
Sign up to save your podcasts
Or


สิ่งที่เราต้องทำเพื่อให้หาจิตเจอ…เพื่อทำความนุ่มนวลอ่อนเหมาะ ทำความเย็นให้เกิดขึ้นที่จิตของเรานั้นต้องมีสัมมาสติ เริ่มด้วยการมาระลึกถึงพุทโธ ๆ ไว้ในใจ เรามาระลึกอยู่กับพุทโธแล้ว นั่นคือเรามีสติแล้ว สติอยู่ที่ไหนจิตเราก็อยู่แถว ๆ นั้น เพราะจิตจะตั้งไว้ได้ด้วยสติ…สติ จิต พุทโธจึงตั้งอยู่ด้วยกัน
จิตไม่ได้อยู่ที่การรับรู้ แต่อยู่ตรงที่ว่าเราเอาใจจดจ่อไปที่ไหน การเพ่งจดจ่อเป็นอารมณ์อันเดียวนั่นคือสัมมาสมาธิ จะทำให้จิตนุ่มนวลลง การปรุงแต่งทางกายระงับลง ๆ วจีสังขารระงับลง พุทโธหายไป เหลือแต่จิตตั้งเอาไว้กับสติ เราจะเริ่มเห็นจิต รักษาไว้ให้ดี
ให้จิตมีความรู้คือวิชชา เห็นตามความจริงถึงความไม่เที่ยงแม้ในสัมมาสมาธินั้น เกิดขึ้นได้ มีอยู่ได้ หายไปได้ดับไปได้ตามเหตุตามปัจจัย
ขันธ์ 5 มีประโยชน์ได้ แยกแยะออกมาให้มีความชัดเจนรอบรู้ว่า มรรคนี้เกิดขึ้นในขันธ์ 5 ต้องทำให้มาก เจริญให้มาก สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่พึ่งขึ้นมาได้ เจริญขึ้นมาได้ เจริญแล้วเอาพุทโธ ธัมโม สังโฆตั้งไว้ดู ไม่ยึดถือ แต่เอาเป็นที่พึ่งให้เกิดสติได้ เป็นที่พึ่งให้เกิดมรรค 8 ได้
จิตของเรามีอยู่คงอยู่ก็อาศัยอาสวะอวิชชา อาศัยความที่มันสืบต่อกันมา จึงตั้งอยู่ การเปลี่ยนแปลงไปได้ตามอารมณ์ที่เกิดขึ้นในขันธ์ 5 เปลี่ยนแปลงไปได้ตามตัณหาความอยากความยึดไปในลักษณะที่ให้เกิดกุศลหรืออกุศลก็ได้ สิ่งใดที่เปลี่ยนแปลงได้ ไม่เที่ยง นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา สิ่งใดที่ไม่คงตัว เดี๋ยวเป็นอย่างนี้เดี๋ยวเป็นอย่างอื่น เราอย่าไปเห็นว่าสิ่งนั้นมันเป็นตัวตนของเรา มันเป็น
"เนตังมะมะ เนโสหะมัสมิ นะ เมโส อัตตา"
ให้เราวาง คลายความยึดถือ ละที่จะเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นตัวเราของเรา ถ้าวางแล้วจะเหลืออะไร…เหลือสติ ที่ตั้งไว้กับด้วยจิตที่มีความบริสุทธิ์ด้วยอำนาจของมรรค เป็นจิตที่ดับเย็นลง นั่นคือนิพพาน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
…สองอย่างนี้เราต้องปรับ ถ้าบางคนชอบการพิจารณา ให้พิจารณาก่อนแล้วค่อยทำจิตให้สงบ คือการพิจารณาไปในทางที่ถูกแล้ว จิตมันจะสงบเองได้ หรือถ้าพิจารณาไปแล้วเริ่มฟุ้งขึ้น อันนี้ให้เป็นฐานต้องฝืนทำจิตตั้งจิตให้สงบลงให้ได้ มีอันใดอันหนึ่ง ให้เอาตัวที่ตัวเองมีนั่นแหละเป็นพื้นฐาน ฝึกให้ทั้งสองอย่างนั้นมีอยู่ในจิตใจของเรา
แยกแยะระหว่างความสงบด้วยส่วนหนึ่ง แยกแยะรู้จักการพิจารณาด้วยส่วนหนึ่ง แยกแยะออกเป็นเบื้องต้นนี้แล้ว เราต้องดูให้เห็น เพิ่มเติมส่วนที่ขาด ตั้งไว้ในส่วนที่มันดี เพิ่มเติมแล้วบางทีมันไม่เสมอกัน ก็ปรับอีก ทำซ้ำไปย้ำมา สลับไปสลับมา มันไม่ได้อยู่นิ่ง เพราะจิตมันมีความกลับกลอก เปลี่ยนแปลงไปตามการรับรู้ เราต้องฝึกมันปรับเปลี่ยนมัน…กลับมาที่ลม แล้วดูคิว
ทำสลับไปสลับมา ทำให้มีความชำนาญ ทำให้มีความลึกซึ้งแยบคาย ทำไปเพื่อดัดจิตให้มันตรง เพราะจิตที่ฝึกดีแล้วย่อมเป็นเหตุนำสุขมาให้ ไม่ใช่แค่ความสุขธรรมดา แต่เป็นความสุขที่เกษม เป็นบรมสุข เป็นนิพพานสุข
ยุคนัทธกถา
