
Sign up to save your podcasts
Or


โรคไหม้ข้าวเป็นศัตรูสำคัญของชาวนาที่ปลูกข้าว โดยเฉพาะในไต้หวัน โรคนี้เกิดจากเชื้อราที่ทำให้ใบและรวงข้าวเกิดจุดด่างและลดผลผลิตลงอย่างมาก ข้าวสายพันธุ์คุณภาพสูงอย่าง “เถาหยวน หมายเลข 3” ซึ่งมีชื่อเสียงด้านความนุ่มและกลิ่นหอมอ่อนคล้ายเผือก กลับมีจุดอ่อนสำคัญ คือ ไม่ทนต่อโรคไหม้ข้าว ทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงในฤดูปลูก โดยเฉพาะในช่วงที่มีอากาศร้อนชื้นหลังฝนตก ซึ่งเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการระบาดของโรคนี้
ข้าวพันธุ์เถาหยวน หมายเลข 7 ภาพซ้ายเป็นข้าวเปลือก ภาพขวาเป็นข้าวข้าว
เจี่ยนเจินอิ้ว(簡禎佑) ผู้ช่วยวิจัยจากสถานีวิจัยฯ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มความชื้นและอุณหภูมิในฤดูปลูกแรก ยิ่งเร่งการระบาดของโรคไหม้ข้าว การพัฒนาสายพันธุ์ที่ต้านทานโรคจึงเป็นหัวใจสำคัญในการช่วยชาวนาเผชิญกับความท้าทายดังกล่าว โดยเฉพาะในยุคที่การปลูกข้าวแบบดั้งเดิมและแบบออร์แกนิกต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการป้องกันโรค ทั้งในด้านการใช้สารเคมีและวัสดุชีวภาพ
ข้าวเถาหยวน หมายเลข 7 (ซ้าย ) รวงสวย ข้าวเถาหยวน หมายเลข 3 เป็นโรคไหม้ข้าว
เพื่อลดความเสี่ยงจากการสืบทอดข้อเสียของข้าวเถาหยวน หมายเลข 3 นักวิจัยจึงใช้เทคนิคเครื่องหมายโมเลกุล (Molecular Marker) ในการคัดเลือกพันธุ์ เทคนิคนี้ช่วยตรวจสอบยีนต้านทานโรค เช่น ยีน Pita-2 ที่มีประสิทธิภาพในการต้านทานโรคไหม้ข้าวในพื้นที่ภาคเหนือของไต้หวัน เทคนิคดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) แต่ช่วยเร่งกระบวนการคัดเลือกพันธุ์ให้แม่นยำยิ่งขึ้น
ข้าวเถาหยวน หมายเลข 7 ปลูกแบบออร์แกนิกที่เขตซินอู
เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2024 ซึ่งตรงกับวันชาติไต้หวัน ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อแนะนำ ไช่หยุนหรง(蔡昀融) ผู้คว้าเหรียญทองจาก WorldSkills ครั้งที่ 47 ซึ่งเปรียบเสมือน "โอลิมปิกสายอาชีพ" เขาได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มข้นและคว้ารางวัล "Best of Nation" ด้วย ไช่หยุนหรงเติบโตในครอบครัวช่างไม้และเริ่มสนใจงานไม้มาตั้งแต่วัยเด็ก โดยได้แรงบันดาลใจจากคุณพ่อ เขาสร้างผลงานแรกคือ "ม้านั่งตัวเล็ก" และต่อยอดทักษะด้วยความพยายามจนประสบความสำเร็จระดับโลก
ไช่หยุนหรง เป็นคนสุขุม มีวินัยในตัวเองสูง
เมื่อเข้าสู่มัธยมต้น ไช่หยุนหรงเริ่มฝึกฝนงานไม้อย่างจริงจังตามคำแนะนำของคุณพ่อ โดยมีครูผู้ฝึกสอนที่เคยสอนพ่อของเขาเป็นผู้นำทาง ไช่หยุนหรงเริ่มต้นเส้นทางแข่งขันด้วยอันดับ 4 ในประเภทงานไม้ประตูและหน้าต่างปี 2021 ก่อนคว้าเหรียญทองประเภทเดียวกันในปี 2022 และเหรียญเงินงานไม้เฟอร์นิเจอร์ในปี 2023 ในปี 2024 เขาสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์โลกจากการแข่งขัน WorldSkills
ไช่หยุนหรงที่มีทักษะด้านกีฬา รู้จักหาวิธีผ่อนคลายความเครียดจากการฝึกงานไม้ที่หนักหน่วง เขามักหาเวลาออกไปวิ่ง เล่นบาสเกตบอล หรือปิงปองกลางแจ้ง เพื่อไม่ให้ตัวเองจมอยู่ในบรรยากาศของโรงฝึกงานไม้ตลอดเวลา และในช่วงเตรียมตัวแข่งขัน ครอบครัวของเขาเดินทางจากเจียอี้มายังไถจงแทบทุกสัปดาห์เพื่อร่วมรับประทานอาหารและให้กำลังใจ การกระทำที่อบอุ่นนี้ทำให้เขารู้สึกถึงแรงผลักดันและกำลังใจว่า “ไม่ได้อยู่ลำพัง”
