
Sign up to save your podcasts
Or


หนอนเจาะขั้วผลลิ้นจี่ เป็นศัตรูพืชที่ดื้อยาฆ่าแมลงและสร้างความเสียหายหนักแก่สวนลิ้นจี่มานาน แต่ทีมนักวิจัยไต้หวันนำโดยฟางซิ่นซิ่ว(方信秀) พบว่า “แสงเขียว” สามารถหยุดการเคลื่อนไหวและยับยั้งการผสมพันธุ์ของหนอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่รบกวนการเติบโตของต้นลิ้นจี่ ต่างจากแสงฟ้าหรือแสงขาวที่แม้ได้ผลกับแมลง แต่ส่งผลเสียต่อผลผลิต ซึ่งวิธีนี้ไม่เพียงควบคุมแมลงได้ตรงจุด ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมกว่าการใช้สารเคมี แต่ยังรักษาระบบนิเวศในสวนไว้ได้ครบถ้วน ถือเป็นนวัตกรรม “แสงแห่งความหวัง” ที่ช่วยเกษตรกรได้อย่างแท้จริง และสามารถประยุกต์ใช้กับพืชอื่นอย่างต้นหอมได้ด้วย
หนอนเจาะขั้วผลลิ้นจี่ เป็นศัตรูพืชที่ดื้อยา
ฟางซิ่นซิ่วเผยว่า หนอนเจาะขั้วผลลิ้นจี่เริ่มระบาดทันทีหลังลิ้นจี่ติดผลอ่อน ซึ่งเป็นช่วงสำคัญในการควบคุมแมลง แต่เกษตรกรมักหลีกเลี่ยงการฉีดยาช่วงดอกบานเพื่อไม่รบกวนผึ้งผสมเกสร หากเริ่มเปิด “แสงเขียว” ตั้งแต่ช่วงนี้ จะช่วยตัดวงจรชีวิตแมลงได้ตั้งแต่ต้น เพราะหนอนไม่ชอบแสงและอากาศเย็น ทั้งนี้ ช่วงผลอ่อนยังมี “ช่วงร่วงผลตามธรรมชาติ” ซึ่งราว 30% เกิดจากแมลงทำลาย หากยังเปิดไฟต่อเนื่อง จะยับยั้งการฟักตัวและการแพร่พันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก่อนเก็บเกี่ยวก็เป็นช่วงเสี่ยง เพราะไม่สามารถใช้สารเคมีได้อีก แสงเขียวจึงทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันสุดท้าย ช่วยลดความเสียหายจากแมลงจนถึงวันเก็บเกี่ยว “ลดการสูญเสีย ก็คือเพิ่มรายได้” ปัจจุบันเทคนิคนี้ถูกนำไปใช้จริงในหลายพื้นที่ และช่วยลดศัตรูพืชเหลือเพียง 2% ทั้งในสวนอินทรีย์และเกษตรทั่วไป
จากการวิจัยพบว่าแสงสีเขียวปรับศัตรูหนอนลิ้นจี่ได้ดีที่สุด
เกษตรกรลิ้นจี่ที่เขตต้าเฉียว เมืองเกาสง เจียงคุนหลิน(蔣昆霖) เล่าว่า สวนของเขาทำเกษตรแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ว่าใช้วิธีไหนก็ยังควบคุมแมลงไม่ได้ เคยลองใช้ตาข่ายคลุมผล แต่เนื่องจากสวนอยู่บนเนินเขาที่มีลมแรงและพื้นที่ไม่เรียบ ตาข่ายจึงมักถูกลมพัดจนหลุด ทำให้ไม่ได้ผล พอเริ่มใช้เทคนิคแสงเขียว พบว่าศัตรูพืชลดลงชัดเจน ใช้ต่อเนื่องมา 4–5 ปี ผลลัพธ์ก็ยังคงดี “ตอนนี้ลิ้นจี่สามารถส่งไปยังตลาดเกษตรอินทรีย์ได้แล้ว” ส่วน เฉินชิงคุน(陳清坤) เกษตรกรที่ตำบลหลีกั่ง เมืองผิงตง(屏東里港) เจอกับสถานการณ์ที่หนักกว่า เพราะสวนลิ้นจี่ของเขาอยู่ใต้ต้นหมากที่ให้ร่มเงามืด ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับหนอนเจาะขั้วผลลิ้นจี่อย่างยิ่ง ความเสียหายหนักจนเก็บเกี่ยวผลได้ไม่ถึง 30% จนเขาเคยคิดจะโค่นต้นลิ้นจี่ทิ้งและเลิกปลูก แต่หลังจากร่วมมือกับ นักวิจัยฟางซิ่นซิ่ว และติดตั้งไฟเขียวในสวน ความเสียหายก็เริ่มลดลง ปัจจุบันเขาไม่เพียงแค่รักษาสวนไว้ได้ แต่ยังกลับมามีกำลังใจในการปลูกลิ้นจี่อีกครั้ง
แสงสีเขียวปรับศัตรูหนอนลิ้นจี่ได้ดีที่สุด
สวี่หลุนจ้าว(許倫肇) ผู้ก่อตั้งสหกรณ์ฟางจิ้ง เป็นทั้งเกษตรกรและผู้ส่งออกลิ้นจี่ เขากล่าวว่า ลิ้นจี่พันธุ์อวี้เหอเปา (玉荷包) ของไต้หวัน ที่ส่งออกแช่เย็นไปยังนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย มีความกังวลสูงมากเรื่อง “แมลง” และ “สารตกค้าง” แต่แสงเขียวช่วยเขาแก้ปัญหาสองอย่างนี้ได้ ปีที่แล้วลิ้นจี่ที่ส่งออกมีผลตรวจยาฆ่าแมลง “เป็น 0”
แม้ราคาหอยลายจะสูงขึ้น แต่ชาวประมงกลับยากจนลงเพราะสภาพอากาศสุดขั้วทำให้หอยตายง่าย คุณภาพน้ำแย่ลงจนเกิดวงจรน้ำเสียและโรคระบาด โชคดีที่จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง (PSB) ช่วยฟื้นฟูคุณภาพน้ำและลดโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้มีราคาถูกและมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ฟรี จึงจุดประกายความหวังให้วงการหอยลายไต้หวันอีกครั้ง
