
Sign up to save your podcasts
Or


ต้นหอมตำบลซานซิงเมืองอี๋หลานเป็นที่รู้จักกันดีทั้งในด้านคุณภาพและราคาที่สูง
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พื้นที่เพาะปลูกกลับลดลง ซึ่งสาเหตุหลักมาจากหนอนกระทู้หอม (Spodoptera exigua Hubner)ที่มีความต้านทานยาสูง ทำให้เกษตรกรฉีดยาฆ่าแมลงได้ผลไม่ดี ส่งผลให้เกษตรกรหลายรายเลิกปลูกไป สถาบันวิจัยการเกษตรไต้หวัน กระทรวงเกษตร(Taiwan Agricultural Research Institute :TARI) จึงได้พัฒนาเทคนิคการควบคุมแมลงศัตรูพืชด้วยแสงไฟกลางคืน โดยใช้แสง "สีเขียว" ที่เหมาะสมในการส่องสว่างแปลงปลูกต้นหอม ซึ่งสามารถลดการทำลายของหนอนกระทู้หอมได้ถึง 40% และยังช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของต้นหอม ทำให้ส่วนสีขาวของต้นหอมยาวขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นถึง 23%
ต้นหอมซานซิงคุณภาพดี ราคาสูง
จากการสำรวจของกรมการเกษตรและอาหาร(Agriculture and Food Agency) พบว่า พื้นที่ปลูกต้นหอมในตำบลซานซิง เมืองอี๋หลาน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สูงสุดที่ 428 เฮกตาร์ในปี 2016 จากนั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง เหลือเพียง 269 เฮกตาร์ในปีที่แล้ว(2023) ซึ่งลดลงกว่า 160 เฮกตาร์ หนอนกระทู้หอมมีความไวต่อแสง โดยจะออกหากินในเวลากลางคืน ทางสถาบันวิจัยการเกษตรจึงพัฒนาเทคนิคการควบคุมศัตรูพืชด้วยแสงไฟสีเขียวเพื่อลดการเคลื่อนไหวของหนอนกระทู้หอมในเวลากลางคืน
หนอนกระทู้หอมเป็นศัตรูพืชหลักของต้นหอม
สำหรับการใช้แสงสีเขียวในตอนกลางคืนจะต้องใช้หลอด LED ขนาด 12 วัตต์ จำนวน 40 หลอดต่อพื้นที่ 1 เฮกตาร์ โดยเปิดตั้งแต่เวลา 18.00 น. ถึง 6.00 น. ของวันรุ่งขึ้น คิดเป็นค่าไฟฟ้าเดือนละประมาณ 500 เหรียญไต้หวัน ซึ่งเป็นต้นทุนที่ไม่สูงมากนักและเหมาะแก่การส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปใช้ ฟางซิ่นซิ่ว กล่าวว่าการใช้แสงสีเขียวในการควบคุมศัตรูพืชมีประสิทธิภาพอย่างเห็นได้ชัด แต่ปัจจุบันมีผลการทดลองเฉพาะในพื้นที่ปลูกแบบดั้งเดิมเท่านั้น ทางสถาบันวิจัยการเกษตรสาขาโฟ่งซานมีแผนที่จะทดลองเพิ่มเติมในการลดการใช้ยา หรือเปลี่ยนไปใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น แบคทีเรียบีที (BT) ในพื้นที่เพาะปลูก เพื่อช่วยให้เกษตรกรปลูกต้นหอมสามารถหยุดการใช้ยาฆ่าแมลงได้เร็วขึ้นเมื่อใช้แสงสีเขียวควบคุมศัตรูพืช ซึ่งจะช่วยลดจำนวนครั้งในการฉีดพ่นยา ลดต้นทุน และยังส่งผลดีต่อความปลอดภัยของอาหารสำหรับผู้บริโภคอีกด้วย
ส่องไฟสีเขียวค่าไฟเพิ่มขึ้น 500 เหรียญไต้หวันต่อเฮกตาร์
ไต้หวันมีสภาพอากาศชื้นและร้อน ทำให้มีโรคและแมลงศัตรูพืชที่มองไม่เห็นซ่อนอยู่ในดิน ซึ่งยากต่อการกำจัด เพื่อช่วยลดอุปสรรคในการทำงานของเกษตรกร สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตไถนาน ได้พัฒนาเครื่องฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำในดินแบบเคลื่อนที่ได้ และสามารถทำงานได้โดยคนเพียงคนเดียว ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้มากกว่า 20% เกษตรกรที่เข้าร่วมการทดลองพบว่าเครื่องฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำรุ่นใหม่ช่วยเพิ่มผลผลิตของเมลอนได้ 20% - 30% และใช้งานได้สะดวก
ปลูกเมลอนญี่ปุ่นต้องเผชิญกับโรคและแมลงศัตรูพืชที่มองไม่เห็นที่ซ่อนอยู่ในดินหลังการปลูกซ้ำ
อู๋ซื่อเอี้ยน(吳世彥) ประธานสมาคมเกษตรแม่นยำเมืองเจียอี้ กล่าวว่า เมลอนญี่ปุ่นมีลายตาข่ายสวยงามและเนื้อหวานอร่อย มักเป็นผลไม้ที่ใช้ในการมอบเป็นของขวัญ สำหรับเกษตรกรถือเป็นพืชเศรษฐกิจสูง แต่มีอุปสรรคในการเพาะปลูกและความยากลำบากในการปลูก เมลอนญี่ปุ่นมักปลูกในเรือนกระจก ซึ่งสามารถปลูกได้ปีละสองครั้ง แต่เกษตรกรหลายคนต้องเผชิญกับปัญหาการปลูกซ้ำ โดยเฉพาะเมื่อต้องปลูกเมลอนญี่ปุ่นที่มาจากญี่ปุ่นซึ่งมีแนวโน้มเกิดโรคและแมลงศัตรูพืชมากขึ้น เนื่องจากเมลอนพันธุ์ญี่ปุ่นถูกพัฒนาขึ้นเพื่อปลูกในญี่ปุ่น แต่สภาพอากาศในไต้หวันและญี่ปุ่นนั้นแตกต่างกัน ญี่ปุ่นมีอากาศแห้ง ในขณะที่ไต้หวันมีอุณหภูมิสูงและชื้น ทำให้มีโอกาสเกิดโรคและแมลงสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "โรคที่เกิดจากดิน" เช่น แมลงหวี่ขาว ไส้เดือนฝอย และเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคเน่าโคน ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้เกษตรกรปวดหัว เนื่องจากเชื้อโรคเหล่านี้กำจัดได้ยาก เมื่อเกิดโรคขึ้นแล้ว มักมีสารเคมีเพียงตัวเดียวที่สามารถใช้ได้ ซึ่งไม่สามารถรักษาโรคได้ในทันที ทำให้เกิดความสูญเสียอย่างมาก