ไช่หยุนหรง กับ คุณพ่อไช่อวิ้หลิน
การแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ หรือ WorldSkills ปี 2024 จัดขึ้นในเดือนกันยายนที่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส ไช่หยุนหรงกล่าวถึงชัยชนะด้วยความดีใจว่า "ดีใจมากที่ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง" แต่เมื่อกลับถึงบ้าน มีสมาชิกของครอบครัวและญาติกว่า 10 คนที่มาต้อนรับเขาที่สนามบินพร้อมตะโกนเรียกชื่อ ทำให้เขารู้สึกเขิน
ไช่หยุนหรงและเพื่อน กับ ครูสอนงานไม้จางหย่งชาง
หลังคว้ารางวัลจากการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ เขากล่าวว่าชีวิตของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก เขายังคงใช้ชีวิตในฐานะนักเรียนทั่วไป สำหรับในอนาคต ไช่หยุนหรง ซึ่งปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.5 กล่าวว่า เขาวางแผนศึกษาต่อในสาขาวิทยาศาสตร์และการออกแบบไม้ที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติผิงตง (National Pingtung University of Science and Technology) เพื่อพัฒนาต่อในด้านงานไม้และการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ นอกจากนี้ เขายังตั้งเป้าหมายที่จะใช้ประสบการณ์ของตัวเองส่งเสริมการศึกษาสายอาชีพ เพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าสายอาชีพทำอะไร โดยเขาเริ่มวางแผนที่จะเป็นวิทยากรบรรยายในโรงเรียนระดับมัธยมต้น แบ่งปันประสบการณ์การแข่งขันของเขา และหวังว่าน้อง ๆ รุ่นหลังจะสามารถค้นพบเส้นทางของตัวเองได้
พุซซี่วิลโล่ ภาษาจีนเรียกว่า อิ๋นหลิ่ว(銀柳) เป็นดอกไม้ที่มีเอกลักษณ์ของเมืองอี๋หลาน แหล่งปลูกอยู่ที่ตำบลซานซิง ดอกไม้ชนิดนี้มีช่วงการผลิตตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป ชื่อ "อิ๋นหลิ่ว(銀柳)" ออกเสียงคล้ายกับคำว่า "เงินทอง" ในภาษา ไถอวี่(台語) จึงเป็นดอกไม้ที่นิยมใช้สำหรับการตกแต่งภายในบ้านในช่วงเทศกาลตรุษจีน ส่วนในภาษาไทยเรียกได้หลายชื่อที่สื่อความหมายใกล้เคียงกัน เช่น ดอกตุ่มเงินตุ่มทอง ดอกกระดุมเงินกระดุมทอง หรือดอกต้นเงินต้นทอง เนื่องจากดอกพุซซี่วิลโล่มีสีขาวบริสุทธิ์ อ่อนนุ่ม คล้ายขนสัตว์ ขนาดเล็กรูปกลมรีขึ้นประปรายบนกิ่งก้านยาวสีเข้ม เมื่อดอกทิ้งไว้จนแห้ง สามารถใช้เป็นดอกไม้แห้งที่มีอายุการใช้งานได้นาน และยังคงความสดใสได้ตลอดทั้งปี เพราะฉะนั้นจึงเหมาะสำหรับใส่แจกัน เพื่อตกแต่งบ้านและสถานที่ต่าง ๆ
สอนปักดอกไม้จากพุซซี่วิลโล่
ในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึง ซึ่งตรงกับช่วงฤดูผลิตของดอกพุซซี่วิลโล่ ทางกรมการเกษตรและอาหาร(Agriculture and Food Agency) ภาคตะวันออกของไต้หวันได้ร่วมมือกับสมาคมเกษตรกรในตำบลซานซิง เพื่อส่งเสริมการใช้ดอกพุซซี่วิลโล่ที่ผลิตในประเทศ โดยจะมีการจัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในปลายเดือนธันวาคม ปี 2024 และในงานนี้มีการแนะนำดอกไม้ที่มีเอกลักษณ์ สื่อถึงความโชคดีและความมั่งคั่ง เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถนำไปประดับบ้านต้อนรับเทศกาลตรุษจีน เชื่อว่าการตั้งดอกพุซซี่วิลโล่ไว้ในบ้านจะช่วยเสริมโชคลาภ นำความมั่งมีศรีสุขมาให้ และสร้างความโชคดีตลอดทั้งปี โดยขนาดความยาวของพุซซี่วิลโล่มีความหมายต่างกัน ได้แก่ ความยาว 3 ฟุต (91.4 ซม.) หมายถึงการต้อนรับโชคลาภ, ความยาว 4 ฟุต 2 (128 ซม.) หมายถึงความมั่งคั่ง, ความยาว 5 ฟุต 1 (155.4 ซม.) หมายถึงความร่ำรวย, ความยาว 6 ฟุต 2 (190 ซม.) หมายถึงการมีบุตร เป็นต้น