โดยปกติ สารอินทรีย์ในบ่อ เช่น เศษอาหารและซากสิ่งมีชีวิต จะสลายตัวเป็นแอมโมเนียไนโตรเจน (氨氮) และไนไตรท์ (亞硝酸鹽) ก่อนจะเปลี่ยนเป็นไนเตรต (硝酸鹽) ต่อไป ซึ่งแอมโมเนียไนโตรเจนและไนไตรท์มีพิษสูงต่อหอยลาย ขณะที่ไนเตรตกลับช่วยส่งเสริมการเจริญของสาหร่ายที่เป็นแหล่งอาหารของหอยลาย แต่เนื่องจากอัตราการรอดของหอยลายต่ำมาโดยตลอด ชาวประมงจึงมักเพิ่มความหนาแน่นของการเลี้ยงเพื่อให้ได้ผลผลิตเพียงพอ ส่งผลให้สารพิษในบ่อ เช่น แอมโมเนียไนโตรเจนและไนไตรท์ สะสมในระดับที่สูงเกินไป ทำให้หอยลายต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน ส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตและอัตราการอยู่รอดอย่างชัดเจน
กัวหยางเจิ้ง(郭楊正) นักวิจัยจากสถาบันวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร เผยว่า จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงช่วยฟอกน้ำและย่อยของเสียในบ่อเลี้ยงแม้ในสภาพไร้ออกซิเจน ลดสารพิษอย่างแอมโมเนียและไฮโดรเจนซัลไฟด์ นอกจากนี้ยังช่วยยับยั้งเชื้อโรคอย่างวิบริโอที่มักระบาดหลังฝนตกหรืออากาศร้อน จึงช่วยรักษาสมดุลน้ำและลดความเสี่ยงต่อหอยลายอย่างมีประสิทธิภาพ
รอง ศ.ไช่หมิงอันเผยว่า เดิมผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงมีราคาสูงถึง 3,000 เหรียญไต้หวันต่อ 6 ลิตร แต่เมื่อถ่ายทอดสูตรและเทคนิคการเพาะเลี้ยงเอง ต้นทุนจึงลดลงจนเหลือไม่กี่สิบเหรียญไต้หวันต่อ 20 ลิตร เขาย้ำว่าจุลินทรีย์ไม่ใช่ยารักษาโรค แต่เป็นอาหารเสริมที่ต้องใช้ต่อเนื่องจึงเห็นผล ทีมวิจัยยังช่วยตรวจคุณภาพน้ำ-สาหร่ายในบ่อหอย ทำให้ชาวประมงอย่างสวี่เฮ่าหรู(許顥襦) เพิ่มผลผลิตได้แม้สภาพอากาศแปรปรวน แต่ความเข้าใจนี้ยังไม่แพร่หลายในกลุ่มชาวประมงรุ่นเก่า ที่มักคาดหวังผลลัพธ์ทันทีจึงไม่กล้าลองใช้งาน
จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงมีประโยชน์ต่อคุณภาพน้ำและการควบคุมโรค แต่ต้องใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เพราะความเข้มข้นและสายพันธุ์ต่างกัน ศ.ไช่หมิงอันแนะให้ชาวประมงปรึกษาผู้มีประสบการณ์หรือหน่วยงานวิชาการ ขณะเดียวกัน ทีมนักวิจัยยังร่วมตรวจวิเคราะห์สาหร่ายในบ่อเลี้ยง ส่งผลให้ผลผลิตหอยลายเพิ่มขึ้นถึง 40% ล่าสุด กรมประมงเตรียมจัดอบรมหลักสูตรจุลินทรีย์ฯ ฟรีในเดือนกรกฎาคม 2025 เพื่อขยายผลสู่เกษตรกรทั่วประเทศ
สภาพหอยลายตายเป็นจำนวนมาก
จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงช่วยฟื้นฟูฟาร์มเลี้ยงหอยลาย
ซูเปอร์มาร์เก็ต PX Mart (เฉวียนเหลียน–全聯) ผู้อยู่เบื้องหลังการโปรโมต “สับปะรดฝ่ามือ” เปิดเผยว่า ผลไม้ชนิดนี้มีจุดเริ่มต้นจากเหตุการณ์ลมหนาวรุนแรงที่พัดเข้าสู่ไต้หวันในปี 2016 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของสับปะรดพันธุ์ยอดนิยมอย่าง “จินจ้วน” (金鑽) ที่ปลูกในภาคใต้ของประเทศ ทำให้ผลผลิตที่ได้มีขนาดเล็กกว่ามาตรฐานเดิม ซึ่งปกติจะมีน้ำหนักเฉลี่ยต่อผลตั้งแต่ 1.2 กิโลกรัมขึ้นไป
สับปะรดฝ่ามือที่ขายในPX Mart
ในอดีต สับปะรดลูกเล็กเหล่านี้มักถูกนำไปแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ เนื่องจากขายเป็นผลสดได้ราคาต่ำ แต่เมื่อ PX Mart สังเกตว่าชาวสวนมีรายได้ลดลง ขณะเดียวกันผู้บริโภคที่อาศัยในครัวเรือนขนาดเล็กเริ่มมีความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป จึงทดลองคัดเลือกสับปะรดลูกเล็กเหล่านี้มาวางจำหน่ายในร้าน ผลปรากฏว่าได้รับความนิยมเกินคาด และกลายเป็นสินค้าประจำถาวรไปโดยปริยาย
อย่างไรก็ตาม ชื่อเดิมอย่าง “สับปะรดจินจ้วนลูกเล็ก” อาจไม่ดึงดูดใจผู้บริโภค PX Mart จึงตั้งชื่อใหม่ว่า “สับปะรดฝ่ามือ” หรือภาษาจีนว่า “ปาจั่งโฟ่งหลี” (巴掌鳳梨) เพื่อสื่อถึงขนาดที่สามารถถือได้ด้วยฝ่ามือเดียว โดยน้ำหนักต่อผลอยู่ที่ประมาณ 800–1200 กรัม และยังคงผ่านเกณฑ์ความสุกและความหวานตามมาตรฐานของระบบเกษตรสัญญา ปัจจุบัน สับปะรดที่ปลูกในพื้นที่ตั้งแต่เมืองผิงตงจนถึงเมืองเจียอี้ ที่มีลักษณะตรงตามเงื่อนไขนี้ ต่างก็ใช้ชื่อว่า “สับปะรดฝ่ามือ” ทั้งสิ้น