[๕๓๘] ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปอย่างไร ฯ ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป ด้วยอาการ ๑๖ คือ ด้วยความเป็นอารมณ์ ๑ ด้วยความเป็นโคจร ๑ ด้วยความละ ๑ ด้วยความสละ ๑ ด้วยความออก ๑ ด้วยความหลีกไป ๑ ด้วยความเป็นธรรมละเอียด ๑ ด้วยความเป็นธรรมประณีต ๑ ด้วยความหลุดพ้น ๑ ด้วยความไม่มีอาสวะ ๑ ด้วยความเป็นเครื่องข้าม ๑ ด้วยความไม่มีนิมิต ๑ ด้วยความไม่มีที่ตั้ง ๑ ด้วยความว่างเปล่า ๑ ด้วยความเป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยความไม่ล่วงเกินกันและกัน ๑ ด้วยความเป็นคู่กัน ๑ ฯ
…
[๕๔๓] เมื่อภิกษุมนสิการรูปโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ฯลฯ เมื่อภิกษุมนสิการรูปโดยความเป็นทุกข์ เมื่อภิกษุมนสิการรูปโดยความเป็นอนัตตา เมื่อภิกษุมนสิการเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา โอภาส ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐานะ อุเบกขา นิกันติ ย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนึกถึงความพอใจว่า ความพอใจเป็นธรรม เพราะนึกถึงความพอใจนั้น จึงมีความฟุ้งซ่านเป็นอุทธัจจะ ภิกษุมีใจอันอุทธัจจะนั้นกั้นไว้ ย่อมไม่ทราบชัดตามความเป็นจริง ซึ่งชราและมรณะอันปรากฏโดยความเป็นอนัตตา โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มีใจที่นึกถึงความพอใจอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ สมัยนั้น จิตที่ตั้งมั่นสงบอยู่ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นอยู่ มรรคย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้น มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ อนุสัยย่อมสิ้นไป อย่างนี้ ใจที่นึกถึงความพอใจอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้อย่างนี้ ฯ
จิตย่อมกวัดแกว่งหวั่นไหวเพราะโอภาส ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐานะ ความวางเฉยจากความนึกถึงอุเบกขา และนิกันติ ภิกษุนั้นกำหนดฐานะ ๑๐ ประการนี้ ด้วยปัญญาแล้ว ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความนึกถึงโอภาสเป็นต้นอันเป็นธรรมฟุ้งซ่าน และย่อมไม่ถึงความหลงใหล จิตกวัดแกว่ง เศร้าหมอง และเคลื่อนจากจิตภาวนา จิตกวัดแกว่ง เศร้าหมอง ภาวนาย่อมเสื่อมไป จิตบริสุทธิ์ ไม่เศร้าหมอง ภาวนาย่อมไม่เสื่อม จิตไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เศร้าหมอง และไม่เคลื่อนจากจิตภาวนาด้วยฐานะ ๔ ประการนี้ ภิกษุย่อมทราบชัดซึ่งความที่จิตกวัดแกว่งฟุ้งซ่าน ถูกโอภาสเป็นต้นกั้นไว้ ด้วยฐานะ ๑๐ ประการฉะนี้แล ฯ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใน โพธิราชกุมารสูตร (บางส่วน) มีใจความอย่างนี้ว่า “…ก็ความคิดข้อนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ธรรมะที่เราบรรลุแล้วนี้เป็นธรรมะอันลึก สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม, เป็นธรรมะระงับและประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่าย ๆ ด้วยความตริตรึก เป็นของละเอียด เป็นวิสัยรู้ได้เฉพาะบัณฑิต, ก็หมู่สัตว์ยุคนี้มีอาลัยเป็นที่ยินดี ยินดีเพลิดเพลินแล้วในอาลัย ก็สำหรับหมู่สัตว์ผู้มีอาลัย คือ ความยึดถือ เป็นที่ยินดี ยินดีเพลิดเพลินในอาลัยนั้น, ยากนักที่จะเห็นปฏิจจสมุปบาทคือ ความที่ธรรมอาศัยกันแล้วเกิดขึ้น, ยากนักที่จะเห็นธรรมะอันเป็นที่สงบระงับในสังขารทั้งปวง, เป็นธรรมะอันถอนความยึดถือทั้งสิ้น เป็นความสิ้นตัณหา เป็นความคลายกำหนัด เป็นความดับ เป็นความเย็น คือ นิพพาน. หากเราแสดงธรรมแล้วสัตว์อื่นไม่พึงรู้ทั่วถึง ข้อนั้นจักเป็นความเหนื่อยเปล่าแก่เรา, เป็นความลำบากแก่เรา.”
