ที่นี่ไต้หวัน

ที่นี่ไต้หวัน

By รจรัตน์ ยนต์สุวรรณ, RtiSociety & CultureGovernment
Download on the App Store

ที่นี่ไต้หวัน episodes

  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 28 ม.ค.2568

       โรคไหม้ข้าวเป็นศัตรูสำคัญของชาวนาที่ปลูกข้าว โดยเฉพาะในไต้หวัน โรคนี้เกิดจากเชื้อราที่ทำให้ใบและรวงข้าวเกิดจุดด่างและลดผลผลิตลงอย่างมาก ข้าวสายพันธุ์คุณภาพสูงอย่าง “เถาหยวน หมายเลข 3” ซึ่งมีชื่อเสียงด้านความนุ่มและกลิ่นหอมอ่อนคล้ายเผือก กลับมีจุดอ่อนสำคัญ คือ ไม่ทนต่อโรคไหม้ข้าว ทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงในฤดูปลูก โดยเฉพาะในช่วงที่มีอากาศร้อนชื้นหลังฝนตก ซึ่งเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการระบาดของโรคนี้

       เพื่อแก้ไขปัญหา สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตเถาหยวนได้พัฒนาข้าวสายพันธุ์ใหม่ “เถาหยวน หมายเลข 7” ตลอดระยะเวลา 8 ปี ข้าวสายพันธุ์นี้มีคุณสมบัติเด่นเหมือนสายพันธุ์เดิม ทั้งเมล็ดข้าวที่นุ่มเด้งและหอมกลิ่นเผือก แต่เพิ่มความสามารถในการต้านทานโรคไหม้ข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียผลผลิต และเพิ่มความมั่นคงในด้านปริมาณและคุณภาพข้าว

    ข้าวพันธุ์เถาหยวน หมายเลข 7 ภาพซ้ายเป็นข้าวเปลือก ภาพขวาเป็นข้าวข้าว

       เจี่ยนเจินอิ้ว(簡禎佑)  ผู้ช่วยวิจัยจากสถานีวิจัยฯ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มความชื้นและอุณหภูมิในฤดูปลูกแรก ยิ่งเร่งการระบาดของโรคไหม้ข้าว การพัฒนาสายพันธุ์ที่ต้านทานโรคจึงเป็นหัวใจสำคัญในการช่วยชาวนาเผชิญกับความท้าทายดังกล่าว โดยเฉพาะในยุคที่การปลูกข้าวแบบดั้งเดิมและแบบออร์แกนิกต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการป้องกันโรค ทั้งในด้านการใช้สารเคมีและวัสดุชีวภาพ

       ข้าวสายพันธุ์ “เถาหยวน หมายเลข 3” ซึ่งได้รับการพัฒนามาอย่างยาวนาน มีคุณสมบัติเด่นด้านกลิ่นหอมคล้ายเผือกและเนื้อสัมผัสนุ่มเด้ง แต่กลับมีจุดอ่อนสำคัญ คือ ไม่ทนต่อโรคไหม้ข้าว และไม่เหมาะสมกับสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นในปัจจุบัน นอกจากนี้ หลังผ่านการขยายพันธุ์หลายรุ่น คุณภาพสายพันธุ์เริ่มเสื่อมสภาพ กลิ่นหอมจางลง และมีแนวโน้มเกิดโรคง่ายขึ้น ทำให้ชาวนาเริ่มลดการปลูกสายพันธุ์นี้ เนื่องจากผลผลิตที่ได้มักเหลือเพียง 30% ของปกติเมื่อเกิดโรคไหม้ข้าว และเมล็ดข้าวที่ได้มีคุณภาพลดลงอย่างมาก
    เฉินเอี้ยนชิง(陳燕卿) อดีตประธานสมาคมข้าวไต้หวัน กล่าวว่า สารที่ให้กลิ่นหอมในข้าวพันธุ์เถาหยวน หมายเลข 3 มักระเหยได้ง่าย เมื่อเผชิญกับอุณหภูมิสูงหรือโรคไหม้ข้าว ข้าวที่ได้จะมีกลิ่นหอมจางลง คุณภาพและปริมาณลดต่ำลง ส่งผลให้การพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ที่ทนต่อโรคไหม้ข้าวกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างเร่งด่วน
       ตั้งแต่ปี 2015 สถานีวิจัยเถาหยวนได้เริ่มโครงการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ โดยร่วมมือกับสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติแห่งฟิลิปปินส์ นำเข้าสายพันธุ์ข้าวต้านทานโรคไหม้ข้าวมาทดลองคัดเลือกในพื้นที่ภาคเหนือของไต้หวัน โดยทำการผสมพันธุ์สายพันธุ์ใหม่เข้ากับข้าวเถาหยวน หมายเลข 3 และใช้เทคนิค "ผสมพันธุ์ย้อนกลับ" หลายครั้ง เพื่อรักษาลักษณะเด่นของสายพันธุ์ดั้งเดิมไว้

    ข้าวเถาหยวน หมายเลข 7 (ซ้าย ) รวงสวย ข้าวเถาหยวน หมายเลข 3 เป็นโรคไหม้ข้าว

       เพื่อลดความเสี่ยงจากการสืบทอดข้อเสียของข้าวเถาหยวน หมายเลข 3 นักวิจัยจึงใช้เทคนิคเครื่องหมายโมเลกุล (Molecular Marker) ในการคัดเลือกพันธุ์ เทคนิคนี้ช่วยตรวจสอบยีนต้านทานโรค เช่น ยีน Pita-2 ที่มีประสิทธิภาพในการต้านทานโรคไหม้ข้าวในพื้นที่ภาคเหนือของไต้หวัน เทคนิคดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) แต่ช่วยเร่งกระบวนการคัดเลือกพันธุ์ให้แม่นยำยิ่งขึ้น

       หลังจากการวิจัยและทดลองในแปลงนาจริงกว่า 15 แปลงในเขตเถาหยวนและซินจู๋ นักวิจัยได้พัฒนาข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่มีคุณสมบัติทั้งความต้านทานโรคไหม้ข้าว และคงความนุ่มเด้ง หอมกลิ่นเผือกของสายพันธุ์เถาหยวน หมายเลข 3 ใช้เวลา 8 ปีเต็ม ก่อนจะเปิดตัวข้าวสายพันธุ์ “เถาหยวน หมายเลข 7” อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นความหวังใหม่ของชาวนาในการเพิ่มความเสถียรของผลผลิตและคุณภาพข้าว

    ข้าวเถาหยวน หมายเลข 7 ปลูกแบบออร์แกนิกที่เขตซินอู

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 21 ม.ค.2568

     เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2024 ซึ่งตรงกับวันชาติไต้หวัน ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อแนะนำ ไช่หยุนหรง(蔡昀融)  ผู้คว้าเหรียญทองจาก WorldSkills ครั้งที่ 47 ซึ่งเปรียบเสมือน "โอลิมปิกสายอาชีพ" เขาได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มข้นและคว้ารางวัล "Best of Nation" ด้วย ไช่หยุนหรงเติบโตในครอบครัวช่างไม้และเริ่มสนใจงานไม้มาตั้งแต่วัยเด็ก โดยได้แรงบันดาลใจจากคุณพ่อ เขาสร้างผลงานแรกคือ "ม้านั่งตัวเล็ก" และต่อยอดทักษะด้วยความพยายามจนประสบความสำเร็จระดับโลก

    ไช่หยุนหรง เป็นคนสุขุม มีวินัยในตัวเองสูง 

       เมื่อเข้าสู่มัธยมต้น ไช่หยุนหรงเริ่มฝึกฝนงานไม้อย่างจริงจังตามคำแนะนำของคุณพ่อ โดยมีครูผู้ฝึกสอนที่เคยสอนพ่อของเขาเป็นผู้นำทาง ไช่หยุนหรงเริ่มต้นเส้นทางแข่งขันด้วยอันดับ 4 ในประเภทงานไม้ประตูและหน้าต่างปี 2021 ก่อนคว้าเหรียญทองประเภทเดียวกันในปี 2022 และเหรียญเงินงานไม้เฟอร์นิเจอร์ในปี 2023 ในปี 2024 เขาสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์โลกจากการแข่งขัน WorldSkills

       ไช่หยุนหรงเริ่มฝึกงานไม้อย่างจริงจังตั้งแต่มัธยมต้น โดยใช้เวลาปิดเทอมฝึกเข้มที่ศูนย์ฝึกแรงงานในไทจง และฝึกด้วยตนเองที่บ้านระหว่างเปิดเทอม ก่อนแข่ง WorldSkills เขาหยุดเรียนเพื่อฝึกวันละ 8 โมงเช้าถึง 3-4 ทุ่มนานหนึ่งปี แม้การฝึกพื้นฐานจะซ้ำซากและเหนื่อยล้า แต่เขาได้รับกำลังใจจากครอบครัวและครู พร้อมเตือนตนเองว่านี่คือโอกาสสุดท้ายในการแข่งขันระดับโลก

