
Sign up to save your podcasts
Or


19 ธ.ค. 68 - สติที่จำเป็นต่อชีวิต : สติทีแรกช่วยทำให้แคล้วคลาดจากอันตราย ต่อไปจะช่วยทำให้ไม่เข้าหาอันตราย หรือไม่ไปก่อทุกข์ให้กับตัวเอง เจอสิ่งล่อเร้าเย้ายวนให้โลภ ให้โกรธ เจอคนมาต่อว่าด่าทอ โกรธขึ้นมา เจอเงินทองที่เขาทิ้งเอาไว้ เกิดอยากได้ แต่พอมีสติ ก็ไม่ทำตามความโกรธ ก็ไม่ทำตามความโลภ ก็เลยเลี่ยงไม่เกิดทุกข์ ไม่ไปก่อทุกข์ หรือเอาง่ายๆ แค่เดินลงบันได ใจลอย อยู่ดีๆ ก็มีสติขึ้นมา ก็เดินอย่างระมัดระวัง ไม่หกล้มไม่ตกบันได เดินเข้าห้องน้ำ แทนที่จะปล่อยใจลอย ก็มีสติ หลุดจากความคิด หลุดจากเรื่องราวที่กำลังคิด
แม้ว่าจะเป็นเรื่องงานการซึ่งกำลังมีปัญหา เรื่องคนรัก บุพการีซึ่งกำลังเจ็บป่วย มีความห่วงกังวล แต่ว่าระหว่างที่เดินเข้าห้องน้ำได้สติขึ้นมา หลุดจากอารมณ์นั้น เดินอย่างระมัดระวัง ก็ไม่ลื่นไถล เพราะถ้าลื่นไถลแล้วอาจจะหัวกระแทกพื้น กะโหลกร้าว เส้นเลือดในสมองแตก บางทีคาที่เลย นี่เรียกว่านอกจากช่วยให้แคล้วคลาดจากอันตราย ยังช่วยให้ใจ หรือช่วยตัวเราไม่ไปก่อทุกข์ ดังนั้นสติที่ว่านี่มีคุณประโยชน์มาก แต่ว่าจะพึ่งพาอาศัยได้ก็ต้องฝึก ให้โอกาสสติเขาได้ทำงาน ยอม ซึ่งก็ต้องยอม ยอมให้ใจฟุ้ง ยอมให้ใจลอย เพราะว่าใจที่ฟุ้งนี่แหละที่จะเป็นแบบฝึกหัดให้กับสติ รวมทั้งอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ก็เป็นแบบฝึกหัดหรือการบ้าน ให้สติได้เติบโตด้วย นี่แหละคือสติที่จำเป็นต่อชีวิตของเรา
18 ธ.ค. 68 - ทำจริงจังแต่ไม่คาดหวังผล : ใจเราก็เหมือนกัน บางครั้งก็เอาจริงเอาจัง เอาเป็นเอาตายกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่พอผ่านไปก็ไม่สนใจแล้ว นี่คือสิ่งที่เราสามารถจะเรียนรู้ได้จากการปฏิบัติ ได้เห็นว่าใจเอาแน่เอานอนไม่ได้ ไม่เที่ยง และสุดท้ายพบว่า เราบงการจิตใจไม่ได้เลย อ้าว ไหนว่าใจเป็นของเรา แต่ทำไมบงการไม่ได้
เบื่อ จะให้หายเบื่อ ก็ไม่ยอมทำตาม มันง่วง จะให้หายง่วง ก็ไม่ยอมทำตาม โกรธ จะให้มันสงบ มันก็ไม่ยอม ก็ไม่เชื่อ หงุดหงิด จะให้มันหายหงุดหงิด มันก็ไม่สน ก็เริ่มเห็นว่าใจไม่ใช่ของเราเลย แต่ว่าอยู่ในวิสัยที่จะฝึกได้ อยู่ในวิสัยที่จะอบรมได้ ให้เชื่อง โดยเฉพาะถ้าหากว่าสร้างสติ สร้างปัญญาให้เกิดขึ้น สติปัญญาก็จะควบคุมรักษาใจ ไม่ให้อารมณ์ที่เกิดขึ้นมาเผาลน มากรีดแทง มาบีบคั้นใจได้
นี่คือสิ่งที่เราจะได้เรียนรู้ระหว่างการปฏิบัติ แม้ว่าความคาดหวังหรือสิ่งที่คาดหวังก่อนมา อาจจะยังไม่เกิด หรือไม่ถึงระดับที่คาดหวัง แต่ก็ได้อะไรหลายอย่างที่มีคุณค่า หรือบางทีอาจจะมีคุณค่ามากกว่าสิ่งที่เราคาดหวัง หรือผลที่เราปรารถนาด้วยซ้ำ อันนี้ต้องฉลาดในการเฝ้ามอง แล้วก็จะเห็น