พุซซี่วิลโล่ที่ตัดจากสวน
นอกจากการใช้ในงานดอกไม้แล้ว ดอกพุซซี่วิลโล่ยังถูกพัฒนาผลิตภัณฑ์หลากหลายโดยสหกรณ์เกษตรเพื่อการตลาดหมิงชิ่ง(明慶農產運銷合作社)ในเมืองอี๋หลาน เช่น พวงแขวนประดับ ของเสริมโชค กระถางต้นไม้ขนาดเล็ก ถุงกำจัดกลิ่นและป้องกันความชื้น เป็นต้น อีกทั้งยังได้ร่วมมือกับบริษัทไบโอเทคโลโนยีเพื่อพัฒนาสารสกัดและมาส์กหน้าจากพุซซี่วิลโล่ ขยายขอบเขตการใช้งานและยกระดับคุณค่า โดยไม่เหลือชิ้นส่วนให้สูญเปล่า
พัฒนาผลิตภัณฑ์จากพุซซี่วิลโล่
เพื่อผลักดันการพัฒนาที่หลากหลายของอุตสาหกรรมพุซซี่วิลโล่ กรมการเกษตรและอาหารภาคตะวันออกได้สนับสนุนสมาคมเกษตรกรในเขตซานซิงและสหกรณ์หมิงชิ่ง จัดกิจกรรมมากมาย เช่น นิทรรศการงานสร้างสรรค์ DIY กิจกรรมสัมผัสธรรมชาติในสวนดอกไม้ การส่งเสริมการศึกษาเรื่องดอกไม้สำหรับครอบครัว เป็นต้น เพื่อทำให้ผู้บริโภครู้จักอุตสาหกรรมพุซซี่วิลโล่มากยิ่งขึ้นอีกด้วย
ไต้หวันเคยได้รับสมญานามว่าเป็น "อาณาจักรปลาไหล" โดยการเพาะเลี้ยงปลาไหลส่วนใหญ่มุ่งเน้นส่งออกไปยังญี่ปุ่น ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ไต้หวันครองส่วนแบ่งตลาดญี่ปุ่นมากกว่า 50% หรือกล่าวได้ว่าปลาไหลทุกสองตัวที่ขายในญี่ปุ่นจะมีหนึ่งตัวมาจากไต้หวัน อย่างไรก็ตาม เมื่ออุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงปลาไหลในจีนเริ่มเติบโต ไต้หวันต้องเผชิญกับความท้าทายด้านส่วนแบ่งตลาดในญี่ปุ่น ทางด้านกรมประมงไต้หวันชี้ว่า ไต้หวันไม่ควรแข่งขันด้านราคา แต่ควรใช้จุดแข็งจาก "ลูกปลาไหลรุ่นแรก" เพื่อส่งเสริมการเพาะเลี้ยงแบบใช้สิ่งอำนวยความสะดวก (ระบบปิด) เพื่อสร้างเสถียรภาพในการผลิต พัฒนาความก้าวหน้าทางเทคนิค และใช้ปลาไหลคุณภาพสูงฟื้นคืนตลาดทั้งในและต่างประเทศ
เกษตรกรผู้ปลูกมะเขือเทศเผชิญปัญหาแมลงหวี่ขาวยาสูบทำลายผลผลิต แม้ว่ามวนตัวห้ำสกุล Nesidiocoris จะช่วยกำจัดแมลงได้ แต่กลับสร้างความเสียหายให้มะเขือเทศเมื่อขาดเหยื่อ สวีฟาง เกษตรกรหนุ่ม จึงใช้วิธีปลูกงาเป็นพืชเพื่อเลี้ยงมวนตัวห้ำ เพื่อป้องกันแมลงหวี่ขาวยาสูบและลดความเสี่ยงต่อมะเขือเทศอย่างได้ผล เขายังแบ่งปันเทคนิคนี้แก่เพื่อนเกษตรกร สวีฟางเติบโตในครอบครัวเกษตรกร ศึกษาด้านพืชสวน และกลับมาพัฒนาการปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่ในบ้านเกิดอย่างมืออาชีพ
แมลงหวี่ขาวยาสูบ ศัตรูร้ายกาจของมะเขือเทศ
การปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่ต้องเผชิญปัญหาแมลงหวี่ขาวยาสูบที่ขยายพันธุ์รวดเร็วและต้านทานสารเคมี ส่งผลให้ผลผลิตลดลงถึง 30-50% แมลงชนิดนี้ดูดสารอาหารจากต้นพืช ทำให้ผลไม่สมบูรณ์ และแพร่เชื้อไวรัสที่รักษาไม่ได้ แม้เกษตรกรอย่างสวีฟางจะใช้วัสดุอินทรีย์เพื่อหลีกเลี่ยงสารตกค้างและรักษาผึ้งผสมเกสร แต่ก็ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสูงและประสิทธิภาพการควบคุมที่จำกัด