       ไช่หยุนหรงที่มีทักษะด้านกีฬา รู้จักหาวิธีผ่อนคลายความเครียดจากการฝึกงานไม้ที่หนักหน่วง เขามักหาเวลาออกไปวิ่ง เล่นบาสเกตบอล หรือปิงปองกลางแจ้ง เพื่อไม่ให้ตัวเองจมอยู่ในบรรยากาศของโรงฝึกงานไม้ตลอดเวลา และในช่วงเตรียมตัวแข่งขัน ครอบครัวของเขาเดินทางจากเจียอี้มายังไถจงแทบทุกสัปดาห์เพื่อร่วมรับประทานอาหารและให้กำลังใจ การกระทำที่อบอุ่นนี้ทำให้เขารู้สึกถึงแรงผลักดันและกำลังใจว่า “ไม่ได้อยู่ลำพัง”

       จางหย่งชาง (張永昌) ครูสอนงานไม้ของไช่หยุนหรงในโรงเรียน มัธยมอาชีวศึกษาเจียอี้ (嘉義高工) กล่าวว่า ความสำเร็จของเขาในงานไม้มาจากความมีความรับผิดชอบ ความสุขุม และวินัยในตัวเองอย่างสูง ซึ่งช่วยให้ผ่านการฝึกฝนอย่างเข้มงวดได้ และคุณพ่อของเขา คือ ไช่อวี้หลิน (蔡裕霖) กล่าวด้วยว่า ลูกชายของเขาเป็นคนละเอียดอ่อน ใจเย็น และสามารถอดทนกับการทำงานไม้ได้ดี อีกทั้งยังมีพื้นฐานด้านงานไม้ที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาโดดเด่น

    ไช่หยุนหรง กับ คุณพ่อไช่อวิ้หลิน

       การแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ หรือ WorldSkills ปี 2024 จัดขึ้นในเดือนกันยายนที่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส ไช่หยุนหรงกล่าวถึงชัยชนะด้วยความดีใจว่า "ดีใจมากที่ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง" แต่เมื่อกลับถึงบ้าน มีสมาชิกของครอบครัวและญาติกว่า 10 คนที่มาต้อนรับเขาที่สนามบินพร้อมตะโกนเรียกชื่อ ทำให้เขารู้สึกเขิน

       ในการแข่งขันประเภทงานไม้เฟอร์นิเจอร์ เขาเล่าว่าผู้เข้าแข่งขันจะได้รับแบบแปลนที่ต้องวิเคราะห์และวางแผนวิธีการผลิตก่อนลงมือทำ เขาหัวเราะและเล่าว่า แบบแปลนที่ได้รับในครั้งนั้นแตกต่างจากที่ใช้กันทั่วไปในไต้หวัน ทำให้เขารู้สึก “มองไม่ออก” ในตอนแรก แต่หลังจากปรึกษากับหัวหน้าผู้ตัดสินและครู เขาก็สามารถเข้าใจและเริ่มลงมือได้อย่างมั่นใจ เขาวิเคราะห์ว่า ในการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ระดับฝีมือของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนใกล้เคียงกันมาก แต่สิ่งที่ตัดสินผลแพ้ชนะคือการวางแผนขั้นตอนและจัดสรรเวลาให้เหมาะสม เช่น ผลงานแต่ละชิ้นประกอบด้วยส่วนประกอบย่อยจำนวนมาก ซึ่งผู้เข้าแข่งขันหลายคนไม่สามารถทำงานได้เสร็จทันเวลา แต่เขาสามารถจัดการเวลาและแผนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถเสร็จงานได้เร็วกว่าคนอื่น เขายอมรับว่า ในช่วงแข่งขันต้องทำงานอย่างเร่งรีบจนไม่มีเวลาคิดว่าจะทำไม่ทันหรือไม่ มีแต่เพียงก้มหน้าก้มตาทำอย่างเต็มที่ และเพื่อหลีกเลี่ยงความกังวลที่อาจส่งผลต่อผลงาน เขาเลือกที่จะไม่มองความคืบหน้าของผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ แต่ตั้งใจทำงานตามจังหวะของตนเอง จนสามารถคว้าเหรียญทองมาได้ในที่สุด

    ไช่หยุนหรงและเพื่อน กับ ครูสอนงานไม้จางหย่งชาง

       หลังคว้ารางวัลจากการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ เขากล่าวว่าชีวิตของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก เขายังคงใช้ชีวิตในฐานะนักเรียนทั่วไป สำหรับในอนาคต ไช่หยุนหรง ซึ่งปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.5 กล่าวว่า เขาวางแผนศึกษาต่อในสาขาวิทยาศาสตร์และการออกแบบไม้ที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติผิงตง (National Pingtung University of Science and Technology) เพื่อพัฒนาต่อในด้านงานไม้และการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ นอกจากนี้ เขายังตั้งเป้าหมายที่จะใช้ประสบการณ์ของตัวเองส่งเสริมการศึกษาสายอาชีพ เพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าสายอาชีพทำอะไร โดยเขาเริ่มวางแผนที่จะเป็นวิทยากรบรรยายในโรงเรียนระดับมัธยมต้น แบ่งปันประสบการณ์การแข่งขันของเขา และหวังว่าน้อง ๆ รุ่นหลังจะสามารถค้นพบเส้นทางของตัวเองได้

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 14 ม.ค.2568

       พุซซี่วิลโล่ ภาษาจีนเรียกว่า อิ๋นหลิ่ว(銀柳) เป็นดอกไม้ที่มีเอกลักษณ์ของเมืองอี๋หลาน แหล่งปลูกอยู่ที่ตำบลซานซิง ดอกไม้ชนิดนี้มีช่วงการผลิตตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป ชื่อ "อิ๋นหลิ่ว(銀柳)" ออกเสียงคล้ายกับคำว่า "เงินทอง" ในภาษา ไถอวี่(台語) จึงเป็นดอกไม้ที่นิยมใช้สำหรับการตกแต่งภายในบ้านในช่วงเทศกาลตรุษจีน ส่วนในภาษาไทยเรียกได้หลายชื่อที่สื่อความหมายใกล้เคียงกัน เช่น ดอกตุ่มเงินตุ่มทอง ดอกกระดุมเงินกระดุมทอง หรือดอกต้นเงินต้นทอง เนื่องจากดอกพุซซี่วิลโล่มีสีขาวบริสุทธิ์ อ่อนนุ่ม คล้ายขนสัตว์ ขนาดเล็กรูปกลมรีขึ้นประปรายบนกิ่งก้านยาวสีเข้ม เมื่อดอกทิ้งไว้จนแห้ง สามารถใช้เป็นดอกไม้แห้งที่มีอายุการใช้งานได้นาน และยังคงความสดใสได้ตลอดทั้งปี เพราะฉะนั้นจึงเหมาะสำหรับใส่แจกัน เพื่อตกแต่งบ้านและสถานที่ต่าง ๆ 

    สอนปักดอกไม้จากพุซซี่วิลโล่

       ในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึง ซึ่งตรงกับช่วงฤดูผลิตของดอกพุซซี่วิลโล่ ทางกรมการเกษตรและอาหาร(Agriculture and Food Agency) ภาคตะวันออกของไต้หวันได้ร่วมมือกับสมาคมเกษตรกรในตำบลซานซิง เพื่อส่งเสริมการใช้ดอกพุซซี่วิลโล่ที่ผลิตในประเทศ โดยจะมีการจัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในปลายเดือนธันวาคม ปี 2024  และในงานนี้มีการแนะนำดอกไม้ที่มีเอกลักษณ์ สื่อถึงความโชคดีและความมั่งคั่ง เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถนำไปประดับบ้านต้อนรับเทศกาลตรุษจีน เชื่อว่าการตั้งดอกพุซซี่วิลโล่ไว้ในบ้านจะช่วยเสริมโชคลาภ นำความมั่งมีศรีสุขมาให้ และสร้างความโชคดีตลอดทั้งปี โดยขนาดความยาวของพุซซี่วิลโล่มีความหมายต่างกัน ได้แก่ ความยาว 3 ฟุต (91.4 ซม.) หมายถึงการต้อนรับโชคลาภ, ความยาว 4 ฟุต 2 (128 ซม.) หมายถึงความมั่งคั่ง, ความยาว 5 ฟุต 1 (155.4 ซม.) หมายถึงความร่ำรวย, ความยาว 6 ฟุต 2 (190 ซม.) หมายถึงการมีบุตร เป็นต้น