หลินชุนเซิง ปลูกผักบุ้งออร์แกนิกในโรงเรือนใช้การฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำช่วยแก้ปัญหาการปลูกซ้ำได้
จากข้อมูลของสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรไถหนานยังระบุว่า สำหรับพืชเศรษฐกิจที่ปลูกในอาคาร หากต้องการให้ดินและวัสดุเพาะปลูกสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ การฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำถือเป็นวิธีการที่ขาดไม่ได้ ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วในด้านการเกษตร เช่น เนเธอร์แลนด์ มักใช้วิธีการฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำ โดยข้อมูลของสถาบันวิจัยสารเคมีเกษตร(Agricultural Chemicals Research Institute)ระบุว่า เงื่อนไขที่ดีที่สุดสำหรับการฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำคือการใช้ความร้อนที่ 60°C ถึง 80°C เป็นเวลา 30 นาที การฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำจะทำให้โปรตีนในเซลล์ชีวภาพเกิดการแข็งตัวและทำให้เอนไซม์ไม่สามารถทำงานได้ ส่งผลให้สามารถควบคุมปัญหาโรค แมลงศัตรูพืชใต้ดิน และวัชพืชได้ และยังช่วยลดการใช้สารเคมีในการเกษตร
ใช้เครื่องฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำในดิน ปลูกดอกไลเซนทรัสในที่ซ้ำได้สวยงาม
เฉินจวิ้นจี้(陳駿季) รมว.กระทรวงเกษตรไต้หวันกล่าวในช่วงปลายเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา ขณะที่ไปตรวจเยี่ยมการเตรียมงานป้องกันพายุไต้ฝุ่นกองเร็ยที่ท่าเรือประมงหนานฟางอ้าว เมืองอี๋หลาน และได้กล่าวว่า ปลาเก๋าของไต้หวันได้รับการอนุญาตให้นำเข้าไปยังประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการแล้ว แต่กว่าจะส่งปลาเก๋าออกไปขายญี่ปุ่นได้ต้องผ่านการเจรจานานถึง 8 ปี ซึ่งสาเหตุหลักมาจากความกังวลเกี่ยวกับสารพิษซิกัวเทอรา (Ciguatera) ที่เคยพบในปลากะรังลายเสือที่จับจากธรรมชาติ แต่สำหรับปลาที่เพาะเลี้ยงในไต้หวันนั้นไม่มีความกังวลดังกล่าว ไต้หวันได้จัดเตรียมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และรายงานการวิจัยมากมายตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนกระทั่งทางญี่ปุ่นยอมรับในที่สุด
หน่อซ่อนกลิ่น (ซ่อนกลิ่นที่ยังไม่บาน) สามารถหาซื้อได้จากตลาดและนำไปลวกในน้ำเกลือโดยไม่ต้องปรุงเพิ่ม หน่อซ่อนกลิ่นมีเนื้อกรอบและอ่อนนุ่ม คล้ายหน่อไม้ฝรั่ง มีกลิ่นหอมบางๆ ที่เข้ากับรสเปรี้ยวขมนิดๆ ให้รสชาติที่ลงตัวและมีเอกลักษณ์ ซ่อนกลิ่นเมื่อบูชาบนโต๊ะดูบริสุทธิ์งดงาม แต่เมื่ออยู่ในแปลงเกษตร หน่อซ่อนกลิ่นที่ยังไม่บานกลับดูคล้ายวัชพืชธรรมดา หวงรุ่นอี้(黃閏億) เกษตรกรที่เริ่มปลูกซ่อนกลิ่นและหน่อซ่อนกลิ่นในหูเหว่ย เมืองหยุนหลิน เล่าว่าในช่วงแรก หน่อซ่อนกลิ่นยังไม่เป็นที่รู้จัก ขายได้เพียงกิโลกรัมละ 25 เหรียญไต้หวันเท่านั้น
หน่อซ่อนกลิ่นที่เตรียมขาย
ในปี 1987 หวงรุ่นอี้ ซึ่งอายุ 24 ปีและเพิ่งปลดประจำการจากการเป็นทหารเกณฑ์รับใช้ชาติ ต้องหันมาหาอาชีพใหม่เนื่องจากธุรกิจน้ำตาลจากอ้อยของครอบครัวเริ่มซบเซา เขาได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกดอกไม้ของสหกรณ์การเกษตรหูเหว่ย ซึ่งต้องการให้เกษตรกรมีทางเลือกที่หลากหลายขึ้น โดยตอนนั้นเขามีสองทางเลือก คือเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ เป็ด หรือปลูกดอกไม้และผัก หวงรุ่นอี้ตัดสินใจเลือกทางหลังเพื่อใช้ดอกไม้เป็นเครื่องบูชาพระ โดยคำนึงถึงพี่สาวที่เป็นภิกษุณี
