Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

Download on the App Store

Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล) episodes

  • 25680704pm--ยกจิตเหนือชอบเหนือชัง

    4 ก.ค. 68 - ยกจิตเหนือชอบเหนือชัง : เราไม่สามารถจะบังคับทุกอย่างให้มันถูกใจเราได้ แต่เราสามารถที่จะยกจิตให้อยู่เหนือสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ เหนือในที่นี้หมายความว่า ไม่ยินดียินร้ายไปกับมัน อันนี้ก็เรียกว่า ถ้าเราเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามสภาวะที่เป็นจริง มันก็เท่ากับว่าเราได้เข้าสู่วิปัสสนาภูมิแล้ว หรือเราก็พยายามใช้การเจริญวิปัสสนา เพื่อมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง ให้ฝึกแบบนี้บ้าง อย่าเอาแต่ความสงบ อย่าเลือกหาแต่สิ่งที่ชอบ สิ่งที่ถูกใจ ให้เรารู้ว่า จริง ๆ แล้ว เป็นเพราะการให้ค่าในทางบวก จึงมีความสุขเมื่อเจอสิ่งนั้น

    มันก็ไม่ต่างจากหมาที่แทะกระดูก หมามันเอร็ดอร่อยในการแทะกระดูกโดยที่ไม่รู้เลยว่า ที่จริงแล้วความเอร็ดอร่อยนี่ไม่ได้อยู่ที่กระดูกเลย มันอยู่ที่น้ำลายของมันมากกว่า น้ำลายของมันเองที่ทำให้เกิดความเมามัน เกิดความมันในการกัดกระดูก ไม่ใช่เพราะเนื้อกระดูก เพราะมันไม่มีเนื้อในกระดูกแล้ว แต่ที่อร่อยเพราะน้ำลายของมัน สิ่งต่าง ๆ ที่เราเห็นแล้วเกิดความสุข นี่ก็เพราะการปรุงแต่งให้ค่าในใจเรามากกว่า เพราะสิ่งนั้นที่เราเสพ ที่เรามี มันก็เป็นกลาง ๆ ของมันนั่นเอง
    30 min
  • 25680703pm--รื้อถอนความเจ็บปวดที่ฝังใจ

    3 ก.ค. 68 - รื้อถอนความเจ็บปวดที่ฝังใจ : ตอนหลัง พอลล่านี้ก็กลับกลายเป็นคนใหม่ ไม่รู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อย เป็นคนไม่น่ารัก เกิดความเชื่อมั่นในตัวเองขึ้นมา เพราะว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้มาในอดีต มันถูกลบล้างไปหมด อันนี้มันก็ชี้ให้เห็นว่า คนเรามีความสามารถในการลบภาพจำ หรือสิ่งที่ได้เรียนรู้มาในอดีตได้ คนเรา ถ้าหากว่าไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ มันก็จมอยู่ในความทุกข์ ก็เหมือนกับหมาตัวนั้น มันระแวงคนอย่างไร ก็ระแวงอย่างนั้นมา ทั้งที่มันก็อยากอยู่ใกล้คน แต่มันก็ทำไม่ได้ เพราะว่ามีอะไรบางอย่างฉุดรั้งมันเอาไว้ สิ่งนั้นคือความทรงจำหรือภาพจำในอดีต แต่คนเราทำได้มากกว่านั้น เราเรียนรู้ แล้วเราไม่ได้เรียนรู้แต่ของเดิม เราเรียนรู้ของใหม่ และสิ่งที่เรารู้ใหม่ก็สามารถที่จะลบล้างหรือทับความรู้เดิมได้ ถ้าคนเราไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ เราก็แย่

    การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ก็คือการเห็นความจริงใหม่ แล้วก็สามารถที่จะทับความรู้หรือความเข้าใจเดิม ๆ ได้ แต่ก่อนคิดว่าทุกอย่างเป็นตัวเป็นตน แต่ตอนหลังพบว่า จริง ๆ แล้ว มันไม่มีอะไรที่เป็นตัวเป็นตน ยึดถือว่าเป็นเราเป็นของเราได้เลย อันนี้เป็นการทับความรู้ หรือความเข้าใจเดิม ๆ จนกระทั่งสามารถเป็นอิสระได้ แต่คนเราก็ไม่จำเป็นต้องไปเห็นถึงขนาดนั้นก็ได้ เพราะแม้ยังมีความเข้าใจเรื่องตัวเรื่องตนอย่างปุถุชนอยู่ แต่ว่าภาพจำในอดีตที่มันทำให้เจ็บปวด มันก็สามารถที่จะรื้อถอนได้ อยู่ที่ว่าเราจะรู้วิธีหรือเปล่า หรืออยู่ที่ว่าเราจะขวนขวายมากพอหรือเปล่า
    31 min
  • 25680624pm--ทุกข์หลุดเพราะหยุดปรุงแต่ง

    24 มิ.ย. 68 - ทุกข์หลุดเพราะหยุดปรุงแต่ง : ถ้าเราเอาใจมาอยู่กับปัจจุบัน มีสติมีความรู้สึกตัว มันจะเห็นเลย เหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริงมันอยู่ที่ข้างใน ไม่ใช่อยู่ที่ข้างนอก ไม่ใช่อยู่ที่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา เรียกรวม ๆ ว่า เป็นเพราะการปรุงแต่ง รวมไปถึงการให้ค่าการปรุงตัวกูขึ้นมาพอเรารู้ตรงนี้แล้ว การที่จะออกจากทุกข์มันก็ไม่ใช่เรื่องยาก จิตมันสามารถหลุดจากทุกข์ได้ ถ้ามันหยุดปรุงแต่ง หยุดปรุงแต่ง แม้กระทั่งมีความโศกความเศร้าเกิดขึ้น แต่ถ้าไม่ไปยึดว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา มันก็ไม่ทุกข์

    แต่เพราะไม่มีความรู้สึกตัว หรือเป็นเพราะว่าไม่ได้รู้ซื่อ ๆ รู้ว่ามี แต่ว่าไปให้ค่าว่าเป็นลบ มันก็เลยทุกข์ รู้ว่ามี แต่ไม่พอเท่านั้น ไปปรุงแต่งว่า ความโกรธเป็นเรา เป็นของเรา เป็นกู เป็นของกู ความปวดเป็นกู เป็นของกู ปรุงแต่งตัวกูขึ้นมา มันก็ทุกข์ ไม่ใช่แค่ทุกข์กายอย่างเดียว นี่เรียกว่าทุกข์มีเพราะว่าปรุงแต่ง
     
    และแน่นอน ทุกข์มันก็หลุดได้ ถ้าหยุดปรุงแต่ง ต้องทำความเข้าใจเรื่องปรุงแต่งให้ดี ๆ แล้วเราจะเห็นชัดก็ต่อเมื่อเรามีสติ มีความรู้สึกตัว รู้กายเคลื่อนไหว รู้ใจคิดนึก มันก็จะเห็นการปรุงแต่งที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ ในชั้นที่ลึกลงไป ลึกลงไป เรื่อย ๆ แล้วก็จะรู้คำตอบ ว่าออกจากทุกข์ได้อย่างไร ก็คือหยุดปรุงแต่ง หยุดปรุงแต่งด้วยความรู้เนื้อรู้ตัว ด้วยการรู้ซื่อ ๆ มันก็ทำให้หยุดปรุงแต่งได้ พอหยุดปรุงแต่ง ทุกข์ก็พลอยหลุดไปด้วย นี่คือสิ่งที่เราควรจะใคร่ครวญ ถ้าหากว่าเราฝึกพาจิตอยู่กับปัจจุบันอยู่เสมอ
    32 min
  • 25680623pm--ทุกข์เพราะไม่รู้จักอนิจจัง