    พุซซี่วิลโล่ที่ตัดจากสวน

       นอกจากการใช้ในงานดอกไม้แล้ว ดอกพุซซี่วิลโล่ยังถูกพัฒนาผลิตภัณฑ์หลากหลายโดยสหกรณ์เกษตรเพื่อการตลาดหมิงชิ่ง(明慶農產運銷合作社)ในเมืองอี๋หลาน เช่น พวงแขวนประดับ ของเสริมโชค กระถางต้นไม้ขนาดเล็ก ถุงกำจัดกลิ่นและป้องกันความชื้น เป็นต้น อีกทั้งยังได้ร่วมมือกับบริษัทไบโอเทคโลโนยีเพื่อพัฒนาสารสกัดและมาส์กหน้าจากพุซซี่วิลโล่ ขยายขอบเขตการใช้งานและยกระดับคุณค่า โดยไม่เหลือชิ้นส่วนให้สูญเปล่า

    พัฒนาผลิตภัณฑ์จากพุซซี่วิลโล่

       เพื่อผลักดันการพัฒนาที่หลากหลายของอุตสาหกรรมพุซซี่วิลโล่ กรมการเกษตรและอาหารภาคตะวันออกได้สนับสนุนสมาคมเกษตรกรในเขตซานซิงและสหกรณ์หมิงชิ่ง จัดกิจกรรมมากมาย เช่น นิทรรศการงานสร้างสรรค์ DIY กิจกรรมสัมผัสธรรมชาติในสวนดอกไม้ การส่งเสริมการศึกษาเรื่องดอกไม้สำหรับครอบครัว เป็นต้น เพื่อทำให้ผู้บริโภครู้จักอุตสาหกรรมพุซซี่วิลโล่มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 7 ม.ค.2568

       ไต้หวันเคยได้รับสมญานามว่าเป็น "อาณาจักรปลาไหล" โดยการเพาะเลี้ยงปลาไหลส่วนใหญ่มุ่งเน้นส่งออกไปยังญี่ปุ่น ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ไต้หวันครองส่วนแบ่งตลาดญี่ปุ่นมากกว่า 50% หรือกล่าวได้ว่าปลาไหลทุกสองตัวที่ขายในญี่ปุ่นจะมีหนึ่งตัวมาจากไต้หวัน อย่างไรก็ตาม เมื่ออุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงปลาไหลในจีนเริ่มเติบโต ไต้หวันต้องเผชิญกับความท้าทายด้านส่วนแบ่งตลาดในญี่ปุ่น ทางด้านกรมประมงไต้หวันชี้ว่า ไต้หวันไม่ควรแข่งขันด้านราคา แต่ควรใช้จุดแข็งจาก "ลูกปลาไหลรุ่นแรก" เพื่อส่งเสริมการเพาะเลี้ยงแบบใช้สิ่งอำนวยความสะดวก (ระบบปิด) เพื่อสร้างเสถียรภาพในการผลิต พัฒนาความก้าวหน้าทางเทคนิค และใช้ปลาไหลคุณภาพสูงฟื้นคืนตลาดทั้งในและต่างประเทศ

       เมื่อราว 20-30 ปีก่อน ปลาไหลที่ไต้หวันเพาะเลี้ยงมีคุณภาพดีกว่าของญี่ปุ่นเสียอีก โดยเฉพาะปลาไหลสดซึ่งรสชาติอร่อยกว่า เย่ซิ่นหมิง(葉信明) ประธานมูลนิธิปลาไหลแห่งไต้หวันและยังเป็นรองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการประมงไต้หวัน(Fisheries Research Institute) กล่าวว่า อดีตความรุ่งเรืองของอุตสาหกรรมปลาไหลไต้หวันสะท้อนถึงศักยภาพของชาวประมงในยุคนั้น อย่างไรก็ตาม ผลผลิตและการส่งออกปลาไหลของไต้หวันแตะจุดสูงสุดในช่วงต้นทศวรรษ 1990 และเริ่มลดลงเมื่อปลาไหลจากจีนเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น
       ในทศวรรษ 1980 ญี่ปุ่นเริ่มลงทุนในอุตสาหกรรมปลาไหลที่จีน ต่อมานักธุรกิจไต้หวันบางรายก็เริ่มย้ายการลงทุนไปยังจีน เย่ซิ่นหมิงชี้ว่าเดิมทีจีนแข่งขันด้วยราคาต่ำ แต่ด้วยความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ทำให้ปลาไหลจีนมีราคาขายที่สูงกว่าไต้หวัน ซึ่งจากข้อมูลของสมาคมสหกรณ์การประมงเพาะเลี้ยงปลาไหลแห่งญี่ปุ่น ชี้ให้เห็นว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่วนแบ่งตลาดปลาไหลในญี่ปุ่นมาจากจีนถึง 64% ขณะที่ญี่ปุ่นผลิตเอง 33% และไต้หวันเหลือเพียง 2-3%
       นายเย่ซิ่นหมิง ระบุว่า ระบบการเพาะเลี้ยงปลาไหลของจีนเป็นรูปแบบฟาร์มขนาดใหญ่ มีการผลิตอย่างเสถียรและปริมาณมาก พร้อมทั้งมีการเพาะเลี้ยงปลาไหลสำหรับการส่งออกโดยเฉพาะ โดยเลือกผลิตภัณฑ์คุณภาพดีเพื่อเจาะตลาดโลก แต่ในทางกลับกัน ฟาร์มปลาไหลของไต้หวันมีขนาดเล็กและกระจัดกระจาย ชาวประมงมักทำธุรกิจแบบรายย่อยโดยขายปลาให้ผู้ค้าส่ง และไม่มีอำนาจต่อรองราคา ทำให้ขาดแรงจูงใจและเงินทุนสำหรับการลงทุนในอุปกรณ์หรือการพัฒนานวัตกรรม ดังนั้น การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมปลาไหลในไต้หวันจึงกลายเป็นเรื่องเร่งด่วน กรมประมงชี้ว่าการใช้จุดเด่นจาก "ลูกปลาไหลรุ่นแรก" และการลงทุนในระบบเพาะเลี้ยงแบบปิด อาจช่วยสร้างเสถียรภาพและยกระดับคุณภาพปลาไหลไต้หวันให้สามารถกลับมาแข่งขันในตลาดได้อีกครั้ง
       ไต้หวันคว้าความได้เปรียบในตลาด แต่ต้องเผชิญกับทรัพยากรที่ลดลงและการแข่งขันจากจีน ทั้งนี้ ลูกปลาไหลญี่ปุ่น (Anguilla japonica หรือที่เรียกว่า ปลาไหลขาว) จะอพยพขึ้นเหนือจากมหาสมุทรบริเวณด้านตะวันตกของร่องลึกมาเรียนาเข้าสู่กระแสน้ำในแต่ละปี ไต้หวันมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ ทำให้สามารถเริ่มจับลูกปลาไหลได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงแรกสุดในกลุ่ม 4 ประเทศเอเชียตะวันออก(ได้แก่ ไต้หวัน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) และเพื่อให้มีปลาไหลจำหน่ายในตลาดญี่ปุ่นในช่วง "วันกลางฤดูร้อน" (Midsummer Ox Day-ชาวญี่ปุ่นกล่าวกันว่าถ้าได้ทานปลาไหลในช่วงนี้จะทำให้ร่างกายแข็งแรงทนต่อโรคช่วงหน้าร้อน) ของเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ผู้เพาะเลี้ยงญี่ปุ่นจำเป็นต้องปล่อยลูกปลาไหลลงบ่อภายในปลายเดือนมกราคม จึงมักเสนอราคาสูงเพื่อซื้อลูกปลาไหลจากไต้หวัน อย่างไรก็ตาม ทรัพยากรลูกปลาไหลธรรมชาติที่ลดลงในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ทำให้แม้ไต้หวันมีกฎห้ามส่งออกลูกปลาไหลในช่วงเวลาที่กำหนด แต่ก็ยังมีการลักลอบส่งออกไปญี่ปุ่น ส่งผลให้ปริมาณลูกปลาไหลในบ่อเลี้ยงภายในประเทศลดลงและราคาพุ่งสูงขึ้น
       การเพาะเลี้ยงปลาไหลในไต้หวันส่วนใหญ่เน้นใช้ปลาไหลญี่ปุ่น โดยผลิตเป็นทั้งปลาไหลสดและผลิตภัณฑ์ปลาไหลย่าง (蒲燒鰻) เพื่อส่งออกไปยังญี่ปุ่น สำหรับปลาไหลจากจีน เน้นใช้ ปลาไหลอเมริกา (Anguilla rostrata) ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า วังเจี้ยฝู่(汪介甫) ผู้บริหารมูลนิธิพัฒนาปลาไหลไต้หวันระบุว่า ราคาลูกปลาไหลญี่ปุ่นอยู่ที่ประมาณ 70 เหรียญไต้หวันต่อตัว ขณะที่ลูกปลาไหลอเมริกามีราคาถูกกว่า มีเพียง 20-30 เหรียญไต้หวันต่อตัว ด้วยต้นทุนที่แตกต่างนี้ ส่งผลให้ตลาดปลาไหลย่างแปรรูปในญี่ปุ่นเกือบทั้งหมดเปลี่ยนไปใช้ปลาไหลอเมริกาที่เพาะเลี้ยงในจีน ยกตัวอย่าง ปลาไหลญี่ปุ่นที่ผ่านการแปรรูปในไต้หวัน เมื่อวางจำหน่ายในญี่ปุ่นมีราคาขายแทบจะเท่ากับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่นเอง โดยปลาไหลที่ผ่านการแปรรูปในญี่ปุ่นมีราคาขายปลีกในซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ที่ประมาณ 1,900 ถึง 2,800 เยนต่อชิ้น ขณะที่ "ผลิตภัณฑ์ปลาไหลอเมริกาที่แปรรูปในจีน" มีราคาประมาณ 980 ถึง 1,100 เยนต่อชิ้น ซึ่งครองตลาดราคาถูก และส่งผลให้ซูเปอร์มาร์เก็ตจำหน่ายปลาไหลย่างสำเร็จรูปที่ผลิตในจีนและญี่ปุ่นเป็นกลุ่มสินค้าหลัก ซึ่งแม้ว่าตลาดปลาไหลสดในญี่ปุ่นยังคงยึดมั่นในวัฒนธรรมและรสชาติแบบดั้งเดิมที่เน้นใช้ปลาไหลญี่ปุ่น แต่ตลาดปลาไหลแปรรูปกลับไม่เคร่งครัดเรื่องชนิดปลา จึงทำให้ผลิตภัณฑ์ปลาไหลย่างจากจีนครองตลาดในกลุ่มราคาถูก