เหมือนกับเราเดินทาง ถ้าคิดแต่จะไปถึงเป้าหมาย เราอาจจะลืมมองไปว่าสองข้างทางนี่สวยงาม ถ้าเราสนใจสองข้างทาง เราอาจจะพบวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม แม้ว่าจะยังไม่ถึงจุดหมายปลายทางก็ตาม นักเดินทางที่ดี เขาจะไม่เอาแต่จดจ่ออยู่ที่จุดหมายปลายทาง เขาจะสนใจสองข้างทาง ไม่ว่าผู้คนหรือว่าทิวทัศน์ แล้วเขาก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งดีๆ มากมาย ทำให้การเดินทางคุ้ม แม้จะยังไม่ถึงจุดหมายปลายทางก็ตาม
17 ธ.ค. 68 - เว้นวรรคให้ชีวิต : ความคิดและอารมณ์ก็มาแล้วก็ไป ไม่เที่ยงเลย ในขณะเดียวกัน สติก็มีกำลังเร็วขึ้น ๆ รู้ทันได้เร็ว แล้วก็ระลึกได้เร็ว ระลึกอะไร ระลึกว่ากำลังทำอะไรอยู่ เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ง่าย คนส่วนใหญ่ลืมว่ากำลังทำอะไรอยู่ เพราะความคิดพาให้ใจลอย หรือไม่ก็ความทรงจำก็ทำให้ไหลไปอดีต ความกังวลทำให้จมอยู่กับอนาคต แต่พอเรามีสติรู้ตัว มีสติเกิดความรู้เนื้อรู้ตัวขึ้น ใจสว่างเลย
ความคิดและอารมณ์ก็เหมือนกับละลายหายไป แล้วต่อไปเราก็จะได้เรียนรู้ รู้จักจิตใจของเราได้ดีขึ้น ไม่ใช่แค่การปฏิบัติอย่างเดียว แต่เป็นการเรียนรู้ด้วย เรียนรู้เกี่ยวกับความจริงของกายและใจ ต่อไปก็จะขยายเป็นการเรียนรู้แจ่มกระจ่างในความจริงของชีวิต ทั้งหมดนี้ต้องเริ่มต้นจากการที่เราต้องรู้จักเว้นวรรคให้ตัวเองบ้าง เว้นวรรคจากงานการ กิจวัตรที่ทำ มาให้เวลากับการปฏิบัติ จะที่วัดหรือที่ไหนก็แล้วแต่
8 ธ.ค. 68 - ตื่นจากความหลง : เราสวดมนต์ทั้งที่หลงก็ยังสวดได้ ปากว่าไปแต่ใจไม่รู้อยู่ไหน แต่สังเกตดูเพราะว่านั่นจะเหมือนกับละเมอ ไม่ต่างจากคนละเมอ เพียงแต่ว่าละเมอที่เราที่เห็นส่วนใหญ่ร่างกายหลับ แต่ละเมอที่ว่าร่างกายไม่หลับ ร่างกายตื่น แต่ว่าใจนี้หลง แล้วพอเราตื่นจากหลง แม้จะเป็นความไม่รู้ตัว แต่ก็ช่วยทำให้ความทุกข์เบาบางลง เพราะแต่ก่อนหลงเข้าไปในความคิดทีไร ตามไปด้วยความทุกข์ แล้วก็สร้างความทุกข์ให้กับผู้อื่นด้วยความไม่รู้ตัว
แต่พอเราเริ่มรู้ตัวมากขึ้น ตื่นจากความหลงได้บ่อยขึ้น ๆ เราก็จะพบกับความปลอดโปร่ง แล้วก็สามารถจะหลุดจากอารมณ์ต่าง ๆ ที่เคยเกาะกุมจิตใจทำให้ทุกข์ได้ แต่เผลอเมื่อไหร่ก็ทุกข์ใหม่ จนกว่าจะเห็นความจริง รู้ความจริงว่าไม่มีเรา ไม่มีอะไรที่เป็นของเรา ไม่มีความยึดมั่นสำคัญหมายในตัวตน ถึงตอนนั้นแหละก็จะเรียกว่าไม่มีผู้ทุกข์อีกต่อไป จะเรียกว่าหมดทุกข์ก็ได้