กลุ่มผลิตและจำหน่ายดอกซ่อนกลิ่นที่เขาเข้าร่วมมีสมาชิกกว่า 40 คน ปลูกซ่อนกลิ่นในพื้นที่กว่า 30 ไร่ โดยส่งขายดอกตัดและหัวพันธุ์ไปญี่ปุ่น ในช่วงสองปีแรกยอดขายดี แต่พอเข้าปีที่สามยอดขายเริ่มลดลง และในปีที่สี่ ญี่ปุ่นก็เริ่มเพาะพันธุ์เองได้จนต้องหยุดนำเข้า ทำให้กลุ่มหันมาขายในประเทศ ซึ่งก็ประสบปัญหา หวงรุ่นอี้จึงนึกถึงไอเดียของอาจารย์จากวิทยาลัยการเกษตรเจียอี้ที่เคยแนะนำให้นำซ่อนกลิ่นมาบริโภค เขาจึงตัดสินใจทดลองแนวทางนี้
หน่อซ่อนกลิ่นที่ยังไม่บานกลับดูคล้ายวัชพืชธรรมดา
หวงรุ่นอี้เริ่มเปลี่ยนจากการปลูกซ่อนกลิ่นเพื่อความสวยงามมาเป็นซ่อนกลิ่นที่กินได้ โดยต้องคำนึงถึงการลดสารเคมีและการจัดการศัตรูพืชอย่างเข้มงวด แม้การเปลี่ยนแปลงนี้ยังไม่สร้างรายได้ทันที แต่เขาลงทุนไปกว่า 600,000 เหรียญไต้หวัน เพราะเล็งเห็นถึงโอกาสในตลาดใหม่ และแม้จะยากลำบาก แต่เขามุ่งมั่นที่จะพัฒนาซ่อนกลิ่นให้ปลอดภัยสำหรับการบริโภค
ช่วงแรกซ่อนกลิ่นกินได้ของเขายังขายในราคาต่ำเพียง 25 เหรียญไต้หวันต่อกิโลกรัม เนื่องจากตลาดยังไม่รู้จัก แต่เขาโชคดีที่ได้รับการสนับสนุนจากเจ้าของร้านวัสดุเกษตรที่แนะนำดอกซ่อนกลิ่นให้เชฟใหญ่ของโรงแรมแกรนด์ไทเป เชฟได้นำดอกซ่อนกลิ่นไปทำเมนูและโพสต์ในเว็บไซต์ของโรงแรม ทำให้เชฟคนอื่นๆ ให้ความสนใจและเริ่มซื้อมาทดลอง ปริมาณการสั่งซื้อเพิ่มขึ้นและราคาก็ขยับสูงขึ้นจนถึงหลักหลายร้อยเหรียญ
หน่อซ่อนกลิ่นกระเทียมเจียว(photo:unileverfoodsolutions)
ในปี 2010 เชฟอู๋กั๋วชิ่ง(吳國慶)จากไต้หวัน นำซ่อนกลิ่นไปร่วมแข่งขันทำอาหารที่สิงคโปร์ และคว้ารางวัลชนะเลิศ ทำให้ซ่อนกลิ่นได้รับการยอมรับในวงการอาหารระดับนานาชาติ ราคาจึงพุ่งสูงสุดถึงกิโลกรัมละ 2,800 เหรียญไต้หวัน อย่างไรก็ตาม เมื่อมีคนหันมาปลูกมากขึ้น ราคาก็ไม่ได้สูงแบบนั้นอีก ราคาซ่อนกลิ่นผันผวนเหมือนนั่งรถไฟเหาะ ในช่วงเดือน 6-7 เป็นช่วงผลิตได้มาก แค่สองเดือนในพื้นที่ 0.9699 เฮกตาร์ก็เก็บได้ถึง 1,000 กิโลกรัม ราคาจะถูกหน่อย พอถึงหน้าหนาว เก็บได้ไม่ถึงสองกิโลกรัมต่อเดือน ราคาก็พุ่งขึ้น แต่ตลาดก็ไม่แน่นอนเหมือนกัน เขาบอกว่าจำได้ว่าครั้งหนึ่งราคาเมื่อวานยังอยู่ที่ 75 เหรียญไต้หวัน พอวันรุ่งขึ้นพุ่งไปถึง 750 เหรียญไต้หวัน ต่างกันถึงสิบเท่าในวันเดียว
แต่ไม่ว่าอย่างไร หวงรุ่นอี้ก็ยิ้มรับอยู่เสมอ เขาบอกว่าการปลูกผักผลไม้นั้นดีตรงที่ทุกวันจะมีเงินเข้ามา ไม่ว่ามากน้อยแค่ไหน สักสองสามร้อยหรือพันกว่าก็ดีใจแล้ว รู้สึกมีความสุข
คู่รักชาวนาในเมืองฮัวเหลียน ไล่จ้าวเซวี่ยน (賴兆炫) และเหลียงเหม่ยจื้อ (梁美智) ได้ก่อตั้งแบรนด์ "ข้าวอิ๋นชวน" (銀川米) ซึ่งกลายเป็นฟาร์มออร์แกนิกที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 340 เฮกตาร์ พวกเขาเริ่มต้นเมื่อ 28 ปีก่อน แม้ว่าจะมีความท้าทายจากครอบครัวและการเปลี่ยนแปลงที่ยากลำบาก โดยเฉพาะไล่จ้าวเซวี่ยนที่ต้องเผชิญกับการคัดค้านจากพ่อของเขาเมื่อเลือกกลับบ้านเกิดมาทำนาอินทรีย์ เหลียงเหม่ยจื้อ ภรรยา ซึ่งในตอนแรกเป็นข้าราชการ ก็ตัดสินใจลาออกมาร่วมทำนากับสามีในภายหลัง ทั้งสองได้ร่วมกันทำให้ฟาร์มอินทรีย์นี้เติบโตอย่างยั่งยืน
ปลูกแบบออร์แกนิก เมล็ดข้าวเต็มอิ่ม
ปัจจุบันพวกเขาไม่เพียงแค่ปลูกข้าวอินทรีย์ แต่ยังมีเกษตรกรอีกกว่า 100 รายที่ร่วมกันปลูกข้าวและผลิตภัณฑ์อื่นๆ อย่างบัควีท พวกเขายึดถือแนวคิดที่ว่า "ความสำเร็จมาจากการอดทนต่อความไม่สมบูรณ์" ซึ่งหมายถึงการยอมรับความแตกต่างของแต่ละเกษตรกรและความต้องการของตลาด พวกเขามุ่งเน้นการปรับตัวและค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดทั้งสำหรับเกษตรกรและพืชผล ทั้งสองได้รับความไว้วางใจจากชาวนาอินทรีย์ ทำให้ฟาร์มอิ๋นชวนเป็นที่รู้จักในฐานะฟาร์มออร์แกนิกชั้นนำของไต้หวัน
จุดเริ่มต้นของการกลับมาทำการเกษตรของไล่จ้าวเซวี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเขาทำงานในบริษัทปุ๋ยและได้ค้นพบประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์และวิธีการปลูกข้าวแบบอินทรีย์ที่มีผลดีต่อสิ่งแวดล้อม เขาตัดสินใจลาออกจากงานและกลับไปบ้านเกิดเพื่อทำการเกษตร แม้เหลียงเหม่ยจื้อจะประหลาดใจในตอนแรก แต่เธอก็เคารพการตัดสินใจของสามีและยังมีงานประจำที่คอยสนับสนุนครอบครัวได้
ปลูกข้าวออร์แกนิก ปล่อยให้หญ้าขึ้นตามคันนา
คุณพ่อของไล่จ้าวเซวี่ยนเกิดความสับสนเมื่อเขาตัดสินใจหันมาปลูกข้าวอินทรีย์ เนื่องจากในขณะนั้นมีเพียงไม่กี่คนในไต้หวันที่เพาะปลูกแบบนี้ อีกทั้งการเพาะปลูกยังไม่ให้ผลกำไรตามที่คาดหวัง ไล่จ้าวเซวี่ยนต้องทดลองใช้วัสดุและวิธีการต่าง ๆ เพียงลำพัง ในช่วงแรก เขาใช้ปุ๋ยอินทรีย์จำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้เกิดแมลงวันจำนวนมากและทำให้การทำงานยากขึ้น ภรรยาของเขา เหลียงเหม่ยจื้อ ถึงกับเคยบอกให้เลิก แต่ด้วยความมุ่งมั่นของเขา สุดท้ายเธอต้องลาออกจากงานเพื่อช่วยสามีทำฟาร์ม ซึ่งทั้งสองมีนิสัยที่ต่างกัน ไล่จ้าวเซวี่ยนดูแลด้านการผลิต ส่วนเหลียงเหม่ยจื้อรับหน้าที่ด้านการตลาด เธอออกตามห้างสรรพสินค้าเพื่อให้ลูกค้าได้ลองชิมข้าว แม้การทำฟาร์มในช่วงเริ่มต้นจะยากลำบาก แต่ด้วยความมุ่งมั่น ฟาร์มข้าวอินทรีย์ของพวกเขาเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากพื้นที่เพียง 1 เฮกตาร์ไปจนถึง 340 เฮกตาร์
ผลิตภัณฑ์จากข้าว 100%
ไล่จ้าวเซวี่ยนพยายามชักชวนชาวนาในท้องถิ่นให้เข้าร่วมทำการเกษตรอินทรีย์ แต่ในช่วงแรก ชาวนากังวลเกี่ยวกับผลผลิตที่ลดลง ไล่จ้าวเซวี่ยนเข้าใจความกังวลของพวกเขา และให้การสนับสนุนด้านปุ๋ยและการรับซื้อผลผลิต จนในที่สุดชาวนาหลายคนก็ยอมรับการทำเกษตรอินทรีย์ ทำให้ชาวนาเริ่มมองว่าทั้งคู่เป็นเหมือนครอบครัว คุณไล่เคยผ่านช่วงเวลาที่ครอบครัวขาดแคลนเงินเรียน จึงหันกลับมาช่วยเหลือสมาชิกในกลุ่มด้วยการให้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย เมื่อธุรกิจข้าวออร์แกนิกของพวกเขาขยายตัว จึงสร้างโรงสีข้าวออร์แกนิกและโรงงานแปรรูปอาหารจากข้าว 100% ซึ่งได้รับมาตรฐานสูงกว่าการผลิตข้าวทั่วไป ผลิตภัณฑ์แปรรูปเช่น เส้นหมี่ที่ทำจากข้าวล้วน ได้รับการตอบรับดีจากร้านออร์แกนิกหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม การบริโภคข้าวในไต้หวันลดลง จึงมีการปรับพื้นที่บางส่วนไปปลูกบัควีทเพื่อคงความเป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์ พร้อมกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างแบคทีเรียกรดแลกติกในข้าว เพื่อเจาะตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ
การสร้างสรรค์ไอศกรีมไข่ปลากระบอกเพื่อฟื้นฟูหมู่บ้านจินหู
เส้นทางหลวงหมายเลข 61 ซึ่งเชื่อมชายฝั่งตะวันตกของไต้หวัน เป็นเส้นทางยอดนิยมสำหรับนักบิดมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ อย่างไรก็ตาม หมู่บ้านจินหูในเมืองหยุนหลินกลับถูกมองข้าม แม้ว่าจะมีอาหารทะเลสดอย่างหอยตลับ หอยนางรม และกุ้งขาวที่น่าลิ้มลอง เจิงเจียอิ้ว(曾家祐) ทายาทรุ่นที่ 3 ของโรงงานผลิตน้ำแข็งในหมู่บ้าน รู้สึกแปลกใจที่นักท่องเที่ยวไม่แวะเข้ามา เขาจึงตัดสินใจสร้างเอกลักษณ์ใหม่ให้หมู่บ้าน ด้วยการทำไอศกรีมไข่ปลากระบอก
ไอศกรีมไข่ปลากระบอก
แนวคิดนี้เกิดจากการเดินทางไปญี่ปุ่น ที่นั่นเขาได้ลิ้มลองไอศกรีมมัทฉะเลี่ยมทองคำเปลว ซึ่งแม้จะหรูหราแต่ไม่มีรสชาติ เขาจึงคิดถึงไข่ปลากระบอกสีทองของบ้านเกิดที่อร่อยและไม่เหมือนใคร หลังกลับมา เขาเริ่มทดลองทำไอศกรีมไข่ปลากระบอก และปรับโรงงานน้ำแข็งเก่าให้กลายเป็นร้านไอศกรีมสไตล์ย้อนยุค โดยยังมีพายสับปะรดไข่ปลากระบอกเพิ่มเป็นทางเลือก ซึ่งเป้าหมายของเขาคือทำให้หมู่บ้านจินหูเป็นจุดหมายการท่องเที่ยวและทำให้ไข่ปลากระบอกกลายเป็นอาหารที่ผู้คนทั่วไปเพลิดเพลินได้ทุกวัน
ตำบลโข่วหู เมืองหยุนหลินเป็นแหล่งผลิตไข่ปลากระบอกที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน คิดเป็นกว่า 90% ของการผลิตในประเทศ มีมูลค่าตลาดกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญไต้หวัน เจิงเจียอิ้ว ทายาทรุ่นที่ 3 ของโรงงานน้ำแข็งในหมู่บ้านจินหู เล่าว่าไข่ปลากระบอกคือรสชาติของบ้านเกิดและวัยเด็ก ทุกครอบครัวในหมู่บ้านมักจะตากไข่ปลากระบอกหน้าบ้านในฤดูหนาว โดยเด็กๆ ต้องเฝ้าระวังลมมรสุมและแมวป่าที่อาจขโมยไปกิน
ไข่ปลากระบอกตากแห้ง
คุณเจิงเจียอิ้ว อธิบายว่าการตากไข่ปลากระบอกในฤดูหนาวที่ลมหนาวและความชื้นของเกลือจากทะเล ช่วยให้ได้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ แม้ว่าจะอบแห้งได้ แต่ไม่มีกลิ่นหอมเท่ากับการตากแดด นอกจากนี้ เขายังเปิดร้านขายไอศกรีมไข่ปลากระบอก หวังฟื้นฟูอุตสาหกรรมไข่ปลากระบอกดั้งเดิมและสร้างชีวิตชีวาให้หมู่บ้าน
ครอบครัวของคุณเจิงเจียอิ้วเริ่มต้นจากธุรกิจเลี้ยงปลาไหล ซึ่งต่อมาได้ขยายไปสู่อุตสาหกรรมน้ำแข็งเพื่อใช้ในกระบวนการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ ทั้งปลาทะเลและหอยนางรม ในช่วงพีคของการเลี้ยงปลากระบอก ตำบลโข่วหูผลิตไข่ปลากระบอกได้สูงถึง 2,000 ตันต่อปี ส่งผลให้อุตสาหกรรมไข่ปลากระบอกมีมูลค่ามากกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญไต้หวัน คุณเจิงห้วนอี้ ซึ่งเป็นคุณพ่อของเขาได้เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ โดยเริ่มแบรนด์ "ลุงปลากระบอก(烏魚伯)" เมื่อ 20 ปีก่อน และประสบความสำเร็จในการส่งออกไข่ปลากระบอกผ่านช่องทางออนไลน์ แม้ว่าจะถูกวิจารณ์ในตอนแรกก็ตาม
ร้านไอศกรีมเดิมคือโรงงานผลิตน้ำแข็งซินหรง
การทำธุรกิจไข่ปลากระบอกนั้นจำกัดอยู่ในช่วง 3-4 เดือนของปี ทำให้คุณเจิงเจียอิ้วเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อสร้างความหลากหลาย เช่น ซอสหอยเชลล์ไข่ปลากระบอก ขนมบ๊ะจ่างไข่ปลากระบอก และพายสับปะรดไข่ปลากระบอก รวมถึงการเปิดร้านไอศกรีมไข่ปลากระบอกในโรงงานน้ำแข็งเดิม เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจตลอดทั้งปี นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงอนาคตของตำบลโข่วหู ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสินค้าสัตว์น้ำที่สำคัญของไต้หวัน เช่น หอยกาบ หอยนางรม และกุ้งขาว เขามุ่งหวังที่จะขยายอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในท้องถิ่นผ่านการร่วมมือกับสมาคมย่านธุรกิจ และเปิดร้านค้าที่มีเอกลักษณ์ เช่น ร้านบะหมี่ และร้านซีฟู้ด โดยมีเป้าหมายที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างความเติบโตให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น
หลังจากการเจรจานานถึง 8 ปี ในที่สุดแก้วมังกรจากไต้หวันก็สามารถส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นได้ โดยผู้ส่งออกหลักคือ นายเฉินหงจวิน (陳鴻鈞) เกษตรกรผู้ปลูกแก้วมังกรจากเมืองหนานโถว ซึ่งเป็นเจ้าของสวนที่มีผลผลิตถึง 70% ส่งออกไปยังฮ่องกงและแคนาดา ส่วนที่เหลืออีก 30% จัดส่งตรงถึงบ้านลูกค้า แม้แต่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ TSMC ก็เป็นลูกค้าประจำของเขา อย่างไรก็ตาม การที่เวียดนามส่งออกแก้วมังกรในราคาที่ถูกกว่า ทำให้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่แก้วมังกรจากไต้หวันจะแข่งขันในตลาดได้ แต่เฉินหงจวินสามารถสร้างแบรนด์ "มี่เฟย" (蜜妃火龍果) ซึ่งมุ่งเน้นคุณภาพและชื่อเสียง จนได้รับคำสั่งซื้อประจำทุกปี
ปลูกหญ้า เหลือผลน้อย ใช้ปุ๋ยขี้ไก่หมักที่ผ่านความร้อน ทำให้คุณภาพแก้วมังกรดีขึ้น
เฉินหงจวินเริ่มต้นวันทำงานตั้งแต่ 7 โมงเช้า พร้อมกับครอบครัวที่ช่วยกันคัดแยกและบรรจุผลไม้ในพื้นที่รวบรวมสินค้า โดยเขาจะขับรถไปรับผลผลิตแก้วมังกรจากสวนและนำมาคัดเกรดและบรรจุในกล่อง สวนของเขาได้รับรางวัลที่ 2 จากการประเมินคุณภาพของเมืองหนานโถวในปี 2024 ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จในการปลูกแก้วมังกรที่มีคุณภาพสูง
เฉินหงจวินเคยทำงานในภาคการเงินหลังเรียนจบเศรษฐศาสตร์ แต่ในปี 2011 เขากลับมาสานต่อกิจการเกษตรของครอบครัวเมื่อพ่อแม่เกษียณ โดยเปลี่ยนสวนชาที่เสื่อมคุณภาพมาปลูกแก้วมังกรแทน เขาได้เข้าร่วมการอบรมที่สถานีวิจัยเกษตรหลายแห่ง เพื่อเรียนรู้เทคนิคการปลูกแก้วมังกรใหม่ ๆ หนึ่งในนั้นคือการทดลองปล่อยหญ้าไว้ในสวนซึ่งช่วยปกป้องดินและเก็บน้ำได้ดี แม้จะขัดแย้งกับความเชื่อของเกษตรกรรุ่นเก่า แต่ผลลัพธ์ที่ได้พิสูจน์แล้วว่ามีคุณภาพ
เฉินหงจวินยังปรับปรุงวิธีการใช้ปุ๋ย โดยเปลี่ยนจากการใช้ขี้ไก่ดิบที่ทำให้เกิดกลิ่นและดึงดูดแมลง มาใช้ปุ๋ยขี้ไก่ผ่านการหมักความร้อน ซึ่งทำให้เขาประหยัดต้นทุนได้มาก และยังเพิ่มความแม่นยำในการดูแลผลผลิตมากขึ้น เช่น การรู้เวลาที่ต้องหยุดใช้ยาฆ่าแมลงเพื่อให้ผลไม้มีสารตกค้างในระดับที่ปลอดภัย
แก้วมังกรแต่ละผลล้วนผ่านการคัดเกรดจึงค่อยส่งขาย
อย่างไรก็ตาม แม้คุณภาพของผลผลิตจะสูง แต่เฉินหงจวินยังคงเผชิญกับปัญหายอดขาย เขาพบว่าราคาผลไม้ในตลาดส่งขายส่งมักตกต่ำเนื่องจากผลผลิตล้นตลาด ทำให้เขาตัดสินใจสร้างแบรนด์ของตนเองเพื่อควบคุมคุณภาพและการจัดจำหน่าย เขาตั้งชื่อแบรนด์แก้วมังกรของเขาว่า "มี่เฟย" หรือ "นางพญาน้ำผึ้ง" โดยได้รับแรงบันดาลใจจากละครโทรทัศน์จีนเรื่อง "เจินหวน จอมนางคู่แผ่นดิน(後宮甄嬛傳)" แบรนด์นี้กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างผ่านการโปรโมตบน Facebook ทำให้เพื่อนในวงการธุรกิจของเฉินหงจวินเริ่มสั่งซื้อจำนวนมาก และแม้แต่ TSMC ก็กลายเป็นหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่
เฉินหงจวินกล่าวว่าการขายตรงถึงบ้านนั้นยุ่งยากกว่า แต่ทำให้เขามุ่งเน้นการควบคุมคุณภาพอย่างละเอียด โดยแก้วมังกรทุกผลจะได้รับการตรวจสอบและทำความสะอาดก่อนส่งถึงมือลูกค้า ในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของ Covid-19 เขาเริ่มส่งออกแก้วมังกรไปยังฮ่องกงผ่านทางสนามบินเถาหยวน โดยเริ่มจาก 100-200 กล่อง จนกระทั่งเพิ่มขึ้นเป็น 500 กล่องและเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากทางอากาศเป็นทางทะเล
มี่เฟย แบรนด์แก้วมังกรคุณภาพ มุ่งเน้นส่งขายต่างประเทศ
ในปี 2023 แก้วมังกร 65% ของเฉินหงจวินถูกส่งออกไปยังฮ่องกง 20% จัดส่งตรงถึงลูกค้าในประเทศ ส่วนที่เหลือที่ไม่เหมาะกับการส่งออกจะขายในตลาดภายในประเทศ ในเดือนมิถุนายน 2024 ญี่ปุ่นอนุญาตให้นำเข้าแก้วมังกรเนื้อแดงของไต้หวัน ซึ่งสวนของเฉินหงจวินเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกที่ส่งออกไปญี่ปุ่น แม้เขาจะยอมรับว่ากระบวนการนี้ยุ่งยากกว่าด้วยข้อกำหนดที่เข้มงวดของญี่ปุ่น แต่เขายังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาคุณภาพเพื่อต่อยอดสู่ตลาดใหม่ ๆ
สถานีวิจัยและส่งเสริมปรับปรุงพืชไถตงได้ร่วมมือกับผู้ประกอบการในไต้หวันในการพัฒนา "สวนขวดแก้ว (Terrarium) ปลอดเชื้อ" ซึ่งหาได้ยากในโลก โดยใช้เวลาวิจัยนานถึง 3 ปีจนประสบความสำเร็จ มีการแถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ 6 แบบ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2024 สวนขวดแก้วที่พัฒนานี้สามารถเก็บไว้ได้นานกว่า 5 เดือนโดยไม่ต้องบำรุงรักษา และแบบแรกคือเฟิร์น Marsilea minuta จะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงกลางปี 2025
มาซีเลีย มินูต้า จะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงกลางปี 2025
สถานีวิจัยฯ ไถตง ภายใต้กระทรวงเกษตรได้เผยแพร่ผลงานการวิจัยเกี่ยวกับ "สวนขวดแก้วปลอดเชื้อสีสันสดใส" ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวที่สามารถบำบัดจิตใจได้ และเป็นผลิตภัณฑ์ที่หาได้ยากในระดับโลก มีผลิตภัณฑ์ทั้งหมด 6 แบบ ได้แก่ ไฮโกรฟิลา สีชมพู(Hygrophila Sp.),
(Bacopa Carolineana), ต้นคริปโตโครีนที่มีใบสีน้ำตาลอ่อน(Cryptocoryne wendtii "Green"), มาซีเลีย มินูตา สีเขียวสดใส(Marsilea Minuta), กอสทิมอน เฮลเฟอรี่ สีเขียวอ่อน(Gostemon Helferi), และกลอสโซสติกมา สีเขียวอ่อน( Glossostigma elatinoides "Platinum type" ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่มีความสวยงาม แต่ยังเปิดโอกาสทางธุรกิจที่ยอดเยี่ยม
เฟิร์นน้ำไฮโกรฟิลา สีชมพู
เฉินซิ่นเอี๋ยน (陳信言) ผู้อำนวยการสถานีวิจัยฯ ไถตงกล่าวว่า ญี่ปุ่นมีการจำหน่ายสวนขวดแก้วที่ไม่มีน้ำและใช้เพียงวัสดุปลูก แต่สวนขวดแก้วของสถานีวิจัยฯ ไถตง ซึ่งผลิตร่วมกับบริษัท Easyplant Taiwan นั้น มีความแตกต่างเพราะนอกจากจะมีวัสดุปลูกแล้ว ยังบรรจุน้ำและเป็นระบบปลอดเชื้ออีกด้วย ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์นี้หาได้ยากในโลก
สวนขวดวางไว้บนโต๊ะช่วยผ่อนคลายได้
"สวนขวดแก้ว" ที่พัฒนาสามารถตั้งไว้นานกว่า 5 เดือน โดยไม่ต้องบำรุงรักษา เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับการชมดูเพื่อความเพลิดเพลินที่แปลกใหม่ วางไว้ในพื้นที่บ้าน หรือบนโต๊ะ ได้ยื่นจดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาแล้วและถ่ายทอดเทคนิคให้ผลิตในเชิงพาณิชย์
กลอสโซสติกมา สีเขียวอ่อน