หงหมิงชง(洪銘聰) เลขาธิการสมาคมเกษตรตำบลเกาซู่ อธิบายว่า สับปะรดลูกเล็กในแต่ละพื้นที่มักมีชื่อเรียกต่างกัน เช่น ในภาคใต้เคยเรียกว่า “หวานใจ” (小甜心) แม้จะมีหลายพันธุ์ แต่ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ “จินจ้วน” ดังนั้นสับปะรดลูกเล็กที่พบทั่วไปก็มักจะมาจากพันธุ์นี้ ส่วนร้าน “อาเหม่ย” ในเมืองเจียอี้ก็มีขาย “สับปะรดเบบี้” (寶貝鳳梨) เป็นครั้งคราว หมายถึงผลขนาดเล็กน้ำหนักราว 600–800 กรัม โดยร้านปลูก 3 พันธุ์หลัก ได้แก่ จินจ้วน, สับปะรดมะม่วง และสับปะรดอวี้หลานฮัว ซึ่งมักได้ผลเล็กตามธรรมชาติ เจ้าของร้านจึงตั้งชื่อว่า “เบบี้” เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำและสะท้อนภาพลักษณ์ผลไม้ขนาดจิ๋วที่น่ารัก
สับปะรดผลเล็กตามธรรมชาติ
สับปะรดลูกเล็กไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดในการเพาะปลูกเสมอไป แต่เป็นเรื่องปกติในธรรมชาติ เช่นเดียวกับนักเรียนในห้องเดียวกันที่มีรูปร่างต่างกัน แม้จะได้รับการดูแลเหมือนกันก็ตาม เนื่องจากการปลูกสับปะรดในไต้หวันค่อนข้างหนาแน่น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีผลผลิตขนาดไม่ถึงมาตรฐานตลาด โดยเฉพาะเมื่อเจอสภาพอากาศสุดขั้ว เช่น ฝนหนักหรือภาวะแห้งแล้ง ต้นสับปะรดที่ยังโตไม่เต็มที่จะให้ผลขนาดเล็กเมื่อเข้าสู่ช่วงกระตุ้นให้ออกดอก นอกจากนี้ ยังมีสับปะรดที่เกิดจาก “การเก็บเกี่ยวรอบที่สอง” ของต้นเดิม หลังผ่านฤดูหนาว ซึ่งเรียกว่า “เอ้อตงไจ่二冬仔” หรือ “สับปะรดฤดูหนาวรอบสอง” ซึ่งก็มักมีขนาดเล็กเช่นกัน
สับปะรดลูกเล็ก มีจุดเด่นที่เนื้อละเอียด น้ำและเส้นใยน้อย ทำให้ความหวาน (เฉลี่ย ~14 °Brix) กระจายทั่วผล รสหวานกลมกล่อม ไม่บาดลิ้น และเก็บได้นาน ได้ชื่อทางการค้าว่า “เพชรหวาน” (蜜鑽鳳梨) โดยมีราคาถูกกว่าลูกใหญ่ จึงเป็นทางเลือกคุ้มค่าสำหรับผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม แม้เริ่มมีตลาด แต่ยังไม่เป็นที่นิยมหลัก ราคาขายต่ำกว่าแบบปกติ หากไม่มีระบบรับซื้อแบบพันธะสัญญา เกษตรกรมีความเสี่ยงขาดทุน เว้นแต่ความนิยมจะเพิ่มขึ้นจนราคาสูงพอเป็นแรงจูงใจในการผลิต
สับปะรดฝ่ามือ หวานอร่อย
สถาบันวิจัยการประมง (Fisheries Research Institute) ของไต้หวัน แถลงในวันที่ 16 เมษายน 2025 ว่า นอกจากจะประสบความสำเร็จในการเก็บไข่ปลาอินทรีบั้งที่ปฏิสนธิได้ในเดือนพฤษภาคม ปี 2023 และสามารถเลี้ยงลูกปลาให้มีชีวิตรอดได้ถึง 50 วันแล้ว ขณะนี้ยังสามารถพัฒนาเทคนิคการเพาะเลี้ยงในบ่อเลี้ยงปลาระบบปิดได้สำเร็จ โดยปลาอินทรีที่เพาะเลี้ยงได้มีอายุเกิน 600 วัน น้ำหนักมากกว่า 6 กิโลกรัม แสดงให้เห็นว่า “การเพาะพันธุ์วงจรสมบูรณ์” ใกล้เป็นจริงมากขึ้น
ลำตัวของปลาอินทรีบั้งมีสีเงินแวววาว ราคาแพง จึงเปรียบเปรยปลานี้ว่าเป็นทองคำขาวในทะเล
ทางสถาบันวิจัยการประมง ระบุว่า ปลาที่เลี้ยงอยู่ในขณะนี้ จะถูกนำมาใช้เป็น "พ่อแม่พันธุ์รุ่นแรกจากการเพาะเลี้ยง" ซึ่งถือเป็นรุ่นแรกของโลก และจะเป็นก้าวสำคัญสู่การเพาะพันธุ์แบบสมบูรณ์ โดยไม่ต้องพึ่งการจับปลาจากธรรมชาติอีกต่อไป ผลการศึกษานี้ยังได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ Aquaculture International สะท้อนถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงของไต้หวัน
สถาบันวิจัยการประมง ชี้ว่า จุดเริ่มต้นของโครงการนี้คือความตั้งใจที่จะลดการพึ่งพาการจับปลาอินทรีบั้งจากธรรมชาติ โดยในเดือนพฤษภาคม 2023 ได้สร้างสถิติโลกด้วยการเพาะลูกปลาอินทรีที่มีชีวิตอยู่ได้ถึง 50 วันในบ่อเลี้ยง อย่างไรก็ตาม ลูกปลาว่ายน้ำเร็วมากและเกิดพฤติกรรมกัดกันชนขอบบ่อ หรือกระโดดออกจากบ่อจนตายเป็นจำนวนมาก
ปลาตัวเมียที่เพาะเลี้ยงได้เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์แล้ว
ทีมวิจัยจึงไม่ยอมแพ้ ทำการปรับปรุงสภาพแวดล้อมและอาหารอย่างต่อเนื่อง จนลูกปลาสามารถปรับตัวเข้ากับบ่อเพาะเลี้ยงบนบกได้ดี และเติบโตได้ต่อเนื่อง ปัจจุบัน ปลาอินทรีที่เลี้ยงมีน้ำหนักถึง 6–7 กิโลกรัม ความยาวลำตัว 70–80 เซนติเมตร และตรวจพบว่ามีการพัฒนา "อัณฑะ" และ "รังไข่" แล้ว ซึ่งบ่งชี้ว่า พวกมันสามารถทำหน้าที่เป็นพ่อแม่พันธุ์ในอนาคตได้
ทั้งนี้ ปลาอินทรีบั้ง หรือที่รู้จักในชื่อท้องถิ่นว่า “ถู่ทัวอวี๋土魠魚” เป็นปลาที่เนื้ออร่อย เป็นที่นิยมของผู้บริโภคอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงตรุษจีน ราคาต่อหนึ่งตัวสามารถสูงเกิน 10,000 เหรียญไต้หวัน อย่างไรก็ตาม ปริมาณทรัพยากรธรรมชาติของปลาอินทรีกลับลดลงอย่างน่าตกใจ จาก 6,600 ตันในปี 2002 เหลือเพียง 522 ตันในปี 2023 ซึ่งนี่คือเหตุผลหลักที่ทางสถาบันเริ่มทำการวิจัยด้านการเพาะพันธุ์มาเป็นเวลาหลาย
ปลาอินทรีเพศผู้ที่เพาะเลี้ยงได้
ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการพลิกฟื้นผืนดินเค็มแห้งแล้งในหมู่บ้านฉงผู่ ตำบลสุ่ยหลิน เมืองหยุนหลิน ให้สามารถกลับมาเพาะปลูกผักเกล็ดหิมะได้ คือ ศ.หวงอวี้หมิง(黃裕銘) อดีตอาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและดิน มหาวิทยาลัยจงซิง โดยเมื่อ 3 ปีก่อน เขาได้พบกับซูจื้อเฟิน(蘇治芬) ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าเมืองหยุนหลิน เธอได้กล่าวถึงพื้นที่ 42 เฮกตาร์(262.5ไร่)ในหมู่บ้านฉงผู่ ซึ่งเป็นที่ดินภายในคันกั้นน้ำซึ่งแห้งแล้งและไร้ประโยชน์มานาน และหวังว่าเขาจะสามารถใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยเหลือ
ทั้งนี้ หมู่บ้านฉงผู่ เคยเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตหน่อไม้ฝรั่งที่สำคัญของไต้หวัน แต่ด้วยสภาพพื้นที่ต่ำ ทำให้น้ำทะเลหลากเข้าท่วมเป็นประจำ เมื่อกว่า 30 ปีก่อน รัฐบาลจึงสร้างคันกั้นน้ำขึ้นเพื่อปกป้องหมู่บ้าน แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นการกักเก็บเกลือและความแห้งแล้งไว้ภายในดิน
ผืนดินรกร้างแตกระแหง ชั้นบนยังมีเกล็ดเกลือ ในหมู่บ้านฉงผู่
หลังจากที่ดินภายในคันกั้นน้ำถูกจัดเป็น “เขตระบายน้ำ” แม้ยังเป็นกรรมสิทธิ์ชาวบ้าน แต่ถูกจำกัดการใช้ประโยชน์ ไม่สามารถก่อสร้าง ขุดบ่อ หรือใช้น้ำใต้ดินได้ เกษตรกรแม้จะมีสิทธิทำการเกษตรในทางทฤษฎี แต่ขาดแคลนน้ำจนทำไม่ได้จริง ส่งผลให้เกษตรกรรมเสื่อมถอย หมู่บ้านฉงผู่เหลือเพียงผู้สูงอายุ คนรุ่นใหม่แม้อยากกลับมา ก็ไม่สามารถพึ่งพาผืนดินได้ โครงการช่วยเหลือก็มีข้อกำหนดที่เข้มงวดจนเข้าไม่ถึง ศ.หวงอวี้หมิงจึงเริ่มสำรวจ พบว่าดินมีเกลือสะสมสูง น้ำใต้ดินอยู่ตื้นแค่ 60 ซม. จำเป็นต้องปลูกพืชลำต้นสูง แต่กลับผิดกฎหมายในเขตนี้ ทำให้ไม่สามารถฟื้นฟูเกษตรกรรมได้ง่ายนัก
หลังปลูกผักเกล็ดหิมะ เก็บตัวอย่างชั้นดิน เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของความเค็มในดิน
เพราะเชื่อว่า “แม้ดินแห้งแล้งก็สมควรได้รับความรัก” ศ.หวงอวี้หมิงจึงเริ่มมองหาพืชที่ทนเค็มและใช้น้ำน้อย จนพบ ผักเกล็ดหิมะ (Mesembryanthemum crystallinum) ซึ่งเติบโตได้แม้เพียงน้ำค้าง และทนดินเค็มได้ดี งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลยังชี้ว่า พืชชนิดนี้เจริญในน้ำเค็มระดับปานกลางดีกว่าน้ำจืด จึงเหมาะกับพื้นที่ขาดน้ำหรือปนเปื้อน นอกจากนี้ แม้ตลาดยังเล็ก แต่ผักชนิดนี้มีราคาขายปลีกสูงและศักยภาพทางเศรษฐกิจ โดยสามารถดูดเกลือจากดิน ช่วยกักเก็บน้ำในต้น และหากปลูกระยะยาว อาจช่วยฟื้นฟูดินเค็มและลดผลกระทบจากน้ำทะเลรุกได้ในอนาคต
ผักเกล็ดหิมะที่ปลูกได้มีความงดงาม
ศ.หวงอวี้หมิงมองว่าผักเกล็ดหิมะไม่ใช่แค่พืชผัก แต่มีศักยภาพในอุตสาหกรรมชีวภาพและความงาม งานวิจัยจากอียิปต์และลิเบียเผยว่าพืชนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านแบคทีเรีย และชะลอความเสื่อมของเซลล์ อีกทั้งยังช่วยยับยั้งวัชพืช