    3 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 31 ธ.ค.2567

       เกษตรกรผู้ปลูกมะเขือเทศเผชิญปัญหาแมลงหวี่ขาวยาสูบทำลายผลผลิต แม้ว่ามวนตัวห้ำสกุล Nesidiocoris จะช่วยกำจัดแมลงได้ แต่กลับสร้างความเสียหายให้มะเขือเทศเมื่อขาดเหยื่อ สวีฟาง เกษตรกรหนุ่ม จึงใช้วิธีปลูกงาเป็นพืชเพื่อเลี้ยงมวนตัวห้ำ เพื่อป้องกันแมลงหวี่ขาวยาสูบและลดความเสี่ยงต่อมะเขือเทศอย่างได้ผล เขายังแบ่งปันเทคนิคนี้แก่เพื่อนเกษตรกร สวีฟางเติบโตในครอบครัวเกษตรกร ศึกษาด้านพืชสวน และกลับมาพัฒนาการปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่ในบ้านเกิดอย่างมืออาชีพ

    แมลงหวี่ขาวยาสูบ ศัตรูร้ายกาจของมะเขือเทศ

       การปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่ต้องเผชิญปัญหาแมลงหวี่ขาวยาสูบที่ขยายพันธุ์รวดเร็วและต้านทานสารเคมี ส่งผลให้ผลผลิตลดลงถึง 30-50% แมลงชนิดนี้ดูดสารอาหารจากต้นพืช ทำให้ผลไม่สมบูรณ์ และแพร่เชื้อไวรัสที่รักษาไม่ได้ แม้เกษตรกรอย่างสวีฟางจะใช้วัสดุอินทรีย์เพื่อหลีกเลี่ยงสารตกค้างและรักษาผึ้งผสมเกสร แต่ก็ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสูงและประสิทธิภาพการควบคุมที่จำกัด

       เมื่อแมลงหวี่ขาวยาสูบระบาดหนัก สวีฟางพบว่ามวนตัวห้ำเป็นศัตรูธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพในการควบคุม โดยมวนใช้ปากแทงไข่และตัวอ่อนของแมลงหวี่ขาวเพื่อดูดของเหลว ทำให้ลดการแพร่ระบาดได้โดยไม่กระทบระบบนิเวศและสุขภาพผู้บริโภค อีกทั้งแมลงหวี่ขาวไม่สามารถต้านทานมวนได้ อย่างไรก็ตาม มวนตัวห้ำที่ขาดแมลงหวี่ขาวเป็นอาหาร อาจหันไปดูดน้ำเลี้ยงจากต้นมะเขือเทศแทน ส่งผลให้กิ่งเปราะและผลผลิตเสียหาย

       สวีฟางพบว่าเกษตรกรหลายรายล้มเหลวจากการใช้มวนตัวห้ำในอดีต เนื่องจากขาดความรู้และคำแนะนำที่เหมาะสม เขาจึงศึกษางานวิจัยอย่างจริงจังเพื่อหาวิธีใช้มวนเพชฌฆาตอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่ามวนชนิดนี้จะกินทั้งแมลงและพืช แต่หากปลูกต้นงาในแปลงล่วงหน้า มวนจะเลือกกินต้นงาแทนมะเขือเทศ ทำให้สามารถควบคุมแมลงหวี่ขาวยาสูบได้โดยไม่กระทบผลผลิต วิธีนี้จึงกลายเป็นแนวทางใหม่ที่ช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จของเกษตรกร

    งดการใช้สารเคมีเพื่อไม่ทำลายผึ้งที่ช่วยผสมเกสร

       สวีฟางพัฒนาวิธีควบคุมแมลงหวี่ขาวยาสูบด้วยมวนเพชฌฆาต โดยใช้งาเป็นพืชที่ดึงดูดมวนได้ดีที่สุด เขาทำงานเป็นขั้นตอนโดยเริ่มจากการปลูกงาล่วงหน้าในฤดูร้อน เพื่อให้มวนเพิ่มจำนวนก่อนการระบาดของแมลงหวี่ขาว มวนจะถูกปล่อยในแปลงงาเพื่อขยายประชากร จากนั้นพร้อมจัดการแมลงศัตรูพืชได้ทันที วิธีนี้ช่วยลดการใช้สารเคมีในแปลงปลูกและรักษาผลผลิตมะเขือเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ต้นงายังช่วยป้องกันมวนเพชฌฆาตจากการทำลายมะเขือเทศ หากดูแลต้นงาอย่างเหมาะสม การใช้สารเคมีในแปลงต้องหลีกเลี่ยง แต่สามารถใช้สารอินทรีย์ เช่น น้ำมันส้มโอ เพื่อควบคุมประชากรมวนที่เพิ่มขึ้นได้

       ด้วยผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมจากการใช้มวนเพชฌฆาตควบคุมแมลงหวี่ขาวยาสูบ สวีฟางจึงสร้างแบรนด์ "อี้ฟานส่าง(一蕃賞)" สำหรับจำหน่ายมะเขือเทศ พร้อมแบ่งปันเรื่องราวการใช้มวนเพชฌฆาตและผึ้งบัมเบิลในกระบวนการผลิต เรื่องราวเหล่านี้ไม่เพียงดึงดูดผู้บริโภค แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้เกษตรกรรายอื่นสอบถามเทคนิคการใช้งาน นอกจากนี้ สวีฟางยึดหลัก "อุตสาหกรรมร่วมพัฒนา" เพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของมะเขือเทศในตลาด พร้อมแบ่งปันความรู้เพื่อพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมร่วมกัน

    มะเขือเทศเชอร์รีที่คุณสวีฟางปลูกได้หวานอร่อย

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 24 ธ.ค.2567

       หัวไชเท้า เป็นพืชฤดูหนาวที่มีคุณค่าทางอาหารสูง หัวไชเท้าในหน้าหนาวในไต้หวันทั้งหาง่ายและรสชาติดี  มื้อเช้าอาจจะกินขนมผักกาด (ไชเถ่าก้วยทอด) มื้อว่างอาจเลือกกินขนมเปี๊ยะไส้หัวไชเท้าซอย ส่วนมื้อเย็นอาจจะปิดท้ายด้วยซุปร้อนๆ จากหัวไชเท้า แถมวันหยุดยังสนุกกับการออกไปเก็บหัวไชเท้าได้อีก นอกจากนี้ หัวไชเท้ายังนำมารังสรรค์เมนูอื่นได้มากมาย เช่น  โอเด้ง หม้อไฟ ฯลฯ นอกจากหัวไชเท้าสีขาวที่เราคุ้นเคยแล้ว ยังมีแบบสีแดง สีเขียว และสีม่วงสดใสหลากหลายอีกด้วย กินได้ทุกส่วนตั้งแต่ใต้ดินจนถึงยอดนั่นเลย อย่างไรก็ตาม ในโลกออนไลน์มักจะมีข้อมูลเกี่ยวกับ "ข้อห้ามในการกินหัวไชเท้า" ซึ่งบอกว่าไม่ควรกินคู่กับส้ม แอปเปิล แครอท หรือเห็ดหูหนู

    หัวไชเท้าหน้าหนาวของไต้หวันอร่อย(photo:pixabay)

       ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและพืชผัก บอกว่า “ผิดอย่างมหันต์” ทั้งนี้มีข่าวลือมากมายในโลกออนไลน์เกี่ยวกับข้อห้ามในการกินหัวไชเท้าขาว เช่น "หัวไชเท้าห้ามกินคู่กับผลไม้ที่มีความเป็นกรด" โดยอ้างว่าการผสมกันจะทำให้เกิดสารไซยาไนด์ที่อาจส่งผลต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ และหัวไชเท้าห้ามกินคู่กับแครอท เพราะสารแอนติออกซิแดนท์ในหัวไชเท้าจะทำลายวิตามินซีในแครอท

       หลินอวี้เหิง(林煜恒) นักวิจัยจากสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตไทจง บอกว่า ผลไม้ไม่มีการแบ่งประเภทเป็นกรดหรือด่างในเชิงวิทยาศาสตร์ การกล่าวว่าผลไม้ที่เป็นกรดจะทำปฏิกิริยากับหัวไชเท้าจึงไม่เป็นความจริง สารแอนติออกซิแดนท์ในหัวไชเท้าคือวิตามินซีเอง ดังนั้น การกล่าวว่าวิตามินซีในหัวไชเท้าจะทำลายวิตามินซีในแครอทนั้น "ผิดอย่างสิ้นเชิง"

       เกาฮุ่ยซัน(高慧珊) หัวหน้าฝ่ายโภชนาการ โรงพยาบาลต้าถงเมืองเกาสง อธิบายเพิ่มเติมว่า ผลไม้ไม่ได้แบ่งเป็นกรดหรือด่างในเชิงโภชนาการ แต่ในกระบวนการย่อยอาหาร ผักและผลไม้มักจะปล่อยไอออน เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งช่วยสร้างสภาวะ "ด่าง" ในร่างกาย

    หัวไชเท้าห้ามกินคู่กับแครอท จริงหรือไม่

       หัวไชเท้าทำให้ต่อมไทรอยด์โตขึ้นจริงหรือไม่? เกี่ยวกับข่าวลือเรื่องหัวไชเท้าอาจทำให้ต่อมไทรอยด์โตขึ้น  โภชนาการเกาฮุ่ยซัน บอกว่า หัวไชเท้าเป็นผักในกลุ่มตระกูลกะหล่ำ (Cruciferous vegetables) มักมีสารประกอบไซยาโนเจนที่อาจยับยั้งการดูดซึมไอโอดีน ซึ่งในกรณีที่คนขาดไอโอดีนและบริโภคผักในกลุ่มนี้ในปริมาณมากและเป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลให้เกิดอาการบวมโตของต่อมไทรอยด์ได้ อย่างไรก็ตาม เธอเน้นว่า ในไต้หวันมีการเติมไอโอดีนในเกลือปรุงอาหาร อีกทั้งร่างกายต้องอยู่ในภาวะขาดไอโอดีนอย่างหนักและบริโภคผักตระกูลกะหล่ำในปริมาณมหาศาล จึงจะเกิดอาการนี้ขึ้น ดังนั้น การบริโภคหัวไชเท้าในปริมาณปกติแทบไม่มีความเสี่ยงที่จะทำให้ต่อมไทรอยด์โตขึ้น

       นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือในโลกออนไลน์ว่า "หัวไชเท้าห้ามกินคู่กับเห็ดหูหนู" เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบหรือโรคผิวหนัง รวมถึง "ห้ามกินหัวไชเท้าขาวคู่กับโสม" เพราะจะลดประสิทธิภาพของโสม

    • 尤偉銘) ผู้อำนวยการสมาคมนักโภชนาการแห่งสาธารณรัฐจีน ชี้แจงว่า การเกิดการอักเสบของร่างกายมักเกี่ยวข้องกับการบริโภคอาหารทะเลหรือเนื้อสัตว์ที่ไม่สดใหม่ ข้อกล่าวหาที่ว่าการกินหัวไชเท้ากับเห็ดหูหนูจะทำให้เกิดการอักเสบนั้น "ไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับอาการหรือกลไกการเกิดการอักเสบ จึงถือว่าไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์"
    • 林雅恩) ประธานสมาคมส่งเสริมโภชนาการและสุขภาพแห่งไต้หวัน ระบุว่า หัวไชเท้าอุดมไปด้วยวิตามิน ซัลโฟราเฟน และใยอาหาร ซึ่งล้วนมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ การที่กินหัวไชเท้าคู่กับเห็ดหูหนูจะทำให้เกิดอาการอักเสบนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ เว้นแต่ผู้บริโภคจะแพ้หัวไชเท้าหรือส่วนผสมอื่น ๆ ในอาหาร
    • หัวไชเท้าห้ามกินคู่กับโสม จริงหรือไม่

         นอกจากนี้ ยังมีห้ามกินหัวไชเท้าคู่กับโสมจริงหรือ? หลินหย่าเอิน บอกว่า ความเชื่อที่ว่าการกินหัวไชเท้าขาวกับโสมจะลดประสิทธิภาพของโสมอาจมาจากมุมมองของแพทย์แผนจีน แต่ไม่ได้หมายความว่าหัวไชเท้าขาวไม่สามารถกินคู่กับโสมได้ในทุกกรณี อย่างไรก็ตาม การบริโภคมากเกินไปอาจทำให้แน่นท้อง โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาลำไส้ควรระมัดระวัง บางคนอาจรู้สึกแน่นท้องหรือมีอาการไม่สบายหลังจากกินหัวไชเท้าขาว เนื่องจากการบริโภคหัวไชเท้าในปริมาณมากในครั้งเดียวอาจกระตุ้นการผลิตก๊าซในลำไส้ เนื่องจากใยอาหารช่วยเพิ่มกิจกรรมของจุลินทรีย์ในลำไส้ แต่ถ้าบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมตามสภาพร่างกาย หัวไชเท้าขาวไม่มีข้อจำกัดในการบริโภคเป็นพิเศษ

         โหยวเหว่ยหมิง ชี้ว่า หัวไชเท้ามีใยอาหารสูง และหากกินแบบดิบ จะมีสารเคมีที่อาจกระตุ้นการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและลำไส้มากขึ้น ดังนั้น ควรบริโภคหัวไชเท้าในปริมาณที่เหมาะสม และแนะนำให้ปรุงก่อนรับประทาน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการลำไส้แปรปรวนหรือลำไส้ไวต่อสิ่งกระตุ้น ควรควบคุมปริมาณการบริโภคเพื่อหลีกเลี่ยงอาการไม่สบาย เช่น ท้องเสีย อย่างไรก็ตาม หัวไชเท้าอุดมด้วยใยอาหาร วิตามิน แคลเซียม และธาตุเหล็ก ซึ่งช่วยในการเผาผลาญและต่อต้านอนุมูลอิสระ และหัวไชเท้าในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวมีรสหวานและสารที่ทำให้เผ็ดร้อนลดลง ทำให้เป็นช่วงที่หัวไชเท้ามีคุณภาพและรสชาติที่ดีที่สุด

      14 min
    • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 17 ธ.ค.2567

         ไต้หวันมีค้างคาวชนิดหนึ่งที่มีหัวคล้ายสุนัขจิ้งจอก ปีกกว้างถึง 1 เมตร และชอบกินผลไม้ ด้วยรูปลักษณ์ที่น่ารักทำให้เป็นที่สนใจของผู้คน ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการเรียกชื่อ “ค้างคาวจิ้งจอกไต้หวัน” ส่วนภาษาจีนเรียกว่า “ไถวานหูฝู-台灣狐蝠” ได้รับการจัดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภท 1 ซึ่งเป็นสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง และถือเป็น 1 ใน "4 สัตว์ที่พบเห็นได้ยากในไต้หวัน" ร่วมกับแมวดาว(石虎) หมีดำ(黑熊) และนาก(水獺) เนื่องจากสัตว์ทั้ง 4 ชนิดเหลือจำนวนน้อยมากในไต้หวัน ดังนั้นในภาษาจีนถึงกับเรียกสัตว์ 4 ชนิดว่า “ซื่อต้าเสินโซ่ว-四大神獸” ซึ่งแปลว่า “สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ 4 ชนิดของไต้หวัน”

      ค้างคาวจิ้งจอกฝูเป่าที่ได้รับการดูแลและปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

           สำหรับในเรื่องของ จากการศึกษาของนักวิชาการพบว่า ค้างคาวจิ้งจอกไต้หวันมีประชากรเหลือเพียงเล็กน้อยในเกาะกุยซานและเกาะลวี่เต่า ส่วนพื้นที่ในไต้หวันพบเฉพาะที่เมืองฮัวเหลียนประมาณ 50 ตัว และทั่วไต้หวันคาดว่ามีเพียง 200 ตัวเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงถูกจัดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง

         ในวันที่ 20 เมษายนปี 2024 ที่ผ่านมา อาสาสมัครของสมาคมอนุรักษ์ธรรมชาติฮัวเหลียนพบลูกค้างคาวตัวเล็กเพศผู้ อายุประมาณ 2 สัปดาห์ บริเวณใกล้สวนวัฒนธรรมเมืองฮัวเหลียน ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกจู่โจมโดยสุนัขและแมวจรจัด จึงได้ช่วยเหลือและแจ้งให้กรมป่าไม้และการอนุรักษ์ธรรมชาติฮัวเหลียนรับทราบ
      ลูกค้างคาวตัวนี้เป็นเพศผู้ น้ำหนักเพียง 80 กรัม อายุประมาณ 2 สัปดาห์ และได้รับการตั้งชื่อว่า "ฝูเป่า" (福寶 - แปลว่า สมบัติแห่งความโชคดี) โดยถูกส่งไปยังศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าทางตะวันออกในตำบลฉือซั่งเมืองไถตงเพื่อรับการดูแล
         กรมป่าไม้ฮัวเหลียนเผยว่า ที่ผ่านมาไม่มีกรณีการเลี้ยงและปล่อยลูกค้างคาวคืนสู่ธรรมชาติในไต้หวัน ทีมงานได้ร่วมมือกับสมาคมค้างคาวไต้หวัน และ ศ.เฉินเซียงฝัน(陳湘繁)ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยไทเป รวมถึงปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่น เพื่อวางแผนการดูแลและปล่อยฝูเป่าคืนสู่ธรรมชาติ

      ค้างคาวจิ้งจอกฝูเป่าที่ได้รับการดูแลและปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

         ตลอดช่วงเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา มีการจัดหาอาหารผลไม้ป่าให้ฝูเป่า รวมถึงเตรียมพื้นที่ในเมืองที่มีพืชอาหารอุดมสมบูรณ์เพื่อเป็นแหล่งฝึกปล่อยตัว ฝูเป่าเติบโตจนมีน้ำหนักถึง 307 กรัม และสามารถฝึกบินในระยะไกลได้ ก่อนที่จะถูกปล่อยในวันที่ 12 พฤศจิกายน(ปี 2024)

         การติดตามด้วยสัญญาณวิทยุและดาวเทียมยืนยันว่า ฝูเป่าปรับตัวใช้ชีวิตในเขตเมืองฮัวเหลียนได้อย่างปลอดภัย และจะมีการติดตามต่อไป นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของการอนุรักษ์ค้างคาวในไต้หวัน และในวันที่ 1 เดือนธันวาคม กรมป่าไม้ฮัวเหลียนยังได้เปิดตัว ตุ๊กตาฝูเป่า เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์สัตว์ป่าผ่านสัญลักษณ์นี้ด้วย

      ตุ๊กตาฝูเป่า

      14 min
    • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 10 ธ.ค.2567

      วิกฤตขาดแคลนแรงงาน: อาชีพเลี้ยงหอยนางรมกำลังกลายเป็นรุ่นสุดท้ายหรือไม่ !?

         "ขาดแรงงาน ขาดแรงงาน ขาดแรงงาน" คำสามคำนี้คือปัญหาใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมหอยนางรมในไต้หวัน ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงหอยในทะเลหรือการแกะเปลือกหอยเพื่อเอาเนื้อ ทุกกระบวนการล้วนเผชิญกับปัญหาขาดแคลนแรงงานจนเกือบถึงจุดล่มสลาย ปัญหาการขาดแรงงานและช่องว่างระหว่างรุ่นสะท้อนถึงความสิ้นหวังและความไม่มั่นคงต่ออนาคตของอุตสาหกรรมหอยนางรมไต้หวัน ขณะที่การไม่มีคนแกะหอยทำให้ทั้งอุตสาหกรรมเสี่ยงต่อการหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง
         เกษตรกรผู้เลี้ยงหอยต้องเผชิญกับคำถามหนักหน่วง: จะต่อสู้เพียงลำพังหรือจะหยุดความสูญเสียแล้วปล่อยมือ? ความลังเลนี้ทำให้อุตสาหกรรมหอยนางรมของไต้หวันเข้าสู่ยุควิกฤติที่ไม่มีใครรับช่วงต่อและขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ทั้งนี้ ไต้หวันผลิตหอยนางรมได้ประมาณ 168 ล้านถึง 336 ล้านตัวต่อปี แต่ละตัวมีรูปร่างต่างกัน และปัจจุบันยังไม่มีเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการแกะเปลือก ลักษณะการบริโภคของไต้หวันมักเป็นเนื้อหอยในเมนูอย่าง "หอยทอด蚵仔煎" แทนที่จะเป็นหอยนางรมทั้งเปลือกสำหรับปิ้งย่าง ดังนั้น หอยทุกตัวจำเป็นต้องมีคนแกะเอาเนื้อออกก่อนวางขาย

      หอยทุกตัวต้องมีคนแกะเอาเนื้อออกก่อนนำไปขาย

         แหล่งผลิตหอยนางรมทั่วไต้หวันล้วนขาดแรงงาน โดยที่ตำบลตงซื่อ เมืองเจียอี้ มีแรงงานแกะหอยมากที่สุด ทำให้หอยนางรมจากเมืองหยุนหลิน, ไถหนาน, และ เผิงหู มักถูกส่งไปยังตำบฃตงซือเพื่อแกะเปลือก นอกจากนี้ หอยนางรมไม่ได้ผลิดตลอดปี และการเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ งานแกะเปลือกแม้สำคัญแต่ไม่สามารถทำเป็นอาชีพเต็มเวลาได้ ดังนั้น งานแกะหอยส่วนใหญ่อาศัยแรงงานในครัวเรือนและแรงงานชั่วคราว โดยกลุ่มหลักคือบรรดา สะใภ้ในหมู่บ้านประมงที่ต้องดูแลผู้สูงอายุหรือเด็กในครอบครัว ทำให้ไม่สามารถทำงานเต็มเวลาได้ และกลุ่มสะใภ้เหล่านี้มักเริ่มทำงานตั้งแต่วัยหนุ่มสาวจนถึงวัยชรา และถูกเรียกขานด้วยคำขำๆ ว่า "กลุ่มพันปี千歲團" เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยทำให้คนที่เต็มใจทำงานนี้ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้งานแกะหอยนางรมจำนวนหลายร้อยล้านตัวทั่วไต้หวันยังคงต้องพึ่งพากลุ่มแรงงานเก่าที่มีประสบการณ์สูงเหล่านี้  

         นักข่าวเดินทางไปยังบ่อปลาข้างศาลเจ้าฝูต๋อในหมู่บ้านหย่งถุน (永屯村) ใต้ร่มเงาของต้นมะม่วงหนาทึบ มีคุณป้าและคุณย่า 10 คนกำลังนั่งล้อมวงแกะหอยนางรมที่เพิ่งเก็บขึ้นมาจากทะเล พวกเธอใช้ทักษะที่ชำนาญในการแกะเปลือกหอยและนำเนื้อหอยออก จากนั้นนายจ้างจะแพ็กและจัดส่งต่อไป หากทำงานเร็ว หอยสดที่เก็บในช่วงเช้าอาจถึงไทเปในเย็นวันเดียวกัน กลายเป็นเมนูอร่อยบนโต๊ะอาหารของนักชิม 
         หนึ่งในกลุ่มเพื่อนร่วมงานอย่าง จางฟางหลิง(張芳羚) อายุเกิน 60 ปีแล้ว ในขณะที่เพื่อนร่วมงานบางคนอายุมากกว่าเธอ บางคนเป็นคุณทวดไปแล้ว การแกะหอยกลางแจ้งในหน้าร้อนถือว่าเหนื่อยมาก แต่พวกเธอยังคงสนุกกับงานเพราะอยู่ใกล้บ้านและมีเวลาอิสระ ทำให้เป็นงานพาร์ตไทม์ที่ได้รับความนิยมในหมู่คุณย่าคุณยายในหมู่บ้านหอย
         ค่าจ้างแกะหอยคิดตามน้ำหนักเนื้อหอย โดยราคาประมาณ 30 เหรียญไต้หวันต่อหนึ่งชั่ง  ( 600 กรัม) คนที่ทำงานคล่องแคล่วสามารถหาเงินได้วันละ 1,000-2,000 เหรียญไต้หวัน ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวหรือเป็นค่าขนมให้หลานๆ
      คุณป้าแซ่ไช่ หนึ่งในแรงงานประจำ กล่าวว่าลูกชายของเธอเลี้ยงหอยกาบอยู่ใกล้ๆ เธอต้องไปช่วยงานลูกบ่อยครั้งโดยไม่ได้ค่าจ้าง แต่รายได้จากการแกะหอยช่วยให้เธอยังคงมีอิสระทางการเงิน เธอบอกว่า แถมการแกะหอยยังเบากว่าการทำงานรอบบ่อปลามาก ขณะที่ อาม่าแซ่จวง หัวเราะและบอกว่า ปกติเธอต้องเลี้ยงหลานเป็นประจำ วันนี้เพราะขาดแรงงานแกะหอย เธอจึงถูกเรียกมาช่วย

