
Sign up to save your podcasts
Or


ปฏิปทาอันเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน นั่นคือให้เห็นความเป็นทุกข์ เห็นความไม่เที่ยง เห็นความเป็นอนัตตา เห็นไตรลักษณ์ในสิ่งที่เรารับรู้ได้
การเตรียมการให้จิตมีความเป็นสัปปายะ คือ เตรียมสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมในการที่จะจับอวิชชาได้ เริ่มมาตั้งแต่ศีลสมบูรณ์ สติ สมาธิ และปัญญา เมื่อเตรียมช่องทางคือใจให้สัปปายะมีความพร้อมแล้ว มีผัสสะมากระทบ เกิดราคะโทสะโมหะโผล่ขึ้นมา เราจะมีอำนาจเหนือมัน ดักจับมันกลับได้
ถึงจะมีผัสสะอะไรมา ถ้าในใจมีมรรคอยู่ นั่นจะเป็นช่องทางให้ราชฑูตคือสมถะวิปัสสนานำข่าวสารมาแจ้งต่อเจ้าเมืองได้
ให้รักษาสติตลอดทั้งวัน เหมือนยามที่ดี มีสติตั้งไว้ในพุทโธตลอดเวลาจะสามารถทำความแจ้งในนิพพานให้เกิดขึ้นได้ด้วยความเป็นสัปปายะ ในการที่จะให้พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ตั้งแต่ตอนที่มันเกิดขึ้น ตั้งแต่ตอนที่มันตั้งอยู่ หรือแม้แต่เมื่อมันดับไปแล้ว ทำอยู่เป็นประจำจะเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ธรรมปฏิบัติเรื่อง "ปัญญาวิปัสสนา" โดย พระครูสิทธิปภากร (หลวงพ่อ ดร. สะอาด ฐิโตภาโส) เจ้าอาวาสวัดป่าดอนหายโศก
"เห็นชัดเห็นจริงว่า กายนี้เป็นของที่ต้องเวียนว่ายตายเกิด นับภพนับชาติไม่ถ้วน เห็นชัดลงไปว่า ควรปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนอันนี้เสีย ให้ละความหลง ความมัวเมาในกามทั้งหลาย ในโลกทั้งหลาย ในความวุ่นวายทั้งหลาย"
จะรู้เห็นความจริงในเรื่องของทุกข์ได้ต้องฝึกปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาด้วยปัญญาโลกุตระ ปัญญาโลกุตระจะเกิดได้ก็ด้วยการมีสมาธิ เมื่อมีสมาธิแล้วพิจารณาตรงไหนมันก็เห็นชัดไปหมด มันปล่อยวางได้ มันละได้ มันทอดทิ้งได้ด้วยใจ…ใจมันทิ้ง ทิ้งรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณได้
"เราอย่าเห็นแก่หลับแก่นอน ตื่นขึ้นมาล้างหน้าล้างตา แล้วก็นั่งสมาธิทุก ๆ วัน สมาธิก็ค่อยดีขึ้น ๆ พอสมาธิดีเต็มที่ ปัญญาก็เกิด พอปัญญาเกิด ก็ตรัสรู้ธรรมได้ บรรลุมรรคผลได้"
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
การนำธรรมะคือมรรค 8 นี้ ให้มันเข้าไปสู่ในจิตในใจของเรา ทำให้มีความอ่อนนุ่มอ่อนเหมาะ มีความนุ่มนวล ซึ่งเป็นลักษณะอันควรของสมาธิ เราจึงต้องฝึกไปทำไป ทำให้เป็นบริกรรม
พระพุทธเจ้าทรงใช้คำว่า "บริกรรม" เปรียบเทียบไว้กับการทำงานของช่างหม้อ, ช่างแกะสลัก, ช่างทอง, ช่างอัญมณี, ชาวนา และชาวเรือ ว่าเป็นการกระทำการงานให้มันครบรอบเหมาะสมครบถ้วนตามกระบวนการที่จะพัฒนาทำให้งานนั้น ๆ สำเร็จขึ้นมาได้ เช่นเดียวกันกับงานของเราที่จะต้องทำให้จิตของเรามีมรรค 8 เกิดขึ้น ซึ่งถ้ายังไม่มี ก็ต้องไปพัฒนา (ภาวนา) ทำให้มีเกิดขึ้น โดยเริ่มพัฒนาจากศีลก่อน (มีความไม่ร้อนใจเป็นพื้นฐาน) แล้วมาเป็นศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ (มีสติสัมปชัญญะ, รู้ประมาณในการบริโภค, มีการสำรวมอินทรีย์, มีตนประกอบอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น ปรารภความเพียรอยู่เนื่องนิตย์, มีการยินดีในเสนาสนะอันสงัด เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะสนับสนุนพัฒนาให้จิตของเรานั้นเริ่มที่จะระงับลง ๆ จากความคิดนึกที่เป็นไปทางกาม พยาบาท เบียดเบียน เปลี่ยนจากอกุศลให้เป็นไปในทางกุศล)
