
Sign up to save your podcasts
Or


ร่างกายประกอบด้วยธาตุต่างๆอันได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อากาศธาตุ (ธาตุช่องว่าง) และวิญญาณธาตุ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ เกิดขึ้นเป็นธรรมดา อีกทั้งยังโดนลวงด้วยอุปาทานความยึดถือที่สร้างขึ้นมาเอง ก่อให้เกิดเป็นภพและสภาวะขึ้น
หากเรายึดถือสิ่งที่เป็นอนัตตา สิ่งที่แปรปรวนไป สิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ว่าเป็นตัวเราของเรา ก็จะทำให้ทุกข์เป็นของเราตามผัสสะที่มากระทบนั่นเอง
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ เพราะมีความคงที่ ทนอยู่อยู่ในสภาพเดิมได้ยาก อย่าให้เกิดอารมณ์ที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ ไม่มีความรู้สึกสุขไปตามหรือทุกข์ไปตาม
เราจึงควรใช้ปัญญาพิจารณาเห็นตามเป็นจริง ให้เห็นถึงความเป็นอนัตตา เป็นเหตุปัจจัย เงื่อนไขที่ปรุงแต่งกันมา ให้เห็นเป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา เพื่อคลายความยึดถือลงได้ จะสามารถทำให้จิตสบาย ผ่องใส ยังคงเป็นความประภัสสรอยู่ได้ เพราะความยึดถือที่เบาบางลง ลดลง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
หลายๆ ครั้งที่เมื่อนั่งสมาธิแล้วสงบ มักจะเกิดคำถามว่าควรทำอย่างไรต่อไป อาการเช่นนี้เราเรียกว่า "เพลินในสมาธิ" ซึ่งเกิดจากอวิชชาที่เป็นความไม่รู้ในอริยสัจสี่นั่นเอง สมาธิที่ตั้งไว้แล้วแต่ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรต่อไป เพราะสมาธิลึกลงไป แต่สติมีกำลังละเอียดไม่เพียงพอตามกำลังของสมาธิ
อย่าหลงเพลินไปในสมาธินั้นๆ ต้องตั้งสติขึ้นและใช้สติเพื่อแยกแยะ เพื่อให้เห็นว่าสมาธิเองก็ไม่เที่ยงเช่นกัน กำจัดเหตุของความเสื่อมออกไปให้หมด โดยไม่อยาก ไม่บังคับ ในทางตรงข้ามกันหากจะทำให้ความเจริญมีมากขึ้น ก็ต้องสร้างเหตุของความเจริญด้วยการทำให้มาก เจริญให้มาก ทำอยู่อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ไม่ขาดสาย ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาในทางที่ดีได้มากขึ้นนั่นคือ "การภาวนา"
ความเสื่อมจะเจริญขึ้นก็มีเหตุของความเสื่อม ความเสื่อมถ้ามันจะเสื่อมไปมันก็ต้องอยู่ที่เหตุของมันหายไป เราจึงต้องใช้สติเพื่อแยกแยะ ประกอบกับสมาธิที่จิตมีอารมณ์เป็นอันเดียว จะทำให้เกิดปัญญามองเห็นตามความเป็นจริงได้ ว่าสิ่งใดก็ตามที่เป็นเหตุปัจจัย เป็นเงื่อนไขที่ปรุงแต่งกันมา ย่อมไม่เที่ยง จะทำให้สามารถปล่อยวางความยึดถือลงได้ในที่สุด
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ในกายของเราไม่ได้มีสิ่งอะไรที่มันควรค่าแก่การที่จะยึดถือเอาไว้ เป็นของกลวง เป็นของเปล่า เป็นของไม่มีแก่นสาร เพราะมันไม่ใช่เป็นตัวของมันเอง เพราะมันต้องขึ้นอยู่กับสิ่งอื่น เพราะมันเป็นของไม่เที่ยง มันมีสภาพที่เป็นทุกข์ ไม่ได้จะมาหาสุขในสิ่งนี้ได้
เราจะวางสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้คือ เราละความยึดถือ
จะมาละความยึดถือในสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ ต้องเห็นตามความเป็นจริง