จากการคำนวณเบื้องต้น เพียง 1/4 เฮกตาร์ อาจให้ผลผลิตถึงหนึ่งตัน สร้างรายได้หลักหมื่นถึงหลักแสนเหรียญไต้หวัน ศ.หวงจึงผลักดันการตั้งกลุ่มผลิตและจำหน่าย พร้อมระบบตรวจสอบย้อนกลับ และแนะนำให้ผู้บริโภคซื้อโดยตรงจากชาวบ้าน เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรกล้าปลูกต่อ
ผักเกล็ดหิมะประกอบเมนูเลิศรส
ถ้าอยากชมดอกไม้ช่วงฤดูร้อน บอกเลยว่าห้ามพลาดไฮเดรนเยียที่เบ่งบานเต็มที่ในเดือนพฤษภาคม–มิถุนายน ดอกไฮเดรนเยียที่บานฟูเต็มก้อนกลม ๆ นั้น มักจะกลายเป็นดาวเด่นในกล้องและมือถือของนักท่องเที่ยวทั้งหลาย แต่รู้ไหมคะว่า สิ่งที่เราคิดว่าเป็น "กลีบดอกไม้" เหล่านั้น จริง ๆ แล้วคือ "กลีบเลี้ยง" ต่างหาก? นอกจากนี้ ไฮเดรนเยียไม่ได้มีแต่ทรงกลมเท่านั้น ยังมีทรงแบนที่บางคนเรียกว่า "ทรงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน" (เนื่องจากกลีบเลี้ยงกระจายออก มีดอกเล็ก ๆ ตรงกลาง เห็นเป็นแอ่งลึกเหมือน "ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน" นักเลี้ยงต้นไม้เลยตั้งชื่อเล่นให้แบบน่ารัก ๆ ซึ่งก็คือ เมดิเตอร์เรเนียน) และที่น่าทึ่งคือ สีของดอกไฮเดรนเยียก็สามารถเปลี่ยนไปได้ตามสภาพดินอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ไฮเดรนเยียเป็นดอกไม้ที่ต้องการอุณหภูมิต่ำในการกระตุ้นการออกดอก เกษตรกรจึงต้องนำต้นไม้ไปผ่านกระบวนการปรับอุณหภูมิให้เย็นลงก่อน ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และภาวะโลกร้อนก็ทำให้การควบคุมช่วงเวลาออกดอกยากขึ้นไปอีก ดังนั้น สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตเถาหยวน ได้พัฒนาสายพันธุ์ใหม่ “ผีเสื้อเต้นรำ舞蝶” จากพันธุ์ไฮเดรนเยียพื้นเมืองของไต้หวันที่ชื่อว่า “(หัวปาเซียน華八仙)” จุดเด่นคือไม่ต้องใช้ความเย็นเพื่อกระตุ้นการออกดอก สามารถเบ่งบานได้เองในฤดูใบไม้ผลิ
ไฮเดรนเยียหลากสีจัดสวนมีความสวยงาม
สวี่หย่าถิง (許雅婷) นักวิจัยจากสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตเถาหยวน อธิบายว่า ไฮเดรนเยียเป็นไม้ดอกเมืองหนาว ดอกตูมต้องผ่านอากาศเย็นจัดเพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโต ซึ่งเปรียบได้กับการ “นอนหลับ” หนึ่งช่วงก่อนตื่นมาออกดอกในฤดูใบไม้ผลิ ด้วยเหตุนี้ เกษตรกรจึงต้องนำต้นไม้เข้าห้องเย็นในฤดูหนาว หรือบางรายอาจขนย้ายต้นไม้ขึ้นไปปลูกบนภูเขาในฤดูร้อนเพื่อช่วยเร่งกระบวนการสร้างตาดอก และในภาวะที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ทำให้ระยะเวลาที่ไฮเดรนเยียต้องการอากาศเย็นยาวนานขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งและการเก็บรักษาในห้องเย็นเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ในสภาพแวดล้อมที่เย็นและชื้นของห้องเย็น ต้นไฮเดรนเยียยังมีความเสี่ยงต่อโรค เช่น โรครา ทำให้ต้องใช้สารป้องกันเชื้อราเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนและความเสี่ยงต่อการสูญเสียพืชผล ยิ่งไปกว่านั้น ไฮเดรนเยียมีช่วงเวลาขายที่ดีที่สุดในฤดูใบไม้ผลิ หากเลยเข้าสู่ฤดูร้อน ยอดขายจะลดลง ดังนั้น หากการออกดอกล่าช้าเนื่องจากอุณหภูมิที่ไม่แน่นอน ก็จะเพิ่มแรงกดดันให้กับเกษตรกรมากขึ้น
ไฮเดรนเยียพันธุ์ผีเสื้อเต้นรำมีความโดดเด่นด้วยคุณสมบัติไม่ต้องจำศีล
สำหรับที่มาของ ชื่อ "ปาเซียน-八仙" เนื่องจากลักษณะของกลุ่มดอกที่ประกอบไปด้วยดอกย่อยแปดดอกจับกลุ่มกัน ดูคล้าย "พวงมาลัยของนางฟ้า" มากกว่ารูปทรงกลมแน่นของไฮเดรนเยียทั่วไป นอกจากนี้ เนื่องจากหัวปาเซียนสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของไต้หวันได้ดี มันจึงสามารถอยู่รอดในพื้นที่ราบตลอดฤดูหนาว และออกดอกในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการปรับอุณหภูมิ
ก็มีคำถามว่า ทำไมเราจึงไม่ค่อยเห็นไฮเดนยเยียสายพันธุ์หัวปาเซียนในตลาดดอกไม้ทั่วไป? คุณสวี่หย่าถิง อธิบายว่า สาเหตุหลักเป็นเพราะ ขนาดของช่อดอกที่เล็กกว่าไฮเดรนเยียทั่วไป ทำให้มีอายุการโชว์ความงามสั้นกว่า และลักษณะของดอกดูโปร่งกว่าที่ตลาดเคยชิน ส่งผลให้ในอดีต หัวปาเซียนไม่ได้รับความนิยมมากนัก และอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ ลักษณะของต้นหัวปาเซียนที่มีขนาดใหญ่ โดยสามารถเติบโตจนมีความสูงเท่าผู้ใหญ่ และมีจำนวนกิ่งก้านน้อยกว่าพันธุ์ไฮเดรนเยียทั่วไป ทำให้จำนวนดอกต่อต้นน้อยลงตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้ พันธุ์นี้จึงถูกใช้งานในงานจัดสวนขนาดใหญ่ มากกว่าที่จะใช้ในกระถางหรือตกแต่งพื้นที่ขนาดเล็ก
หัวปาเซียน พันธุ์ไฮเดรนเยียพื้นเมืองของไต้หวัน
อย่างไรก็ตาม หลังใช้ความพยายามยาวนานกว่า 9 ปี ในที่สุด สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตเถาหยวนก็ได้เปิดตัว "ไฮเดรนเยียเถาหยวนหมายเลข 1" หรือพันธุ์ "ผีเสื้อเต้นรำ-舞蝶" ซึ่งเป็นพันธุ์ที่สืบสายเลือดจากหัวปาเซียน จุดเด่นคือ สามารถเติบโตในพื้นที่ราบของภาคเหนือและภาคกลางของไต้หวันในช่วงฤดูหนาวโดยไม่ต้องนำเข้าห้องเย็น และยังคงออกดอกในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน นอกจากนี้ ในช่วงอากาศเย็น ต้นไม้ยังคงเขียวชอุ่มโดยไม่ผลัดใบอีกด้วย
ใกล้ถึงวันแม่แล้ว(ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม โดยปี 2025 ตรงกับวันที่ 11 พฤษภาคม) ชาวไต้หวันนิยมใช้ ดอกคาร์เนชัน (Carnation) ในการมอบให้คุณแม่เนื่องในวันแม่แห่งชาติ เนื่องจากมีความหมายทางวัฒนธรรมและสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้งหลายประการ เช่น มีความหมายถึง “ความรักของแม่” และ “ความกตัญญู” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความ อ่อนโยน อดทน และเสียสละ ซึ่งตรงกับคุณลักษณะของแม่ในวัฒนธรรมจีนและไต้หวัน นอกจากนี้ จากอิทธิพลจากตะวันตก ทั้งนี้ แนวคิดการใช้ดอกคาร์เนชันมอบให้แม่เริ่มต้นใน สหรัฐอเมริกา โดย Anna Jarvis ผู้ก่อตั้งวันแม่ได้นำดอกคาร์เนชันมาใช้เพื่อรำลึกถึงแม่ของเธอ ซึ่งวัฒนธรรมนี้แพร่หลายไปทั่วโลก รวมถึงไต้หวัน ที่รับแนวคิดนี้มาในช่วงศตวรรษที่ 20
มอบดอกคาร์เนชันให้คุณแม่
สำหรับในไต้หวัน ปกติช่วงนี้ตลาดคาร์เนชันจะคึกคักเป็นพิเศษ แต่ปีนี้กลับเจอปัญหาใหญ่ คือ ผลผลิตคาร์เนชันลดลงถึง 30% เพราะสภาพอากาศแปรปรวน ทำให้ดอกโตช้า เกษตรกรพากันกังวลว่าจะส่งสินค้าไม่ทันช่วงขายดี หากปริมาณน้อยลง ราคาก็ย่อมขยับสูงขึ้น แต่ดอกไม้ที่ออกหลังวันแม่จะเผชิญแรงกดดันจากตลาดหนักหน่วง เพราะดีมานด์ลดฮวบในทันที เพื่อฝ่าวิกฤตครั้งนี้ เกษตรกรนอกจากพยายามรับมือเรื่องอากาศแล้ว ยังขยายตลาดใหม่ด้วย เช่น สหกรณ์เกษตรตำบลเถียนเหว่ย ได้นำคาร์เนชันไปแจกในงานแห่เจ้าแม่ต้าเจี่ยมาจู่ เชิญชวนผู้ศรัทธา "แทนธูปด้วยดอกไม้" ทั้งสวยงามและช่วยลดมลพิษ
ดอกคาร์เนชันไม่ได้มีไว้แค่ให้แม่ "แทนธูปด้วยดอกไม้" เจ้าแม่มาจู่ก็ชื่นชอบ
อู๋เจิ้งเซี่ยน (吳政憲) เลขาธิการสหกรณ์การเกษตรตำบลเถียนเหว่ย ชี้ว่า ตลาดคาร์เนชันในไต้หวันมีช่วงพีคอยู่ที่วันแม่เท่านั้น หลังจากนั้นราคาจะดิ่งลงรวดเร็ว เกษตรกรจึงมักปลูกต้นกล้าในเดือนตุลาคม เพื่อให้ดอกไม้บานเต็มที่ช่วงปลายเมษายนในปีถัดมา แต่ปีนี้สถานการณ์ไม่ปกติ คือ อัตราการเจริญเติบโตของต้นกล้าลดลงถึง 30% ราคาประมูลขยับจากดอกละ 5 เหรียญไต้หวัน เป็น 8 เหรียญไต้หวัน ด้วยสถานการณ์ที่ไม่ปกติก็เลยทำให้ดอกไม้ที่ออกหลังวันแม่จากปกติ 10% เพิ่มเป็นอย่างน้อย 20% ในปีนี้ อู๋เจิ้งเซี่ยนยังเตือนอีกว่า หากสภาพอากาศยังไม่อบอุ่นขึ้นในเร็ว ๆ นี้ อัตราดอกไม้ที่บานไม่ทันวันแม่อาจยิ่งเพิ่มสูงขึ้นอีก
คาร์เนชันจัดช่อดอกก็สวย
แม้หลายคนมองว่าคาร์เนชันคือดอกไม้เฉพาะกิจวันแม่ แต่นักจัดดอกไม้อย่างหลัวไข่หยุนจาก Philogreen กลับใช้มันบ่อยในชีวิตประจำวัน เพราะอึด ทน บานนาน สีสันหลากหลาย แถมย้อมสีได้ง่าย แต่เธอก็ยอมรับตรง ๆ ว่าเลือกใช้คาร์เนชันนำเข้าจากสหรัฐฯ หรือเวียดนามก่อน เพราะของไต้หวันมีน้อย แถมสีจำกัด แดงกับชมพูแค่ไม่กี่เฉด ที่สำคัญ—บางครั้งยังเคยเจอไข่แมลงติดมาด้วย ทำเอาลูกค้าหวาดผวาไปตาม ๆ กัน