บริษัท Easyplant Taiwan(小室瓶栽) กล่าวว่าตลาดขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ระยะแรกมีรายได้ปีละ 300,000 เหรียญไต้หวัน ได้เพิ่มเป็น 1.6 ล้านเหรียญไต้หวัน อัตราเติบโตต่อปีเกินกว่า 50% ราคาต่อหน่วยเริ่มตั้งแต่ 300, 800 - 900 และระดับ 1,500 - 2,000 เหรียญไต้หวันให้เลือกได้
ไต้หวันถือเป็นประเทศที่มีพื้นที่เพาะปลูกหน้าวัวตัดดอกขายมากที่สุดในโลก แต่ต้องเผชิญกับปัญหาการนำเข้าต้นกล้าจากเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีต้นทุนสูง และบางพันธุ์อาจปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศในไต้หวันไม่ดี ส่งผลให้คุณภาพของดอกหน้าวัวไม่เสถียร ด้วยเหตุนี้ สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตเกาสงจึงได้ลงทุนพัฒนาพันธุ์ดอกหน้าวัวภายในประเทศ จนสามารถพัฒนาพันธุ์ “หน้าวัวเกาสง เบอร์ 3 ถึง เบอร์ 6” ได้สำเร็จ โดยพันธุ์ที่พัฒนานี้มีจำนวนก้านดอกเฉลี่ยมากกว่าพันธุ์ที่นำเข้า 1 ก้าน ซึ่งช่วยให้เกษตรกรที่ปลูกหน้าวัวในพื้นที่ 1 เฟิน(1 เฟิน เท่ากับ 969.917 ตร.เมตร) มีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 90,000 เหรียญไต้หวันเมื่อเทียบกับพันธุ์นำเข้า
หน้าวัวหงซิง(ซ้าย) หน้าวัวหงหลิง(ขวา)
ปัจจุบัน หน้าวัวตัดดอกพันธุ์ที่พัฒนาในประเทศมีสัดส่วนการปลูกประมาณ 1 ใน 4 ของพื้นที่ทั้งหมด และคาดว่าในอนาคตอันใกล้ สัดส่วนการปลูกพันธุ์ที่พัฒนาในไต้หวันจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 3 ของทั้งหมด สำหรับพื้นที่เพาะปลูกหน้าวัวในไต้หวันมีมากถึง 141 เฮกตาร์ โดยกระจายอยู่ในนครไถหนาน นครเกาสง หนานโถว ผิงตง และนครไทจง ผลผลิตหน้าวัวตัดดอกต่อปีมีมากกว่า 13 ล้านดอก คิดเป็นมูลค่าผลผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมประมาณ 200 ล้านเหรียญไต้หวัน ในจำนวนนี้มีการส่งออกหน้าวัวตัดดอกประมาณ 6.4 ล้านดอก โดยตลาดหลักคือญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 98% ของตลาดญี่ปุ่น นอกจากนี้ หน้าวัวจากไต้หวันยังถูกส่งออกไปยังประเทศต่างๆ เช่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง ดูไบ และอื่น ๆ
สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรได้ทุ่มเทพัฒนาพันธุ์หน้าวัวตัดดอกมาเกือบ 20 ปี และประสบความสำเร็จในการพัฒนาพันธุ์ "เกาสง เบอร์ 3 - หงหลิง (紅鈴) ", "เกาสง เบอร์ 4 - หงซิง (紅星) ", "เกาสง เบอร์ 5 – วีนัส (維納斯)" และ "เกาสง เบอร์ 6 - โมนาลิซ่า (蒙娜麗莎)" รวมทั้งหมด 4 สายพันธุ์ โดยเฉพาะพันธุ์ "หงหลิง" ที่เพาะพันธุ์ในปี 2017 สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดในประเทศได้ถึง 20.9% และส่วนแบ่งในตลาดหน้าวัวตัดดอกในต่างประเทศสูงถึง 7.5%
หวงหย่าหลิง ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยหน้าวัวตัดดอก
หวงหย่าหลิง (黃雅玲) ผู้ร่วมวิจัยสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตเกาสง และหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรที่โดดเด่นที่สุดของปี 2024 กล่าวว่าถ้าหน้าวัวแต่ละต้นสามารถออกดอกได้มากกว่า 6 ดอก ถือว่าเป็นพันธุ์ดีเลิศ สำหรับหน้าวัวพันธุ์ "หงหลิง" ที่พัฒนาโดยไต้หวันเองนั้น สามารถออกดอกได้เฉลี่ย 6.7 ดอกต่อต้น ขณะที่ต้นกล้าหน้าวัวที่นำเข้าจากเนเธอร์แลนด์เมื่อนำมาปลูกในสภาพอุณหภูมิ 26°C ของไต้หวัน จะพบว่าในช่วงหน้าหนาวที่อุณหภูมิต่ำจะไม่ออกดอก และในช่วงหน้าร้อนที่อุณหภูมิสูงอาจเกิดปัญหาการเจริญเติบโต ทำให้พันธุ์นำเข้ามีค่าเฉลี่ยการออกดอกน้อยกว่าพันธุ์ของไต้หวันต้นละ 1 ดอก
หากยกตัวอย่างการปลูกหน้าวัว 7,000 ต้นในพื้นที่ขนาด 969.917 ตารางเมตร ดอกหน้าวัวพันธุ์ไต้หวันจะให้ผลผลิตมากกว่า 7,000 ดอก ซึ่งเมื่อคำนวณจากราคาเฉลี่ยที่ 12.6 เหรียญไต้หวันต่อดอก ดอกหน้าวัวพันธุ์ไต้หวันจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 88,000 เหรียญไต้หวัน ไต้ซุ่นฟา (戴順發) ผู้อำนวยการสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตเกาสง กล่าวว่า ต้นกล้าหน้าวัวนำเข้ามีราคา 50 เหรียญไต้หวันต่อต้น ขณะที่ต้นกล้าเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในไต้หวันมีราคาเพียง 15 เหรียญไต้หวันต่อต้น และต้นกล้าแยกกิ่งมีราคา 25 เหรียญไต้หวันต่อต้น ซึ่งสามารถลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้อย่างมีนัยสำคัญ