      งานแกะหอยส่วนใหญ่อาศัยแรงงานในครัวเรือนและแรงงานชั่วคราว

         สำหรับแรงงาน "กลุ่มพันปี" และเกษตรกรผู้เลี้ยงหอย ถือเป็นความยืดหยุ่นของชั่วโมงการทำงานที่ช่วยลดความกดดันทั้งสองฝ่าย แต่ในขณะเดียวกัน งานที่ไม่สม่ำเสมอเช่นนี้ทำให้ยากที่จะจ้างแรงงานประจำ ส่งผลให้อุตสาหกรรมมีความไม่แน่นอนมากขึ้น 

         ปัญหาการขาดแรงงานอย่างรุนแรงทำให้หอยนางรมเวียดนามที่แกะเปลือกพร้อมใช้งานนำเข้า กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรหอยนางรมในไต้หวันหมดกำลังใจ และคนรุ่นใหม่ไม่กล้ารับช่วงต่อ คุณติงเจี้ยนเจีย(丁健家) ประธานสมาคมเพาะเลี้ยงหอยนางรมหยุนหลิน เปิดเผยว่า 2 ใน 3 ของเกษตรกรหอยในหยุนหลินมีอายุเกิน 55 ปี ในสายตาของพวกเขา "การเลี้ยงหอยนางรมเป็นอุตสาหกรรมที่กำลังจะหมดไป" แม้จะมีรุ่นที่สองหรือสามเข้ามารับช่วงต่อ แต่เกษตรกรรุ่นเก่ามักไม่ยอมลงทุนต่อ เพราะไม่เห็นอนาคต คุณติงบอกว่า เขาและสมาชิกสมาคมพยายามไม่ยอมแพ้ โดยการผลิตลูกหอยด้วยการผสมเทียม หรือการเลี้ยงหอยนางรมแบบตัวเดี่ยวเพื่อหาหนทางใหม่ แต่ในความเป็นจริง นี่เป็นเพียง "การต่อสู้ครั้งสุดท้าย" เท่านั้น นอกจากนี้ สมาคมเพาะเลี้ยงหอยนางรมหยุนหลินเคยพยายามเปิดตัวแบรนด์ "หอยนางรมเมืองหยุนหลิน雲林蚵" และจัดตั้งสหกรณ์เพื่อให้เกษตรกรขายหอยนางรมของตัวเอง แต่ปัญหาสำคัญที่ไม่สามารถแก้ได้คือการขาดแรงงานแกะเปลือกหอย
         คุณติงเจี้ยนเจียแสดงความผิดหวังต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ตั้งแต่การลดพื้นที่ชายฝั่ง การทำลายสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงผลกระทบจากการนำเข้าหอยนางรม ซึ่งเขามองว่าเป็น "การค้าเสรีที่หยุดไม่ได้" แม้แต่ปัญหาแรงงานแกะหอยก็ไม่มีหน่วยงานประมงใดนำเสนอทางแก้ เขายังตั้งคำถามว่าในเมื่อรัฐบาลสนับสนุนอุตสาหกรรมไฮเทคอย่างเต็มที่ ทำไมถึงไม่สามารถแก้ปัญหา "แรงงานศูนย์เทคโนโลยี" อย่างการแกะหอยได้?

         นี่เป็นเพียงปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมหอยนางรมในไต้หวันบางส่วนที่นำมาเล่าสู่กันฟัง

       

      15 min
    • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 3 ธ.ค.2567

         เฉินคุนชั่น (陳坤燦) จบการศึกษาจากโรงเรียนอาชีวะซงซาน (松山工農) ด้วยความหลงใหลในพืชพรรณ เขาอุทิศชีวิตให้กับการปลูกและดูแลพืชมากว่า 40 ปี ในปี 2013 เขาย้ายไปอาศัยที่เมืองอี๋หลาน (宜蘭) และสร้างสวนพืชพรรณส่วนตัวขนาด 650 ผิง เพื่อเติมเต็มความฝันในการปลูกพืช ในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คุณเฉินคุนชั่นเดินทางไปเยี่ยมฟาร์มปลูกเบญจมาศที่ตำบลเถียนเหว่ย เมืองจางฮั่ว เขารู้สึกตื่นเต้นกับทุ่งดอกเบญจมาศที่งดงาม และได้ถามเจ้าของโฮมสเตย์เกี่ยวกับไฟส่องสว่างในทุ่งดอกไม้ เพราะแสงไฟเหล่านี้เป็นภาพที่มีเอกลักษณ์ในยามค่ำคืนของเถียนเหว่ย ผู้ที่ขับรถผ่านทางด่วนในพื้นที่นี้จะเห็นทุ่งดอกเบญจมาศที่ส่องแสงระยิบระยับในความมืด ซึ่งกลายเป็นภาพที่ตราตรึงในใจของคนในเขตภาคกลางของไต้หวัน

      เปิดไฟส่องดอกเบญจมาศเพื่อให้ดอกเบญจมาศบานช้าลง

         หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องเปิดไฟส่องดอกเบญจมาศ คำถามนี้เกี่ยวข้องกับว่าไฟช่วยให้ดอกบานเร็วขึ้นหรือช้าลงหรือไม่? คำตอบที่ถูกต้องคือช่วยให้ดอกเบญจมาศบานช้าลง ดอกเบญจมาศเป็นพืชที่ต้องการช่วงเวลากลางวันที่สั้นและกลางคืนที่ยาว (Short-day plant) เพื่อกระตุ้นการเกิดตาดอกและออกดอก เมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาถึง กลางวันสั้นลงและกลางคืนยาวขึ้น ทำให้ดอกเบญจมาศสามารถบานตามธรรมชาติได้ 

         อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ ตำบลเถียนเหว่ย(田尾) ซึ่งปลูกเบญจมาศเพื่อใช้เป็นดอกไม้ตัดขาย ดอกเบญจมาศที่บานตามธรรมชาติมักมีลำต้นยาวเพียง 30-40 เซนติเมตร ลำต้นที่สั้นจะส่งผลต่อราคาขาย ดังนั้นเกษตรกรจึงเปิดไฟเพื่อยืดระยะเวลาแสงสว่าง ช่วยยับยั้งการบานของดอก จนกระทั่งลำต้นยาวถึงประมาณ 90 เซนติเมตร จากนั้นจึงปิดไฟเพื่อให้ดอกบาน ลำต้นที่ยาวขึ้นไม่เพียงช่วยให้เกษตรกรขายได้ราคาดีขึ้น แต่ยังเพิ่มโอกาสในการออกแบบงานศิลปะด้วยดอกไม้ได้หลากหลายและสร้างสรรค์มากขึ้นอีกด้วย

      เบญจมาศเป็นพืชที่ตอบสนองต่อช่วงแสงสั้น จะบานตามธรรมชาติในฤดูใบไม้ร่วง จึงมักเรียกว่า เบญจมาศฤดูใบไม้ร่วง

         ดอกเบญจมาศจัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (Asteraceae) และสกุล Chrysanthemum ด้วยความหลากหลายในรูปร่างและสีสันของดอก ความสามารถในการปรับช่วงเวลาการออกดอกด้วยแสงไฟ รวมถึงอายุการใช้งานที่ยาวนานของดอกไม้ตัด จึงทำให้ดอกเบญจมาศเป็นที่นิยมในหมู่เกษตรกรและผู้บริโภค เป็นหนึ่งในพืชดอกเศรษฐกิจที่สำคัญของไต้หวัน สถิติการเกษตรปี 2023 ระบุว่า ไต้หวันมีพื้นที่ปลูกเบญจมาศประมาณ 594 เฮกตาร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกดอกไม้ตัดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยมีแหล่งผลิตหลักอยู่ในเมืองจางฮั่ว (彰化) และผลผลิตจากพื้นที่นี้คิดเป็น 97% ของทั้งประเทศ โดยเฉพาะในตำบลเถียนเหว่ย (田尾) ซึ่งคิดเป็น 70% ของผลผลิตในเมืองจางฮั่ว

         นอกจากการปลูกเพื่อเป็นดอกไม้ตัดแล้ว ดอกเบญจมาศยังสามารถนำไปใช้เป็นไม้กระถางหรือปลูกประดับสวนได้อย่างกว้างขวาง การใช้ดอกไม้ตัดเป็นวิธีที่พบได้บ่อยที่สุด ตั้งแต่การใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาไปจนถึงการตกแต่งในชีวิตประจำวัน ในอดีตอาจมีข้อห้ามในการใช้เบญจมาศเนื่องจากเกี่ยวข้องกับงานศพ มักหลีกเลี่ยงนำมาใช้ในการเฉลิมฉลองวันเกิด แต่ด้วยการพัฒนาสายพันธุ์และรูปลักษณ์ที่แปลกใหม่ ทำให้เบญจมาศกลายเป็นดอกไม้หลักในการออกแบบงานศิลปะดอกไม้ที่หลากหลาย