สวีฟางพบว่าเกษตรกรหลายรายล้มเหลวจากการใช้มวนตัวห้ำในอดีต เนื่องจากขาดความรู้และคำแนะนำที่เหมาะสม เขาจึงศึกษางานวิจัยอย่างจริงจังเพื่อหาวิธีใช้มวนเพชฌฆาตอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่ามวนชนิดนี้จะกินทั้งแมลงและพืช แต่หากปลูกต้นงาในแปลงล่วงหน้า มวนจะเลือกกินต้นงาแทนมะเขือเทศ ทำให้สามารถควบคุมแมลงหวี่ขาวยาสูบได้โดยไม่กระทบผลผลิต วิธีนี้จึงกลายเป็นแนวทางใหม่ที่ช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จของเกษตรกร
งดการใช้สารเคมีเพื่อไม่ทำลายผึ้งที่ช่วยผสมเกสร
สวีฟางพัฒนาวิธีควบคุมแมลงหวี่ขาวยาสูบด้วยมวนเพชฌฆาต โดยใช้งาเป็นพืชที่ดึงดูดมวนได้ดีที่สุด เขาทำงานเป็นขั้นตอนโดยเริ่มจากการปลูกงาล่วงหน้าในฤดูร้อน เพื่อให้มวนเพิ่มจำนวนก่อนการระบาดของแมลงหวี่ขาว มวนจะถูกปล่อยในแปลงงาเพื่อขยายประชากร จากนั้นพร้อมจัดการแมลงศัตรูพืชได้ทันที วิธีนี้ช่วยลดการใช้สารเคมีในแปลงปลูกและรักษาผลผลิตมะเขือเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ต้นงายังช่วยป้องกันมวนเพชฌฆาตจากการทำลายมะเขือเทศ หากดูแลต้นงาอย่างเหมาะสม การใช้สารเคมีในแปลงต้องหลีกเลี่ยง แต่สามารถใช้สารอินทรีย์ เช่น น้ำมันส้มโอ เพื่อควบคุมประชากรมวนที่เพิ่มขึ้นได้
มะเขือเทศเชอร์รีที่คุณสวีฟางปลูกได้หวานอร่อย
หัวไชเท้า เป็นพืชฤดูหนาวที่มีคุณค่าทางอาหารสูง หัวไชเท้าในหน้าหนาวในไต้หวันทั้งหาง่ายและรสชาติดี มื้อเช้าอาจจะกินขนมผักกาด (ไชเถ่าก้วยทอด) มื้อว่างอาจเลือกกินขนมเปี๊ยะไส้หัวไชเท้าซอย ส่วนมื้อเย็นอาจจะปิดท้ายด้วยซุปร้อนๆ จากหัวไชเท้า แถมวันหยุดยังสนุกกับการออกไปเก็บหัวไชเท้าได้อีก นอกจากนี้ หัวไชเท้ายังนำมารังสรรค์เมนูอื่นได้มากมาย เช่น โอเด้ง หม้อไฟ ฯลฯ นอกจากหัวไชเท้าสีขาวที่เราคุ้นเคยแล้ว ยังมีแบบสีแดง สีเขียว และสีม่วงสดใสหลากหลายอีกด้วย กินได้ทุกส่วนตั้งแต่ใต้ดินจนถึงยอดนั่นเลย อย่างไรก็ตาม ในโลกออนไลน์มักจะมีข้อมูลเกี่ยวกับ "ข้อห้ามในการกินหัวไชเท้า" ซึ่งบอกว่าไม่ควรกินคู่กับส้ม แอปเปิล แครอท หรือเห็ดหูหนู
หัวไชเท้าหน้าหนาวของไต้หวันอร่อย(photo:pixabay)
ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและพืชผัก บอกว่า “ผิดอย่างมหันต์” ทั้งนี้มีข่าวลือมากมายในโลกออนไลน์เกี่ยวกับข้อห้ามในการกินหัวไชเท้าขาว เช่น "หัวไชเท้าห้ามกินคู่กับผลไม้ที่มีความเป็นกรด" โดยอ้างว่าการผสมกันจะทำให้เกิดสารไซยาไนด์ที่อาจส่งผลต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ และหัวไชเท้าห้ามกินคู่กับแครอท เพราะสารแอนติออกซิแดนท์ในหัวไชเท้าจะทำลายวิตามินซีในแครอท
หลินอวี้เหิง(林煜恒) นักวิจัยจากสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตไทจง บอกว่า ผลไม้ไม่มีการแบ่งประเภทเป็นกรดหรือด่างในเชิงวิทยาศาสตร์ การกล่าวว่าผลไม้ที่เป็นกรดจะทำปฏิกิริยากับหัวไชเท้าจึงไม่เป็นความจริง สารแอนติออกซิแดนท์ในหัวไชเท้าคือวิตามินซีเอง ดังนั้น การกล่าวว่าวิตามินซีในหัวไชเท้าจะทำลายวิตามินซีในแครอทนั้น "ผิดอย่างสิ้นเชิง"
เกาฮุ่ยซัน(高慧珊) หัวหน้าฝ่ายโภชนาการ โรงพยาบาลต้าถงเมืองเกาสง อธิบายเพิ่มเติมว่า ผลไม้ไม่ได้แบ่งเป็นกรดหรือด่างในเชิงโภชนาการ แต่ในกระบวนการย่อยอาหาร ผักและผลไม้มักจะปล่อยไอออน เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งช่วยสร้างสภาวะ "ด่าง" ในร่างกาย
หัวไชเท้าห้ามกินคู่กับแครอท จริงหรือไม่