ที่ปรารภเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เพื่อให้นักปฏิบัติธรรมทั้งหลายได้ตระหนักรู้ว่า ถ้าเมื่อฟังธรรมแล้วปฏิติธรรมแล้วมันไม่คืบหน้าเลย ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป และกลับรู้สึกท้อแท้ท้อถอย หมดกำลังใจ นี้คือทำไม่ถูก ให้เราเริ่มทำความเข้าใจในประเด็นนี้ใหม่ ด้วยการปรุงแต่งระลึกนึกถึงเอาใจจดจ่อไว้ อยู่กับคำว่า "พุทโธ"
…ความไม่ลึกซึ้ง ความไม่แยบคายของเรา จะทำให้พระพุทธเจ้าเหนื่อยเปล่า มีความลำบาก ซึ่งแม้แต่สมาธิในสมาธิขั้นธรรมดา ๆ คนที่ไม่มีความลึกซึ้ง ไม่มีความแยบคาย มันก็ทำไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องทำความลึกซึ้งแยบคายในการปฏิบัติให้ลึกลงไปในรายละเอียดอย่างที่ชาวนาทำกิจที่ควรทำ
สิ่งที่จะทำให้จิตอยู่ได้คือปฏิปทาคือมรรค มีศีลเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ทำในศีลให้ยิ่งขึ้น ทำในสมาธิ ในปัญญาให้ยิ่งขึ้น มันจะมีวันเวลาที่เหมาะสม ความยึดถือจะลดลง ๆ เบาบางลง ๆ เหมือนความสึกของด้ามเครื่องมือของนายช่างไม้
เมื่อจิตใจที่ตั้งไว้อยู่อย่างถูกต้องแล้ว จะทำให้เรามีความก้าวหน้ามีความลึกซึ้งมีความแยบคายในการปฏิบัติได้ คือ ให้มีการตรวจสอบในเรื่องเหตุปัจจัยให้ถูกต้อง (อุปมาเปรียบด้วยการทำน้ำมัน, นมสด , เนยข้น และไฟ) มีการปรับแก้ในเรื่องของอินทรีย์ 5 ว่า ถ้าอ่อน ก็ต้องมีการปรับจูนให้แก่กล้าขึ้นมา จึงจะสามารถเห็นปฏิจจสมุปบาท (ธรรมะที่อาศัยกันและกันแล้วจึงเกิดขึ้น) ได้
"..ตัณหาเราละ เหตุปัจจัยเราสร้าง มรรคเราทำให้ดี เข้าใจ 3 อย่างนี้ ทำให้ถูกต้องดีแล้ว นิโรธจะแจ้งขึ้นมาได้"
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) Ep.46
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
เจริญธัมมานุสสติในอริยสัจสี่ | มีปัญญารู้ชัดถึงกิจที่ควรทำในอริยสัจทั้งสี่ข้อที่แตกต่างกัน ซึ่งทุกข์ต้องกำหนดรู้, ตัณหาต้องละ, นิโรธต้องเป็นสิ่งที่ทำให้แจ้ง และมรรคต้องทำให้เจริญ
ปัญญาที่เราต้องแจกแจงพิจารณาใคร่ครวญต่อไปก็คือ เราทำให้มันได้แล้วหรือยัง ในแต่ละขั้น ในแต่ละข้อ ในแต่ละจุด ในแต่ละประเด็น นี้คือ การเจริญธัมมานุสสติ โดยใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญลงมาในธรรมะให้เห็นตามความเป็นจริงในหัวข้ออริยสัจ 4 ดังนี้
ทุกขอริยสัจ: กล่าวโดยย่อ กองขันธ์ 5 อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ (อุปาทาน) เป็นทุกข์ จะกำหนดรู้ได้ก็ต้องมีปัญญามีอภิญญา (ความรู้ที่ยิ่งไปกว่า)
ทุกขสมุทยอริยสัจ: เพราะมีตัณหาจึงมีอุปาทาน ตัณหาเป็นตัวเชื่อมระหว่างขันธ์ 5 และอุปาทานความยึดถือ มีอวิชชาเป็นเครื่องปกปิดเอาไว้…ตัณหามีอยู่ในสิ่งใด สิ่งนั้นจึงจะเป็นความทุกข์ของเราได้ ตัณหานี้ใด อันเป็นเครื่องที่ทำให้มีการเกิดภพใหม่ (การเกิิดใหม่) ซึ่งประกอบอยู่ด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิน มักเพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ตัณหาจึงเป็นเหตุเกิดของความทุกข์ จึงต้องละ
ทุกขนิโรธอริยสัจ: ต้องทำให้แจ้งถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ ซึ่งทุกข์กับสมุทัยมันต้องอาศัยกันจึงตั้งอยู่ได้ เมื่อความจางคลาย ความลดลง ๆ ไป จนถึงความดับไปไม่เหลือของตัณหาแล้ว สิ่งนั้นก็จะไม่ได้เป็นความทุกข์ของเรา…วิญญาณคือการรับรู้ยังมีอยู่ ก็รับรู้เรื่องราวตรงนั้น แต่ตัณหาจะไม่คืบคลานต่อไป เราก็จะไม่ได้มีความทุกข์ในสิ่งนั้น จึงเห็นนิพพานได้เลยในปัจจุบัน