หน้าวัวตัดดอกสีแดงยังเป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมสูง
พันธุ์หน้าวัวของไต้หวันมีหลากหลายสี เพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ หวงหย่าหลิงกล่าวว่า พันธุ์ "หงหลิง紅鈴 " และ "หงซิง紅星 " ได้รับสิทธิ์ของสายพันธุ์แล้ว ส่วน "維納斯 วีนัส" และ "蒙娜麗莎 โมนาลิซา" กำลังอยู่ในกระบวนการขอสิทธิ์ นอกจากนี้ สถานีวิจัยฯ ยังได้พัฒนาพันธุ์หน้าวัวใหม่ถึงเบอร์ 13 แล้ว และคาดว่าจะทยอยออกสู่ตลาดในอนาคต จึงหวังให้พื้นที่การปลูกหน้าวัวในไต้หวันเลือกใช้พันธุ์ที่พัฒนาในประเทศมากขึ้น
แผ่นดินไหว 921 เวียนมาบรรจบครบรอบ 25 ปีในปีนี้ (2024) ซึ่งเหตุการณ์แผ่นดินไหว 921 คือเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กันยายน ปี 1999 เวลา 1:47 น. มีความรุนแรงระดับ 7.3 โดยมีแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งไต้หวัน แผ่นดินไหวครั้งนี้นับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดบนเกาะไต้หวันในศตวรรษที่ 20 และยังเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์แผ่นดินไหวของไต้หวัน โดยมีผู้เสียชีวิตถึง 2,454 ราย และบ้านเรือนมากกว่า 100,000 หลังพังทลายลง
ไต้หยุนฟา (戴雲發) ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างสิ่งปลูกสร้าง ได้เตือนถึงปัญหาจำนวนบ้านเก่าในไต้หวันที่ยังไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีบ้านที่มีอายุเกิน 30 ปีอยู่ถึง 4,832,060 ครัวเรือน คิดเป็น 52.37% ของทั้งหมด ปัญหาคือบ้านเหล่านี้จำนวนมากตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง เช่น พื้นที่ที่มีดินเหลว ทางลาดลงเขา หรือสร้างจากทรายในทะเล ทำให้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อหลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรมที่อาจเกิดขึ้น
ไต้หยุนฟาชี้ว่าหลายคนในไต้หวันมักคิดว่า "บ้านที่ผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหว 921 มาได้ จะไม่มีปัญหาความปลอดภัย" แต่ในความเป็นจริง ความสามารถในการต้านทานแผ่นดินไหวของอาคารเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แม้แผ่นดินไหว 921 จะผ่านไปแล้ว 24 ปี แต่ไต้หวันยังมีแผ่นดินไหวเฉลี่ยปีละกว่า 1,000 ครั้ง นอกจากนี้ กฎระเบียบและมาตรฐานการออกแบบอาคารในอดีตยังไม่เข้มงวดเท่าปัจจุบัน การตรวจสุขภาพบ้านเก่าอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความปลอดภัยของโครงสร้างบ้าน
นอกจากความกังวลเกี่ยวกับการออกแบบโครงสร้างแล้ว ก่อนเหตุการณ์แผ่นดินไหว 921 กฎหมายและข้อบังคับหลายฉบับไม่ได้รวมมาตรการควบคุมการเกิดดินเหลว ซึ่งหมายความว่าอาคารเก่าอาจตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เกิดดินเหลวได้ง่าย ส่งผลให้มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยสูง ดังนั้น รัฐบาลควรดำเนินการตรวจสอบทางธรณีวิทยาเป็นประจำเพื่อยืนยันสภาพใต้ดินเพื่อความปลอดภัยของประชาชน
นอกจากนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลผ่าน "ระบบสอบถามศักยภาพการเกิดของเหลวในดิน" ของศูนย์สำรวจทางธรณีวิทยาและการจัดการเหมืองแร่ กระทรวงเศรษฐการ หากพบว่าอาคารตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ก็ควรเพิ่มความระมัดระวัง
คุณไต้หยุนฟายังกล่าวเพิ่มเติมว่า ในการสร้างบ้านใหม่บนพื้นที่เดิมของบ้านเก่า นอกจากการเลือกสถานที่ การออกแบบ และวัสดุที่เหมาะสมแล้ว โครงการก่อสร้างใหม่ควรใช้วิธีการก่อสร้างที่เป็นระบบ เช่น การใช้แบบหล่อและเหล็กเส้นอย่างมีมาตรฐาน เพื่อช่วยลดการใช้แรงงานมนุษย์ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานและยังรักษาคุณภาพการก่อสร้าง ทำให้อาคารมั่นคงแข็งแรงพร้อมรับมือกับแผ่นดินไหว และลดความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวได้
From the publisher's feed
ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน
รายการนี้ นำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เกี่ยวกับไต้หวัน ขอเชิญรับฟังกัน อย่าพลาด แล้วคุณจะรู้จักไต้หวัน ตั้งแต่ยังไม่ได้เดินทางมาไต้หวัน