตเห็นการเปลี่ยนแปลงไม่ว่ารูปหรือนาม
เห็นการเปลี่ยนแปลงของสัญญาจากความจำหนึ่ง ไปสู่ความจำหนึ่ง
อย่าลืมนะผู้ที่เห็นความคิดอะ
ที่จิตเคลื่อนออกจากฐานกายไปสู่โลกแห่งความคิด
ผู้ปฏิบัติบางท่านก็เห็น เอ้ความคิดนิมีสัญญาภาพนะ มีความจำประกอบ
เขาก็จะเห็นในส่วนของความจำของสัญญา
เอ้ในความคิดมันมีความรู้สึกสุขทุกข์ประกอบร่วมนะอันนี้ก็ผ่านเวทนา
เอ้การรับรู้ความคิดมันมีความรักความชังประกอบด้วยนะอันนั้นก็ผ่านสังขาร
หยั่งลงตัวไหนก็ได้ทั้งนั้นแหละนะก็เรียกว่าหยั่งรู้
ประจักษ์รู้ตรงตามสภาวะตรงตามความเป็นจริง
อานิสงส์แห่งการรับรู้ตรงตามความเป็นจริงแบบนี้มันจะเพิกถอนเพิกถอนอะไรสิงร้อยรัดไง สิ่งร้อยรัด
ที่มันอิงเวทนาอยู่อิงสุขอิงทุกข์อยู่
เมื่อเห็นเมื่อประจักษ์ เอ้อนี่คือความจำอันนี้คือความรู้สึก
นี้คือวิญญาณในโมเม้นนั้นในขณะนั้น
ความผูกพันความเพลินความรักและความจำจะตั้งอยู่ไม่ได้จะตั้งอยู่ไม่ได้
นิยามว่าย่อมกำจัดเสียซึ่งอภิชฌาและโทมนัส
นิยามหมายถึงตัวนี้อ๋อมันดับไปเพราะนั่นหมายถึงว่ามันไม่มีที่ตั้งไม่มีที่อิงอาศัยนั่นเอง
และยิ่งชัดมากนะเมื่อใดที่จิตเห็นการเปลี่ยนแปลงของลม
เห็นการเคลื่อนของลมโมเม้นต์เดียวเท่านั้นสลายไป
โมเม้นต์ใหม่มาแทนที่สลายไป โมเม้นต์การเคลื่อนของลมหายใจอ่ะอันนี้ยิ่งชัดเลย
ใครจะไปนิยามว่าลมหายใจเป็นของคนนั้นคนนี้
นิยามไม่ได้ การรับรู้ที่ไม่ผ่านสัตว์บุคคลตัวตน
แล้วผ่านอะไร ก็ผ่านการเคลื่อน ผ่านการเปลี่ยนแปลงนี่ไง ผ่านการเกิดดับนี้ไง
นั่นแหละอภิชฌาและโทมนัสถึงไม่มีที่ยังลงไม่มีที่ตั้งลงไม่มีที่อิงอาศัย
ซึ่งพุทธะท่านนิยามบทสรุปว่าย่อมกำจัดเสียซึ่งสิ่งร้อยรัด กำจัดซึ่งสมุทัยนั่นเอง