    23 มิ.ย. 68 - ทุกข์เพราะไม่รู้จักอนิจจัง : ความไม่เที่ยง อนิจจัง ซึ่งมันสอนเราอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น ถ้าเราหมั่นศึกษาตรงนี้ไปเรื่อย ๆ มันก็จะเป็นการตอกย้ำ ให้เราระลึกถึงความไม่เที่ยง พอเราเอาความไม่เที่ยงขยายไปยังสิ่งต่าง ๆ นอกตัว มันก็ช่วยทำให้เราลดความยึดมั่นถือมั่นน้อยลง พอลดความยึดมั่นถือมั่นน้อยลง เพราะอย่างน้อยก็รู้ว่าอะไร ๆ ก็ไม่เที่ยง พอความไม่เที่ยงแสดงตัวออกมา มันก็ไม่ทุกข์

    แต่ข้อสำคัญคือ ต้องรู้ชัดก่อนว่า ที่เราทุกข์ไม่ใช่เพราะความไม่เที่ยง แต่ทุกข์เพราะไม่รู้จักความไม่เที่ยง เพราะไม่เข้าใจเรื่องกฎอนิจจัง ถ้าเข้าใจแจ่มแจ้ง มันช่วยให้พ้นทุกข์ได้ คนโบราณจึงเรียกว่า พระอนิจจัง เหมือนกับที่เรียกนิพพานว่าพระนิพพาน เป็นของสูงทีเดียว เพราะช่วยทำให้คนพ้นจากทุกข์ได้
     
    ไม่ใช่ว่าพ้นจากความสูญเสีย ความสูญเสียก็ยังมีอยู่ แต่ว่าสูญเสียไปแล้ว ใจก็ไม่ทุกข์ คนรักก็ยังตายอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ เพื่อนฝูงมิตรสหาย ลูกหลาน ก็ยังตาย แต่ว่าแม้ตาย ใจก็ไม่ทุกข์ เพราะว่าเตือนใจตัวเองไว้แล้วว่าเราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งนั้น หรือว่ายิ่งถ้าเกิดเห็นแจ้งกระจ่างชัดในกฎอนิจจัง มันไม่ต้องย้ำเตือนตัวเอง มันเห็นเอง แล้วก็สามารถที่จะอยู่กับโลกอนิจจังได้ด้วยใจที่ไม่ทุกข์
    30 min
  • 25680622pm--สิ่งธรรมดาพาใจให้พ้นทุกข์ได้

    22 มิ.ย. 68 - สิ่งธรรมดาพาใจให้พ้นทุกข์ได้ : ในโลกมนุษย์นี่เองที่มันมีทั้งสุขและทุกข์ คนที่เพลินในสุขแล้ววันหนึ่งพบว่าสุขไม่เที่ยง แล้วเกิดความทุกข์ตามมา ตรงนี้ที่จะทำให้ได้เข้าใจว่า จริง ๆ แล้วสังขารทั้งปวง หรือความจริงทั้งหลาย ยึดติดถือมั่นไม่ได้ มีสุขแล้วก็มีทุกข์ และตัวทุกข์นั่นเองที่ทำให้ได้รู้ว่า เหตุแห่งทุกข์จริง ๆ เป็นเพราะความไปยึดติด เกิดจากความหลง คือไม่เข้าใจความจริงว่า

    สิ่งทั้งปวงนี้มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ ต้องเจอทุกข์ ถึงจะรู้จักทุกข์ แล้วก็ออกจากทุกข์ได้ อย่างอาจารย์กงมาท่านพูดเลยว่า จะพ้นทุกข์ได้ต้องเข้าหาทุกข์ ถ้ากลัวทุกข์ ก็ไม่มีวันพ้นทุกข์ได้ เพราะว่าทุกข์เป็นวัตถุดิบอย่างดี ที่จะทำให้เกิดปัญญา จนสามารถจะยกจิตออกจากทุกข์ได้
     