หัวไชเท้าทำให้ต่อมไทรอยด์โตขึ้นจริงหรือไม่? เกี่ยวกับข่าวลือเรื่องหัวไชเท้าอาจทำให้ต่อมไทรอยด์โตขึ้น โภชนาการเกาฮุ่ยซัน บอกว่า หัวไชเท้าเป็นผักในกลุ่มตระกูลกะหล่ำ (Cruciferous vegetables) มักมีสารประกอบไซยาโนเจนที่อาจยับยั้งการดูดซึมไอโอดีน ซึ่งในกรณีที่คนขาดไอโอดีนและบริโภคผักในกลุ่มนี้ในปริมาณมากและเป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลให้เกิดอาการบวมโตของต่อมไทรอยด์ได้ อย่างไรก็ตาม เธอเน้นว่า ในไต้หวันมีการเติมไอโอดีนในเกลือปรุงอาหาร อีกทั้งร่างกายต้องอยู่ในภาวะขาดไอโอดีนอย่างหนักและบริโภคผักตระกูลกะหล่ำในปริมาณมหาศาล จึงจะเกิดอาการนี้ขึ้น ดังนั้น การบริโภคหัวไชเท้าในปริมาณปกติแทบไม่มีความเสี่ยงที่จะทำให้ต่อมไทรอยด์โตขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือในโลกออนไลน์ว่า "หัวไชเท้าห้ามกินคู่กับเห็ดหูหนู" เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบหรือโรคผิวหนัง รวมถึง "ห้ามกินหัวไชเท้าขาวคู่กับโสม" เพราะจะลดประสิทธิภาพของโสม
หัวไชเท้าห้ามกินคู่กับโสม จริงหรือไม่
นอกจากนี้ ยังมีห้ามกินหัวไชเท้าคู่กับโสมจริงหรือ? หลินหย่าเอิน บอกว่า ความเชื่อที่ว่าการกินหัวไชเท้าขาวกับโสมจะลดประสิทธิภาพของโสมอาจมาจากมุมมองของแพทย์แผนจีน แต่ไม่ได้หมายความว่าหัวไชเท้าขาวไม่สามารถกินคู่กับโสมได้ในทุกกรณี อย่างไรก็ตาม การบริโภคมากเกินไปอาจทำให้แน่นท้อง โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาลำไส้ควรระมัดระวัง บางคนอาจรู้สึกแน่นท้องหรือมีอาการไม่สบายหลังจากกินหัวไชเท้าขาว เนื่องจากการบริโภคหัวไชเท้าในปริมาณมากในครั้งเดียวอาจกระตุ้นการผลิตก๊าซในลำไส้ เนื่องจากใยอาหารช่วยเพิ่มกิจกรรมของจุลินทรีย์ในลำไส้ แต่ถ้าบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมตามสภาพร่างกาย หัวไชเท้าขาวไม่มีข้อจำกัดในการบริโภคเป็นพิเศษ
โหยวเหว่ยหมิง ชี้ว่า หัวไชเท้ามีใยอาหารสูง และหากกินแบบดิบ จะมีสารเคมีที่อาจกระตุ้นการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและลำไส้มากขึ้น ดังนั้น ควรบริโภคหัวไชเท้าในปริมาณที่เหมาะสม และแนะนำให้ปรุงก่อนรับประทาน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการลำไส้แปรปรวนหรือลำไส้ไวต่อสิ่งกระตุ้น ควรควบคุมปริมาณการบริโภคเพื่อหลีกเลี่ยงอาการไม่สบาย เช่น ท้องเสีย อย่างไรก็ตาม หัวไชเท้าอุดมด้วยใยอาหาร วิตามิน แคลเซียม และธาตุเหล็ก ซึ่งช่วยในการเผาผลาญและต่อต้านอนุมูลอิสระ และหัวไชเท้าในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวมีรสหวานและสารที่ทำให้เผ็ดร้อนลดลง ทำให้เป็นช่วงที่หัวไชเท้ามีคุณภาพและรสชาติที่ดีที่สุด
ไต้หวันมีค้างคาวชนิดหนึ่งที่มีหัวคล้ายสุนัขจิ้งจอก ปีกกว้างถึง 1 เมตร และชอบกินผลไม้ ด้วยรูปลักษณ์ที่น่ารักทำให้เป็นที่สนใจของผู้คน ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการเรียกชื่อ “ค้างคาวจิ้งจอกไต้หวัน” ส่วนภาษาจีนเรียกว่า “ไถวานหูฝู-台灣狐蝠” ได้รับการจัดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภท 1 ซึ่งเป็นสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง และถือเป็น 1 ใน "4 สัตว์ที่พบเห็นได้ยากในไต้หวัน" ร่วมกับแมวดาว(石虎) หมีดำ(黑熊) และนาก(水獺) เนื่องจากสัตว์ทั้ง 4 ชนิดเหลือจำนวนน้อยมากในไต้หวัน ดังนั้นในภาษาจีนถึงกับเรียกสัตว์ 4 ชนิดว่า “ซื่อต้าเสินโซ่ว-四大神獸” ซึ่งแปลว่า “สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ 4 ชนิดของไต้หวัน”