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ: หนทางข้อปฏิบัติที่ทำให้ถึงความดับทุกข์ที่ต้องทำให้มาก เจริญให้มากจะทำให้ละตัณหาได้ นั่นคือมรรคที่มีองค์ประกอบอันประเสริฐ 8 อย่าง (อริยมรรคมีองค์ 8) ที่ไม่เนื่องด้วยอาชญาไม่เนื่องด้วยศาสตรา เป็นสัมมาคือความสลัดแอก ที่จะปลดล็อกจิตออกจากกิเลสตัณหาอวิชชาได้
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) Ep.28 , ใต้ร่มโพธิบท Ep.59 , Ep.56 , ตามใจท่าน Ep.56
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
"ปัญญาและวิญญาณ ธรรม 2 ประการนี้ ปะปนกัน ไม่แยกจากกัน แต่ปัญญาควรเจริญ วิญญาณควรกำหนดรู้ นี่เป็นกิจที่จะพึงทำต่างกันแห่งธรรม 2 ประการนี้." …มหาเวทัลลสูตร เจาะลงมาที่เรื่องปัญญากับวิญญาณ
สิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบนั้น มันเป็นเหตุที่อาศัยเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เป็นสิ่งที่อาศัยปัจจัยอย่างอื่นแล้วจึงเกิดขึ้น ไม่ได้จะเป็นตัวของมันเอง เป็นอนัตตา เราจะมีปัญญารู้ชัดสิ่งที่มากระทบต่าง ๆ เหล่านั้นได้ ไม่ใช่ว่าเราไม่รับรู้อะไร เพราะการรับรู้ (วิญญาณ) นั้น มันเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดาด้วยมีอายตนะภายนอกและอายตนะภายในสัมผัสเชื่อมต่อกัน
"ปัญญารู้ชัดสิ่งใด วิญญาณก็รู้แจ้งสิ่งนั้น วิญญาณรู้แจ้งสิ่งใด ปัญญาก็รู้ชัดสิ่งนั้น" ตรงนี้สำคัญ ต้องไปด้วยกัน ถ้าเราไม่มีปัญญารู้ชัดในสิ่งที่เรารู้แจ้ง (รับรู้) แต่เผลอเพลินไปตามสิ่งที่รู้แจ้งนั้น เกิดความพอใจไม่พอใจสะสมในจิต ทำให้ไม่เห็นได้ว่ามีเหตุปัจจัยเกิดขึ้นมาได้เป็นอย่างไร ๆ มีสติไม่ทัน เพราะจิตไม่มีกำลัง ไม่มีมีสมาธิ ไม่ได้ระวังรักษา เพราะไม่มีการทำจริงแน่วแน่จริงไม่มีมีความเพียรเกิดขึ้นได้ เพราะไม่มีความมั่นใจ ไม่มีศรัทธา ด้วยเหตุนี้ปัญญาจะเกิดขึ้นไม่ได้
ถ้าเรามีสติตั้งเอาไว้ ไม่เผลอไม่หลง แต่ระวังรักษาเอาไว้ จะมีสติตั้งไว้ได้จะต้องมีความเพียรต้องมีศรัทธา มีศรัทธาตั้งไว้อยู่อย่างถูกต้องในพุทโธ ธัมโม สังโฆ ปรารภความเพียรอย่างมั่นคงบากบั่น ทำสติให้เกิดขึ้นตั้งมั่นไม่ลืมหลง ระวังรักษา ก็จะทำจิตนั้นมีความมั่นคงเป็นสมาธิ ไม่ลำเอียง ไม่มีอคติ สามารถแยกแยะ เกิดปัญญารู้ชัดตามความเป็นจริงในทุกสิ่งที่ไปรับรู้ได้
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) Ep.57 , ใต้ร่มโพธิบท Ep.56 , Ep.57 , คลังพระสูตร Ep.53
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ถ้าเราไม่รักษาตาหูจมูกลิ้นกายและใจ จะไปในที่ ๆ ไม่ดีได้…เหล่านี้เป็นของร้อน เราต้องรู้จักรักษาป้องกันให้ดี เพราะมันเป็นเหมือนไฟ เป็นสิ่งที่มีภัยเกิดขึ้นในระหว่าง เป็นอันตรายเกิดขึ้นได้ ต้องระวังรักษาของร้อนเหล่านี้ด้วยสติ ถ้าจิตของเราไม่มีสติ นั่นคือให้เชื้อเพลิง ทำให้การไหม้ของไฟเกิดขึ้นแล้ว แต่ถ้าเรามีสติ นั่นคือเราดึงเชื้อไฟออกไป ตั้งสติไว้ที่ลมหายใจ อย่าลืมลม
สติต้องเจริญให้มาก วิญญาณต้องกำหนดรู้ ในสิ่งเดียวกัน แต่ให้แยกแยะในการทำหน้าที่ รับรู้ตรงไหน เจริญปัญญาขึ้นตรงนั้น รับรู้ตรงไหน เจริญสติขึ้นตรงนั้น
ถ้าไม่มีปัญญาเห็นตามความเป็นจริงในความที่เป็นของร้อนของตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ถ้าไม่มีปัญญาเห็นตามความเป็นจริงในความเป็นของร้อนของ รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ถ้าไม่มีปัญญาในการที่จะเห็นตามความเป็นจริงในวิญญาณที่เกิดจากการกระทบของมันตามช่องทางมา ถ้าไม่มีปัญญาจะไม่มีนิพพิทาญาณได้ เราจะไม่มีปัญญาได้เลยถ้าไม่ตั้งสติเอาไว้
การปล่อยวางต้องเป็นไปตามกระบวนการนี้ จึงจะชื่อว่าเป็นผู้ที่รักษาตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ การรักษาไม่ใช่ว่าไม่มอง ไม่ดู ไม่เห็น ไม่ทำอะไร หรือควักดวงตาออก นั่นไม่ใช่การรักษาที่ดี ให้รักษาด้วยสติจึงจะถูก