ค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ พัฒนาให้เป็นไปตามลำดับด้วยขั้นตอนที่ถูกต้อง ทำบริกรรมภาวนาให้มรรค 8 เกิดขึ้นแทรกซึมเข้ามาในจิตของเรา จิตนั้นจะมีความนุ่มนวลอ่อนเหมาะควรแก่การงาน มีความแจ่มแจ้งสว่างผ่องใส ไม่มีความแข็งกระด้างใด ๆ แต่จะมีศรัทธาที่เต็มเปี่ยม เป็นจิตที่เมื่อบริกรรมแล้ว เข้ากันแล้ว พร้อมแล้ว เหมาะแล้วที่จะเกิดปัญญาเพื่อชำแรกกิเลส ทำให้พิจารณาเห็นตามความจริงในอริยสัจ 4 พร้อมแล้วที่จะละความยึดถือ ละอาสวะ ละอวิชชา พร้อมแล้วที่จะทำวิชชาให้เกิดขึ้น ทำนิพพานให้แจ้งได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
"…อย่าให้เป็นผู้ถือเอาโดยนิมิต อย่าให้เป็นผู้ถือเอาโดยอนุพยัญชนะ พึงปฏิบัติเพื่อสำรวมอินทรีย์ทั้งหลาย ถ้าเผื่อว่าเราไม่สำรวมแล้ว จะมีความเพ่งเล็งคืออภิชฌา มีความโทมนัสคือความไม่ยินดีพอใจเกิดขึ้นได้…ให้การรับรู้ของเรามีสติตั้งไว้อยู่ตลอด "
วิธีละความกำหนัดยินดีพอใจใน 3 ขั้นตอนนี้ เป็นเรื่องราวที่มาใน ภารทวาชสูตร โดยพระปิณโฑลภารทวาชะได้กล่าวบอกไว้กับพระเจ้าอุเทน ปรารภคำถามที่ว่า จะทำอย่างไรไม่ให้ราคะมาเสียดแทงจิตใจของเราเกิดความกำหนัดยินดีพอใจไปในเพศตรงข้าม?
โดยมาเริ่มตั้งสติขึ้นก่อน การระลึกได้คือการดึงเบรคเอาไว้ก่อน แทนที่จะปล่อยจิตใจให้ไปตามความกำหนัดยินดีหรือความไม่พอใจใด ๆ ที่เกิดขึ้นทันที โดยให้ระลึกมาใน 3 ขั้นตอน
1) พิจารณาโดยตั้งเป็นนิมิตในการเห็นบุคคล แบ่งเป็นกลุ่มตามช่วงอายุ ถ้าผู้นั้นมีอายุมากกว่ามาก ให้พิจารณาโดยความเป็นพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ที่มีอุปการะแก่เรามาก่อน, อายุใกล้เคียงกัน ให้พิจารณาโดยความเป็นพี่น้อง, อายุน้อยกว่ามาก ให้พิจารณาโดยความเป็นลูกหลาน เมื่อระลึกนึกถึงไปอย่างนี้จิตใจของเราก็จะนุ่มนวลลงทันที ด้วยความดีที่เราระลึกได้ ความกำหนัดมันจะระงับลงไปได้
2) เพราะด้วยความที่จิตมีธรรมชาติเป็นของโลเล ทำให้ลืมไป ระลึกในนิมิตไม่ได้ ทำให้กามราคะแทรกซึมเข้ามา เพราะด้วยความเป็นอนุพยัญชนะ (มาในรายละเอียด; ความสวยความหล่อ รูปร่างผิวพรรณดี อุปนิสัยวาจาดี แต่งตัวดี) จึงต้องมาแยกแยะอนุพยัญชนะ คือ การพิจารณาอสุภะ ให้เห็นความเป็นจริงในกายนี้ทั้งภายในและภายนอกว่า เป็นของไม่สวยงาม เป็นของไม่สะอาดสกปรกปฏิกูล เป็นของรังโรค ความกำหนัดมันจะระงับลงได้ ละไปได้ ทำให้การกระทำทางกายวาจาและใจ ยังอยู่ในขอบเขตของศีล
3) ข้อสำคัญคือเราต้องรักษาจิตของเราให้ดี กาย วาจา ศีล จิตใจ ปัญญาจึงต้องได้รับการอบรม แต่ในบางครั้งมันเผลอเพลินไป จะทำอย่างไรไม่ให้จิตของเราไปตามอารมณ์ที่เห็นว่างามนั้น?…พึงมีการสำรวมอินทรีย์ในลักษณะที่จะไม่เห็นโดยนิมิตหรือโดยอนุพยัญชนะ ไม่ให้ความเพ่งเล็งไม่ให้ความไม่พอใจเกิดขึ้น จึงต้องให้การรับรู้ (วิญญาณ) ของเรามีสติตั้งไว้ตลอด เปรียบเหมือนกับผู้รักษาทวาร (ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ) ถ้าสติที่มีความฉลาด มีกำลัง จะสามารถระลึกได้ หยุดได้ ถอยได้ ไม่ไปตามโดยนิมิตหรือโดยอนุพยัญชนะ รู้ก็สักแต่ว่ารู้ เห็นก็สักแต่ว่าเห็น ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน ละความพอใจไม่พอใจออกไปได้ ตรงนี้คือมีสติเกิดขึ้นในใจ ไม่ให้ตามไปในอารมณ์นั้น จะรักษาทวารเอาไว้ได้