ค้างคาวจิ้งจอกฝูเป่าที่ได้รับการดูแลและปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ
สำหรับในเรื่องของ จากการศึกษาของนักวิชาการพบว่า ค้างคาวจิ้งจอกไต้หวันมีประชากรเหลือเพียงเล็กน้อยในเกาะกุยซานและเกาะลวี่เต่า ส่วนพื้นที่ในไต้หวันพบเฉพาะที่เมืองฮัวเหลียนประมาณ 50 ตัว และทั่วไต้หวันคาดว่ามีเพียง 200 ตัวเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงถูกจัดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง
ค้างคาวจิ้งจอกฝูเป่าที่ได้รับการดูแลและปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ
ตลอดช่วงเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา มีการจัดหาอาหารผลไม้ป่าให้ฝูเป่า รวมถึงเตรียมพื้นที่ในเมืองที่มีพืชอาหารอุดมสมบูรณ์เพื่อเป็นแหล่งฝึกปล่อยตัว ฝูเป่าเติบโตจนมีน้ำหนักถึง 307 กรัม และสามารถฝึกบินในระยะไกลได้ ก่อนที่จะถูกปล่อยในวันที่ 12 พฤศจิกายน(ปี 2024)
ตุ๊กตาฝูเป่า
วิกฤตขาดแคลนแรงงาน: อาชีพเลี้ยงหอยนางรมกำลังกลายเป็นรุ่นสุดท้ายหรือไม่ !?
หอยทุกตัวต้องมีคนแกะเอาเนื้อออกก่อนนำไปขาย
แหล่งผลิตหอยนางรมทั่วไต้หวันล้วนขาดแรงงาน โดยที่ตำบลตงซื่อ เมืองเจียอี้ มีแรงงานแกะหอยมากที่สุด ทำให้หอยนางรมจากเมืองหยุนหลิน, ไถหนาน, และ เผิงหู มักถูกส่งไปยังตำบฃตงซือเพื่อแกะเปลือก นอกจากนี้ หอยนางรมไม่ได้ผลิดตลอดปี และการเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ งานแกะเปลือกแม้สำคัญแต่ไม่สามารถทำเป็นอาชีพเต็มเวลาได้ ดังนั้น งานแกะหอยส่วนใหญ่อาศัยแรงงานในครัวเรือนและแรงงานชั่วคราว โดยกลุ่มหลักคือบรรดา สะใภ้ในหมู่บ้านประมงที่ต้องดูแลผู้สูงอายุหรือเด็กในครอบครัว ทำให้ไม่สามารถทำงานเต็มเวลาได้ และกลุ่มสะใภ้เหล่านี้มักเริ่มทำงานตั้งแต่วัยหนุ่มสาวจนถึงวัยชรา และถูกเรียกขานด้วยคำขำๆ ว่า "กลุ่มพันปี千歲團" เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยทำให้คนที่เต็มใจทำงานนี้ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้งานแกะหอยนางรมจำนวนหลายร้อยล้านตัวทั่วไต้หวันยังคงต้องพึ่งพากลุ่มแรงงานเก่าที่มีประสบการณ์สูงเหล่านี้
งานแกะหอยส่วนใหญ่อาศัยแรงงานในครัวเรือนและแรงงานชั่วคราว
สำหรับแรงงาน "กลุ่มพันปี" และเกษตรกรผู้เลี้ยงหอย ถือเป็นความยืดหยุ่นของชั่วโมงการทำงานที่ช่วยลดความกดดันทั้งสองฝ่าย แต่ในขณะเดียวกัน งานที่ไม่สม่ำเสมอเช่นนี้ทำให้ยากที่จะจ้างแรงงานประจำ ส่งผลให้อุตสาหกรรมมีความไม่แน่นอนมากขึ้น
นี่เป็นเพียงปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมหอยนางรมในไต้หวันบางส่วนที่นำมาเล่าสู่กันฟัง
เฉินคุนชั่น (陳坤燦) จบการศึกษาจากโรงเรียนอาชีวะซงซาน (松山工農) ด้วยความหลงใหลในพืชพรรณ เขาอุทิศชีวิตให้กับการปลูกและดูแลพืชมากว่า 40 ปี ในปี 2013 เขาย้ายไปอาศัยที่เมืองอี๋หลาน (宜蘭) และสร้างสวนพืชพรรณส่วนตัวขนาด 650 ผิง เพื่อเติมเต็มความฝันในการปลูกพืช ในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คุณเฉินคุนชั่นเดินทางไปเยี่ยมฟาร์มปลูกเบญจมาศที่ตำบลเถียนเหว่ย เมืองจางฮั่ว เขารู้สึกตื่นเต้นกับทุ่งดอกเบญจมาศที่งดงาม และได้ถามเจ้าของโฮมสเตย์เกี่ยวกับไฟส่องสว่างในทุ่งดอกไม้ เพราะแสงไฟเหล่านี้เป็นภาพที่มีเอกลักษณ์ในยามค่ำคืนของเถียนเหว่ย ผู้ที่ขับรถผ่านทางด่วนในพื้นที่นี้จะเห็นทุ่งดอกเบญจมาศที่ส่องแสงระยิบระยับในความมืด ซึ่งกลายเป็นภาพที่ตราตรึงในใจของคนในเขตภาคกลางของไต้หวัน