    ถ้าใครกลัวทุกข์ก็ไม่มีทางพ้นทุกข์ ถ้าแสวงหาแต่ความสุขก็จะไม่มีโอกาสที่จะพ้นทุกข์เลย เพราะถ้าตราบใดที่ไม่เจอทุกข์ มันก็ไม่สามารถจะเห็นทางออกจากทุกข์ได้ เพราะยังหลงติดอยู่ในอวิชชา​ เพราะฉะนั้นนิพพานกับวัฏสงสารจึงไม่แยกจากกัน การที่พาตัวเข้ามาอยู่ในวังวนแห่งสุขและทุกข์ตามธรรมดา ซึ่งเป็นธรรมดาของวัฏสงสารนี่เองที่มันจะเป็นวัตถุดิบอย่างดี ในการที่จะทำให้เห็นโทษของทุกข์ รวมทั้งเห็นเหตุแห่งทุกข์ จนพ้นทุกข์ได้
    26 min
  • 25680621pm--เวลาผ่านไป อย่าให้ใจตกต่ำ

    21 มิ.ย. 68 - เวลาผ่านไป อย่าให้ใจตกต่ำ : การที่เราเตือนใจตัวเองว่า อย่ามั่นใจในความคิดของตัว แล้วก็อย่ามั่นใจในตัวเอง มันช่วยทำให้เราระมัดระวังมากขึ้น​ อันนี้คือสิ่งที่ประสบการณ์ชีวิตมันจะสอนเรา ตอนที่เรายังอายุไม่มาก เราผ่านโลกมาน้อย เราก็ไม่มีประสบการณ์ ไม่เห็นความผันแปรของโลก แต่การที่เรามีอายุมากขึ้น มันก็มีข้อดี ทำให้เราได้เห็นความผันแปร ความไม่เที่ยงของโลก ของผู้คน ถ้าอายุมาถึงป่านนี้แล้ว มันไม่มีประสบการณ์แบบนี้ หรือไม่เห็นตรงนี้เลย ก็ถือว่าขาดโอกาส หรือว่าปล่อยให้ประสบการณ์ชีวิตผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์

    การที่มีอายุมาก อย่างน้อยก็ทำให้เรามีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น ก็ทำให้เราต้องไม่ประมาท แต่ว่าหลายคนก็ปล่อยให้ประสบการณ์ชีวิตมันผ่านเลยไป เอาแต่บอกว่าฉันอาบน้ำร้อนมาก่อนแก ฉันผ่านโลกมาก่อนแก แต่ไม่ได้บทเรียนจากประสบการณ์ชีวิตเลย ก็นับว่าน่าเสียดาย สิ่งที่ประสบการณ์ชีวิตมันจะสอนเราก็คือว่า ไม่มีอะไรที่เที่ยง อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้
     
    แล้วขณะเดียวกันก็สอนเราว่า อย่ามั่นใจในความคิดของตัว แล้วก็อย่ามั่นใจในตัวเอง เพราะว่าเผลอเมื่อไหร่ก็พลาดท่าเสียทีเมื่อนั้น โดยเฉพาะในยุคนี้ ซึ่งมันมีสิ่งล่อเร้าเย้ายวนมาก ฉะนั้น การมีสติ ระมัดระวังเฝ้าดูตัวเอง แล้วก็ไม่ปล่อยให้ตกเป็นเหยื่อของกิเลส ซึ่งมักจะมีข้ออ้างที่สวยหรู หลอกล่อ บางทีมันก็บอกเราว่า อีกหน่อย อีกหน่อย อีกนิด ครั้งสุดท้ายแล้ว​ มันฉลาดกว่าเราเสมอ เราจบปริญญาเอก กิเลสก็จบปริญญาเอก เรารู้ธรรมะ กิเลสก็รู้ธรรมะ แต่มันรู้ธรรมะเพื่อที่จะมาหลอกเรา เราก็ต้องระมัดระวังด้วย สติก็สำคัญ แต่ถ้าให้ดีก็ต้องมีศีลมีวินัยช่วยกำกับไว้อีกทีหนึ่ง ไม่อย่างนั้นก็พลาดท่าเสียทีได้ง่าย ๆ
    31 min
  • 25680620pm--เห็นความจริงเหนือการปรุงแต่ง