7 ธ.ค. 68 - เสียงเตือนที่สำคัญ : ถ้าคนเรารู้จักเอาสิ่งที่ไม่ถูกใจเรามาเป็นเครื่องเตือนใจ ก็มีแต่จะประสบความเจริญ เอาทุกเหตุการณ์แม้กระทั่งความทุกข์มาเป็นเครื่องเตือนใจ เอาความสูญเสียพลัดพรากมาเป็นเครื่องเตือนใจไม่ให้หลงยึดติดในสิ่งต่าง ๆ
เอาคำวิพากษ์วิจารณ์ หรือแม้กระทั่งคำต่อว่าด่าทอของคนอื่นมาเป็นเครื่องเตือนใจ ให้เรามีความอดทน หรือว่ารู้จักเฝ้าดูใจของตัว เฝ้าดูว่าเราทำอะไรที่ไปก่อความเดือดร้อนรบกวนรังควานคนอื่นหรือเปล่า ทำให้เขาต้องแสดงปฏิกิริยาอย่างนั้น
สุดท้ายแล้วก็ต้องพึ่งสติของตัว เพราะถ้าพึ่งแต่คนอื่นอาจจะสายเกินไป สติจะเป็นที่พึ่งให้กับเราได้ เราก็ต้องสร้างสติให้รวดเร็วฉับไว จนสามารถจะเป็นที่พึ่งของเราอย่างแท้จริง เพราะไม่เช่นนั้นก็อาจจะเกิดเหตุร้ายสายเกินการก็ได้
6 ธ.ค. 68 - เตรียมใจรับมือกับปัญหาที่ต้องเจอ : ถ้าเจอคำต่อว่าด่าทอแล้วก็ยังเป็นทุกข์ เจอคนที่ไม่น่ารัก แล้วก็ยังทุรนทุราย เจอความสูญเสียพลัดพรากแล้วก็ยังคับแค้นใจ ก็ยากที่จะรับมือกับความตาย หรือความเจ็บป่วยที่รุนแรงได้ มองในแง่นี้เหล่านี้ก็คือแบบฝึกหัด บางทีเราไม่ต้องเข้าหา มันมาหาเราเอง แต่ถ้าหากว่าชีวิตเราเรียบเกินไป ก็อาจจำเป็นต้องเข้าหามัน เหมือนกับที่โค้ชอ๊อดสร้างสถานการณ์เพื่อให้นักกีฬาของแกได้เข้าใจ ได้เรียนรู้ที่จะรับมือกับความไม่เป็นธรรม
ซึ่งที่จริงแล้วนั่นเป็นแค่ปัญหาชนิดหนึ่งที่จะเกิดขึ้นกับเรา และมีอีกมากที่หนักหนากว่านั้น ใช้ประสบการณ์ที่มีอยู่ แม้จะไม่ใช่สิ่งที่เราชอบ ให้มาเป็นแบบฝึกหัด ไม่ใช่มัวแต่บ่นโวยวายตีโพยตีพาย อันนั้นก็มีแต่ซ้ำเติมเพิ่มทุกข์ให้ตัวเอง แต่ถ้าเราเปิดใจ เรียนรู้จากสิ่งนั้น ยอมรับ ก็ทำให้เรามีความพร้อมมากขึ้นในการรับมือกับปัญหาที่หนีไม่พ้น ที่หนักหนาสาหัส โดยเฉพาะความตายที่จะมาถึงกับเราในวันข้างหน้า
5 ธ.ค. 68 - ปรับจิตให้พอดี ใช้ชีวิตให้สมดุล : คนที่เพ่งเพราะการปฏิบัติผิด เวลาจะแก้ยากกว่าคนที่ส่งจิตออกนอก แล้วพยายามกลับมาดูจิตดูใจ คนที่ส่งจิตออกนอกแล้วพยายามกลับมาดูจิตดูใจ ดูเหมือนยาก แต่ว่าการเพ่ง แล้วพยายามแก้อารมณ์ให้คลายสู่ความพอดี กลับยากกว่า
อันนี้เป็นเพราะว่าชอบตั้งท่าปฏิบัติ ทำใจไม่ได้ ถ้าบอกว่าไม่ต้องปฏิบัติ ก็จะเผลอปฏิบัติแต่อย่างนั้น แต่พอปฏิบัติทีไรก็ผิดทุกที เพราะว่าตั้งท่ามากไป ตั้งใจมากไป เลยใช้เวลานาน เรื่องแบบนี้เราแต่ละคนต้องรู้จักแก้อารมณ์ของตัวเอง เพราะบางอย่าง สิ่งที่จะช่วยเราได้ อาจจะไม่ใช่วิธีการมาตรฐานที่ครูบาอาจารย์แนะนำ
ครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ก็แนะนำว่าอย่าส่งจิตออกนอก แต่บางครั้งถ้าจิตเพ่งเข้าใน ก็ต้องพยายามดึงออกไป ให้ไปรับรู้สิ่งภายนอก จะได้เกิดความพอดี แต่ว่าวิธีนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัว แต่ละคนต่างต้องหาวิธีการแก้ของตัวเอง เพื่อให้เกิดความพอดี เกิดความสมดุล นี่เป็นหัวใจของการปฏิบัติและการดำเนินชีวิต
4 ธ.ค. 68 - คิดให้ชัดก็ปฎิบัติได้ผล : เวลาปฏิบัติธรรม นอกจากความเพียร ความศรัทธาแล้ว ต้องมีความคิดที่ชัดเจนว่าต้องการอะไร แล้วเวลาจะเอาการปฏิบัติธรรมรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งมาใช้ ก็ต้องถามก่อนว่า วิธีนั้นมีจุดมุ่งหมายอะไร ตรงกับที่เราต้องการไหม แล้วถ้าต้องการได้สติ ต้องการได้ปัญญา สมาธิ อะไรบ้างที่จะทำให้เกิดคุณธรรมเหล่านั้นในตัวเรา
อันนี้เป็นเรื่องการคิดให้ชัด คิดให้ชัดทั้งในแง่ของวัตถุประสงค์ เป้าหมาย เรียกว่า อัตถัญญุตา แล้วคิดให้ชัดว่า มีหลักการอะไรที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ว่า ที่ต้องการ หลักการที่ว่าก็คือธรรมะนั่นเอง อันนี้เขาเรียกว่า ธัมมัญญุตา รู้เหตุ รู้ผล หรือรู้ผล รู้เหตุ
ฉะนั้นถ้าเข้าใจชัด คิดชัด การปฏิบัติธรรมก็จะไม่ยาก สามารถจะประยุกต์ใช้ได้กับชีวิตประจำวัน และสามารถที่จะนำพาผู้คนให้เข้าถึงธรรมะอย่างที่เราต้องการได้ แต่ถ้าคิดไม่ชัดแล้ว ก็จะเป็นเรื่องการทำตามรูปแบบ เสร็จแล้วก็ลงเอยด้วยความผิดหวัง เพราะไปบังคับยัดเยียด แล้วเขาไม่เอาด้วย หรือเกิดความงมงายขึ้นมา อันนี้เป็นสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับผู้ใฝ่ธรรม ผู้ปฏิบัติธรรมจำนวนมาก เพราะว่าคิดไม่ชัด จับหลักไม่ได้ ก็เลยปฏิบัติผิด หรือว่าไม่เกิดผล
3 ธ.ค. 68 - ปฎิบัติถูกเพราะจับหลักได้ : การฝึกสติก็ต้องอนุญาตให้ความหลงเกิดขึ้นได้ เพื่อที่จิตหรือสติจะจำได้ว่าไอ้ตัวหลงเป็นยังไง ไม่ว่าจะมาในรูปของความโกรธ ความโศก ความเศร้า ความคิดลบ ความคิดฟุ้ง พวกนี้เป็นตัวที่ทำให้จิตหลงได้ทั้งนั้น ถ้าจะให้จิตมีสติ ก็ต้องรู้ทันความหลง ความฟุ้งที่เกิดขึ้น แล้วต้องอนุญาตให้ความฟุ้งเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่บังคับจิตไม่ให้ฟุ้ง ไม่ให้คิด
อันนี้คือวิธีการ คือหลักที่จะต้องรู้ นักปฏิบัติต้องจับหลักได้ จับหลักได้คือรู้ว่าต้องการอะไร ต้องการธรรมะอะไรให้เกิดขึ้นในใจ และธรรมะนั้นมีลักษณะอย่างไร จะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย และวิธีการใดที่จะทำให้ธรรมะที่ว่าเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นสติ สมาธิ ความรู้สึกตัว ปัญญา ศรัทธา ปีติ ปราโมทย์ เมตตา กรุณา
ฉะนั้นถ้าเข้าใจทั้งจุดมุ่งหมายคืออรรถ และเข้าใจหลักการคือเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดธรรมะนั้นขึ้นมาได้ การปฏิบัติจึงจะมีโอกาสที่ไปได้ถูก แล้วเกิดเจริญงอกงาม ไม่เช่นนั้นก็ทำไปตามประเพณี ทำสักแต่ว่าทำ แล้วก็อาจจะทำให้เกิดความหลง ให้ทานก็ทำตาม ๆ กัน แต่จิตใจก็ไม่ได้มีความโลภน้อยลงเลย รักษาศีลก็กลับมีกิเลสมากขึ้น หรือภาวนาก็เกิดความหลงตัวลืมตน อันนี้เพราะว่าไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติธรรม และไม่เข้าใจหลัก ก็เลยปฏิบัติผิด
2 ธ.ค. 68 - เห็นธรรมจากทุกข์ : เวลาทุกข์อย่าทุกข์ฟรีๆ ให้หาประโยชน์จากความทุกข์ให้ได้ อย่างน้อยก็มาเป็นเครื่องฝึกใจให้มีสติ ถึงแม้ปัญญายังไม่ทันเกิดก็มีสติเอาไว้ มีสติเห็นความโกรธ มีสติเห็นความเศร้า มีสติเห็นความคับแค้น มีสติเห็นความเหงาความเครียด
การที่เห็นอารมณ์เหล่านี้ ก็ช่วยทำให้สามารถยกจิตเหนืออารมณ์เหล่านั้นได้ แม้จะเป็นการพ้นทุกข์ชั่วคราว เพราะว่าปัญญายังไม่เกิด แต่ว่าสติที่เป็นเหมือนตาใน ที่ทำให้เห็นความโกรธ ความเศร้า ต่อไปก็จะเห็น แสดงสัจธรรมให้เห็นชัด ความไม่เที่ยง ความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ความโกรธก็ไม่ใช่เรา ความทุกข์ก็ไม่ใช่เรา อันนี้คืออนัตตานั่นเอง
และถ้ามองไปลึกๆ ก็จะเห็นตัวสมุทัย ซึ่งก็หนีไม่พ้นอุปาทาน ไม่ว่าจะเป็นอัตตวาทุปาทาน ความยึดติดในความคิดว่ามีตัวตน ทิฏฐุปาทาน ความยึดติดในความเห็นความเชื่อ กามุปาทาน ความยึดติดในทรัพย์ ในสิ่งที่ให้ความสุขทางวัตถุ หรือแม้แต่ความยึดติดในแบบแผนวิธีการ สีลัพพตุปาทาน สุดท้ายก็ไม่หนีพ้นอุปทานทั้ง 4
อันนี้คือตัวสมุทัย ซึ่งถ้าเราเห็นชัดมากเท่าไร การที่จิตจะหลุดจากความยึดติดถือมั่นก็มีมากเท่านั้น ก็เป็นสิ่งที่เราเรียนรู้ได้ในความทุกข์ เรียนรู้ได้จากทุกปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นในทางโลกเขาบอกว่าปัญหาอยู่ไหน เงินอยู่ตรงนั้น ในทางธรรมก็เหมือนกัน ปัญหาอยู่ตรงไหน ธรรมะก็อยู่ตรงนั้น จะว่าไปปัญหาก็เป็นขุมทรัพย์ที่เปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้ธรรม เช่นเดียวกับความทุกข์
From the publisher's feed

60 Listeners

38 Listeners

75 Listeners

9 Listeners

1 Listeners

3 Listeners

4 Listeners

0 Listeners

6 Listeners

19 Listeners

17 Listeners

4 Listeners

8 Listeners

8 Listeners

0 Listeners