เปิดไฟส่องดอกเบญจมาศเพื่อให้ดอกเบญจมาศบานช้าลง
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องเปิดไฟส่องดอกเบญจมาศ คำถามนี้เกี่ยวข้องกับว่าไฟช่วยให้ดอกบานเร็วขึ้นหรือช้าลงหรือไม่? คำตอบที่ถูกต้องคือช่วยให้ดอกเบญจมาศบานช้าลง ดอกเบญจมาศเป็นพืชที่ต้องการช่วงเวลากลางวันที่สั้นและกลางคืนที่ยาว (Short-day plant) เพื่อกระตุ้นการเกิดตาดอกและออกดอก เมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาถึง กลางวันสั้นลงและกลางคืนยาวขึ้น ทำให้ดอกเบญจมาศสามารถบานตามธรรมชาติได้
เบญจมาศเป็นพืชที่ตอบสนองต่อช่วงแสงสั้น จะบานตามธรรมชาติในฤดูใบไม้ร่วง จึงมักเรียกว่า เบญจมาศฤดูใบไม้ร่วง
ดอกเบญจมาศจัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (Asteraceae) และสกุล Chrysanthemum ด้วยความหลากหลายในรูปร่างและสีสันของดอก ความสามารถในการปรับช่วงเวลาการออกดอกด้วยแสงไฟ รวมถึงอายุการใช้งานที่ยาวนานของดอกไม้ตัด จึงทำให้ดอกเบญจมาศเป็นที่นิยมในหมู่เกษตรกรและผู้บริโภค เป็นหนึ่งในพืชดอกเศรษฐกิจที่สำคัญของไต้หวัน สถิติการเกษตรปี 2023 ระบุว่า ไต้หวันมีพื้นที่ปลูกเบญจมาศประมาณ 594 เฮกตาร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกดอกไม้ตัดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยมีแหล่งผลิตหลักอยู่ในเมืองจางฮั่ว (彰化) และผลผลิตจากพื้นที่นี้คิดเป็น 97% ของทั้งประเทศ โดยเฉพาะในตำบลเถียนเหว่ย (田尾) ซึ่งคิดเป็น 70% ของผลผลิตในเมืองจางฮั่ว
เบญจมาศกลายเป็นดอกไม้หลักในการออกแบบงานศิลปะดอกไม้ที่หลากหลาย
ดอกเบญจมาศใหญ่ไม่ได้เป็นสายพันธุ์ของดอกเบญจมาศ แต่เกิดจากการตัดแต่งกิ่งและเด็ดยอดเพื่อให้ต้นเดียวสามารถออกดอกเบญจมาศนับร้อยนับพันดอก นอกจากนี้ การปลูกเบญจมาศในปัจจุบันมีการพัฒนาเทคนิคขั้นสูง เช่น การเสียบยอด การเด็ดยอด และการตัดแต่งกิ่ง เพื่อสร้างศิลปะดอกเบญจมาศในรูปแบบต่างๆ เช่น เบญจมาศทรงสูง เบญจมาศน้ำตก เบญจมาศจัดทรง หรือเบญจมาศในกระถางบอนไซ ผลงานเหล่านี้มักสร้างความประทับใจให้ผู้ชม ซึ่งหนึ่งในงานแสดงดอกเบญจมาศที่สำคัญของไต้หวันคือ เทศกาลดอกเบญจมาศที่ทำเนียบอดีตประธานาธิบดีเจียงไคเช็ก (士林官邸菊展) ซึ่งจัดขึ้นทุกปีในเดือนพฤศจิกายน โดยหนึ่งในไฮไลต์ของงานคือ เบญจมาศทรงสูง ที่ใช้เทคนิคการจัดกิ่งและเด็ดยอด ทำให้เบญจมาศต้นเดียวสามารถออกดอกได้เป็นร้อยเป็นพันดอกที่เรียงกันอย่างงดงาม เป็นเทคนิคพิเศษเฉพาะของกรุงไทเปที่หาชมได้ยาก
เบญจมาศมีหลากหลายสีและสายพันธุ์
การตระหนักถึงความปลอดภัยทางอาหารและการรักษาสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น ชาวนาปลูกข้าวในภาคตะวันตกจำนวนมากอยากหันมาปลูกข้าวออร์แกนิก แต่ต้องล้มเลิกความตั้งใจเพราะปัญหาการกำจัดวัชพืช หยางจื้อเจ๋อ(楊智哲) ผู้ช่วยวิจัยจากสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตไถหนาน สาขาลู่เฉ่า บอกว่า การเปลี่ยนมาปลูกข้าวออร์แกนิก ชาวนายังพอใช้วัสดุป้องกันและการจัดการแปลงเพื่อควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืชได้ แต่ปัญหาคือมีวัสดุสำหรับจัดการวัชพืชน้อยมาก