คาร์เนชันมีหลากสี เป็นที่ชื่นชอบของนักจัดดอกไม้
ชิวเจียหลง หัวหน้ากลุ่มเกษตรกรผลิตดอกไม้ ตำบลเถียนเหว่ย บอกว่า ในอดีตการกระตุ้นยอดขายคาร์เนชันมักใช้โฆษณาทางโทรทัศน์ช่วงวันแม่ แต่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่หันมาใช้โซเชียลมีเดียกันมากขึ้น เกษตรกรเองก็ควรเรียนรู้การทำตลาดออนไลน์ และเริ่มประชาสัมพันธ์คาร์เนชันตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งมีเป้าหมายคือทำให้คนไต้หวันเปลี่ยนพฤติกรรม จาก "ซื้อดอกไม้แค่วันแม่" เป็น "ซื้อดอกไม้ชมได้ในชีวิตประจำวัน" เพื่อสร้างเสถียรภาพให้อุตสาหกรรมนี้ในระยะยาว
ใครว่า “ชาเชิงพาณิชย์” ของไต้หวันไม่มีตลาด? แบรนด์เครื่องดื่มมือเขย่า(手搖飲)ชื่อดังจากภาคใต้ของไต้หวันอย่าง Magic Teaหรือในภาษาจีน “ฉาจือโม๋กุ่ย茶之魔手” ได้ประกาศในต้นเดือนเมษายนว่าหลังจากที่มีสวนชาที่ทำสัญญาเช่าปลูกในเขตหนานโถวกว่า 200 เฮกตาร์แล้ว(1,250ไร่) ล่าสุดยังจะขยายเพิ่มอีก 17 เฮกตาร์(106.25 ไร่)ในเขตตงซาน นครไถหนาน พร้อมจัดตั้งโรงงานผลิตชา เพื่อป้อนวัตถุดิบให้กับร้านในเครือกว่า 600 สาขาทั่วประเทศ
Magic Tea ก่อตั้งในนครไถหนาน ตั้งแต่ปี 1993
หวังเสียนหมิง(王賢明) ผู้ก่อตั้งและประธาน Magic Tea กล่าวว่า จุดแข็งของชาไต้หวันอยู่ที่ความประณีต โดยเฉพาะในด้านเทคนิคการผลิตชาอู่หลง ซึ่งถือว่าเป็นอันดับหนึ่งของโลก อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนของชาไต้หวันคือ ขนาดของอุตสาหกรรมยังเล็ก ทำให้ในอดีตไม่ดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่ แต่เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงและกระแสปกป้องผลผลิตในประเทศทั่วโลกเพิ่มขึ้น ค่าแรง วัสดุ และค่าขนส่งล้วนมีแนวโน้มแพงขึ้น จึงยากที่จะได้ชาราคาถูกอีกต่อไป ทำให้ช่องว่างของราคาชานำเข้าและชาไต้หวันค่อย ๆ ลดลง ซึ่งในระยะยาว ชาคุณภาพดีของไต้หวันย่อมมีตลาดแน่นอน
Magic Tea ขยายพื้นที่ปลูกชาที่นครไถหนานอีก 17 เฮกตาร์
หลี่ซื่อเผิง(李士朋) ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมวัฒนธรรมชา กล่าวว่า สวนชาของ Magic Tea ในหนานโถวมีกว่า 200 เฮกตาร์ ทั้งแบบถือครองเองและแบบสัญญาเช่า นอกจากนี้ยังมีสวนในหลงถัน นครเถาหยวน และเขตหลีซาน นครไทถจง โดยสวนในหนานโถวและเถาหยวนเน้นผลิตชาเชิงพาณิชย์ ส่วนหลีซานผลิตชาเกรดพรีเมียม คุณหลี่ ยังกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันชาเกือบทั้งหมดของ Magic Tea เป็นชาผลิตในไต้หวัน ยกเว้นเมนูชาเอิร์ลเกรย์ (Earl Grey tea) ที่ยังใช้ใบชาจากศรีลังกาเท่านั้น แต่ด้วยตลาดชาไข่มุกยังคงเติบโต ความต้องการชาภายในประเทศก็พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในหน้าร้อนที่ยอดขายเพิ่มมาก ทำให้ชาที่ผลิตในหนานโถว “ไม่พอใช้” จึงต้องขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มเติม
เพื่อปรับปรุงคุณภาพดินและลดการใช้ปุ๋ยเคมี กระทรวงเกษตรไต้หวันร่วมกับสถาบันวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร(Food Industry Research and Development Institute) ผลักดันการใช้แบคทีเรียสังเคราะห์แสง (Photosynthetic Bacteria) ในภาคเกษตรกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกษตรกรหลายรายในเมืองหยุนหลินทดลองใช้แบคทีเรียชนิดนี้ และพบว่าสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้จริง ในขณะที่คุณภาพและผลผลิตของพืชกลับเพิ่มขึ้น
สมาคมพัฒนาและให้ความรู้เกี่ยวกับแบคทีเรียสังเคราะห์แสงเพื่อการเกษตรแห่งเมืองหยุนหลิน
ฤดูกาลชมดอกกุหลาบพันปี(ตู้จวนฮัว-杜鵑花) หรือดอกอาซาเลีย (Azalea) ที่เขตจินซานกับเขตว่านหลี่เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และสิ้นสุดในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ใครที่มีโอกาศไปชมงานต้องบอกด้วยเสียงเดียวกันว่ามีความสวยงามมาก เพราะความงดงามมีความแตกต่างจากดอกกุหลาบพันธ์ปีที่พบเห็นตามเกาะกลางถนนหรือลานสาธารณะทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สายพันธุ์ที่หลิ่วจือฟาง(柳枝芳)” ซึ่งเป็นทั้งเกษตรกรและนักวิจัยพัฒนากุหลาบพันธ์ปีถือว่ามีลักษณะโดดเด่นมาก แม้คุณพ่อของหลิ่วจือฟาง จะเป็นชาวสวนดอกไม้รุ่นแรกของเขตว่านหลี่ (萬里) ในนครนิวไทเป แต่ในวัยหนุ่ม เขาเลือกออกไปหาประสบการณ์นอกบ้านเกิด โดยในช่วงเวลานั้น เศรษฐกิจของไต้หวันกำลังเติบโต อุตสาหกรรมพืชสวนและดอกไม้กำลังเฟื่องฟู และด้วยสายเลือดของนักเพาะพันธุ์ดอกไม้ เขาจึงตัดสินใจกลับบ้านเกิด เพื่อสร้างอาณาจักรแห่งดอกไม้ของตนเอง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเส้นทางแห่งการพัฒนาและสร้างสรรค์ดอกกุหลาบพันปีสายพันธุ์ใหม่
ดอกกุหลาบพันปีที่คุณหลิ่วจือฟางพัฒนา
คุณหลิ่วจือฟาง บอกว่า ถ้าต้องการสู้ ก็ต้องมีความได้เปรียบ ซึ่งนี่คือแนวคิดที่ผลักดันให้เขามุ่งมั่นพัฒนาการเพาะพันธุ์กุหลาบพันปีให้เหนือกว่าคู่แข่ง แต่ในช่วงแรก เทคนิคการขยายพันธุ์กุหลาบพันปี ยังไม่สมบูรณ์ ดังนั้น เขาจึงต้องทุ่มเทเวลาเกือบ 10 ปี เพื่อพัฒนาเทคนิคการขยายพันธุ์ โดยเฉพาะการเพาะต้นอ่อนจากสายพันธุ์ของ "แวคซิเนียม ไรท์ทีไอ- Vaccinium wrightii- " ซึ่งเป็นพืชในตระกูลกุหลาบพันปี ให้ออกรากเร็วขึ้นและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีขึ้น ผลลัพธ์คือ เขาสามารถเพาะพันธุ์กุหลาบพันปีที่แข็งแรงขึ้น สวยงามขึ้น และด้วยนวัตกรรมการเพาะพันธุ์นี้ เขาได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นเสินหนง ในปี 1998 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการสร้างอาณาจักรแห่งดอกไม้ของเขา
ดอกกุหลาบพันปีที่คุณหลิ่วจือฟางพัฒนา
คุณหลิ่วจือฟางทดลองผสมกุหลาบพันปีพันธุ์ “แมงปอม่วง” ซึ่งเป็นดอกชั้นเดียว กับพันธุ์ดอกซ้อน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้กุหลาบพันปีดอกซ้อนสีม่วงเข้มหายากในตลาด แต่ผลลัพธ์กลับเกินความคาดหมาย เพราะนอกจากได้ดอกซ้อนสีม่วงและชมพูอ่อนตามเป้าแล้ว ยังได้พันธุ์ใหม่ที่มีกลีบดอกปลายแยกริ้วคล้ายขนนก ซึ่งเขาไม่เคยเห็นมาก่อน และหลงรักทันที โดยเฉพาะลักษณะเวลาร่วงหล่นที่กลีบดอกโปรยลงเป็นเส้นเบาบางบนผิวน้ำ ต่างจากกุหลาบทั่วไปที่ร่วงทั้งช่อ เขาจึงมองว่าการเพาะพันธุ์ดอกไม้เป็นศิลปะแห่งความไม่แน่นอน แม้จะศึกษาและวางแผนอย่างละเอียด แต่ผลลัพธ์ก็ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมและธรรมชาติที่คาดเดาไม่ได้ เขาเคยผสมพันธุ์ดอกไม้เพื่อให้ได้สีม่วงซ้อน แต่กลับได้ดอกสีขาวล้วน ซึ่งเกิดจากยีนสีขาวที่ซ่อนอยู่ในสายพันธุ์พ่อแม่ โดยไม่สามารถอธิบายได้แน่ชัด ความเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมยังอาจส่งผลให้ดอกไม้ไม่สามารถสืบพันธุ์ได้ เช่น ไม่มีละอองเกสร หรือไม่สามารถสร้างฝักเมล็ด นี่คือความท้าทายของนักเพาะพันธุ์ ที่ต้องยอมรับทั้งความสำเร็จและความสูญเปล่าที่อาจใช้เวลานานนับปี
ดอกกุหลาบพันปีที่คุณหลิ่วจือฟางพัฒนา
แม้เขาจะพัฒนากุหลาบพันปีใหม่กว่า 600 สายพันธุ์ แต่กลับยังไม่เปิดตัวใดๆ ในตลาด เนื่องจากสายพันธุ์ยังไม่เสถียร ต้องใช้เวลาในการทดสอบความคงที่ของลักษณะพันธุกรรม อีกทั้งต้นทุนการผลิตสูง หากไม่มีคำสั่งซื้อมากพอ การผลิตเชิงพาณิชย์ก็ไม่คุ้มค่า นอกจากนี้ พื้นที่ที่ใช้ทดลองเพาะพันธุ์ อาจนำไปปลูกดอกไม้เชิงพาณิชย์เพื่อสร้างรายได้มหาศาล แต่เขายังเลือกที่จะลงทุนเพื่อสร้าง “ทางเลือกใหม่” ให้กับวงการดอกไม้ต่อไปอย่างมุ่งมั่น
ดอกกุหลาบพันปีที่คุณหลิ่วจือฟางพัฒนา
From the publisher's feed
ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน
รายการนี้ นำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เกี่ยวกับไต้หวัน ขอเชิญรับฟังกัน อย่าพลาด แล้วคุณจะรู้จักไต้หวัน ตั้งแต่ยังไม่ได้เดินทางมาไต้หวัน