      เบญจมาศกลายเป็นดอกไม้หลักในการออกแบบงานศิลปะดอกไม้ที่หลากหลาย

         ดอกเบญจมาศใหญ่ไม่ได้เป็นสายพันธุ์ของดอกเบญจมาศ แต่เกิดจากการตัดแต่งกิ่งและเด็ดยอดเพื่อให้ต้นเดียวสามารถออกดอกเบญจมาศนับร้อยนับพันดอก นอกจากนี้ การปลูกเบญจมาศในปัจจุบันมีการพัฒนาเทคนิคขั้นสูง เช่น การเสียบยอด การเด็ดยอด และการตัดแต่งกิ่ง เพื่อสร้างศิลปะดอกเบญจมาศในรูปแบบต่างๆ เช่น เบญจมาศทรงสูง เบญจมาศน้ำตก เบญจมาศจัดทรง  หรือเบญจมาศในกระถางบอนไซ ผลงานเหล่านี้มักสร้างความประทับใจให้ผู้ชม ซึ่งหนึ่งในงานแสดงดอกเบญจมาศที่สำคัญของไต้หวันคือ เทศกาลดอกเบญจมาศที่ทำเนียบอดีตประธานาธิบดีเจียงไคเช็ก (士林官邸菊展) ซึ่งจัดขึ้นทุกปีในเดือนพฤศจิกายน โดยหนึ่งในไฮไลต์ของงานคือ เบญจมาศทรงสูง ที่ใช้เทคนิคการจัดกิ่งและเด็ดยอด ทำให้เบญจมาศต้นเดียวสามารถออกดอกได้เป็นร้อยเป็นพันดอกที่เรียงกันอย่างงดงาม เป็นเทคนิคพิเศษเฉพาะของกรุงไทเปที่หาชมได้ยาก

      เบญจมาศมีหลากหลายสีและสายพันธุ์

      15 min
    • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 26 พ.ย.2567

         การตระหนักถึงความปลอดภัยทางอาหารและการรักษาสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น ชาวนาปลูกข้าวในภาคตะวันตกจำนวนมากอยากหันมาปลูกข้าวออร์แกนิก แต่ต้องล้มเลิกความตั้งใจเพราะปัญหาการกำจัดวัชพืช หยางจื้อเจ๋อ(楊智哲) ผู้ช่วยวิจัยจากสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตไถหนาน สาขาลู่เฉ่า บอกว่า การเปลี่ยนมาปลูกข้าวออร์แกนิก ชาวนายังพอใช้วัสดุป้องกันและการจัดการแปลงเพื่อควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืชได้ แต่ปัญหาคือมีวัสดุสำหรับจัดการวัชพืชน้อยมาก อีกทั้งในช่วงต้นของการเพาะปลูก วัชพืชเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้การควบคุมวัชพืชเป็นเรื่องที่ลำบากที่สุด ทั้งนี้ การกำจัดวัชพืชด้วยแรงงานมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกปี อีกทั้งยังขาดแคลนแรงงาน บางครั้งชาวนาจึงใช้วิธีปล่อยน้ำในนาเพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของวัชพืช แต่หากพื้นที่เพาะปลูกมีแหล่งน้ำจำกัดหรือมีภูมิประเทศที่ไม่ราบเรียบ วิธีนี้จะไม่ได้ผลดี และการปล่อยน้ำในระยะยาวก็ยังทำลายระบบรากของต้นกล้าด้วย ส่งผลให้ผลผลิตลดลง ชาวนาจึงต้องการวิธีการกำจัดวัชพืชที่ดีกว่านี้

      แผ่นกระดาษป้องกันไม่ให้วัชพืชแย่งสารอาหารกับพืชหลัก และย่อยสลายเองได้

         จางเหย้าอวี้(張耀裕) เลขาธิการสมาคมเกษตรตำบลโต่วหนาน อธิบายว่า สมาคมฯ ต้องการส่งเสริมข้าวออร์แกนิกในเมืองหยุนหลิน ไม่เพียงแต่ร่วมมือกับชาวนา แต่ยังเช่าพื้นที่ประมาณ 8 เฟิน( 7,759 ตร.เมตร) เพื่อผลิตข้าวออร์แกนิก ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือวัชพืชในนา เจ้าหน้าที่ทั้งหมดต้องมาช่วยกันกำจัดวัชพืชแต่ก็ยังไม่สำเร็จ เขาลองใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น การปล่อยน้ำและใช้เครื่องตัดหญ้า แต่ก็ยังไม่ได้ผล เขากล่าวว่า "แค่คิดเรื่องการกำจัดวัชพืชก็รู้สึกหนักใจแล้ว!"

         ซูเสวี่ยลี่(蘇雪莉) หัวหน้ากลุ่มผลิตและจำหน่ายผักกลุ่มที่ 2 ในเขตหลิ่วอิ๋ง เมืองไถหนาน กล่าวว่าฟาร์มของเธอปลูกข้าวออร์แกนิกบนพื้นที่ประมาณ 1 เฮกตาร์ในช่วงที่สองของการเพาะปลูก แต่ต้องจ่ายเงินมากกว่า 50,000 เหรียญไต้หวันในการจ้างแรงงานเพื่อกำจัดวัชพืชทุกครั้ง ซึ่งวัชพืชเองก็แย่งสารอาหารจากต้นกล้า ทำให้การปลูกข้าวยิ่งเป็นภาระมากขึ้นเรื่อย ๆ เธอกล่าวว่า "บางทีก็อยากเลิกปลูกข้าวไปเลย"

      แปลงนาข้าวออร์แกนิกที่ปูด้วยแผ่นกระดาษคลุมดิน วัชพืชลดลง และต้นข้าวเติบโตดี

         เพื่อช่วยลดการใช้แรงงานในการกำจัดวัชพืช กระดาษคลุมดินแบบย่อยสลายได้จึงกลายเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับชาวนาข้าวออร์แกนิก หยางจื้อเจ๋ออธิบายว่าหลักการของกระดาษคลุมดินคือการยับยั้งวัชพืชโดยการปิดกั้นแสงแดดและมีคุณสมบัติให้อากาศผ่านได้ ทำให้เมล็ดวัชพืชงอกช้าลง หรือหากงอกแล้วก็จะเติบโตไม่ดี ทำให้ต้นกล้าเติบโตได้เร็วกว่าวัชพืช ซึ่งก่อนหน้านี้ การใช้พลาสติกคลุมดินในนาข้าวเป็นเรื่องยุ่งยากเพราะต้องใช้เวลาในการติดตั้งและเก็บคืน ขณะที่กระดาษคลุมดินจะค่อย ๆ ย่อยสลายในนาเอง ช่วยลดภาระในการจัดการ และไม่ก่อให้เกิดมลพิษในนาข้าวออร์แกนิก ทั้งนี้ ในญี่ปุ่นมีผลิตภัณฑ์กระดาษคลุมดินหลายแบบสำหรับใช้ในนาข้าวออร์แกนิก 

         หากในญี่ปุ่นมีกระดาษคลุมดินใช้แล้ว เหตุใดไต้หวันจึงยังไม่มีเกษตรกรใช้? หยางจื้อเจ๋ออธิบายว่าปัญหาหลักคือเรื่อง "ต้นทุน" โดยที่ผ่านมายังไม่มีการผลิตกระดาษคลุมดินในประเทศ และยังไม่มีเครื่องจักรในการช่วยติดตั้ง ชาวนาจึงต้องใช้กระดาษคลุมดินนำเข้าพร้อมติดตั้งด้วยแรงงานคน ทำให้ต้นทุนสูงเกินไปโดยไม่ช่วยลดแรงงานในการกำจัดวัชพืช 

      กระดาษคลุมดินกันวัชพืชของ บ. Cheng Long Paper

         อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ บริษัทต่าง ๆ เช่น Cheng Long Paper(正隆), Chung Hwa Pulp(中華紙漿) และ Chang Hung Special Paper(長鴻特殊紙業) ได้เริ่มผลิตกระดาษคลุมดินเพื่อการเกษตร และมีการนำเข้ารถปลูกต้นกล้าที่สามารถคลุมกระดาษคลุมดินได้ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการใช้และลดแรงงานในการติดตั้ง อีกทั้งสำนักงานการเกษตรและอาหารยังมีเงินสนับสนุนช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในการซื้อและติดตั้งกระดาษคลุมดิน กรมการเกษตรและอาหารไถหนานยังได้ทำการวิจัยและส่งเสริมการใช้กระดาษคลุมดินในนาข้าวออร์แกนิกเพื่อช่วยกระตุ้นให้ชาวนาข้าวออร์แกนิกหันมาใช้กระดาษคลุมดินเพื่อควบคุมวัชพืช

      15 min

    About ที่นี่ไต้หวัน

    From the publisher's feed

    ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน