ที่นี่ไต้หวัน

ที่นี่ไต้หวัน

By รจรัตน์ ยนต์สุวรรณ, RtiSociety & CultureGovernment
Download on the App Store

ที่นี่ไต้หวัน episodes

  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 8 เม.ย.2568

       กลิ่นหอมของข้าวสวยร้อนๆ ไม่ได้แค่ปลุกความหิว แต่ยังสะกดใจวงการน้ำหอมยุโรปได้อย่างเหนือความคาดหมาย สวีจื้อเจี๋ย(許智傑) นักปรุงน้ำหอมจากไต้หวันแห่งแบรนด์ “พาพิลลอน ดู๊ก PAPILLON DOUX “ ได้นำข้าวพันธุ์ เกาสง  หมายเลข 147 มาสกัดเป็นกลิ่นหอม และพัฒนาสู่ครีมทามือ เขาเป็นผู้ที่มีประสาทสัมผัสด้านกลิ่นที่เฉียบแหลมมาตั้งแต่เด็ก จบการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพและสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับสารเคมีปริมาณน้อยในสิ่งมีชีวิตที่ทำให้เกิดกลิ่นที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเมื่ออาจารย์สอนสรีรวิทยาเคยกล่าวว่า "เมื่อคนได้กลิ่นบางอย่าง อารมณ์ก็จะเปลี่ยนไป" คำพูดนี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้เขาศึกษาเรื่องกลิ่นอย่างจริงจัง

    สวีจื้อเจี๋ย นักปรุงน้ำหอมจากไต้หวันแห่งแบรนด์ PAPILLON DOUX

       หลังจบการศึกษา เขาเริ่มต้นอาชีพในอุตสาหกรรมอาหารในตำแหน่งผู้พัฒนาอาหาร โดยใช้ประสาทรับกลิ่นอันยอดเยี่ยมของเขาเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เพียงแค่ได้กลิ่นก็ทำให้ลูกค้าอยากซื้อ ต่อมาเขาตัดสินใจเข้าสู่วงการน้ำหอมอย่างเต็มตัว และก่อตั้งแบรนด์ PAPILLON DOUX ซึ่งแปลว่า "ผีเสื้อหอมหวาน-香甜的蝴蝶" ในภาษาฝรั่งเศส โดยผลิตภัณฑ์ของ PAPILLON DOUX มุ่งเน้นการเชื่อมโยงกับผลผลิตทางการเกษตรของไต้หวัน ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับอิทธิพลจากประสบการณ์ในอุตสาหกรรมอาหาร  เขาเชื่อว่ากลิ่นสามารถเป็นสะพานเชื่อมให้คนหันมาสนับสนุนการเกษตรของไต้หวัน และสามารถต่อยอดสู่แนวคิดที่เขาเรียกว่า "ศาสตร์แห่งกลิ่นเพื่อการสร้างคุณค่าใหม่" เขาจึงเริ่มศึกษาและทดลองกลิ่นจากวัตถุดิบในท้องถิ่น จนกระทั่งเกิดแนวคิดที่จะนำ "ข้าว" มาเป็นหัวใจหลักของน้ำหอม ซึ่งทำให้หลายคนประหลาดใจ เพราะตลาดน้ำหอมยุโรปส่วนใหญ่เน้น กลิ่นดอกไม้ เป็นหลัก รองลงมาคือกลิ่นผลไม้และไม้หอม แทบไม่มีใครใช้ "กลิ่นธัญพืช" เป็นตัวชูโรง แถมยังมีบางคนมองว่ากลิ่นข้าวเป็นกลิ่นเชิงลบ เพื่อนๆ หลายคนถึงกับเตือนเขาว่า "ข้าวกับน้ำหอมเข้ากันไม่ได้!"

    สวีจื้อเจี๋ยสะสมสารสกัดจากธรรมชาติมากกว่า 400 ชนิด 

       อย่างไรก็ตาม สวี่จื้อเจี๋ยเคยร่วมงานกับกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่น และพบว่า ญี่ปุ่นกำลังพยายามนำเกษตรกรรมเข้าสู่อุตสาหกรรมเครื่องหอม เพื่อสร้างความประทับใจให้ผู้บริโภคที่มีต่อผลิตผลทางการเกษตรของประเทศ พวกเขาเชื่อว่า หากทำให้คนรู้สึกดีกับกลิ่นของอาหาร ก็อาจทำให้พวกเขาอยากรับประทานมากขึ้น ด้วยแนวคิดนี้ คุณสวี่จื้อเจี๋ยมั่นใจว่า หากสามารถทำให้ผู้คนหลงใหลในกลิ่นหอมของข้าวได้ ก็จะสามารถเพิ่มความต้องการบริโภคข้าวไต้หวันในระดับสากลได้อย่างแน่นอน เขาจึงตัดสินใจลงมือทำ แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายก็ตาม

       การพัฒนาน้ำหอมจากข้าวไม่ใช่เรื่องง่าย สวี่จื้อเจี๋ย บอกว่า น้ำหอมที่ดีต้องทำให้ผู้ใช้รู้สึกสดชื่นและมีความสุข แต่ถ้าสกัดกลิ่นข้าวออกมาโดยตรง นอกจากต้นทุนจะสูงแล้ว ผลลัพธ์อาจทำให้คนรู้สึกเหมือน ‘มีข้าวติดตัว’ แทนที่จะเป็นความหอมที่ชวนให้หลงใหล ดังนั้น วิธีที่เป็นไปได้มากกว่าคือ การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของกลิ่นข้าว และนำไปผสมกับกลิ่นสกัดอื่นๆ เพื่อสร้างความลงตัว ปัญหาคือ ไม่มีใครเคยศึกษากลิ่นข้าวไต้หวันอย่างจริงจังมาก่อน เขาจึงต้องเริ่มจากศูนย์ ด้วยการทดลองซื้อข้าวพันธุ์ต่างๆ มาหุงและทดสอบกลิ่นด้วยตัวเอง พร้อมใช้เทคนิคการวิเคราะห์ทางเคมีเพื่อสกัดสารประกอบสำคัญ จากนั้นทดลองปรับสูตรครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อให้ได้กลิ่นที่ใกล้เคียงกับข้าวหอมและให้ความรู้สึกน่าหลงใหล

    สวีจื้อเจี๋ย วิจัยและพัฒนาความหอมจากข้าวเพื่อทำผลิตภัณฑ์

       เนื่องจากข้าวแต่ละสายพันธุ์ของไต้หวันมีกลิ่นหอมที่แตกต่างกัน เขาจึงต้องการหาวิธีเชื่อมโยงการตลาดเข้ากับภาคการเกษตรของไต้หวัน จนในที่สุด ได้รับการสนับสนุนจาก เกาเจิ้นหย่วน(高鎮遠) รองผู้อำนวยการสำนักเกษตรเมืองเกาสง ให้ร่วมมือกับสมาคมเกษตรเหม่ยหนง ในการพัฒนาครีมทามือที่มี "ข้าวเกาสง 147" เป็นหัวใจหลักของกลิ่นหอม เขายอมรับว่า ตอนแรกไม่ได้ให้ความสนใจกับข้าวเกาสง 147 เป็นพิเศษ แต่เมื่อได้ลองชิมข้าวสายพันธุ์นี้จากเหม่ยหนงกลับต้องตะลึง เพราะไม่เพียงแต่รสชาติอร่อยเท่านั้น แต่ยังมีกลิ่น หอมอ่อนๆ ของเผือก ที่ชัดเจนแต่ไม่ฉุน ทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจในการปรุงกลิ่นหอมของผลิตภัณฑ์นี้ขึ้นมา และเพื่อพัฒนาให้เสร็จเร็วที่สุด เขาทดลองผลิต วันละ 2-3 สูตร จากนั้นทดสอบกลิ่น คัดเลือก และปรับปรุงซ้ำไปซ้ำมา กระบวนการนี้ใช้เวลานาน ถึงครึ่งปี และผ่านการทดสอบมากกว่า 70 สูตร จนได้ผลิตภัณฑ์ครีมทามือที่สมบูรณ์แบบ