พอเรารักษาด้วยสติ ปัญญาก็เกิดเจริญมีมากขึ้น พอมีปัญญาก็จะมีนิพพิทา มีความหน่ายก็จะมีความคลายกำหนัด พอมีความคลายกำหนัดก็จะทำให้เกิดการปล่อยวางได้ เกิดการหลุดพ้นได้ สติจึงมีวิมุตเป็นที่แล่นไปสู่ ตั้งสติไว้ที่ลมหายใจใคร่ครวญให้ดี ตั้งสติให้มีอยู่ตลอดทั้งวัน
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.55
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
"ที่ไหนมีกาม ที่นั่นมีความวุ่นวาย ที่นั่นมีความข้องขัด" เพราะกามมันแทรกซึมไปได้ในทุกเรื่องราว ยสกุลบุตร เมื่อเห็นโทษของกามจึงเริ่มระลึกได้ ไม่เผลอเพลินตามไปในความสุขต่าง ๆ เหล่านั้น…เมื่อโทษของกามที่เกิดปรากฎขึ้น มันจึงมีทางเลือกเกิดขึ้น ซึ่งอยู่ที่ว่าเห็นโทษแบบไหน และจะเลือกทางไหน ทางวน ทางอ้อม หรือทางออก…ในเส้นทางที่ไปทั้งหมดนั้น ถ้าเผื่อว่าไม่มีสติ มันจะพลาดวนมาทางเดิมแบบเดิม เราจึงต้องมีกัลยาณมิตร ผู้ที่จะชักจูงพาไปยังทางออกที่มันจะไม่วนพากลับมาที่เดิมเรื่องเดิมอีก
สติคือการระลึกได้ จะทำให้จากที่มันวุ่นวายมีความขัดข้อง ทำให้เราสามารถเห็นโทษของกามนี้ได้ ระลึกได้ว่ามันมีทางออกอื่นคือ มรรค 8 อยู่ โดยเริ่มที่สติ ในที่นี้ให้มาระลึกถึงพุทโธไว้ในใจ จิตจะค่อยเริ่มสงบลงได้ ระลึกได้ว่าความสงบในภายในมี ไม่ได้จะต้องไปหาจากภายนอก ความวุ่นวายความขัดข้องจะระงับไปได้ ความวุ่นวายความขัดข้องเกิดขึ้นได้เพราะปรารภเรื่องของกาม ความไม่วุ่นวายความไม่ขัดข้องจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องหลีกออกจากกาม ต้องกำจัดกิเลสกามในภายใน ไม่ใช่ที่วัตถุกามในภายนอก
พระพุทธเจ้าตรัสว่า "คนที่มีสัมมาสติแล้วจะทำสัมมาสมาธิให้เกิดขึ้น นั่นเป็นฐานะที่จะมีได้เป็นได้" สัมมาสมาธิที่เกิดขึ้นนั้น จะทำให้การปรุงแต่งทางกาย วาาจา ใจ ระงับลง ๆ จากสิ่งหยาบ ๆ (ทางกาย) ก็จะระงับลงก่อนด้วยศีล ไปตามลำดับจนถึงความนึกคิดที่ละเอียด ๆ เช่น ความคิดนึกที่เป็นไปทางกาม พยายาท เบียดเบียน คิดตำหนิคนนั้นด่าคนนี้ มันก็จะระงับลงไปด้วยสมาธิซึ่งเป็นผลของสติ
พระพุทธเจ้าแสดง "อนุปุพพิกถา" แก่ยสกุลบุตร ให้เห็นถึงความไม่วุ่นวาย ความไม่ขัดข้อง โดยแสดงไปตามลำดับในเรื่องของ ทาน ศีล เรื่องของสวรรค์ โทษของกาม และอานิสงส์ในการหลีกออกจากกาม อานิสงส์ของ "เนขัมมะ" จะทำให้จิตใจผ่องใส มีความชุ่มเย็น มีความร่าเริงเบิกบาน ปราศจากเครื่องเศร้าหมองต่าง ๆ แล้วให้เราพิจารณาเห็นตามความจริงว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะภายนอกหรือภายในของเรามันไม่ได้เกิดขึ้นด้วยตัวมันเองโดยส่วนเดียวเท่านั้น แต่มันต้องเกิดขึ้นด้วยการประกอบกันอาศัยกันกับสิ่งอื่น ๆ ต่าง ๆ เพราะถ้าเหตุปัจจัยมันเปลี่ยนแปลงไป สิ่งนั้นก็เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่ได้จะตั้งอยู่คงอยู่ได้ตลอดเวลา"
เพ่งลงมาในกายของเรานี้ก็เหมือนกัน ไม่ได้ตั้งอยู่ด้วยตัวเองโดด ๆ ต้องอาศัยอาหารจึงตั้งอยู่ได้ดำรงอยู่ได้ ดังนั้นความเป็นตัวของตัวเองมันจึงไม่มี มันจึงไม่ใช่ตัวของมันเองจริง ๆ ความจริงข้อนี้ให้เราสังเกตดู เราจะสังเกตเห็นความจริงในข้อนี้ได้ จิตจะต้องมีความสงบระงับบ้าง ปราศจากนิวรณ์ความเศร้าหมองต่าง ๆ ให้มีความร่าเริงแจ่มใส ไม่ให้วุ่นวายไม่ให้ข้องขัด จิตเราดำเนินมาถึงจุดนี้แล้วให้เห็นตามความเป็นจริงว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเหตุปัจจัยเกิด อาศัยสิ่งอื่นเกิดแล้ว ถ้ามันเป็นเงื่อนไขตามธรรมดาที่เป็นมาด้วยความที่เกิดแล้ว มันก็เป็นเงื่อนไขตามธรรมดาแบบนี้มันไป ที่ให้มันดับไปได้ เงื่อนไขตรงนี้คือความจริง ที่ถ้าเราสังเกตไม่เห็น เราก็จะมีความชุ่มย้อมยึดถือไปในกามนั้น เรียกว่า "กามุปาทาน"