    20 มิ.ย. 68 - เห็นความจริงเหนือการปรุงแต่ง : ถ้าเราเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างที่มันเป็น ต่อไปก็จะเห็นธรรมชาติ หรือลักษณะของมัน ที่เรียกว่าไตรลักษณ์ หนีไม่พ้น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งเป็นของดี ถ้าเราเห็นไตรลักษณ์ เพราะทำให้เรารู้ว่า สิ่งต่าง ๆ ก็ไม่น่าจะยึดเลย การยึดว่าเป็นเราเป็นของเรานี่ มันก็เป็นการปรุงแต่งแบบหนึ่ง เพราะปรุงแล้ว มันมีการปรุงเป็นตัวกูขึ้นมา มีอารมณ์เกิดขึ้น ความดีใจ ความเสียใจ ความโกรธ พอไปยึด ไปสำคัญมั่นหมาย มันก็เกิดมีกูผู้ดีใจ กูผู้เสียใจ

    การปรุงแต่งตัวกูขึ้นมานี่ ก็เป็นที่มาของความทุกข์เลย เวลาปวดแทนที่จะเห็นความปวดก็ กูปวด กูปวด เวลามีคนมาต่อว่านินทา ก็ทุกข์ เพราะว่ากูถูกว่า กูถูกนินทา มีตัวกูเป็นผู้ทุกข์ แต่ถ้าคนเราไม่ปรุงแต่งตัวกูขึ้นมา ปวดก็เป็นเรื่องของกายไป ไม่มีกูผู้ปวดหรือไม่มีใจที่ปวด ใครจะต่อว่าด่าทอก็ ไม่รู้สึกทุกข์อะไร เพราะไม่มีกูผู้ถูกด่า ยิ่งถ้าเกิดเห็นความจริงว่า สิ่งทั้งปวงที่เห็นนี่มันเป็นสมมุติ การปรุงแต่งที่ละเอียดละออ ที่ประณีต ที่ลึกซึ้งมาก คือ การเห็นสิ่งต่าง ๆ โดยที่ไม่ร่วมเป็นสมมุติ ต้นไม้ คน ผู้หญิง ผู้ชาย เสื้อผ้า พวกนี้สมมุติทั้งนั้น
    เพราะว่าถ้ามองพ้นสมมุติ ก็จะเห็นว่ามันเป็นแค่ธาตุสัตว์ ตัวตน บุคคล เรา เขา นี่คือธรรมดาที่เราเห็น โดยที่ไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องสมมุติ แต่พอเราเข้าถึงความจริงระดับปรมัตถ์ มันก็อยู่เหนือสมมุติ มันก็รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็น มันเป็นการปรุงแต่งภายใต้การสมมุติขึ้นมา สมมุติว่าเป็นนั่นเป็นนี่ ซึ่งยากที่จะมองเห็น ถ้าหากว่าไม่เกิดปัญญาชนิดที่เข้าถึงความจริงระดับปรมัตถ์ แต่จะเข้าถึงความจริงระดับปรมัตถ์ได้ ก็ต้องมีสติ จนกระทั่งสามารถจะเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างที่มันเป็น ไม่ใช่ตามอำนาจของการสมมุติ
    31 min
  • 25680619pm--เผื่อใจกับความไม่เที่ยง

    19 มิ.ย. 68 - เผื่อใจกับความไม่เที่ยง : ทีนี้เผื่อใจยังไม่พอนะ ก็ต้องคิดว่าถ้าเกิดมันไม่เป็นไปอย่างที่คิด เราพร้อมจะทำใจได้แค่ไหน ที่หวังว่าจะสำเร็จมันกลับล้มเหลว เผื่อใจมันก็ช่วยทำให้เราไม่ทุกข์มาก เมื่อมันผิดคาดผิดแผน แต่จะให้ดีก็ต้องฝึกเอาไว้ด้วย ฝึกใจไว้ว่าเมื่อมันไม่เป็นไปอย่างที่คิด เราจะอยู่กับความจริงที่เกิดขึ้นอย่างไร เราจะตีอกชกหัว หรือเราจะยอมรับ