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 1 เม.ย.2568

       ที่ชุมชนซินหู ตำบลเปาจง เมืองหยุนหลิน มีฟาร์มสหกรณ์ซินหู(SHIN HU COOPERATION FARM) ประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบอะควาโปนิกส์รูปแบบบ่อเลี้ยงปลา ซึ่งเป็นแห่งเดียวในไต้หวัน โดยใช้น้ำจากบ่อปลาในการปลูกผักกาดหอมห่อ (Head Lettuce-美生菜) ในเนื้อที่ 0.4 เฮกตาร์(2.5ไร่) ผลผลิตได้มากกว่า 3 ตันต่อปี และระบบนี้ยังได้รับการบันทึกลงในฐานข้อมูลของ Knowledge Hub ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระดับโลกด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน นอกจากนี้ ยังสามารถต่อยอดสู่การเพาะปลูกสตรอว์เบอร์รีได้สำเร็จและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว

    สตรอว์เบอร์รี่ปลูกปลูกในระบบอควาโปนิกส์(photo:ubrand.udn)

       ทางฟาร์มระบุว่า ผลผลิตของผักกาดหอมห่อหรือที่หลายคนเรียกว่า “ผักกาดแก้ว”  ไม่เพียงแต่ส่งจำหน่ายให้กับแมคโดนัลด์และร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven เท่านั้น แต่ยังส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ พร้อมทั้งสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) อีกด้วย ทั้งนี้ เมื่อสองปีก่อน ฟาร์มได้ร่วมมือกับสำนักงานตำบลเปาจงในการส่งเสริมระบบ "อะควาโปนิกส์" ในบ่อเลี้ยงปลา โดยสร้างโรงเรือนบนขอบบ่อเลี้ยงปลาและใช้ประโยชน์จากน้ำที่อุดมไปด้วยสารอาหารจากบ่อปลาในการปลูกผักกาดหอมห่อ จากนั้นจึงนำเศษผักที่ตัดแต่งออกไปเป็นอาหารปลา เกิดเป็นระบบหมุนเวียนที่เอื้อต่อกันระหว่างพืชและปลา ทำให้ได้ผักกาดแก้วออร์แกนิกคุณภาพสูง จนได้รับการยอมรับจากสำนักงานเกษตรและอาหาร

       ไล่อี้เหิง (賴逸恆) ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของฟาร์มสหกรณ์ซินหู เปิดเผยว่า ฟาร์มได้ซื้อต้นกล้าสตรอว์เบอร์รี่จากตำบลต้าหู เมืองเหมียวลี่ (แหล่งปลูกสตรอว์เบอร์รี่ชื่อดังของไต้หวัน) มาทดลองปลูกในระบบอควาโปนิกส์ และในเดือนมกราคม 2025 ที่ผ่านมาก็เริ่มให้ผลผลิต สตรอว์เบอร์รี่ที่ปลูกได้ผลโต สีสวย เริ่มเก็บเกี่ยวได้แล้ว แม้ยังไม่มีวางจำหน่ายทั่วไป แต่พนักงานของฟาร์มสามารถซื้อได้ และได้รับเสียงตอบรับที่ดีมาก

    สตรอว์เบอร์รี่ปลูกปลูกในระบบอควาโปนิกส์

       ไล่อี้เหิง กล่าวว่า เทคนิคอะควาโปนิกส์แตกต่างจากการปลูกแบบดั้งเดิม เนื่องจากต้นสตรอว์เบอร์รี่แต่ละต้นจะปลูกในกระถางที่แยกกัน ทำให้ลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อโรค แต่ละต้นจะออกดอกประมาณ 3-4 ดอก และแต่ละดอกสามารถให้ผลสตรอว์เบอร์รี่ได้ราว 7 ลูก ซึ่งมีขนาดใหญ่ รสชาติหวานฉ่ำ คาดว่าจะสามารถผลิตสตรอว์เบอร์รีออร์แกนิกได้ถึง 15,000 ผล นอกจากนี้ ฟาร์มยังได้ ติดตั้งระบบควบคุมอุณหภูมิของน้ำและไฟปลูกพืช ทำให้สามารถยืดระยะเวลาการเก็บเกี่ยวไปจนถึงเดือนพฤษภาคม ที่สำคัญ กระบวนการปลูกนี้ ไม่ใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงเลย อย่างไรก็ตาม ฟาร์มยังพบปัญหาผลสตรอว์เบอร์รี่บางส่วนเกิดรอยแตก เนื่องจากการผสมเกสรไม่สมบูรณ์ ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุง แต่โดยรวมแล้ว ระบบมีเสถียรภาพสูงและให้ผลผลิตคุณภาพดีเยี่ยม

    สตรอว์เบอร์รี่ปลูกปลูกในระบบอควาโปนิกส์

       หลังจากฟาร์มประสบความสำเร็จในการปรับปรุงระบบอควาโปนิกส์แบบบ่อปลา หลายเมืองและสหกรณ์การเกษตรได้เข้ามาศึกษาดูงาน เพื่อเรียนรู้แนวทางนำไปประยุกต์ใช้งาน คุณไล่อี้เหิง บอกว่า หากสามารถเพิ่มปริมาณผลผลิตได้เพียงพอ ฟาร์มวางแผนร่วมมือกับร้านค้าปลีกและซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อให้ผู้บริโภคชาวไต้หวันได้ลิ้มลองสตรอว์เบอร์รี่ที่อร่อยและปลอดภัย ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมเกษตรไต้หวัน

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 25 มี.ค.2568

       ล่าสุด สถาบันวิจัยสารเคมีเกษตร (Agricultural Chemicals Research Institute) ภายใต้กระทรวงเกษตรของไต้หวันได้ศึกษาวิจัยมากว่า 20 ปี และยืนยันว่า แบคทีเรียเรืองแสง (Photorhabdus luminescens) มีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดไรแดง อีกทั้งยังปลอดภัยต่อมนุษย์ รวมถึงสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมว ปัจจุบัน เทคโนโลยีนี้ได้ถูกถ่ายทอดไปยังบริษัทสารเคมีทางการเกษตรซิงหนง(興農農藥公司-Sinon Corporation) ซึ่งมีการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตัวแรกแล้ว เป็นสารกำจัดไรสำหรับมะละกอ นอกจากนี้ มีการตั้งราคาที่เข้าถึงง่าย ใกล้เคียงกับสารเคมีทั่วไปอีกด้วย

    แบคทีเรียเรืองแสงสามารถทำลายไรแดง

       เซี่ยโฟ่งเจีย(謝奉家) หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์สถาบันวิจัยสารเคมีเกษตร ระบุว่า ไรแดงเป็นศัตรูพืชขนาดเล็กที่สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกร โดยเฉพาะ ไรแมงมุมคันซาวา หรือที่รู้จักกันในชื่อ "แมงมุมแดง" และ ไรแดงสองจุด หรือ "แมงมุมขาว" ซึ่งถูกยกให้เป็นศัตรูพืชที่กำจัดได้ยากที่สุด ทั้งนี้ ไรแดง (Tetranychus sp.) เป็นแมงศัตรูพืชขนาดเล็กมาก ตัวสีแดง รูปร่างคล้ายแมงมุม ระบาดมากในช่วงอากาศแห้ง ตัวเต็มวัยวางไข่สีเหลือง และไข่ฟักเป็นตัวอ่อนได้ภายใน 2-3 วัน ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยมักอาศัยอยู่บริเวณเส้นใบ ด้านใต้ใบมะเขือ และดูดกินน้ำเลี้ยง ทำให้ใบเป็นจุดด่างเหลือง ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และมีสีเงินเคลือบ ใบงองุ้ม ต้นชะงักการเจริญเติบโต ใบ ยอด แคระแกร็น หากใบเสียหายมาก จะกระทบต่อการติดดอกออกผล

       ไรแดงสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว มีวงจรชีวิตสั้น และสามารถพัฒนาภูมิต้านทานต่อสารเคมีได้ง่าย ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อพืชผัก ผลไม้ และไม้ดอก เป็นศัตรูสำคัญของพืชหลายชนิด ได้แก่ มะละกอ กุหลาบ ฝ้าย สตรอเบอรี่ ท้อ สาลี่ องุ่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ละหุ่ง กระเทียม แตงไทย ถั่วฝักยาว มะเขือ ไฮเดรนเยีย แกลดิโอลัส  ดาวเรือง โป๊ยเซียน ข้าว ชา และหม่อน แม้ว่าปัจจุบันจะมีสารกำจัดไรชนิดเคมีอยู่ถึง 19 ชนิดในตลาด แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกษตรกรจำนวนมากจึงต้องใช้วิธี สลับการใช้สารกำจัดไร ส่งผลให้เกิดปัญหาสารเคมีตกค้างในพืชเกินค่ามาตรฐานบ่อยครั้ง
       หลังจากที่สถาบันวิจัยสารเคมีเกษตร ทุ่มเทค้นคว้ามากว่า 20 ปี ในที่สุด ก็พบจุลินทรีย์ที่สามารถกำจัดไรแดงได้ ซึ่งก็คือ แบคทีเรียเรืองแสง ซึ่งผลิตสารเมตาโบไลต์ที่สามารถฆ่า หนอนใยผัก เชื้อรา และ ไรแดง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแบคทีเรียเรืองแสงก็เป็นแบคทีเรียรูปแท่งประเภทแกรมลบ ที่สามารถเปล่งแสงเย็นได้ แม้ว่าจะเรืองแสง แต่การค้นหามันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

    แบคทีเรียเรืองแสงภายใต้สภาวะปกติ (ซ้าย) และในที่มืด (ขวา) โดยแสดงลักษณะของโคโลนีและการเรืองแสง

       เซี่ยโฟ่งเจีย อธิบายว่า ปกติแล้ว เชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์เกษตรมักพบในดิน แต่แบคทีเรียชนิดนี้ไม่ได้อาศัยอยู่ในดินโดยตรง กลับซ่อนตัวอยู่ใน ลำคอของไส้เดือนฝอยที่เป็นปรสิตของแมลง อย่าง ไส้เดือนฝอยเฮเธอโรฮับดิทิส( Heterorhabditis) เนื่องจากไส้เดือนฝอยมีขนาดเล็กมากอยู่แล้ว และแบคทีเรียยิ่งเล็กกว่านั้นอีก การแยกเพาะเลี้ยงจึงเป็นเรื่องที่ยากเย็นสุดขีด—เพียงแค่คัดกรองแบคทีเรียนี้ก็ใช้เวลานานถึงหนึ่งปีเต็ม อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก แบคทีเรียเรืองแสง สามารถเรืองแสงได้ นักวิจัยจึงต้องทำงานภายใต้ห้องมืดเพื่อแยกคัดกรอง จนในที่สุดก็สามารถแยกสายพันธุ์ย่อยของแบคทีเรียได้ถึงสามชนิด ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีความสามารถในการกำจัดศัตรูพืชในระดับที่แตกต่างกัน

       เซี่ยโฟ่งเจีย เปรียบกระบวนการกำจัดศัตรูพืชของ แบคทีเรียเรืองแสง ว่าเหมือนกับ "แผนม้าไม้เมืองทรอย" โดยที่ ไส้เดือนฝอยเปรียบเสมือนม้าไม้ที่แฝงตัวเข้าไปในร่างของแมลงศัตรูพืช และตัวการที่แท้จริงในการสังหารคือ แบคทีเรียเรืองแสงที่ซ่อนอยู่ภายใน เมื่อไส้เดือนฝอยบุกรุกเข้าสู่ร่างของศัตรูพืช แบคทีเรียเรืองแสงจะปล่อยสารเมตาโบไลต์ออกมาทำลายระบบทางเดินอาหารของเหยื่อ ส่งผลให้เกิดความเสียหายรุนแรงจนแมลง ไส้ขาดไส้ทะลัก และตายในที่สุด กระบวนการเดียวกันนี้ยังสามารถใช้กำจัดเชื้อราและไรแดงได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน

    แปลงทดลองปลูกมะละกอที่ใช้แบคทีเรียเรืองแสงในจู๋ซาน เมืองหนานโถว ต้นแข็งแรงมาก

    14 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 18 มี.ค.2568

       ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไต้หวันมีการปลูกแตงโม โดยเปลี่ยนจากแตงโมผลใหญ่ที่มีเปลือกสีอ่อน ไปสู่แตงโมขนาดเล็กที่หรูหราและมีความประณีตมากขึ้น ในปี 2023 บริษัท โนน ยูซีด(Known-You Seed-農友種苗) หรือ บริษัท เพื่อนเกษตรกร ที่คนไทยคุ้นเคย ได้เปิดตัวแตงโมขนาดเล็กที่ได้รับความนิยมในตลาดอย่างล้นหลาม และในปี 2024 ทางบริษัทยังได้สร้างความแปลกใหม่ด้วยการเปิดตัว "แตงโมผิวเขียวเข้ม" ภาษาจีนเรียกว่า “เฮยผีซีกัว(黑皮西瓜)” ที่สร้างความประทับใจเกี่ยวกับเรื่องของแตงโม

    แตงโมผิวเขียวเข้ม ได้แก่ หย่าจวิน雅君, มาการง-馬卡龍 และ เฮยหลาน-黑蘭

        แตงโมเป็นผลไม้ที่ผู้ก่อตั้งบริษัท โนน ยูซีด  คุณเฉินเหวินอี้(陳文郁) หลงใหลมากที่สุด และถือเป็นผลิตภัณฑ์ตั้งต้นของบริษัท พันธุ์แตงโมที่พวกเขาพัฒนาส่งออกไปยังหลายสิบประเทศ โดยมีฐานพัฒนาอยู่ที่ตำบลวั่นตัน เมืองผิงตง ซึ่งมีพื้นที่ปลูกแตงโมกว่า 20 เฮกตาร์(125 ไร่) โดยทีมวิจัยพันธุ์ใช้ความพยายามทุกวันเพื่อคัดเลือกและพัฒนา ให้คนทั่วโลกได้ลิ้มรสแตงโมที่อร่อย

       คุณเฉินเว่ยถิง(陳威廷) ประธานบริษัทวิเคราะห์ว่า แนวโน้มพื้นที่ปลูกแตงโมทั่วโลกกำลังลดลง และไต้หวันก็เช่นกัน ซึ่งปัจจัยที่สำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น ในปี 2024 ไต้หวันประสบกับไต้ฝุ่นถึง 3 ลูกที่พัดขึ้นฝั่ง ทำลายอุตสาหกรรมแตงโมอย่างหนัก ในหลายประเทศทั่วโลก แตงโมยังคงปลูกกลางแจ้ง ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพอากาศเป็นหลัก เมื่อสภาพอากาศเลวร้าย การผลิตก็ยากลำบากขึ้นเรื่อย ๆ การปรับปรุงสายพันธุ์จึงเป็นวิธีช่วยให้เกษตรกรรับมือกับความท้าทายด้านสภาพอากาศ 

    มาการงแตงโม เนื้อแดง เปลือกเขียวเข้ม เล็กกะทัดรัด

       นอกจากปัญหาด้านการผลิตแล้ว ด้านการขายยังมีวิกฤตเช่นกัน คุณสวี่จวิ้นเจี๋ย(許竣傑) ผู้จัดการฝ่ายเมล็ดพันธุ์ผักและผลไม้ของบริษัทฯ กล่าวว่า ความต้องการผลไม้จะเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาล เช่น เทศกาลไหว้พระจันทร์ เทศกาลตรุษจีน และเทศกาลบ๊ะจ่าง แต่บางครั้งเกษตรกรจะเร่งเก็บแตงโมที่ยังไม่สุกดีเพื่อขายในตลาด ทำให้ผู้บริโภคผิดหวังกับรสชาติและลดการซื้อในอนาคต ส่งผลให้เกิดวงจรอุบาทว์ในอุตสาหกรรมนี้ ดังนั้น ในปี 2024 ทางบริษัทฯ ได้เปิดตัวแตงโมจิ๋ว (Miniball) ที่ท้าทายต่ออุตสาหกรรมแตงโม คุณเหลียงกั๋วเซิ่ง(梁國聖) ผู้จัดการฝ่ายการตลาดวิเคราะห์ว่า แตงโมจิ๋วไม่เพียงแต่มีรูปลักษณ์ที่แปลกใหม่และรสชาติอร่อยเท่านั้น แต่ยังมีขนาดที่เหมาะสม ไม่ใหญ่เกินไป ทำให้รับประทานเป็นของหวานหลังมื้ออาหารได้อย่างสบายใจ อีกทั้งเปลือกบางของมันยังลดปริมาณขยะในครัวเรือน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในเมืองได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในภาคเหนือของไต้หวันที่ได้รับความนิยมมาก 

    เฮยหลานแตงโม เนื้อเหลือง เปลือกเขียวเข้ม

       คุณจางเจียฮุ่ย(張佳惠) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและรองผู้จัดการทั่วไปกล่าวว่า การปลูกแตงโมจิ๋วแตกต่างจากการปลูกแตงโมแบบดั้งเดิมที่มีขนาดใหญ่ เพราะฉะนั้น เกษตรกรผู้เชี่ยวชาญในการปลูกแตงโมใหญ่อาจ ไม่ประสบความสำเร็จในการปลูกแตงโมจิ๋วเสมอไป ทั้งนี้ แตงโมจิ๋วเหมาะกับการปลูกในโรงเรือนแบบแขวนตาข่ายที่มีความประณีต อีกทั้งยังสามารถปลูกในพื้นที่ขนาดเล็กได้ ทำให้ดึงดูดเกษตรกรหน้าใหม่เข้ามา โดยเฉพาะเกษตรกรที่เคยปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่หรือเมล่อนญี่ปุ่น สามารถใช้โรงเรือนเดิมปลูกแตงโมจิ๋วเพื่อเพิ่มรายได้ คุณจางเจียฮุ่ยยังกล่าวเสริมว่า แตงโมจิ๋วคือเทรนด์แห่งอนาคตอย่างแน่นอน

    หย่าจวินแตงโม เนื้อแดง เปลือกเขียวเข้ม

       โดยในช่วงปลายปี 2024 ที่ผ่านมา บริษัท โนน ยูซีด ได้เปิดฟาร์มวิจัยแตงโมให้สาธารณชนเยี่ยมชมเป็นครั้งแรก พร้อมจัดงานเปิดตัวสายพันธุ์แตงโมใหม่ โดยมีแตงโมหลากหลายสายพันธุ์วางเรียงรายเต็มพื้นที่ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งสายพันธุ์แตงโมผิวเขียวเข้มที่พัฒนาแล้วในปัจจุบัน ได้แก่ “มาการง” ที่มีขนาดเล็กและกลมมน, “หย่าจวิน” ที่เขียวเข้มแวววาว และ “เฮยหลาน” ที่มีเนื้อสีส้ม โดยแตงโมสายพันธุ์ “มาการง” เป็นพันธุ์ที่บริษัทแนะนำเป็นพิเศษและถือเป็นไฮไลต์ของงานเปิดตัวนี้ แตงโมสายพันธุ์นี้มีเนื้อสีแดง รสชาติหวานฉ่ำและสดชื่น เนื้อแตงละลายในปากจนได้รับการตั้งชื่อตามขนมหวานฝรั่งเศสอย่าง "มาการง" ด้วยลักษณะภายนอกที่กลมมน เปลือกสีเขียวเข้มเป็นเงางาม และน้ำหนักผลละเพียง 1-2 กิโลกรัม เหมาะสำหรับครอบครัวเล็ก ๆ และยังสามารถบรรจุเป็นของขวัญในรูปแบบกล่องของขวัญได้ ส่วนสายพันธุ์ “หย่าจวิน” มีรูปร่างทรงรีสั้น เปลือกสีเขียวเข้ม เนื้อสีแดงสด เนื้อละเอียด รสหวานฉ่ำ มีความกรอบเล็กน้อย เหมาะสำหรับการรับประทานในงานสังสรรค์หรือตามร้านอาหาร และอีกสายพันธุ์ “เฮยหลาน” มีรูปร่างคล้ายกัน แต่เนื้อภายในเป็นสีส้มสดใส มีเนื้อกรอบและคุณสมบัติเด่นคือ “เก็บรักษาได้นาน” จากการทดสอบของบริษัท พบว่าสามารถเก็บในตู้เย็นได้นาน 2-3 สัปดาห์ โดยยังคงรสชาติอร่อยและเนื้อสัมผัสไม่เปลี่ยน จึงเหมาะสำหรับการส่งออกเป็นอย่างยิ่ง

    แตงโมเรียงตัวกันเป็นตัวอักษร Happy เห็นแล้วมีความสุข

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 11 มี.ค.2568

       ปลาบู่ทรายลายขาว (Amblygobius phalaena) หรือที่รู้จักในชื่อ "ปลาบู่ทรายวงแหวน" เป็นปลาที่ช่วยทำความสะอาดตู้เลี้ยงสัตว์ทะเลเพื่อรักษาสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะการกรองทรายพื้นตู้ให้สะอาด ซึ่งในตลาดยุโรปและอเมริกามีราคาสูงถึง 35 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัว อย่างไรก็ตาม ปลาชนิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศแนวปะการัง การจับจากธรรมชาติทำให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้น สถาบันวิจัยการประมง ภายใต้กระทรวงเกษตรไต้หวัน (Fisheries Research Institute) จึงได้พัฒนาวิธีเพาะเลี้ยงปลาบู่ทรายลายขาวในระบบปิดสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก คาดว่าจะช่วยลดการจับจากธรรมชาติ และผลงานวิจัยนี้ยังได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Fishes และ North American Journal of Aquaculture ในปี 2023 ด้วย

       ปลาบู่ทรายลายขาวมีลวดลายและสีสันหลากหลาย มีพฤติกรรมกรองทรายเพื่อหาอาหาร ทำให้พื้นทรายในตู้ปลาสะอาด ในไต้หวัน มักเรียกกันว่า “ปลาบู่กรองทรายวงแหวน” หรือ “ปลาบู่วงแหวน” ปัจจุบัน ตลาดปลาสวยงามทั่วโลกต้องพึ่งพาการจับจากธรรมชาติ โดยแหล่งสำคัญ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเขตน้ำตื้นรอบไต้หวัน เช่น หมู่เกาะเผิงหู เสี่ยวหลิวฉิว ตงซา และหนานซา

       ชิวเพ่ยเซิ่ง(邱沛盛) ผู้ช่วยวิจัยของสถาบันฯ ระบุว่า การพัฒนาเทคนิคเพาะพันธุ์ปลาทะเลมักเริ่มต้นจากปลาการ์ตูน อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยพบว่าลูกปลาบู่ทรายลายขาวไม่กินโรติเฟอร์ ซึ่งเป็นอาหารหลักของลูกปลาการ์ตูน แต่สามารถเลี้ยงรอดด้วยเซลล์ขนพริ้วขนาดเล็ก 40-60 ไมโครเมตร และตัวอ่อนหอยนางรมในระยะ trochophore นอกจากนี้ ยังได้ปรับสภาพน้ำให้ใกล้เคียงกับถิ่นที่อยู่อาศัย ส่งผลให้การเพาะพันธุ์ประสบความสำเร็จ
       อย่างไรก็ตาม บริษัท Biota ซึ่งเป็นผู้เพาะพันธุ์ปลาสวยงามระดับโลก ได้พัฒนาเทคนิคเพาะพันธุ์ปลาบู่ 3 ชนิด รวมถึงปลาบู่ทรายลายขาว ตั้งแต่ปี 2023 แต่เทคนิคของบริษัทนี้เป็นความลับทางการค้า ในขณะที่สถาบันวิจัยฯ ของไต้หวันได้เผยแพร่ข้อมูลการเพาะพันธุ์อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกของโลก
       ปัจจุบัน ตลาดปลาบู่ทรายลายขาวยังคงพึ่งพาการจับจากธรรมชาติ ซึ่งมักส่งผลให้ปลาตายระหว่างขนส่งเป็นจำนวนมาก และไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในตู้ปลาได้ดี ผู้เลี้ยงต้องพึ่งพาการให้อาหารตามธรรมชาติ เช่น สาหร่ายก้นตู้ เมื่อน้ำหมดสารอาหาร ปลาจะค่อยๆ อ่อนแอและตายลง นอกจากนี้ มีเพียงส่วนน้อยที่สามารถฝึกให้กินอาหารเม็ดได้ และมักมีราคาสูงกว่า

       ส่วนลูกปลาบู่ที่เพาะเลี้ยงโดยสถาบันฯ สามารถกินอาหารเม็ดได้ภายใน 35-40 วันหลังฟัก ซึ่งทำให้สามารถเลี้ยงในตู้ปลาที่บ้านได้ง่ายขึ้น ในอนาคต สถาบันฯ มีแผนถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ให้แก่ผู้ประกอบการในประเทศ ซึ่งราคาปลาบู่ทรายลายขาวในตลาดยุโรปและอเมริกาอยู่ที่ตัวละ 30-38 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 980-1,245 เหรียญไต้หวัน) ส่วนในไต้หวันมีราคาประมาณ 150-200 เหรียญไต้หวัน/ตัว คุณชิวเพ่ยเซิ่ง บอกว่า ความแตกต่างของราคาเกิดจากต้นทุนการขนส่งและการค้าหลายชั้น อย่างไรก็ตาม หากพัฒนาอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสำเร็จ ราคาปลาที่ได้จากการเพาะพันธุ์จะมีเสถียรภาพและสามารถแข่งขันได้มากขึ้น

     

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 4 มี.ค.2568

       เมลอนเป็นพืชตระกูลแตงที่ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากมีรสหวาน หอม และอุดมไปด้วยวิตามินเอและซี โดยในไต้หวันมีการพัฒนาสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมลอนที่เรียกว่า "หยางเซียงกัว" (洋香瓜) เป็นแตงหวานที่มีเปลือกหนากว่าเมลอนพื้นเมือง (เซียงกัว - 香瓜) และถูกนำเข้ามาในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เกษตรกรต้องการเมลอนเนื้อเขียวลายตาข่ายที่ทนต่อโรคราน้ำค้างได้ดี โดยเฉพาะในช่วงอากาศเย็น เพื่อรองรับความต้องการนี้ สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรไถหนานได้พัฒนา "ไถหนาน หมายเลข 16" ซึ่งมีรสหวานฉ่ำ ผิวตาข่ายแน่น และทนต่อโรคราน้ำค้าง ช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับอุตสาหกรรมเมลอนของไต้หวัน

       ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา งานแสดงพันธุ์แตงในไต้หวันเผยให้เห็นความหลากหลายของเมลอนที่เพิ่มขึ้น ทั้งพันธุ์ลายตาข่าย เปลือกเรียบ และเนื้อกรอบคล้ายแคนตาลูป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพันธุ์นำเข้าจากญี่ปุ่นและปรับปรุงให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม พื้นที่เพาะปลูกเมลอนลดลงจาก 3,000 เฮกตาร์ในปี 2014 เหลือเพียง 2,000 เฮกตาร์ แต่การแข่งขันในตลาดกลับเพิ่มขึ้น ทำให้การพัฒนาสายพันธุ์ต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน การปลูกเมลอนในไต้หวันยังคงใช้ระบบเลื้อยบนพื้นในอุโมงค์เตี้ยเป็นหลัก ขณะที่การปลูกแบบตั้งตรงในโรงเรือนยังมีอยู่น้อย
       สำหรับการปลูกเมลอนในช่วงอากาศร้อน สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตไถหนาน ได้พัฒนาเมลอนเนื้อเขียวลายตาข่ายพันธุ์ "ไถหนาน หมายเลข 13" ในปี 2014 ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นด้าน ความทนทานต่ออากาศร้อน และกลายเป็นพันธุ์หลักสำหรับการเพาะปลูกในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง      อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาพันธุ์เมลอนที่มีอยู่ในตลาด กลับพบว่ายังขาดพันธุ์ที่เหมาะสมกับอากาศเย็นและมีความสามารถในการต้านทานโรคได้ดี
       เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกเมลอนได้ในช่วง ปลายฤดูใบไม้ร่วงถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ จึงมีการพัฒนาเมลอนพันธุ์ใหม่ที่ ให้ผลผลิตดี ทนต่อโรคราน้ำค้าง และเจริญเติบโตแข็งแรง โดยใช้ เทคนิคการปรับปรุงพันธุ์แบบผสมข้ามสายพันธุ์ ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2010 ผ่านการคัดเลือกสาย

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 25 ก.พ.2568

       ชื่อเสียงของปลาสดจากเขื่อนสือเหมินเป็นที่รู้จักมาอย่างยาวนาน แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้เผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดผู้บริโภค รวมถึงปัญหาขาดแคลนพันธุ์ปลา อย่างไรก็ตาม เมื่อคนรุ่นใหม่หวนกลับมายังบ้านเกิดและเข้าร่วมกลุ่มผลิตและจำหน่าย พวกเขาได้ริเริ่มแนวทางใหม่ๆ เช่น การแปรรูปเนื้อปลา และการให้ความรู้เกี่ยวกับการบริโภคปลา เพื่อให้ปลาน้ำจืดสามารถเป็นอาหารบนโต๊ะได้อย่างยั่งยืน

    ปลาหัวโตเป็นปลาเศรษฐกิจจากเขื่อนสือเหมิน แต่ปัจจุบันเผชิญกับปัญหาขาดแคลนพันธุ์ปลา

       สำหรับประวัติความเป็นมาของการจับปลาในเขื่อนสือเหมินนั้นต้องบอกว่า “ไม่เหมือนใคร” เพราะเป็นอุตสาหกรรมประมงเพียงหนึ่งเดียวใน “เขื่อนเก็บน้ำ” ของไต้หวัน ซึ่งการจับปลาในเขื่อนสือเหมิน หลายคนอาจสงสัยว่าทำได้อย่างไร เพราะปกติแล้วที่นี่ไม่อนุญาตให้ตกปลา แล้วเหตุใดจึงมีชาวประมงจับปลาภายในเขื่อน? หลิวเหวินเสียง(劉文翔) สมาชิกของกลุ่มผลิตและจำหน่ายปลาซ่งหรือปลาหัวโต รุ่นที่ 2บอกว่า บริเวณที่ตั้งของเขื่อนสือเหมินเดิมเคยเป็นถิ่นอาศัยของชาวฮกเกี้ยน ชาวฮากกา และชนพื้นเมืองไต้หวัน ซึ่งตั้งรกรากอยู่ใกล้แหล่งน้ำ และดำรงชีพด้วยการจับปลาน้ำจืด เช่น ปลาอายุ หรือ เซียงอวี๋ (年魚, 香魚) และตกปลาเพื่อยังชีพ แต่หลังจากรัฐบาลสาธารณรัฐจีนอพยพมายังไต้หวัน ชาวประมงท้องถิ่นได้รวมตัวกันก่อตั้งสมาคมประมงเขตต้าซี อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการก่อสร้างเขื่อนสือเหมิน ชาวบ้านที่อาศัยอยู่เดิมถูกบังคับให้ย้ายออก และสมาคมประมงต้าซีก็ต้องยุบตัวลง ส่งผลให้ชาวประมงต้องเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมประมงเมืองเถาหยวนแทน

       เกาหมิง พ่าซัง(高明‧帕桑) เจ้าหน้าที่พิเศษจากสำนักงานเกษตรเมืองเถาหยวน บอกว่า ครัวเรือนที่ถูกบังคับให้ย้ายออกในขณะนั้นสามารถยื่นขออนุญาตทำการประมงต่อไปได้ตามกฎระเบียบ “ข้อกำหนดว่าด้วยการจับสัตว์น้ำและปลาในเขื่อนสือเหมิน”และต่อมาได้มีการก่อตั้งกลุ่มผลิตและจำหน่ายปลาหัวโต ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มประมงไม่กี่แห่งที่สามารถดำเนินกิจการในเขื่อนเก็บน้ำได้
       ด้วยประวัติความเป็นมาที่ไม่เหมือนใครนี้ ทำให้ชาวประมงที่เขื่อนสือเหมินต้องทำงานภายใต้ "เจ้านายสองคน" โดยในด้านการจัดจำหน่ายและการอัปเดตอุปกรณ์ทำประมง อยู่ภายใต้การดูแลของสมาคมประมงเมืองเถาหยวน ขณะที่การควบคุมการจับปลา อยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพยากรน้ำภาคเหนือ นอกจากนี้ ชาวประมงยังต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบการจับปลาและประสานงานกับการดำเนินงานของเขื่อน เช่น เมื่อเขื่อนมีแผนที่จะใช้เรือขุดลอกตะกอน ชาวประมงต้องเร่งเก็บอวนของตนเพื่อป้องกันไม่ให้อวนถูกทำลายโดยเรือขุดลอก