จะเห็นตามความเป็นจริงในสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ จิตใจเราต้องมีสติ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ทุกคนเกิดมาแล้วล้วนต้องตายทั้งนั้น ซึ่งภัยจากความแก่และความตายเป็นภัยที่เราไม่สามารถต่อรอง ต้านทานหรือเอาชนะได้เลย เมื่อถึงเวลานั้นร่างกายนั้นก็ต้องทอดทิ้งไว้ในโลกเป็นธรรมดา ไม่สามารถเอาอะไรติดตัวไปได้เลย จะมีแต่บาปและบุญเท่านั้นที่จะติดตามเราไปได้
การเกิดของมนุษย์ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เราจึงควรหมั่นสร้างกุศล ประพฤติธรรม ด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา บำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุ 10 ซึ่งเป็นเครื่องมือเครื่องสร้างที่จะทำให้เกิดบุญขึ้น และดำเนินไปตามทางของอริยมรรคมีองค์แปด
สภาวะมนุษย์ได้มายาก ต้องรักษาให้ดี และให้มีสัมปรายภพเป็นที่ไปเป็นอย่างน้อย บุญกุศลและความดีจะเป็นที่พึ่งที่ไปของเรา หากได้เตรียมการไว้อย่างดีแล้ว หมั่นระลึกถึงความตายอย่างสม่ำเสมอด้วยจิตที่ระลึกถึงความดีที่กระทำ ก็สามารถที่ยังคงเป็นผู้ที่ผาสุกอยู่ได้เมื่อความแก่และความตายมาเยือน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
บุคคลที่ได้ฟังธรรมะเรื่องโพชฌงค์ 7 แล้ว ให้มีความสบายใจเลยว่า ธรรมะทั้งหมดนี้นั้นเข้ากันอยู่ในจิตใจเรานี่หล่ะ ให้เรามีความยินดี มีความพอใจ มีความอิ่มเอิบใจเลยว่าธรรมะที่ได้ฟังนี้นั้นเป็น "สวากขาตธรรม" จริงๆ บุคคลผู้ที่จะประกาศธรรมะแบบนี้ได้ต้องเป็นสัมมาสัมพุทโธคือ ผู้ตรัสรู้โดยชอบ ส่วนผู้ที่ปฏิบัติตามข้อมูลธรรมะ มีโพชฌงค์ เป็นต้น ถ้าปฏิบัติได้ ปฏิบัติดีจริงๆ ท่านก็เป็นสุปฏิปันโนจริงๆ
เหตุ คือ สติปัฏฐาน 4 ทำให้เกิดผล คือ โพชฌงค์ 7
เหตุ คือ โพชฌงค์ 7 ทำให้เกิดผล คือ วิชชาและวิมุตติ
ธรรมะอันเอก คือ อานาปานสติ ทำให้เกิด สติปัฏฐาน 4
ธรรมะ 4 อย่าง คือ สติปัฏฐาน 4 ทำให้เกิด โพชฌงค์ 7
ธรรมะ 7อย่าง คือ โพชฌงค์ 7 ทำให้เกิดธรรมะ 2 อย่าง คือ "วิชชาและวิมุตติ" ได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
การเกิดขึ้นเป็นชีวิตใดชีวิตหนึ่ง มีมารดาบิดาเป็นแดนเกิด ดูแล ชุบเลี้ยงและบำรุงด้วยข้าวปลาอาหาร ประกอบกันเป็นธาตุสี่ที่เป็นดิน น้ำ ไฟ ลม การรับรู้ที่เป็นวิญญาณจากช่องทางของอายตนะทั้งหก การปรุงแต่งที่เป็นกรรมต่างๆ หากนำทั้งหมดมาประกอบกันเข้าก็จะเห็นว่าผลเป็นตัวเรา แต่ถ้าเรานำไปแยกแยะออกก็จะพบว่าหาตัวตนนั้นไม่เจอเลย
เมื่อเห็นเหตุต้นผลปลายดังนี้แล้ว ย่อมจะมองเห็นความเป็นอนัตตาได้ชัดเจน เพราะเป็นเพียงชั่วเวลาขณะใดขณะหนึ่งที่มีเหตุปัจจัยประกอบกันได้ เข้ากันได้ ทำให้เกิดขึ้นได้ เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จึงไม่ควรยึดถือว่าเป็นตัวเราของเรา