สรุป พิจารณาทำตามปฏิบัติตามใน 3 ขั้นตอนข้างต้นนี้ ทำซ้ำทำย้ำ พิจารณาอยู่เรื่อย ๆ ทำอยู่บ่อย ๆ จะมีความชำนาญเกิดขึ้น ธรรมะเหล่านี้จะเข้าไปสู่ใจได้ ความกำหนัดพอใจในเพศตรงข้ามมันจะค่อย ๆ ระงับลง ๆ เบาบางลง ๆ และละไปได้ในที่สุด
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท Ep.40
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
“ภิกษุ ท.! เมื่อศีลของเธอบริสุทธิ์หมดจด ทิฏฐิของเธอไปตรงแล้ว, เธอจงอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จงเจริญสติปัฏฐานทั้งสี่ โดยวิธีทั้งสาม เถิด”…ภิกขุสูตร [๖๘๗]
พระพุทธเจ้าตรัสแจกแจงสอนสติปัฏฐาน (ฐานที่ตั้งให้เกิดสติ) ซึ่งเป็นธรรมอันเอกนี้เพื่อให้เกิดการทำการปฏิบัติ ใช้ในการตั้งสติ ดำรงสติขึ้นไว้เฉพาะหน้า แล้วมาระลึกนึกถึง พิจารณามาใน 4 หัวข้อนี้ในลักษณะที่เป็นสัมมาสติ ให้เป็นลักษณะที่ความเพ่งเล็ง (อภิชฌา) และความเศร้าหมองใจ (โทมนัส) จะตั้งอยู่ไม่ได้ ให้กำจัดออกไปจากใจให้ได้เห็นกายในกาย พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงของกายนี้ ที่ประกอบกันด้วยธาตุ 4 ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ว่าส่วนไหนก็ตาม มีถุงหนังห่อหุ้ม เต็มไปด้วยของไม่สะอาดเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย พิจารณาเห็นเวทนาคือความรู้สึกที่เกิดจากผัสสะ โดยมีการรับรู้ผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ มีการปรุงแต่งเป็นความรู้สึกเกิดขึ้นเป็นสุขเวทนา เป็นทุกขเวทนา หรือเป็นอทุกขมสุขเวทนาเห็นจิตในจิต พิจารณาเห็นจิตที่ถ้ามีความนึกคิดมีความวิตกแล้ว มีราคะ โทสะ โมหะเกิดขึ้น เป็นจิตวุ่นวาย เป็นกังวล ฟุ้งซ่านขึ้น มีความกำหนัดยินดีไปในกาม หรือเป็นจิตที่สงบ เป็นอารมณ์อันเดียวเห็นธรรมในธรรม พิจารณาในข้อธรรมะต่าง ๆ ส่งเป็นกระแสธรรมให้เห็นไปตามความเป็นจริงในธรรมะนั้น ๆ
ให้ฝึกทำฝึกพิจารณาในแต่ละหัวข้อข้างต้น โดย ทำในวิธีการ 3 อย่าง คือ อันเป็นภายใน (เห็นภายในกายของเรา), อันเป็นภายนอก (เห็นสิ่งภายนอกที่ออกนอกกรอบกายของเราไป) และอันเป็นทั้งภายในทั้งภายนอก (เห็นทั้งสองอย่าง) ฝึกพิจารณาให้ชำนาญทั้งในภายในตัวเราเองก็ตาม ทั้งภายนอกของคนอื่นก็ตาม หรือทั้งภายในภายนอกสลับกันไปมา จะทำให้จิตใจของเรามีความกว้างขวางออกไป ให้เราตั้งสติของเราไว้อย่างนี้ ไม่ว่าจะทำอยู่ในที่สงบเงียบ ขณะทำกิจการงาน ขณะเดินทาง หรือขณะพูดคุยกัน ทำได้หมด ค่อย ๆ ปรับไปตามกระบวนการของมัน จะสามารถทำให้เป็นธรรมชาติอย่างต่อเนื่องได้ตลอดทั้งวัน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
From the publisher's feed
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

3 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

9 Listeners

66 Listeners

18 Listeners

3 Listeners

7 Listeners

1 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

0 Listeners