    การฝึกใจแบบนี้มันต้องอาศัยการฝึกจิต การเจริญสติ การทำสมาธิ เพราะไม่อย่างนั้นพอไม่เป็นไปอย่างที่หวังก็จะเสียศูนย์ไปเลย แต่ถ้าเรารู้จักฝึกสติ เจริญสมาธิ เมื่อเจอความผิดหวัง หรือความไม่สมหวัง มันก็จะได้ไม่เสียศูนย์ ยังเป็นผู้เป็นคนอยู่ เพราะว่าตราบใดที่ยังมีลมหายใจ มันก็ยังมีโอกาส ที่จะทำให้สิ่งที่มุ่งหวัง มันเป็นจริงขึ้นมาได้ หรือถึงมันไม่เป็นจริง มันก็สอนใจเราว่า โลกมันเป็นอย่างนี้เอง
     
    อาจารย์พุทธทาสท่านใช้คำว่า ตถตา เป็นเช่นนั้นเอง สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา มันไม่ใช่เป็นความผิดของโลก แต่ถ้าเราทุกข์ มันก็เป็นความผิดของใจเรา ที่ไปยึดติดถือมั่นกับผลที่คาดหวัง ไปยึดติดถือมั่นกับความคาดหวัง ไม่ตระหนักชัดถึงความไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะความไม่เที่ยงของใจเรา ที่เรียกว่าอนิจจัง อนิจจังก็เป็นเช่นนั้นเอง ถ้าเราเข้าใจอนิจจังมันก็ไม่ไปยึดติดถือมั่น ทั้งกับความคิดกับความคาดหวัง เมื่อไม่ยึดติดถือมั่นกับผล หรือความไม่คาดหวังว่าผลจะต้องเป็นไปอย่างที่คิด พอมันเกิดขึ้นจริงๆ คือไม่เป็นไปอย่างที่คิด ใจก็ไม่ทุกข์
     
    อันนี้คือสิ่งที่เราต้องฝึกเอาไว้ แค่เตือนใจอย่างเดียวไม่พอนะว่ามันไม่เที่ยง หรือแค่เผื่อใจว่าอะไรๆ อาจจะไม่เป็นไปอย่างที่คิด มันก็ดีอยู่ แต่มันไม่พอ ต้องฝึกใจเพื่อที่จะยอมรับกับความจริงที่ไม่ถูกใจเราได้
    28 min
  • 25680618pm--เก็บเกี่ยวสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นทั้งวัน

    18 มิ.ย. 68 - เก็บเกี่ยวสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นทั้งวัน : การที่เราฝึกใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจของเรา เป็นบทเรียนที่ดี ถึงแม้อาจจะไม่เจอความสงบตลอด 7 วันที่มาปฏิบัติเลย แต่ว่าได้เรียนรู้ที่จะยอมรับหรือสร้างนิสัยใหม่ที่ยอมรับสิ่งที่ไม่ถูกใจได้ อันนี้เป็นบทเรียนล้ำค่ามาก เพราะความสงบที่เราได้จากการมาปฏิบัติที่วัด พอกลับไปบ้านหรือออกนอกวัด เข้าแก้งคร้อ ความสงบก็กระเจิงแล้วสำหรับหลายคน

    แต่นิสัยใหม่ที่ฟูมฟักขึ้นมา คือการรู้จักยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ภายในใจเรา มันจะเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามาก เพราะถ้าเราต่อยอด ฝึกให้เป็นนิสัย ยอมรับความจริงไม่ว่าที่เกิดขึ้นในใจหรือที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา ก็จะทำให้เราพบความสงบในใจได้ไม่ยาก ไม่ใช่สงบเพราะว่าไม่มีความคิด แต่สงบเพราะว่าใจไม่มีอาการต่อต้านผลักไส ไม่มีความหงุดหงิดรำคาญต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
     
    การยอมรับทำให้ใจสงบได้ อาจจะดีกว่าการที่ไม่มีเสียงดังมากระทบหู หรือไม่มีความคิดเกิดขึ้นมา ในใจ เพราะฉะนั้นลองสังเกตดู ระหว่างที่เราปฏิบัติ ไม่ว่าจะพบกับสิ่งที่ต้องการหรือไม่ แต่ว่ามันมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นกับเราตลอดทั้งวันและทุกวันด้วย อยู่ที่เราจะรู้จักมอง รู้จักเก็บเกี่ยวหรือเปล่า
    29 min
  • 25680617pm--จิตไม่หวั่นไหว ใจไม่กระเพื่อม

    17 มิ.ย. 68 - จิตไม่หวั่นไหว ใจไม่กระเพื่อม :  สติเป็นเหมือนตาในที่คอยสอดส่องดู ไม่ปล่อยให้มันล่วงล้ำเข้ามารบกวนจิตใจ พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนกับทวารบาลหรือทหารยามเฝ้าประตูเมือง ไม่ปล่อยให้ศัตรูเข้ามาก่อความปั่นป่วนในเมือง เพราะฉะนั้นถึงแม้เรายังไม่มีปัญญาชนิดที่ว่าอะไรมากระทบแล้วใจไม่กระเทือน ไม่มีความโกรธ ไม่มีความโศก ไม่มีความเศร้า ปุถุชนอย่างเราก็ยังมีอารมณ์พวกนี้อยู่ แต่ก็ยังมีด่านสุดท้ายที่อารมณ์พวกนี้มาทำร้ายใจเราไม่ได้ คือมีสติเห็นมัน

    ฉะนั้นการที่เรามาฝึกใจให้เห็นความคิด อารมณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ โดยที่ไม่เข้าไปสู้รบตบมือกับมัน มันเป็นการศึกษา เป็นการพัฒนาจิตที่สำคัญ และถ้าเรามาพัฒนามาตรงจุดนี้ได้ ต่อไปการที่จะพัฒนาให้เกิดปัญญาจนกระทั่งเห็นความจริงของสิ่งทั้งปวง ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งใด
     
    เจออนิฏฐารมณ์ หรือเจอโลกธรรมฝ่ายลบ จิตก็ไม่หวั่นไหว ใจก็ไม่กระเพื่อม ยังคงเป็นปกติสุขอยู่ได้ สภาวะเช่นนี้ก็เกิดขึ้นได้ แต่ก่อนจะถึงตรงนั้นต้องมีสติที่ช่วยให้จิตปลอดภัยจากอารมณ์ต่าง ๆ แม้มันจะเกิดขึ้น เมื่อมีการกระทบแต่ว่าก็ทำร้ายจิตใจไม่ได้
    31 min

About Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

From the publisher's feed

เสียงบรรยายธรรมของหลวงพ่อไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต

More shows like Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม by dhamma.com

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม

60 Listeners

THE STANDARD PODCAST by THE STANDARD

THE STANDARD PODCAST

38 Listeners

The Secret Sauce by THE STANDARD

The Secret Sauce

75 Listeners

5 Minutes Good Time by Mission To The Moon Media

5 Minutes Good Time

9 Listeners

Keep Me Busy by Infinity Podcast (ประเทศไทย)

Keep Me Busy

1 Listeners

แปดบรรทัดครึ่ง by ต้อง กวีวุฒิ

แปดบรรทัดครึ่ง

3 Listeners

ลงทุนแมน by longtunman

ลงทุนแมน

4 Listeners

Good Night #ฟังก่อนนอน by Mission To The Moon Media

Good Night #ฟังก่อนนอน

0 Listeners

Mission To The Moon Podcast by Mission To The Moon Media

Mission To The Moon Podcast

6 Listeners

Mission To The Moon by Mission To The Moon Media

Mission To The Moon

19 Listeners

The Library by THE LIBRARY

The Library

17 Listeners

เกลา นิสัยอันตราย PODCAST by KLAOSHOW

เกลา นิสัยอันตราย PODCAST

4 Listeners

Myth Universe by Salmon Podcast

Myth Universe

8 Listeners

THE MONEY COACH by โค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์

THE MONEY COACH

8 Listeners

TOP TO TOE by THE STANDARD

TOP TO TOE

0 Listeners