ในที่สุดแล้วเราจะพบว่าสิ่งที่เหลือไว้จริงๆ มีเพียงชื่อ ความดีความชั่วที่ได้กระทำ ดังนั้นเราจึงควรวางความยึดถือในกาย ในจิต ในทุกข์เหล่านั้น จะทำให้ความกำหนัดยินดีพอใจต่างๆ จางคลายลงได้ เกิดเป็นปัญญาความเข้าใจในการปล่อยวาง ตัดความยึดถือในตัวตนได้โดยอัตโนมัติ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ตั้งสติไว้กับลมหายใจเพื่อรักษาจิตไม่ให้ไปตามช่องทางทั้ง 6 เหมือนผูกสัตว์ไว้กับเสา ทำไปเรื่อยๆสัตว์เหล่านั้นจะอ่อนกำลังลง จิตก็เช่นกัน
การรักษาจิตต้องไม่บังคับแต่ให้ควบคุมให้ดี เมื่อสติอยู่กับลมจะรับรู้อยู่แต่ไม่ตามไป แยกแยะแบบบุคคลที่ 3 ตั้งสติเอาไว้สะสมไปเรื่อย ๆ คอยสังเกตจดจ่อทำอย่างสมดุลจะเกิดเป็นสมาธิ ดั่งอุปมาเช่นการกกไข่ของแม่ไก่
“สร้างเงื่อนไขอย่างถูกต้อง มีปัจจัยทำมาอย่างดี มีการปรุงแต่งที่เหมาะสม ตั้งไว้อย่างถูกต้องแล้ว จะสามารถที่จะให้เจ้าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มาอยู่ในอำนาจได้”
สติทำให้เกิดสมาธิและปัญญา เป็นกระบวนการที่จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจะได้ผลเหมือนกับการบดงาจะหวังหรือไม่หวังย่อมได้นำ้มัน
เมื่อสติมีกำลัง จิตระงับลง สมาธิเกิดจะเห็นเวทนาที่ละเอียดขึ้น สติก็ต้องละเอียดตามลงไป ไม่เผลอเพลินในสุขเวทนานั้น สติจะทำปัญญาให้เกิดขึ้นได้ก็ตรงจุดที่เราสังเกตเห็นความจริงนี้ สติกับปัญญาต้องผสมกัน
สติจะทำให้เกิดปัญญาเห็นว่า ทุกสิ่งล้วนมีปัจจัยปรุงแต่งกันมาเปลี่ยนแปลงได้ ทำไปเรื่อย ๆ เห็นอยู่เรื่อย ๆ เหมือนชาวนาไขน้ำเข้านา วันนึงเมื่อเวลาที่เหมาะสมจะปล่อยวางได้เหมือนการค่อย ๆ ผุกร่อนของเครื่องหวาย
ให้จิตตั้งไว้กับสติ ตั้งไว้กับมรรคจะเห็นผลในที่สุด
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
“รู้ชัด” คือ เห็นความรู้สึกนั้นเป็นบุคคลที่ 1 เห็นสิ่งที่เข้าไปรู้สึกนั้นเป็นบุคคลที่ 2 ถ้าเรารู้ชัด นี้คือเราออกมาเป็นบุคคลที่ 3 จะไม่เข้าไปเกลือกกลั้วในเวทนานั้น แต่รู้ชัดว่าเวทนานี้เกิดขึ้นแล้ว ในเอพิโสดนี้ จึงอธิบายขยายความให้ลึกลงมาถึง “การเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย”
เวทนา คือ ความรู้สึก สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายอย่าง เป็นเวทนา 3 เวทนา 5 เวทนา 6 หรือ เวทนา 36 ไล่ไปจนถึงเวทนา 108 ที่หมายรวมถึงเวทนาที่เนื่องด้วยเหย้าเรือนและหลีกออกจากเรือน ทั้งในอดีต อนาคต แปัจจุบัน
เราจึงต้องมีสติรู้ชัดในเวทนาที่เกิดขึ้น การที่จะรู้ชัดได้ ต้องแยกออกมาเป็นบุคคลที่ 3 ไม่เข้าไปเกลือกลั้วเป็นอยู่ในเวทนานั้น แต่รู้ชัดว่าเวทนานี้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อรู้ชัดแล้ว ต้องมองให้เห็นถึงเวทนาทั้งหลายนั้น มีเหตุมีปัจจัยในการเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดับไปได้ มีความไม่เที่ยง เป็นอนัตตา มีสภาวะแห่งความทนอยู่ได้ยาก คือ ความเป็นทุกข์ จะเห็นอย่างนี้บ่อย ๆ ได้ ต้องอาศัยสติและการฝึกฝน เพื่อที่เมื่อปฏิบัติ ๆ ไปแล้ว จะละความยึดถือในเวทนาเหล่านั้น ปล่อยวาง เหนือเวทนาได้
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S08E22
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