เราจะรักษาไม่ให้เราไม่ประมาท ก็เริ่มต้นที่สติตั้งเอาไว้ ไม่เผลอเรอไม่หลงลืมไม่ประมาท กุศลธรรม การรักษาที่จะเกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นที่ตรงนั้น การเห็นได้ตามความเป็นจริงก็เห็นได้ที่ตรงหูนั้น ที่ตานั้น ความจริงคือวิชชาก็ปรากฎขึ้นได้ ณ ที่นั้น ๆ
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท Ep.59 , คลังพระสูตร Ep.55 , EP.15
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
"พุทโธ ธัมโม สังโฆ จึงเป็นอย่างเดียวกัน อยู่ในกายของเรา อยู่ในใจของเรา มีการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรงมาตามทางได้ก็ด้วยกายด้วยใจของเรานี้"
ความลึกซึ้งในอริยสัจจุดสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ ที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามลำดับขั้น เพื่อจะทำให้มีความรู้คือญาณในอริยสัจสี่เกิดขึ้นมาได้ว่าสัจจญาณ คือ ปัญญาที่รอบรู้ความจริงในอริยสัจทั้ง 4 (รู้ว่า นี่คือทุกข์, นี่คือเหตุแห่งทุกข์, นี่คือความดับไม่เหลือซึ่งเหตุแห่งทุกข์, นี่คือทางแห่งความดับไม่เหลือซึ่งเหตุแห่งทุกข์)กิจญาณ คือ ปัญญาที่รู้กิจที่ควรทำในอริยสัจ 4 (รู้ว่า ทุกข์ ควรกำหนดรู้ , สมุทัย (ตัณหา) เป็นสิ่งที่ควรละ, นิโรธ ควรทำให้แจ้ง และมรรค ควรทำให้มาก ควรเจริญให้มาก)กตญาณ คือ ปัญญาที่รู้แจ้งในกิจที่ควรทำในอริยสัจ 4 ได้ทำสำเร็จแล้ว
ในรอบแรก เราต้องรอบรู้ในความจริงในอริยสัจทั้ง 4 แยกแยะให้ได้ ต้องรู้ดูมองให้เห็น สิ่งที่เราต้องเข้าใจต่อไปคือ หน้าที่ที่ควรทำในแต่ละข้อนั้นต่างกัน ต้องทำให้ถูกต้อง ในรอบที่ 2 นี้ จึงสำคัญในเรื่องของมรรคที่จะต้องมีการปรับสมดุลในข้อปฏิบัติของเราอยู่เสมอ ๆ
และในคำสอนที่เป็น "มัชฌิมาปฏิปทา" นี้ มีเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดจบอยู่ จบลงตรงที่ตัณหามันหมดแล้ว ตัณหาหมดลงตรงไหน นั้นคือจบตรงนั้น อวิชชาดับเมื่อไหร่ ความสว่างเกิดขึ้นตรงนั้น ความหมุนวนมันจะถูกตัดขาดออก เหมือนได้มาถึงที่หมายแล้ว
"…สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่นาน ๆ จะเกิดมาสักครั้งหนึ่ง เป็นเฉพาะพิเศษ ๆ วาระที่เฉพาะเจาะจงแล้วเท่านั้น เราอย่าพลาด! ให้คว้าโอกาสนี้ไว้เลย วาระนี้มีแค่ครั้งเดียว ชีวิตนี้เราเกิดมาแค่ครั้งเดียว เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคราวหน้าชีวิตหน้า เราจะได้เกิดหรือเกิดมาเป็นอะไร เราเกิดมาชาตินี้มีโอกาสครั้งเดียว อย่าไปคิดไกล ทุ่มเลย ถ้าเรารู้ว่าวาระนี้มีครั้งเดียว ในบท 4 คือ อริยสัจสี่นี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ให้ได้ว่ามันต้องทำให้มีการรอบรู้ มีการละ มีการทำให้แจ้ง มีการทำให้เจริญ จะเอาอะไรแลกเพื่อให้ได้ธรรม 4 อย่างนี้มา
…ในเวลาที่เหลืออยู่นี้รับประกันให้ได้โดยพระพุทธเจ้าว่า "ถ้าแลกธรรมบท 4 นี้มาด้วยหนัง เอ็น กระดูก เนื้อและเลือด ได้เป็นพระอรหันต์ในปัจจุบันนี้แน่ หรืออย่างน้อยก็ได้เป็นอนาคามี…ไม่ต้องต่อรอง ต้องการอะไรให้หมด จากข้างนอกคือหนัง เข้าไปถึงข้างในเป็นเนื้อและเลือด เข้าไปจนถึงกระดูก ไม่ได้จะสนใจเรื่องพวกนี้ แต่ให้สนใจดูว่า จะทำอย่างไรให้ทุกข์เรารอบรู้แล้วได้, จะทำอย่างไรให้สมุทัยคือตัณหา เราละให้มันได้, จะทำอย่างไรให้นิโรธ คือ ตัณหาที่มันดับลงได้ ทำให้มันแจ้งขึ้นมา และจะทำอย่างไรให้เราทรงไว้ซึ่งมรรค 8 ให้ได้ตลอด เอาชาตินี้ล่ะ ท่านรับประกันไว้ให้แล้ว จะรออะไร หนทางมีอยู่ ปฏิปทามีอยู่ ที่ถ้าเราปฏิบัติแล้วเราจะรู้เห็นได้ด้วยตัวเอง.