อีกทั้งในช่วงต้นของการเพาะปลูก วัชพืชเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้การควบคุมวัชพืชเป็นเรื่องที่ลำบากที่สุด ทั้งนี้ การกำจัดวัชพืชด้วยแรงงานมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกปี อีกทั้งยังขาดแคลนแรงงาน บางครั้งชาวนาจึงใช้วิธีปล่อยน้ำในนาเพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของวัชพืช แต่หากพื้นที่เพาะปลูกมีแหล่งน้ำจำกัดหรือมีภูมิประเทศที่ไม่ราบเรียบ วิธีนี้จะไม่ได้ผลดี และการปล่อยน้ำในระยะยาวก็ยังทำลายระบบรากของต้นกล้าด้วย ส่งผลให้ผลผลิตลดลง ชาวนาจึงต้องการวิธีการกำจัดวัชพืชที่ดีกว่านี้
แผ่นกระดาษป้องกันไม่ให้วัชพืชแย่งสารอาหารกับพืชหลัก และย่อยสลายเองได้
จางเหย้าอวี้(張耀裕) เลขาธิการสมาคมเกษตรตำบลโต่วหนาน อธิบายว่า สมาคมฯ ต้องการส่งเสริมข้าวออร์แกนิกในเมืองหยุนหลิน ไม่เพียงแต่ร่วมมือกับชาวนา แต่ยังเช่าพื้นที่ประมาณ 8 เฟิน( 7,759 ตร.เมตร) เพื่อผลิตข้าวออร์แกนิก ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือวัชพืชในนา เจ้าหน้าที่ทั้งหมดต้องมาช่วยกันกำจัดวัชพืชแต่ก็ยังไม่สำเร็จ เขาลองใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น การปล่อยน้ำและใช้เครื่องตัดหญ้า แต่ก็ยังไม่ได้ผล เขากล่าวว่า "แค่คิดเรื่องการกำจัดวัชพืชก็รู้สึกหนักใจแล้ว!"
แปลงนาข้าวออร์แกนิกที่ปูด้วยแผ่นกระดาษคลุมดิน วัชพืชลดลง และต้นข้าวเติบโตดี
เพื่อช่วยลดการใช้แรงงานในการกำจัดวัชพืช กระดาษคลุมดินแบบย่อยสลายได้จึงกลายเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับชาวนาข้าวออร์แกนิก หยางจื้อเจ๋ออธิบายว่าหลักการของกระดาษคลุมดินคือการยับยั้งวัชพืชโดยการปิดกั้นแสงแดดและมีคุณสมบัติให้อากาศผ่านได้ ทำให้เมล็ดวัชพืชงอกช้าลง หรือหากงอกแล้วก็จะเติบโตไม่ดี ทำให้ต้นกล้าเติบโตได้เร็วกว่าวัชพืช ซึ่งก่อนหน้านี้ การใช้พลาสติกคลุมดินในนาข้าวเป็นเรื่องยุ่งยากเพราะต้องใช้เวลาในการติดตั้งและเก็บคืน ขณะที่กระดาษคลุมดินจะค่อย ๆ ย่อยสลายในนาเอง ช่วยลดภาระในการจัดการ และไม่ก่อให้เกิดมลพิษในนาข้าวออร์แกนิก ทั้งนี้ ในญี่ปุ่นมีผลิตภัณฑ์กระดาษคลุมดินหลายแบบสำหรับใช้ในนาข้าวออร์แกนิก
กระดาษคลุมดินกันวัชพืชของ บ. Cheng Long Paper
อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ บริษัทต่าง ๆ เช่น Cheng Long Paper(正隆), Chung Hwa Pulp(中華紙漿) และ Chang Hung Special Paper(長鴻特殊紙業) ได้เริ่มผลิตกระดาษคลุมดินเพื่อการเกษตร และมีการนำเข้ารถปลูกต้นกล้าที่สามารถคลุมกระดาษคลุมดินได้ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการใช้และลดแรงงานในการติดตั้ง อีกทั้งสำนักงานการเกษตรและอาหารยังมีเงินสนับสนุนช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในการซื้อและติดตั้งกระดาษคลุมดิน กรมการเกษตรและอาหารไถหนานยังได้ทำการวิจัยและส่งเสริมการใช้กระดาษคลุมดินในนาข้าวออร์แกนิกเพื่อช่วยกระตุ้นให้ชาวนาข้าวออร์แกนิกหันมาใช้กระดาษคลุมดินเพื่อควบคุมวัชพืช
From the publisher's feed
ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน
รายการนี้ นำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เกี่ยวกับไต้หวัน ขอเชิญรับฟังกัน อย่าพลาด แล้วคุณจะรู้จักไต้หวัน ตั้งแต่ยังไม่ได้เดินทางมาไต้หวัน