    การจับปลาในเขื่อนสือเหมินต้องปฏิบัติตามกฏระเบียบของเขื่อน

       การจับปลาในเขื่อนเก็บน้ำจะทำให้เกิดมลภาวะของน้ำในเขื่อนหรือไม่? หลิวเหวินเสียง(劉文翔) สมาชิกของกลุ่มผลิตและจำหน่ายปลาซ่งหรือปลาหัวโต รุ่นที่ 2 ชี้ว่า ตามข้อกำหนดของ "แนวทางการจับปลาในเขื่อนเก็บน้ำสือเหมิน" ชาวประมงสามารถจับปลาได้เฉพาะในพื้นที่ที่กำหนด โดยใช้แหที่มีขนาดช่องตาข่ายใหญ่เพื่อล่าปลาตัวเต็มวัย และห้ามใช้เหยื่ออาหารหรือสารเคมีใด ๆ ซึ่งหมายความว่าปลาเติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติอย่างสมบูรณ์

       สวีเซิ่งต๋า(徐盛達) หัวหน้ากลุ่มผลิตและจำหน่ายปลาหัวโตกลุ่มที่ 2 บอกว่า เขื่อนเก็บน้ำสือเหมินห้ามเลี้ยงปลาโดยเด็ดขาด มีเพียงหน่วยงานที่ได้รับอนุญาต เช่น สำนักงานเขตเหนือของการประปาและสมาคมประมงเขตเถาหยวน เท่านั้น ที่สามารถปล่อยพันธุ์ปลาได้ อีกทั้งมีการจำกัดจำนวนชาวประมงที่ได้รับอนุญาตให้จับปลาในเขื่อนเก็บน้ำได้สูงสุดเพียง 72 คน นอกจากนี้ยังมีกฎว่าห้ามชาวประมงฆ่าหรือขายปลาโดยตรงที่ริมเขื่อนกักเก็บน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำปนเปื้อน
       หลิวเหวินเสียง กล่าวเน้นว่า เนื่องจากคุณภาพน้ำในเขื่อนเก็บน้ำค่อนข้างคงที่ และมีปลาหัวโตช่วยควบคุมคุณภาพน้ำ ดังนั้น ปลาน้ำจืดจากเขื่อนสือเหมินจึงแทบไม่มี "กลิ่นดิน" ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มักเลือกปลาจากเขื่อนเก็บน้ำสือเหมินเพราะมีชื่อเสียงด้านความสดอร่อย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปลาจากอ่างเก็บน้ำสือเหมินจะมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ร้านอาหารที่โฆษณาขายปลาสดจากสือเหมิน บางร้านอาจไม่ได้ใช้ปลาที่จับจากเขื่อนเก็บน้ำจริง ดังนั้น ชาวประมงสือเหมินจึงรวมตัวกันจัดตั้ง กลุ่มผลิตและจำหน่ายปลา โดยบางคนที่เปิดร้านอาหารเองจะแสดงบัตรประจำตัวชาวประมง ไว้ในร้าน เพื่อรับรองว่าใช้วัตถุดิบแท้จากเขื่อนสือเหมิน รวมถึงรับซื้อปลาจากกลุ่มผลิตและจำหน่ายโดยตรง เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าได้ลิ้มรส "ปลาจากเขื่อนสือเหมินแท้"

    ปลาที่จับได้จากเขื่อนมีความสดมาก

       การจับปลาในเขื่อนสือเหมินอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวด เช่น กำหนดพื้นที่จับปลา ห้ามใช้เหยื่ออาหารหรือสารเคมี และจำกัดจำนวนชาวประมง เพื่อรักษาคุณภาพน้ำและระบบนิเวศ อย่างไรก็ตาม ชาวประมงเผชิญความท้าทาย เช่น จำนวนปลาลดลง เนื่องจากสำนักงานเขตเหนือของการประปาล้มเหลวในการประมูลปล่อยลูกปลา ชาวประมงจึงมีแผนเรียกร้องผ่านแพลตฟอร์มสาธารณะ เพื่อผลักดันให้เพิ่มจำนวนลูกปลาและปรับปรุงช่องทางสื่อสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 18 ก.พ.2568

       ต่อกรณีที่ประเทศญี่ปุ่นจะเข้าใกล้การผลิตปลาไหลผสมเทียมในเชิงพาณิชย์มากขึ้น เลี่ยวจวิ้นถิง(廖峻廷) ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทลี่เซิง(利生生-AQUAMARINE GREEN BIOTECH CO., LTD.) ซึ่งตั้งอยู่ในสวนเทคโนโลยีการเกษตรของกระทรวงเกษตรในเมืองผิงตง กล่าวด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพของไต้หวันที่จะพัฒนาลูกปลาไหลผสมเทียมและฟื้นฟูอุตสาหกรรมการเลี้ยงปลาไหลด้วย โดยชี้ว่า ถ้าสามารถจัดการในขั้นตอนต้นน้ำได้สำเร็จ ก็จะช่วยกระตุ้นการพัฒนาอุตสาหกรรมในขั้นปลายน้ำทั้งหมดให้ขยายตัวตามไปด้วย เขาบอกว่า"นี่คือธุรกิจที่เผาเงินจำนวนมาก" ตลอดเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ทางบริษัทได้ลงทุนไปกว่า 1,000 ล้านเหรียญไต้หวัน เพื่อพัฒนาการเพาะพันธุ์ปลาไหลญี่ปุ่นในระบบผสมเทียม 

    บ. AQUAMARINE GREEN BIOTECH

       มีคำถามว่า 10 ปีถือว่ายาวหรือสั้น? ก็ต้องบอกว่า ถ้าเทียบกับญี่ปุ่น ย้อนกลับไปในปี 1973 ญี่ปุ่นสามารถผลิตไข่ปลาไหลที่ได้รับการปฏิสนธิเป็นครั้งแรก และใช้เวลาอีก 29 ปี จนในปี 2002 สามารถเลี้ยงตัวอ่อนไปจนถึงระยะ "ปลาไหลใส" (Glass Eel) และในปี 2010 จึงประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลาไหลเทียมจนสามารถเลี้ยงจนโตเต็มวัยได้ครบวงจร และขณะนี้ยังคงเดินหน้าเพื่อลดต้นทุนระยะปลาไหลใสต่อไป ส่วนบริษัทหลี่เซิงที่ก่อตั้งในปี 2013 ยังคงเดินหน้าต่อไปเช่นกัน โดยในปี 2024 สามารถเพาะพันธุ์ลูกปลาไหลผสมเทียมตัวแรกของไต้หวันสำเร็จ และตั้งเป้าลดต้นทุนและผลิตลูกปลาไหลในเชิงพาณิชย์ต่อไปในอนาคตด้วย

       สำหรับญี่ปุ่นเมื่อปลายปี 2023 ที่ผ่านมา ได้พัฒนาวิธีการที่ทำให้ต้นทุนการเพาะพันธุ์ลูกปลาไหลอยู่ที่ 1,800 เยนต่อตัว แต่หากต้องการทำกำไร ต้นทุนจะต้องลดลงเหลือต่ำกว่า 200 เยน  คุณเลี่ยวจวิ้นถิง บอกว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปริมาณการจับลูกปลาไหลในธรรมชาติลดลง ทำให้ราคาลูกปลาไหลอยู่ที่ประมาณ 600 เยนต่อตัว และในช่วงที่จับได้มาก ราคาจะลดลงเหลือเพียง 100 เยนต่อตัว ดังนั้นเป้าหมายระยะยาวของบริษัทลี่เซิงคือการลดต้นทุนให้ต่ำกว่า 100 เยนต่อตัว เพื่อสร้างรูปแบบธุรกิจที่ยั่งยืน เพราะว่าคุณไม่สามารถตั้งสมมติฐานได้ว่าลูกปลาไหลจะขายได้เฉพาะช่วงที่ราคาสูงเท่านั้น แต่หากสามารถลดต้นทุนให้ต่ำกว่า 200 เยนต่อตัวได้ก่อน บริษัทลี่เซิงก็พร้อมจะเริ่มการผลิตลูกปลาไหลในปริมาณมากทันที
       คุณเลี่ยวจวิ้นถิง อดีตเคยเป็นวิศวกรระดับแนวหน้า เคยทำงานกับ เรียลเทก เซมิคอนดักเตอร์(Realtek Semiconductor) ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบชิปที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของไต้หวัน รวมถึงเคยร่วมงานกับ Actions Semiconductor(炬力)บริษัทในประเทศจีนที่ถือหุ้นใหญ่โดยตระกูลเย่ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นหลักของ Realtek เขายังมีส่วนร่วมในสิทธิบัตรหลายรายการและการบริหารบริษัท และปัจจุบันผู้ถือหุ้นหลักของลี่เซิงส่วนใหญ่มาจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