“คนอื่น ๆ บรรลุธรรมตั้งแต่โสดาบันจนถึงอรหันต์ ก็มีมาได้ ตัวเราเองผู้ฟังคำสอนของพระผู้มีพระภาค จะให้ได้ใน 8 ระดับนี้ ก็ได้เหมือนกัน” เวลาที่เราเห็นคนโกนผมห่มเหลือง หรือเวลาที่เรานึกถึงสังโฆนั้น เรานึกถึงอะไร จะผิวเผินแค่เปลือกภายนอกจากเครื่องแต่งกายหรือลึกซึ้งลงไปกว่านั้น ในเอพิโสดนี้ ได้อธิบายถึงการระลึกถึงสังโฆ โดยที่ตัวเราเองนั้นก็สามารถปฏิบัติให้มีสังโฆอยู่ในใจได้ เป็นสังโฆในตัวเองที่ไม่ใช่ของคนอื่น
"สงฆ์" หมายถึงหมู่ ไม่ใช่หมู่ธรรมดา แต่เป็นหมู่ของผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จุดสำคัญในที่นี้ คือ ฟังแล้วนำมาปฏิบัติ โดยเริ่มจากศีล สมาธิ ไปจนถึงปัญญา ผลที่พึงได้ ก็คือ บุรุษ 4 คู่ นับเรียงตัวได้ 8 บุคคล ที่เมื่อระลึกถึงสงฆ์ ก็ให้ใจระลึกถึงสังฆคุณตามบทสวดนี้ไปด้วย
โย โส สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ยะทิทัง, จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อาหุเนยโย, ปาหุเนยโย, ทักขิเณยโย, อัญชะลิกะระณีโย, อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ, ตะมะหัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ,ตะมะหัง สังฆัง สิระสา นะมามิ
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ #สังฆคุณ , #ปฏิบัติบูชาสำหรับผู้ประพฤติพรหมจรรย์
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
อย่างไรจึงจะเรียกว่า “เห็นธรรมในธรรม” ถ้าเราเห็นว่านิวรณ์ 5 อุปาทานขันธ์ 5 มีเหตุเกิดเหตุดับ ละได้ นี้ก็ชื่อว่าเห็นธรรมในธรรม อุปาทานในขันธ์ 5 ไล่เรียงการเกิดการดับตามหลักปฏิจจสมุปบาท หรืออย่างเช่นในอายตนะ ถ้าเราเห็นช่องทางที่มา เห็นจุดเชื่อม แยกแยะได้ นี้ก็คือการเห็นธรรมในธรรม แต่ถ้าเราไม่เข้าใจในอายตนะทั้ง 6 ไม่เข้าใจเหตุเกิด ไม่เข้าใจถึงความดับ นั่นก็เป็นเครื่องร้อยรัดคือ อวิชชา คือสังโยชน์ 10 ที่อาศัยช่องทางเหล่านี้เกิดขึ้นได้ แค่รู้จักแยกแยะ เราจะเห็นเครื่องร้อยรัดที่มันรัดอยู่ เหมือนที่เรารู้จักแยกวัวสีขาวออกจากวัวสีดำ และจากแอก แยกแยะคือสติ ใคร่ครวญคือปัญญา
หรือในโพชฌงค์ 7 ไล่จากการเกิดขึ้นไปตามลำดับทั้ง 7 ขั้นตอน รู้ชัดเหตุเกิดนั้นแล้ว พัฒนาให้เจริญ แต่ไม่ยึดถือแม้ในสติ แม้ในสมาธิ แม้ในปัญญาที่เกิดขึ้นนั้น
หรือในอริยสัจ 4 (ความจริงอันประเสริฐ 4 อย่าง) ก็ให้เห็นรู้ชัด แยกแยะ และกระทำ ซึ่งกิจที่ต่างกันในแต่ละข้อ
“ สติเห็นธรรมในธรรมความยึดถือมันจะจางคลายไป ถ้าจิตใจของเรามีสติตั้งไว้แบบนี้ เรียกว่าเป็นผู้ที่เห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย”
แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S07E42 , คลังพระสูตร S09E07
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
From the publisher's feed
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

3 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

9 Listeners

66 Listeners

18 Listeners

3 Listeners

7 Listeners

1 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

0 Listeners