กีฏาคิริสูตร
[๒๓๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บทสี่อันยืนยันได้ที่เรายกขึ้นแสดงแล้ว อันวิญญูบุรุษ จะพึงรู้เนื้อความได้ด้วยปัญญาไม่นานเลย มีอยู่ เราจักแสดงแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจักรู้ ทั่วถึงเนื้อความแห่งบทสี่อันยืนยันได้ ที่เรายกขึ้นแสดงแล้วนั้น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกไหนเป็นข้าพระองค์ทั้งหลาย และพวกไหนจะเป็นผู้รู้ทั่วถึงธรรมได้?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ศาสดาใดเป็นผู้หนักในอามิส รับมรดกแต่ส่วนที่เป็นอามิส ข้องอยู่ด้วยอามิส แม้ศาสดานั้นย่อมไม่มีคุณสมบัติเหมือนดังของตลาด ซึ่งมีราคาขึ้น ๆ ลง ๆ เห็นปานนี้ว่า ก็เมื่อเหตุอย่างนี้พึงมีแก่เรา เราพึงทำเหตุนั้น ก็เมื่อเหตุอย่างนี้ไม่พึงมีแก่เรา เราไม่พึงทำเหตุนั้น ดังนี้.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทำไมเล่า ตถาคตจึงไม่ข้องด้วยอามิสโดยประการ ทั้งปวงอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สภาพนี้ย่อมมีแก่สาวก ผู้มีศรัทธา ผู้หยั่งลงในคำสอนของ พระศาสดาแล้วประพฤติด้วยตั้งใจว่า พระผู้มีพระภาคเป็นพระศาสดา เราเป็นสาวก พระผู้มีพระภาคย่อมทรงรู้ เราไม่รู้. คำสอนของพระศาสดาย่อมงอกงามมีโอชาแก่สาวกผู้มีศรัทธา ผู้หยั่งลงในคำสอนของพระศาสดาแล้วประพฤติ. สภาพนี้ ย่อมมีแก่สาวกผู้มีศรัทธาผู้หยั่งลงใน คำสอนของพระศาสดาแล้วประพฤติ ด้วยตั้งใจว่า "เนื้อและเลือดในสรีระของเราจงเหือดแห้ง ไปจะเหลืออยู่แต่หนังเอ็นและกระดูกก็ตามที เมื่อเรายังไม่บรรลุถึงอิฐผลที่จะพึงบรรลุด้วย เรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว จักคลายความเพียร นั้นเสีย จักไม่มีเลย."
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผลสองอย่างคือ อรหัตตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อขันธบัญจกที่กรรมกิเลสเข้าไปยึดถือเป็นส่วนเหลือยังมีอยู่ ความเป็นพระอนาคามีอย่างใดอย่างหนึ่ง อันสาวกผู้มีศรัทธา ผู้หยั่งลงในคำสอนของพระศาสดาแล้วประพฤติ พึงหวังได้.
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) Ep.36, Ep.34, ใต้ร่มโพธิบท Ep.56
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
“…รูปอุปมาด้วยกลุ่มฟองน้ำ เวทนาอุปมาด้วยต่อมน้ำ สัญญาอุปมาด้วยพยับแดด สังขารอุปมาด้วยต้นกล้วย และวิญญาณอุปมาด้วยกล. ภิกษุย่อมเพ่งพิจารณาเห็นเบญจขันธ์นั้นโดยแยบคายด้วยประการใดๆ เบญจขันธ์นั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่าง เป็นของเปล่าด้วยประการนั้น ๆ
ก็การละธรรม 3 อย่าง อันพระพุทธเจ้า ผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน ปรารภกายนี้ทรงแสดงแล้ว ท่านทั้งหลายจงดูรูปอันบุคคลทิ้งแล้ว. อายุ ไออุ่น และวิญญาณย่อมละกายนี้เมื่อใด เมื่อนั้น กายนี้อันเขาทอดทิ้งแล้ว ย่อมเป็นเหยื่อแห่งสัตว์อื่น หาเจตนามิได้ นอนทับถมแผ่นดิน.
นี้เป็นความสืบต่อเช่นนี้ นี้เป็นกลสำหรับหลอกลวงคนโง่ เบญจขันธ์เพียงดังว่าเพชฌฆาตผู้หนึ่ง เราบอกแล้ว สาระย่อมไม่มีในเบญจขันธ์นี้. ภิกษุผู้มีความเพียรอันปรารภแล้วมีสัมปชัญญะ มีสติพึงพิจารณาขันธ์ทั้งหลายอย่างนี้ ทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืน. ภิกษุเมื่อปรารถนาบทอันไม่จุติ (นิพพาน) พึงละสังโยชน์ทั้งปวง พึงกระทำที่พึ่งแก่ตน พึงประพฤติ ดุจบุคคลผู้มีศีรษะอันไฟไหม้ ดังนี้.” …เผณปิณฑสูตร
ประเด็นสำคัญคือ เราต้องรู้ว่าจะหลีกออกคลายกำหนัดในขันธ์ทั้ง 5 นี้ได้อย่างไร? …ให้พิจารณาใคร่ครวญในเหตุเกิดของ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ อาศัยอะไรเกิดขึ้น ให้รู้ได้ด้วยถึงความเสื่อมของมัน เพราะว่าถ้าเหตุมันเปลี่ยนแปลงหายไปดับไป รูปนั้นก็หายไปดับไป เวทนาด้วย สัญญาด้วย สังขารด้วย และวิญญาณด้วย โดยอุปมาเปรียบในแต่ละอย่างไว้ด้วยกับ ฟองน้ำ, ต่อมน้ำ, พยับแดด, แก่นในต้นกล้วย และมายากล ซึ่งเป็นสิ่งที่หาสาระแก่นสารไม่ได้
พิจารณาขันธ์ 5 มาในกายของเราด้วยสมาธิที่เกิดจากการระลึกรู้ถึงลมหายใจ ให้พิจารณาเห็นตามความเป็นจริง โดยความเป็นของไม่เที่ยง, โดยความเป็นทุกข์, เป็นโรค, เป็นหัวฝี, เป็นลูกศร, เป็นความยากลำบาก, เป็นอาพาธ, เป็นดั่งของผู้อื่นให้ยืมมา, เป็นดั่งของแตกสลาย, เป็นของว่าง และเป็นของไม่ใช่ตน ให้พิจารณาเห็นโดยอนัตตลักษณะ 11 ประการนี้
พระสมณโคดมท่านได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสัมมาสัมพุทธะก็เพราะ "เห็นขันธ์ 5 ตามความที่มันเป็น มีเหตุเกิดเป็นมาอย่างนี้ ตัวมันเป็นอย่างนี้ ความดับไม่เหลือของมันเป็นอย่างนี้ และทางให้ถึงความดับไม่เหลือของมันเป็นอย่างนี้ ๆ เห็นอริยสัจทั้ง 4 ในขันธ์ทั้ง 5 ด้วยอาการอย่างนี้"
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท Ep.56
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
"ถ้าเหตุของความเสื่อมยังมีอยู่ ความเสื่อมก็ปรากฏ…ธรรมทั้งหลายทั้งปวงขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย เป็นอนัตตา"…พึงเจริญพุทธานุสสติระลึกถึงคุณในข้อที่เป็น "ภควา" คือ ผู้จำแนกแจกธรรม
คนที่ยังมีเหตุปัจจัยแห่งความเสื่อมอยู่ ก็จะเกิดการกลับกำเริบขึ้นได้ เช่นในเรื่องราวที่มาใน จิตตหัตถิสารปุตตสูตร พระมหาโกฏฐิตะได้ปรารภพระจิตตหัตถิสารีบุตรที่ได้พูดสอดขึ้นในระหว่างสนทนาอภิธรรม และได้กล่าวถึงว่าการที่เราไม่ทราบวาระจิตของผู้อื่น เราก็จะไม่รู้ได้ว่าจิตใจในภายในนั้นเป็นอย่างไร หรือไม่รู้แม้กระทั่งวาระจิตของตนเอง โดยได้อุปมาอุปไมยไว้อย่างล้ำเลิศถึงจิตของพระจิตตหัตถิสารีบุตรใน 6 อย่างโดยความเป็นอนัตตา ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้สึกออกไป แต่ด้วยความที่พระพุทธเจ้ามีความสามารถเห็นลึกยิ่งไปกว่านั้นว่า พระจิตตหัตถิสารีบุตรจะสามารถละตัดเหตุปัจจัยแห่งการที่จะทำให้เกิดการกำเริบนั้นได้…เหตุปัจจัยเหล่านั้นคืออวิชชา ถ้าเราไม่รู้ไม่เห็นไม่ทันมัน มันก็จะทำให้มีราคะ โทสะ โมหะเกิดขึ้นมาเบียดเบียนจิตของเราได้
ให้เรามาระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าในข้อที่ท่านเป็นผู้จำแนกแจกธรรม เป็นภควา ในความสามารถที่ทรงบัญญัติธรรมจนกระทั่งมีความยอดที่สุดคือ "ความเป็นอนัตตา"…เมื่อเห็นยอด ให้เห็นทั้งตัวทั้งฐานทั้งพื้นด้วย ได้ยินได้ฟังธรรมในเรื่องอนัตตาก็ให้เห็นความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันทั้งหมด…ให้เอาคุณของพระพุทธเจ้ามาตั้งไว้ในดวงใจของเรา ตั้งไว้ในจิตของเรา นี้เหมือนกับพระพุทธเจ้าสถิตย์อยู่กับเรา อยู่ในใจของเรา ให้ในใจมี "พุทโธ" คำนี้หมายถึงอรหันตสัมมาสัมพุทโธ คำนี้หมายถึงเอาคุณในทุก ๆ ข้อ มีความเป็น "ภควา" เป็นที่สุด ให้อยู่ในจิตใจของเรา
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
From the publisher's feed
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

3 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

9 Listeners

66 Listeners

18 Listeners

3 Listeners

7 Listeners

1 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

0 Listeners