    คุณเลี่ยวจวิ้นถิง  ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทลี่เซิง

       คุณเลี่ยวจวิ้นถิง ได้เล่าถึงช่วงเวลาทำงานใน Realtek ว่า เขาเป็นผู้ออกแบบชิปสำหรับเครื่องอ่านการ์ด (Card Reader) และนำทีมจนทำให้ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่ง โดยใช้เวลาเกือบ 10 ปี โดย 8 ปีแรกมุ่งเน้นแต่การวิจัยและพัฒนา ประสบการณ์ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทำให้เขาและผู้ถือหุ้นยอมรับการลงทุนระยะยาวที่ต้องใช้เงินทุนมหาศาล โดยหวังว่าการวิจัยและพัฒนาจะนำไปสู่ความก้าวหน้าในเทคโนโลยีและความได้เปรียบในตลาด หลังจากทำงานกับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ถึงสองแห่ง เขาตัดสินใจเกษียณก่อนวัยในช่วงอายุ 40 กว่าๆ เพื่อพิจารณาทิศทางการสร้างธุรกิจใหม่ เขาบอกว่า เมื่อ 10 ปีก่อน มองว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไต้หวันจะแข็งแกร่งต่อไป เขาและหุ้นส่วนจึงต้องการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าสูงและสามารถสนับสนุนเศรษฐกิจไต้หวัน นอกเหนือจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการพัฒนาสังคม

       เขาบอกว่า สิ่งที่เหมาะสมสำหรับไต้หวันในการลงทุนคืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชีวภาพ เมื่อรวมกับเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์แล้ว จะสามารถเติบโตแบบก้าวกระโดด และเชื่อว่าแนวโน้มเป็นเช่นนี้ และตอนนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง ซึ่งก่อนก่อตั้งบริษัทหลี่เซิง เขาและทีมงานใช้เวลาประมาณ 1 ปีในการวิจัยและสำรวจอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชีวภาพในด้านยาและสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ พวกเขามองว่าการพัฒนายาใหม่ใช้เวลานานเกินไป ต้องใช้เงินทุนมหาศาล ซึ่งนักลงทุนจำนวนน้อยไม่สามารถรองรับได้ ขณะที่อุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์มีบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติหลายแห่งครอบครองทั้งเทคโนโลยีและเงินทุน ทำให้การแข่งขันยากมาก และการวิจัยเกี่ยวกับสัตว์บกในหลายประเทศค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว อีกทั้งไต้หวันก็มีพัฒนาการที่ดีเช่นกัน ดังนั้น พวกเขาจึงหันไปให้ความสนใจกับสัตว์น้ำแทน

    ปลาไหลสายพันธุ์ญี่ปุ่น

       คุณเลี่ยวจวิ้นถิง กำหนดเกณฑ์สำคัญสองข้อสำหรับการลงทุน ได้แก่ ตลาดต้องใหญ่พอ และต้องมีอุปสรรคในการเข้าถึงสูงพอ อุปสรรคที่สูงช่วยลดการแข่งขันเกินควร ในขณะที่อุตสาหกรรมการประกอบและผลิตอิเล็กทรอนิกส์มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำ เพราะอุปสรรคในการเข้าสู่อุตสาหกรรมค่อนข้างต่ำ ทำให้มีคู่แข่งจำนวนมาก ส่วนตลาดที่ใหญ่ หมายถึงโอกาสในการสร้างมูลค่าที่สูง เขาบอกว่า ตลาดปลาน้ำจืดส่วนใหญ่เป็นตลาดระดับภูมิภาค ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วถูกตัดออกไป ยกเว้นปลาน้ำจืดบางชนิดที่อาจพัฒนาเป็นธุรกิจข้ามชาติ เช่น ปลาไนล์ทิลาเปีย หรือปลานิลไต้หวัน ซึ่งอุตสาหกรรมนี้มีการพัฒนาอย่างเต็มที่แล้ว หากเปรียบเทียบกับปลาน้ำจืด สัตว์น้ำในทะเลมีหลายชนิดที่สามารถตอบสนองตลาดสากลได้ เขาตั้งคำถามว่า ตลาดปลาทูน่าและปลาแซลมอนใหญ่ไหม? เขาตอบว่า “ใหญ่มาก” แล้วล็อบสเตอร์มีตลาดขนาดใหญ่ไหม? เขาตอบว่า “มี” ส่วนปลาไหลก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง แม้ว่าจะดูเหมือนเป็นปลาน้ำจืด แต่แท้จริงแล้วเป็นปลาที่อพยพไปเติบโตในทะเล ดังนั้น การเพาะพันธุ์ปลาไหลด้วยการผสมเทียมจึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของไต้หวัน ซึ่งเป็นการเดินตามรอยความสำเร็จของญี่ปุ่นในการพัฒนาธุรกิจสัตว์น้ำขั้นสูง

     

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 11 ก.พ.2568

       ในช่วงนี้ กล้วยหอมในไต้หวันมีปริมาณลดลงอย่างมาก เหลือเพียง 30% ของผลผลิตปกติ เนื่องจากเมื่อปีที่แล้ว ไต้หวันต้องเผชิญกับพายุไต้ฝุ่นหลายระลอก ไล่ตั้งแต่ ไต้ฝุ่นแคมี ไต้ฝุ่นกระท้อน และไต้ฝุ่นกองเร็ย แต่ละลูกพัดกระหน่ำสร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรได้รับผลกระทบอย่างหนัก ไม่เพียงแต่กล้วยหอมเท่านั้น พายุยังสร้างความเสียหายแก่พืชผลทางการเกษตรในภาคใต้ของไต้หวันอย่างมหาศาล โดยเฉพาะ แหล่งปลูกกล้วยหอมสำคัญในภาคกลางและภาคใต้ เช่น เกาสงและผิงตง ที่ผลผลิตลดลงถึง 70% หากสภาพอากาศในไต้หวันปกติ ผลผลิตเข้าสู่ภาวะปกติ คงต้องรอถึงช่วงเดือนมิถุนายนแล้ว

    กล้วยหอมที่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ต นน.600 กรัม/75 NTD.

    กล้วยหอมที่ขายในร้านผลไม้ นน.600 กรัม/69 NTD.

       ดังนั้น รายการ "ที่นี่ไต้หวัน" ในครั้งนี้จึงขอพาทุกท่านมารู้จักกับการปลูก กล้วยหอมทองของอำเภอสร้างคอม ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์เด่นประจำหมู่บ้านที่สร้างรายได้เป็นอย่างดี

       คุณสมสมัยเล่าว่า ในช่วงแรกของการปลูก ทางเกษตรอำเภอได้นำพันธุ์กล้วยหอมทองจากจังหวัดปทุมธานีมาให้ทดลองปลูก โดยในตอนแรกมีเพียงไม่กี่ครัวเรือนที่ปลูก แต่เมื่อความต้องการในตลาดเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคเป็นผลไม้สด หรือแปรรูปเป็นกล้วยฉาบ ล้วนรสชาติอร่อย จึงมีการชักชวนให้คนในหมู่บ้านขยายพื้นที่ปลูกมากขึ้น

       กล้วยหอมทองสร้างคอม มีผลใหญ่ รสชาติหอมหวาน เนื้อแน่น ไม่เละ และที่สำคัญ ปลอดสารเคมี ทำให้ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีพ่อค้ามารับซื้อถึงหมู่บ้าน โดยราคาปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่ขายเพียง กิโลกรัมละ 15-18 บาท ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น กิโลกรัมละ 30 บาท โดยหนึ่งหวีมีน้ำหนักประมาณ 1.7-3 กิโลกรัม หรือคิดเป็นหวีละเกือบ 100 บาท และหากส่งต่อไปขายปลีก ราคาจะพุ่งขึ้นไปถึง กิโลกรัมละ 60 บาท แต่ถ้าวางขายในแผงของหมู่บ้าน ตกหวีละ 65-85 บาท

       ปัจจุบันมี 10 ครอบครัวในหมู่บ้านที่ปลูกกล้วยหอมทอง แต่ด้วยความต้องการที่สูง ทำให้ผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อการจำหน่าย หากคุณผู้ฟังที่อยู่ในประเทศไทยสนใจปลูกกล้วยหอมทองจากอำเภอสร้างคอม สามารถติดต่อคุณสมสมัยได้ เพราะมีหน่อกล้วยหอมทองจำหน่ายด้วยนะคะ 

    กล้วยหอมทองสวนศิริจันทร์ที่พร้อมส่งขาย

    หน่ออ่อนกล้วยหอมทองสวนศิริจันทร์พร้อมส่งขาย

    รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถรับฟังจากรายการหรือชมผ่าน YouTube ได้เลยค่ะ

     

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 4 ก.พ.2568

       อย่าดูถูกเจ้าฟักทองจิ๋วเหล่านี้! ไม่ว่าจะเป็น "เสี่ยวเฮย" (小黑ฟักทองเขียวเข้ม), "เสี่ยวไป๋" (小白ฟักทองขาว), "จวี๋หวาน" (橘丸ฟักทองส้ม) และ "อวี้ฮุย" (玉輝ฟักทองเขียวอ่อน) ฟักทองพอดีมือเหล่านี้กำลังปฏิวัติโต๊ะอาหารและตลาดของขวัญ ด้วยความสะดวกในการปรุงอาหาร แถมยังจัดเป็นชุดของขวัญ 4 สีที่ดูดีมีเสน่ห์ ตอบโจทย์ครอบครัวเล็กและคนรักสุขภาพ คุณสวี่จวิ้นเจี๋ย (許竣傑) จากบริษัทโนนยู ซีด (Known-You Seed Co., Ltd.) เผยว่า ฟักทองจิ๋วเกิดจากกระแสครอบครัวขนาดเล็กที่ต้องการฟักทองขนาดพอเหมาะ และยังตอบโจทย์ตลาดของขวัญ ด้วยการเก็บได้นาน แถมรสชาติดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป กลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกง่ายและขายดีขึ้นทุกวัน

    ฟักทองลูกเล็ก เสริมโชคลาภ

       คำว่า “จิ๋ว” สำหรับฟักทอง ก็หมายถึงฟักทองที่มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 500-600 กรัม หรือขนาดพอดีมือจับได้ อย่างไรก็ตาม คุณสวี่จวิ้นเจี๋ยได้ชี้แจงว่า คำว่าฟักทองจิ๋วนี้เป็นเพียงคำที่ใช้เรียกตามความเคยชิน ไม่ใช่คำจำกัดความทางวิทยาศาสตร์ที่เคร่งครัด และด้วยลักษณะเฉพาะของสายพันธุ์ ฟักทองจิ๋วจะไม่มีวันโตจนกลายเป็นฟักทองขนาดใหญ่ ในขณะที่ฟักทองใหญ่ที่ยังไม่โตเต็มที่ (baby pumpkin) ก็ไม่สามารถนำมาแทนฟักทองจิ๋วได้ เพราะยังไม่ถึงระยะที่เหมาะสมสำหรับการบริโภค

       สำหรับฟักทองสายพันธุ์ “เสี่ยวเฮย” (ฟักทองดำ) และ “เสี่ยวหง” (ฟักทองแดง) ได้รับการพัฒนาขึ้นโดย เฉินเหวินอวี้(陳文郁) ผู้ก่อตั้งบริษัท โนนยู ซีด เมื่อหลายสิบปีก่อน แต่ในยุคนั้นฟักทองผลเล็กยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร จนกระทั่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทได้พัฒนาสายพันธุ์ใหม่ที่ทนต่อโรคและมีคุณภาพสูงขึ้น เช่น “อวี้ฮุย” (玉輝ฟักทองเขียว), “จินฝู” (金福ฟักทองทองคำ) และ “จวี๋หวั่น” (橘丸ฟักทองส้ม) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พัฒนาต่อยอดจากเสี่ยวหง(小紅) ซึ่งในบรรดาฟักทองเหล่านี้ “อวี้ฮุย” มีจุดเด่นที่ระดับความหวานสูงสุดถึง 14 °Bx ใกล้เคียงกับความหวานของมันเทศ และยังมีกลิ่นหญ้าสดที่อ่อนกว่า จึงเป็นฟักทองที่มีศักยภาพทางการตลาดสูง

    ฟักทองเขียวเข้มได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากที่สุด

       อย่างไรก็ตาม หากต้องพูดถึงดาวเด่นแห่งฟักทองจิ๋ว “เสี่ยวเฮย小黑” ยังคงครองตำแหน่งนี้อย่างภาคภูมิ เนื่องจากผู้บริโภคในไต้หวันคุ้นเคยกับฟักทองพันธุ์สีเข้ม ซึ่งมีลักษณะเฉพาะแบบฟักทองเกาลัด เมื่อมองแล้วจะให้ความรู้สึกอร่อย อีกทั้งเสี่ยวเฮยยังมีคุณภาพที่เสถียรและเป็นที่ยอมรับในตลาดสูง นอกจากนี้ ยังได้รับความนิยมจากเกษตรกร เนื่องจากให้ผลผลิตต่อเนื่องและมีอัตราการติดผลที่ดีมาก ซึ่งกระแสความนิยมของฟักทองจิ๋วไม่ได้จำกัดแค่ในไต้หวันเท่านั้น แต่ยังเริ่มเป็นที่ชื่นชอบในตลาดต่างประเทศอีกด้วย

       เจิ้งหย่าหลิง(鄭雅玲) และสามีของเธอ คุณเซี่ยหมิงเฟิง(謝明峰) เจ้าของฟาร์ม “เซี่ยหนานกัว謝南瓜” ในตำบลโฟ่งหลิน เมืองฮัวเหลียน(花蓮鳳林) ซึ่งเป็นฟาร์มฟักทองที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน ได้ปลูกฟักทองพันธุ์อาเฉิง(阿成南瓜)เพื่อจำหน่ายให้กับเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Carrefour, PX Mart และ Costco มานานกว่าสิบปี โดยเมื่อประมาณ 5-6 ปีก่อน ลูกค้าที่ว่าจ้างปลูกเริ่มมีความต้องการฟักทองจิ๋วเพิ่มขึ้น คุณเจิ้งหย่าหลิงมองว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตอบโจทย์ครอบครัวขนาดเล็ก อีกทั้งผู้บริโภคในประเทศเริ่มตระหนักถึงคุณประโยชน์ของฟักทองที่ไม่แพ้มันเทศ และยังสามารถนำฟักทองจิ๋วไปย่างหรืออบซึ่งเหมาะกับเมนูสุขภาพและการลดน้ำหนัก ส่งผลให้ฟักทองจิ๋วยิ่งเป็นที่นิยม ซึ่งในปัจจุบัน พื้นที่ปลูกของฟาร์ม "เซี่ยหนานกัว" ขนาด 50 เฮกตาร์(312.5ไร่) โดย 1/3 ได้ถูกเปลี่ยนมาปลูกฟักทองจิ๋วแทน อีกทั้งซูเปอร์มาร์เก็ตยังขอให้ลดขนาดของฟักทองอาเฉิงดั้งเดิมให้มีน้ำหนักไม่เกิน 1,000 กรัม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าฟักทองจิ๋วกำลังกลายเป็นสินค้าที่มีตลาดขนาดใหญ่

    ฟักทองสีส้มปลูกยากที่สุด

       อู๋อิงซิ่น(吳英信) เกษตรกรในเขตเหรินอู่ นครเกาสง(高雄仁武) ที่ปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่เป็นหลัก ได้จัดสรรพื้นที่ 6 เฟิน (ประมาณ 1.5 ไร่) เพื่อปลูกฟักทองขนาดกลาง เช่น อีผิ่น(一品) และ ตงเซิง(東昇) รวมถึงฟักทองจิ๋ว เสี่ยวเฮย เล็กน้อยในช่วงฤดูใบไม้ร่วง โดยจะเก็บเกี่ยวในช่วงก่อนและหลังตรุษจีน นับเป็นรายได้โบนัสช่วงปลายปี และในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา เขาสร้างฐานลูกค้าประจำที่มั่นคง โดยเมื่อลูกค้าสั่งซื้อมะเขือเทศเชอร์รี่แบบจัดส่งถึงบ้าน เขาจะนำฟักทองมาขายควบคู่ไปด้วย ทำให้การจำหน่ายมีความมั่นคง อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าฟักทองเสี่ยวเฮยตัวปลอมเริ่มมีมากขึ้นในตลาด เกษตรกรและผู้บริโภคจึงควรระมัดระวังในการเลือกซื้อ

    15 min

About ที่นี่ไต้หวัน

From the publisher's feed

ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน