
Sign up to save your podcasts
Or


ที่นี่ไต้หวัน –18 ธ.ค. 61- ร้านสะดวกซื้อไต้หวัน 2 แบรนด์ 7-11 และแฟมิลี่มาร์ทเป็นราชาอาหารและเครื่องดื่มในไต้หวันได้อย่างไร?
ราชาอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวันนี้ก็ใช่ว่าเป็นแบรนด์ธุรกิจอาหารที่เป็นองค์กรใหญ่ที่สุดและมีการเข้าตลาดหุ้นในไต้หวันอย่าง Wowpirme groupหรือหวังผิ่นจี๋ถวนในภาษาจีน(王品集團) ที่มียอดขายอาหารและเครื่องดื่มในช่วงครึ่งปีแรกมีแค่ 4,640 ล้านเหรียญไต้หวันเท่านั้น แต่ว่าเป็นร้านสะดวกซื้อ 2 แบรนด์ในไต้หวันคือ 7-11 และแฟมิลี่มาร์ท โดยในช่วงครึ่งปีแรกนี้ ยอดขายของร้านสะดวกซื้อ 7-11 ที่ขายอาหารสดสูงถึง 13,390 ล้านเหรียญไต้หวัน ซึ่งอาหารสดที่ว่านี้ได้แก่ กวนตงจู่(關東煮)ก็คืออาหารต้มสุกร้อนๆ เช่น ลูกชิ้น เห็ดหอม เต้าหู้ชิ้น กะหล่ำปลีห่อหมู หน่อไม้น้ำ หัวใช้เท้าหั่นชิ้น เป็นต้น แล้วก็ยังมีไข่ต้มใบชา ข้าวกล่องหรือเบนโตะ ข้าวปั้นชนิดต่างๆ ผักสลัด เป็นต้นโดยไม่รวมกาแฟหรือเครื่องดื่มอย่างเช่นชานมไข่มุก ส่วนแฟมิลี่มาร์ทซึ่งเป็นแบรนด์ร้านสะดวกซื้อใหญ่อันดับ 2 ของไต้หวันมียอดขายอาหารสด รวมกาแฟด้วยสูงถึง 7,580 ล้านเหรียญไต้หวัน
นายกัวชิ่งฟง(郭慶峰) หัวหน้าฝ่ายอาหารสดของ 7-11 คิดว่า อาหารสดของร้านสะดวกซื้อเพิ่มขึ้น เป็นสิ่งสะท้อนถึงชีวิตของคนในสังคมไต้หวัน สาเหตุ ประการที่ 1 สมาชิกในครอบครัวเล็กลง ครอบครัวเล็กไม่ค่อยทำอาหาร ประการที่ 2 เงื่อนไขของแรงงานเปลี่ยนไป หลังจากที่มีข้อกำหนดวันหยุดของแรงงานต่อสัปดาห์เปลี่ยนไป เวลาทำโอทีถูกจำกัด ทำให้ร้านอาหารขนาดเล็กหยุดในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์มากขึ้น ประการที่ 3 เวลาของอาหารเย็นยืดออกไป
อีกทั้ง 7-11 และแฟมิลี่มาร์ทยังมีการปรับปรุงคุณภาพสินค้าและเพิ่มมูลค่าสินค้าตลอดเวลา เพิ่มอาหารสลัดเพื่อให้ผู้ซื้อเลือกเป็นอาหารเครื่องเคียง คัดสรรวัสดุที่ดีขึ้น เป็นต้น ยกตัวอย่าง ร้านสะดวกซื้อรายใหญ่อันดับ 2 ของไต้หวัน นั่นก็คือแฟมิลี่มาร์ท ซึ่งไม่นานมานี้ ทางแฟมิลี่มาร์ทก็ได้เริ่มปฏิวัติโครงสร้างของอาหารสดที่นำมาขาย อย่างเช่นว่า แฟมิลี่มาร์ทมีการลงทุนโรงงานผลิตขนมปังขนาดใหญ่ของตัวเอง และในปีนี้ก็เริ่มมีผลกำไรแล้ว นอกจากนี้ ทางแฟมิลี่มาร์ทยังมีการเปลี่ยนแปลงเครื่องเคียงของข้าวปั้น และยังมีการกำหนดให้ผู้บริหารระดับผู้จัดการขึ้นไป จะต้องไปชิมอาหารสดของคู่แข่งฝ่ายตรงข้ามสัปดาห์ละ 1 ครั้ง 55 ไม่ใช่ชิมอย่างเดียวนะคะ จะต้องเขียนรายงานด้วยค่ะ
ช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ทจากเดิมในปี 1988 ที่เริ่มเปิดสาขาในไต้หวันมีเพียง 8 แห่ง และในช่วง 6 ปีแรกของการตั้งสาขาในไต้หวันขาดทุน 700 ล้านเหรียญไต้หวัน จนกระทั่งปัจจุบันเติบโตมีสาขาเพิ่มเป็น 3,143 แห่ง ยอดประกอบการในปี 2016 สูงถึง 60,500 ล้านเหรียญไต้หวัน กลายเป็นธุรกิจที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าในเรื่องของระบบการจัดการขนส่งสินค้าหรือโลจิสติกส์ อาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเงิน รวมทั้งขนมปัง อาหารสด เป็นต้น กลายเป็นร้านสะดวกซื้อที่มีสาขามากอันดับ 2 จนทำให้ 7-11 ยักษ์ใหญ่อันดับ 1 ในวงการร้านสะดวกซื้อในไต้หวันต้องจับตามอง
นาย เยี่ยหรงถิง (葉榮廷) ปธ.บริษัทแฟมิลี่มาร์ทในไต้หวันกล่าวว่า ในยุคแรกของการบุกเบิกของแฟมิลี่มาร์ทในไต้หวันก็เพื่อความอยู่รอด แต่ต่อมาได้พยายามที่จะไล่ตามคู่แข่งขัน ซึ่งต้องบอกว่าได้ใช้เวลาไม่นานนัก จนปัจจุบันทางแฟมิลี่มาร์ทได้แต่เปรียบเทียบกับตัวเองโดยไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับใคร เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆไม่ขาดสายเพื่อให้ได้สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ และเพื่อต้องการให้สโลแกนของแบรนด์แฟมิลี่มาร์ทเป็นจริงอย่างที่ว่า “全家就是你家” แฟมิลี่มาร์ทคือบ้านของคุณ
แฟมิลี่มาร์ทสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆได้อย่างไร? ว่าไปแล้ว ผู้บริโภคโดยทั่วไปมีความประทับใจต่อร้านสะดวกซื้อสิ่งแรกไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องของการจัดวางของขายในร้านที่มีความหลากหลาย แต่กลับเป็นเรื่องของความคิดสร้างสรรค์กับสิ่งใหม่ๆ ต่างหาก แฟมิลี่มาร์ทพัฒนาเส้นทางที่มีความแตกต่างกันจากสินค้าที่นำมาจัดเรียงขายบนหิ้งจากจำนวน 2,500 รายการให้มีเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยมีการจำแนกเป็น 3 หัวข้อใหญ่ๆคือ
บรรยากาศภายในร้านแฟมิลี่มาร์ทของไต้หวัน
เสื้อผ้าเก่าที่ไม่ใช้แล้วไม่ทราบว่าเอาไปทำอะไรได้บ้าง บางคนก็บอกว่าเอามาแปลงโฉมให้เป็นเสื้อผ้าตัวใหม่ แต่ถ้าแปลงโฉมแบบนี้ก็ต้องมีไอเดียที่มีความคิดสร้างสรรค์ไม่น้อยหรือว่ามีเวลาว่างเหมือนกัน บางคนก็นำมาทำเป็นของใช้ในบ้านหรือของที่ตกแต่งบ้าน อย่างเช่น ทำเป็นหมอนอิง ทำเป็นผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดปาก หรือพรมเช็ดเท้า พรมแต่งบ้าน เป็นต้น ซึ่งก็ต้องบอกว่ายังมีข้อจำกัดในวงแคบ และก็ยังมีอีกหลายๆคนนำไปบริจาคใส่ตู้รีไซเคิลเพื่อให้กับคนยากจนหรือคนที่ต้องการใช้ อย่างในไต้หวันก็มีตู้สีเขียววางอยู่เป็นหย่อมๆในชุมชน เพื่อให้คนทิ้งเสื้อผ้าที่ไม่สวมใส่แล้วหรือบริจาคเสื้อผ้าให้กับหน่วยงานที่ต้องการ และว่าไปแล้ว คนไต้หวันค่อนข้างจะสิ้นเปลืองในเรื่องของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย รวมทั้งรองเท้าด้วย จากสถิติที่เคยทำไว้ในปี 2016 ระบุ คนไต้หวันทิ้งเสื้อผ้าปีละ 5.2 ล้านตัว เฉลี่ยทิ้งรองเท้าลงถังขยะ 10 คู่ ทุกๆ 1 นาที ในตู้เสื้อผ้าของแต่ละคนมีเสื้อผ้าที่ไม่ค่อยได้ใส่ 20% ถึงขั้นไม่เคยหยิบมาใส่เลยก็มี สิ้นเปลืองทรัพยากรเป็นอย่างมาก กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจึงเรียกร้องให้ประชาชนซื้อเสื้อผ้าลดลงเพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการสร้างขยะโดยไม่จำเป็น
สถิติโลกที่ทำการสำรวจพบว่า มีการทิ้งเสื้อผ้าเก่าที่ไม่ใช้แล้วสูงถึง 40 ล้านตัน/ปี ว๊าว! ถือว่าสูงมากเลยทีเดียว ซึ่งเสื้อผ้าเก่าที่ไม่ใช้แล้วส่วนใหญ่จะทิ้งเป็นขยะโดยนำไปฝังหรือว่าเข้าเตาเผา มีเพียง 16% เท่านั้นที่นำมารีไซเคิลหรือนำกลับมาใช้ซ้ำ แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันธุรกิจสิ่งทำกำลังวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี่ใหม่ ด้วยการนำเสื้อผ้าเก่าเหล่านี้แยกเอาวัตถุดิบออกมาแล้วผลิตเป็นผ้าผืน ซึ่งเทคโนโลยี่นี้ ทางด้านบริษัทผู้นำวงการกีฬาใหญ่ๆอย่างเช่น อดิดัส ไนกี้ ก็กำลังให้ความสนใจกับเรื่องนี้
ปัจจุบัน บริษัทฟาร์อีสเทรินนิวเซนจูรี่(Far Eastern New Century -遠東新世紀) บริษัทชั้นนำในเรื่องสิ่งทอของไต้หวันพัฒนาวิจัยด้วยการนำเสื้อผ้าเก่ามาแยกเป็นวัตถุดิบ แล้วค่อยนำมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าใหม่ ว๊าว!! ฟังดูแล้วเหมือนการเล่นมายากลเลยใช่ไหมเอ่ย? นายสวี่เจียฟู(許嘉夫) ผจก.ศูนย์วิจัยพัฒนาบริษัทฟาร์อีสเทรินนิวเซนจูรี่อธิบายว่า วิธีการของการนำเสื้อผ้าเก่ามาแยกเป็นวัตถุดิบใหม่ก็คือการนำเสื้อผ้าเก่าตีให้ละเอียด จากนั้นนำเสื้อผ้าที่ตีให้ละเอียดนั้นใส่เข้าไปในเตาที่มีแรงดัน ด้วยการปรับอุณหภูมิและแรงดันที่เหมาะสม เพื่อทำให้ห่วงโซ่ของโพลีเอสเตอร์ที่มีอยู่เดิมนั้นแตกหัก แล้วก็คืนสภาพเป็นสารพีทีเอเดิม(PTA (Purified Terephthalic Acid) ก็จะสามารถนำมาทำเป็นวัตถุดิบในสิ่งทอใหม่ได้ แล้วค่อยนำมาทำเป็นโพลีเอสเตอร์แล้วนำมาตัดเย็บเสื้อผ้าใหม่ได้อีก ซึ่งลักษณะนี้ก็คือวิธีการรีไซเคิลด้วยการสลายตัวทางเคมีนั่นเอง(หรือ Chemical degradation-化學降解法) โอ้โห!! สุดยอดมากเลยค่ะ
ยุคดิจิตอล ห้องสมุดทั้งหลายทั่วโลกหรือแม้แต่ในไต้หวันเองก็ประสบกับความท้าทายทางเทคโนโลยี่สมัยใหม่ ดังนั้น การลงทุนด้านห้องสมุดจึงต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ มีการสรรหาระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ และการสร้างเนื้อหาข้อมูลดิจิทัล และยังมีปรับเปลี่ยนจากที่มุ่งเน้นการดึงดูดให้คนเข้าห้องสมุด ให้กลายเป็นห้องสมุดที่เดินไปหาผู้ใช้บริการ เป็นต้น และยังมีบางห้องสมุดที่เคยเป็นห้องสมุดเก่า แต่หลังผ่านการบูรณะก็มีการผสมผสานวัฒนธรรมของเก่าๆเข้าไปด้วย ยกตัวอย่างห้องสมุดสาขาเขตซานฉงของนครนิวไทเป หลังบูรณะที่ต้องใช้เวลานาน 11 เดือนและเริ่มเปิดบริการในปลายเดือน ต.ค.(ปี2018)ที่ผ่านมา ได้นำมาเอาแผ่นเสียงเก่าๆที่มีคุณค่าในการย้อนยุคมาจัดแสดงให้ผู้คนเข้าไปชม เข้าไปสัมผัสกับการฟังเพลงเก่าๆจากแผ่นเสียงที่หายากในปัจจุบัน ทั้งนี้ ในอดีตที่เขตซานฉงของนครนิวไทเปเป็นแหล่งผลิตแผ่นเสียงที่สำคัญของไต้หวัน
ห้องสมุดนครนิวไทเป สาขาเขตซานฉง เปิดบริการให้ประชาชนไปฟังแผ่านเสียงเก่าร่วม 10,000 แผ่นฟรี
สำหรับเนื้อที่ของห้องสมุดแห่งนี้มีประมาณ 750 ผิง(2,475 ตร.ม.) จัดที่นั่งให้ฟังแผ่นเสียงแบบสบายๆ มีพื้นที่กว้าง ทั้งนี้เดิมห้องสมุดซานฉงแห่งนี้มีความชำรุดทรุดโทรม หลังคาและผนังน้ำรั่วหลายแห่ง ในที่สุดก็ทำการปิดห้องสมุดและบูรณะใหม่ แต่เนื่องจากเขตซานฉงในอดีตเป็นแหล่งผลิตแผ่นเสียงที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน เพราะฉะนั้น ทางกรมวัฒนธรรมของนครนิวไทเปจึงคิดว่าน่าจะมีการปรับเปลี่ยนโฉมใหม่ของห้องสมุดให้เป็นสถานบันเทิงสำหรับคนที่สนใจฟังเพลงเก่าจากแผ่นเสียง และยังเป็นการย้อนยุคอีกด้วย และอีกประการหนึ่งคือมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่รักการฟังแผ่นเสียงในสมัยก่อนและมีการเก็บสะสมแผ่นเสียงไว้แล้วก็นำมาบริจาคมากถึง 8,000 แผ่นอีกด้วย ซึ่งในวันที่ทำพิธีเปิดห้องสมุดแห่งนี้ นายจูลี่หลุน ผู้ว่านครนิวไทเปคนปัจจุบันพูดด้วยเสียงหัวเราะเพื่อเชิญชวนประชาชนมาฟังแผ่นเสียงหรือชมภาพ ถ่ายภาพกับแผ่นเสียงในอดีตว่า “ อย่ามัวแต่อยู่ในบ้านอ่านหนังสือพิมพ์หรือดูแต่ข่าวการเมืองเพียงอย่างเดียวเลย มาเพลิดเพลินที่ห้องสมุดแล้วก็ฟังแผ่นเสียงกันดีกว่า”
นายจูลี่หลุน ผู้ว่าการนครนิวไทเป ทดลองฟังแผ่นเสียงเก่า
เขตซานฉงเขตนครนิวไทเป ในยุคปี 1960-1980 ที่นี่ถือเป็นเมืองที่เคยผลิตแผ่นเสียงที่มากที่สุดในไต้หวัน ในยุคนั้นประมาณ 90% ของแผ่นเสียงล้วนผลิตจากเมืองซานฉง นอกจากนี้ เมื่อประมาณ 8 ปีก่อนคือประมาณปี 2010 นักจัดรายการดนตรีทางวิทยุที่ชื่อเสียงชื่อนายสวี่เฉิง (許誠) เสียชีวิตลง ญาติของเขาได้บริจาคแผ่นเสียงที่เก็บสะสมไว้ประมาณ 8,000 แผ่นบริจาคให้กับห้องสมุดนครนิวไทเป ในจำนวนแผ่นเสียงที่บริจาคนั้นก็มีหลายๆแผ่นเป็นแผ่นเสียงที่หาซื้อไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น จึงเป็นโอกาสดีที่ทางห้องสมุดนครนิวไทเปจึงทำการปรับเปลี่ยนโฉมของห้องสมุดให้มีพื้นที่สำหรับเก็บแผ่นเสียงเก่าๆ รวมทั้งมีพื้นที่สำหรับบริการประชาชนที่สนใจฟังแผ่นเสียงอีกด้วย ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว
ประชาชนที่ชื่นชอบเสียงดนตรีแบบคลาสสิคสามารถไปใช้บริการฟรีได้
หลอดพลาสติกแม้จะชิ้นเล็กๆ แต่เราก็พบว่าในหนึ่งวัน เพียงแค่คนคนเดียวอาจสร้างขยะหลอดพลาสติกได้มากกว่า 3 ชิ้น โดยแต่ละครั้งเราอาจใช้งานแค่เพียงไม่กี่นาทีด้วยการนำมาดูดเครื่องดื่มแล้วก็ทิ้งไป ในขณะที่ขยะเหล่านี้อาศัยระยะเวลาถึงสองร้อยปีในการย่อยสลาย เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราทุกคนที่จะมีส่วนช่วยโลกใบนี้ที่พอจะทำได้คือการลดการสร้างขยะเพิ่มโดยไม่จำเป็น
เมื่อตุลาคม 2018 ทีมนักประดิษฐ์ไต้หวัน ผลิตหลอดดูดทำจากชานอ้อย เข้าร่วมประกวดนวตกรรม Concours Lepine ที่ฝรั่งเศส ได้รับรางวัลเหรียญทอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลอดดูดที่ทำจากวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่อยากนำมาแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ก็เป็นของหลอดดูดที่ทำมาจากชานอ้อย ซึ่งเป็นผลงานของบริษัทสตาร์ทอัพของไต้หวันที่ชื่อว่า 100% Plants หรือ Plastic-free ด้วยการนำอ้อยเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นวัตถุดิบโพลีเมอร์ที่ใช้ในการผลิตหลอดดูดที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ อาจจะเป็นหนทางใหม่สำหรับการวิจัยทางเลือกที่ยั่งยืนสำหรับพลาสติก โดยวิธีการรวมกลุ่มทางเคมีแบบง่ายๆ เพียงพอที่จะทำให้ผลพลอยได้จากอ้อยและชานอ้อยเป็นวัตถุดิบโพลีเมอร์ที่จะนำมาใช้ในกระบวนการผลิตหลอดดูดที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ผู้ก่อตั้งบริษัท 100% Plants คือ นายหวงเชียนจง(黃千鐘) และคณะวิจัยก่อตั้งบริษัทขึ้นในปี 2013 ซึ่งแนวความคิดของบริษัทคือการผลิตสิ่งของต่างๆจากวัสดุรีไซเคิลที่หาง่ายจากธรรมชาติ กระบวนการผลิตใช้พลังงานน้อย หลังจากไม่ใช้ผลิตภัณฑ์แล้วสามารถนำกลับมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ได้อีก มีการนำมาใช้ซ้ำ เป็นเศรษฐกิจและระบบการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
หลอดดูดชานอ้อย ถูกเรียกเป็นอัสวินม้าขาวช่วยกู้ธุรกิจชานมไข่มุก
หลังจากที่หลอดดูดที่ทำจากชานอ้อยได้ผลิตผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอแล้ว บริษัทของเขายังได้ผลิตหลอดดูดจากกากกาแฟอีกด้วย และยังได้รับรางวัลชนะเลิศนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์คนรุ่นใหม่ที่เมืองมงเปอลีเย ประเทศฝรั่งเศส ขณะเดียวกัน ทางบริษัทยังได้เข้าร่วมงานนิทรรศการ Chang now ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่กรุงปารีสอีกด้วย การเข้าร่วมการแข่งขันยังถือเป็นคณะเดียวจากประเทศในทวีปเอเชียที่นำผลงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้ผลงานของคณะที่มาจากไต้หวันที่นำเอาวัสดุรีไซเคิลจากการเกษตรไม่ว่าจะเป็นหลอดดูดจากชานอ้อย หลอดดูดที่ทำจากกากกาแฟ หลอดดูดที่ทำจากไม้ไผ่ หรือภาชนะใส่อาหารได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมในงาน คนฝรั่งเศสจำนวนมากซื้อบัตรผ่านประตู 400 ยูโรเพื่อเข้าชมงาน หลายคนเมื่อเห็นผลงานของบริษัทแล้วปลื้มปีติที่มีไอเดียดี และมีโรงงานผลิตของใช้เด็กเจรจาให้บริษัท100% Plants ผลิตภาชนะใส่อาหารสำหรับเด็กทารกอีกด้วย
หลอดดูดจากชานอ้อยสามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ ไม่สร้างปัญหาแก่สิ่งแวดล้อมโลก
กระแสการเปลี่ยนแปลงธุรกิจอาหารในไต้หวันกำลังจะเปลี่ยนลิ้นของผู้บริโภคให้หันมารับประทานอาหาร Clean Label (潔淨標章) กันมากขึ้น ซึ่งคำว่า Clean label ก็คือการที่ผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่มีการใช้สารเคมีสังเคราะห์ เป็นสินค้าที่ผลิตจากวัตถุธรรมชาติ อย่างเช่นว่า ไม่มีการเติมสารแต่งสี แต่งกลิ่น สารกันเสียหรือสารกันบูด เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงการใช้คำอธิบายและส่วนประกอบในฉลากผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนมาก โดยมีผลการสำรวจจากหลายประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน อังกฤษ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เม็กซิโก และเนเธอร์แลนด์เกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคพบว่ากว่า 70% อ่านข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าที่พิมพ์บนหน้ากล่องหรือหน้าซอง 60% อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับวัตถุดิบหรือส่วนผสมที่อยู่ด้านหลังซอง เกือบ 80% มองว่าฉลากอาหารที่สั้นกระชับและประกอบส่วนผสมพื้น ๆ เป็นอะไรที่สำคัญถึงสำคัญมาก คำบางคำบนบรรจุภัณฑ์ อาทิ “Low Fat-低脂” “Natural-天然” และ “No Artificial Ingredients-無添加人造添加物” มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อและเปลี่ยนแบรนด์สินค้า อาหารสำหรับเด็ก ผลิตภัณฑ์จากนม และเนื้อสัตว์จัดอยู่ในหมวดหมู่อาหารที่ควรปลอดสารปรุงแต่งที่สุด และที่สำคัญเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งถือว่าเป็นเทรนสุขภาพอีกแนวหนึ่งที่มาจากการเรียกร้องของผู้บริโภค กำลังเป็นที่นิยมในประเทศทางตะวันตก และในไต้หวันก็เช่นกันค่ะที่กำลังอินเทรนด์กับทั่วโลกด้วย
สังเกตฉลากข้างบรรจุภัณฑ์ สินค้าที่ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ ผลิตจากธรรมชาติ ต้องมีตรา Clean Label
ในวันนี้ก็จะยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์อาหารที่ขายในร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ท ตลอดจนความท้าทายที่จะเปลี่ยนแปลงการผลิตรวมทั้งการยอมรับจากผู้บริโภค ยกตัวอย่าง ผลิตภัณฑ์「FamilyMart Collection」(หรือFMC) ซึ่งได้แก่ ชานมสด เชอร์เบท (Sherbet-芒果雪酪) ซึ่งก็มีลักษณะคล้ายๆกับไอศกรีมมะม่วงนั่นเอง แต่มีปริมาณไขมันนมปนอยู่ด้วยน้อยกว่า 3 % แล้วก็ยังมีผลไม้แห้ง น้ำผักผลไม้ปั่นรวม หรือแม้แต่ เฟรนไฟร์เกลือทะเลหรือมันฝรั่งทอดที่ใส่ถุงขายในแฟมิลี่มาร์ท เป็นต้น ที่ผ่านเครื่องหมายรับรองของคลีนเลเบล(Clean Label)และได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคไม่น้อยในปัจจุบัน
ร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ทจำหน่ายสินค้าที่ผ่านการรับรองจาก Clean Label
มหัศจรรย์ผักบัวน้ำหรือสุ่ยเหลียน (水蓮) สร้างรายได้ให้กับร้านอาหารสั่งตลาดกลางคืนกว่า 300 ล้านเหรียญไต้หวันต่อปี และปัจจุบันยังผันตัวนำมาทำเป็นเครื่องสำอางแบรนด์ SK-II ไต้หวันได้ 55... สุ่ยเหลียนหรือถ้าแปลตรงๆตามภาษาจีนก็คือ บัวน้ำ เป็นบัวชนิดหนึ่ง แต่ถ้าเป็นชื่อภาษาไทยก็คือบัวบาหรือบัวตับเต่าใหญ่ ส่วนภาษาอังกฤษก็คือ Water snowflake ที่ยิ่งไปกว่านี้ ชื่อภาษาไทยก็มีหลายๆชื่อด้วยกัน อย่างเช่น ผักเต่า หรืออีบาสำหรับคนภาคกลางเรียก ผักนองม้า สำหรับคนสุรินทร์ แล้วก็คนจังหวัดเลยจะเรียกว่า อีแปะภู อื้ม! มีชื่อเรียกเยอะมากเลยทีเดียว
เกษตรกรที่เหม่ยหนง นครเกาสง เก็บเกี่ยวสุ่ยเหลียน
สำหรับบัวบาหรือสุ่ยเหลียน ถ้าเอามาผัดยังอร่อยอีกด้วย รสชาติกรอบ สีเขียวสวยสดดูแล้วน่ารับประทานมาก หากเติมเนื้อหั่นชิ้นเล็กๆ แล้วก็เติมลูกหมันดงดองหรือภาษาจีนเรียกว่าโพ่ปู้จื่อ (破布子) ลงไปผัดแปล๊บเดียวก็ยิ่งอร่อยโฟ้ตๆหรือถ้าคนไต้หวันก็บอกว่ามากๆๆ เพราะเป็นอาหารผักจานเด็ดของร้านอาหารสั่งตามตลาดกลางคืนหรือร้านอาหารสั่งที่นิยมดื่มเหล้าดื่มเบียร์แบบราคาไม่แพงมาก อย่างเช่น เริ่มต้นที่จานละ 100 เหรียญไต้หวันหรือว่าร้านอาหารสั่งที่ส่วนใหญ่จานละ 100 เหรียญไต้หวัน
ผักสุ่ยเหลียนหรือสายบัวน้ำนี้ ในความเป็นจริงแล้วก็มีเบื้องหลังจากความพยายามนานถึง 20 ปี ที่สร้างรายได้ให้กับชาวเหม่ยหนงของนครเกาสงปีละ 300 ล้านเหรียญไต้หวัน และที่สำคัญ ซากของเจ้าสุ่ยเหลียนหรือบัวบานี้ยังนำมาสกัดเพื่อทำผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ เนื่องจากมีสารไมริเซติน (myricetin) เป็นฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดเซลมะเร็ง และขณะนี้กำลังจะขอจดทะเบียนรับรองจากต่างประเทศ เป็นเครื่องสำอางที่ย้อนวัยได้
เหม่ยหนง นครเกาสง เป็นแหล่งเพาะปลูกสุ่ยเหลียนที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน มีพื้นที่เพาะปลูกกว่า 100 เฮกตาร์
ปลูกมันเทศนั้นต้องบอกว่าอาศัยสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม อย่างที่ภาษาจีนมักกล่าวว่า เข้าเทียนชือฟั่น-靠天吃飯 ก็หมายความว่าพึ่งพาธรรมชาติในการดำรงชีวิต 55หรือแปลตรงๆคืออาศัยท้องฟ้าในการกินข้าว ก็คือยามที่ลมหนาวพัดเข้ามาหรือพายุไต้ฝุ่นพัดกระหน่ำก็จะเกิดความเสียหาย และในยามหน้าร้อนที่มีหนอนแมลงระบาดก็จะเสียหายเช่นกัน ยิ่งมันเทศที่ถูกหนอนเจาะ โอ้! รับประทานไม่ได้เลยทีเดียว ทั้งขม ทั้งเหม็นด้วย และการปลูกมันเทศดูเหมือนจะง่าย แต่ว่าถ้าจะปลูกให้ได้ดี พันธุ์ดี รสชาติอร่อย ก็คล้ายกับการปลูกกล้วยหอมหละค่ะ ที่ต้องเผชิญกับปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ เพราะฉะนั้นการที่จะให้ได้ผลผลิตตลอดทั้งปีหรือมีขายได้ทั้งปีก็ต้องอาศัยเทคโนโลยี่เข้ามาใช้ในการยกระดับให้ดีขึ้น
จากสถิติหน่วยงานทางราชการระบุ ปี 2016 ปริมาณมันเทศที่มีการซื้อขายกันในตลาดค้าส่งทั่วไต้หวันมีมากกว่า 11,000 ตัน และว่าเป็นสถิติที่สูงที่สุดในประวัติการณ์ สำหรับผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จที่มีการรวบรวมซื้อขายมันเทศต้องบอกว่าเป็นของบริษัท “ชิ่งเฉวียน- 慶全地瓜” ซึ่งเป็นพ่อค้าคนกลางที่รวบรวมขายส่งมันเทศสดที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน ซึ่งบริษัทพ่อค้าคนกลางเจ้านี้มีการร่วมมือและรวบรวมเกษตรกรที่ปลูกมันเทศในไต้หวัน และยังให้เกษตรกรปลูกมันเทศคุณภาพดีที่ประเทศญี่ปุ่นต้องการ ถูกปากผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นได้สำเร็จ ทำให้รายได้ประกอบการของบริษัททะลุ 100 ล้านเหรียญไต้หวัน และยังครองอันดับ 1 ของบริษัทผู้ส่งออกมันเทศสดในไต้หวันเสียด้วย
ชวนชิมปูว่านหลี่แสนอร่อยกับอากงอายุ 86 ปี เย็บปะกรงดักปูฝีมือเยี่ยม
ช่วงนี้เข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ร่วง อากาศกำลังสบายๆไม่หนาวไม่ร้อนเกินไป หากใครอยากจะหาอาหารทะเลอร่อยๆ อย่างเช่นปูทะเลจับจากธรรมชาติ ก็ตรงดิ่งไปแถวๆ หมู่บ้านว่านหลี่ ใกล้ๆ อุทธยานเหย๋หลิว ท่าเรือตลาดปลากุยโห่ว (龜吼漁港) ในเขตนครนิวไทเปกันค่ะ เนื่องแหล่งที่จับปูได้มากก็อยู่ในเขตหมู่บ้านว่านหลี่ บริเวณใกล้ๆกับจุดเหนือสุดของไต้หวันที่เรียกว่าฟู่กุ้ยเจี่ยว-富貴角 เพราะฉะนั้นก็เลยตั้งชื่อปูที่จับได้ในทะเลละแวกหมู่บ้านนี้ว่า ปูว่านหลี่-萬里蟹
ปูว่านหลี่ก็มีปูอยู่หลายชนิดด้วยกัน หลักๆก็มีปูอยู่ 3 ชนิดได้แก่ ปูม้า (Flower crab-花蟹) ปู 3 จุดหรือว่าปูดาว (3 Spot Crab-三點蟹) แล้วก็ปูหิน (stone crab-石蟳蟹) โดยปูแต่ละชนิดรสชาติที่อร่อยแตกต่างกัน อย่างปูม้าที่กระดองมีปานดำเป็นเส้นตรง เนื้อจะแน่นและมีมาก ฤดูกาลมีอยู่ 2 ช่วง ถ้าเป็นช่วงต้นปีแรกก็ประมาณก่อนและหลังเทศกาลบ๊ะจ่าง ส่วนครึ่งปีหลังก็เป็นช่วงก่อนและหลังเทศกาลไหว้พระจันทร์ ส่วนปูดาวหรือปู 3 จุดฤดูกาลก็อยู่ช่วงเดือน ก.ย.-ธ.ค.เนื่องจากบนกระดองมี 3 จุดสีแดงม่วง จึงเป็นที่มาของการเรียกชื่อปูนี้ เนื้อปู 3 จุดจะละเอียด รสหวาน อร่อย ถือเป็นสุดยอดของปูในเขตว่านหลี่ ส่วนปูหิน เนื่องจากลักษณะเปลือกนอกแข็งหยาบราวกับหิน มีจุดนูนเป็นเม็ดเล็กๆอยู่ตามก้ามปู ฤดูกาลของปูหินอยู่ในช่วงของเดือนตค.-ช่วงก่อนตรุษจีน ราคาขึ้นอยู่กับขนาดของปูและชนิดของปู ยกตัวอย่าง ปู 3 จุด น้ำหนัก 600 กรัมหรือ 1 ชั่ง ประมาณ 300 เหรียญไต้หวัน ปูม้า 600 กรัมประมาณ 450 เหรียญไต้หวัน ส่วนปูหิน 600 กรัม ประมาณ 250 เหรียญไต้หวัน ปูหินจะถูกที่สุด ถ้าตัวเล็กที่สุด ราคาก็จะถูกที่สุด ปูหินมักจะนำมาต้มสุกี้หรือไม่ก็นำมาปรุงกับข้าวต้ม
และที่ว่านหลี่ก็มีชาวประมงอากงท่านหนึ่งชื่อ สวี่ปาหลัง (許八郎) เป็นคนที่เก่งหรือช่ำชองในการปะกรงดักปูมากๆๆ ว๊าว อายุตั้ง 86 ปีแล้วฝีมือของท่านเจ๋งมาก อาศัย 2 มือนี่แหละเย็บปะกรงดักปูที่ขาด ก็อย่างที่รู้อยู่แล้วว่าปูมีก้ามเกี่ยว กรงที่เป็นเชือกก็มักถูกกัดขาดบ่อย ถ้ากรงขาดรับรองว่าออกทะเลจะต้องตัวเปล่ากลับมาแน่นอน เพราะฉะนั้นกรงจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญจะต้องผูกแน่น ไม่มีช่องโหว่ อากงสวี่ปาหลังได้ชื่อว่าเป็นคนเย็บปะกรงปูที่มีฝีมือขั้นเทพก็ว่าได้ และที่สำคัญเบื้องหลังชีวิตของอากงก่อนที่จะมาเป็นชาวประมงจับปูและฝึกการเย็บปะกรงปู อายุก็ปาเข้าไปครึ่งร้อยปีหรือประมาณ อายุ 50 ปีไปแล้วค่ะ แถมยังมีหนี้สินติดตัวมา180 ล้านเหรียญไต้หวัน แต่ว่าอากงสวี่ปาหลังไม่หวั่นไหวกับความล้มเหลว มาเริ่มต้นใหม่ด้วยการเป็นชาวประมงจับปู และเรียนรู้ที่จะเย็บปะกรงดักปูด้วยตนเอง และอีกอย่างอากงเดิมทีก็เป็นคนชอบทะเล ชอบตกปลาอยู่แล้ว หลังจากธุรกิจล้มเหลวมีหนี้สินก็หันมาเป็นชาวประมงดักปูขาย
อ่านข้อมูลปูว่านหลี่เพิ่มเติมได้ที่ https://wanlicrab.tw/index.php/chooselanguage/english/what-is-wanli-crab
เทศบาลนครนิวไทเปเชิญชวนนักชิมไปลิ้มลองปูว่านหลี่แสนอร่อย
ปูว่านหลี่มี 3 ชนิดหลักได้แก่ ปูม้า (Flower crab-花蟹) ปู 3 จุดหรือว่าปูดาว (3 Spot Crab-三點蟹) และปูหิน (stone crab-石蟳蟹)
ท่าเรือตลาดปลากุยโห่ว (龜吼漁港) ว่านหลี่ อยู่ใกล้ๆ อุทยานเหยหลิ่ว ในเขตพื้นที่นครนิวไทเป
ว่านหลี่อยู่ติดชายฝั่งทะเลทิศเหนือ เป็นเขตบริหารของนครนิวไทเป
คลิกฟังรายการออนไลน์ ได้ที่นี่
ตั้งแต่ปีที่แล้วที่ฟาร์มเลี้ยงหมูต้าเฟิง (大豐畜牧場) เมืองผิงตงภาคใต้ของไต้หวันเริ่มมีมาตรการแยกขี้หมูนำมาใช้ใหม่ด้วยการหมักย่อยสลาย แล้วนำมาเลี้ยงไส้เดือน ส่วนน้ำที่หมักได้นำไปใช้ในการเพาะปลูกเป็นปุ๋ยอย่างดีเลย ฟาร์มเลี้ยงหมูหลายแห่งเริ่มนำขี้หมูที่ได้นำไปทำปุ๋ยปลูกมะละกอ ปลูกมะนาว ปลูกกล้วยหอม เป็นต้น และยังมีฟาร์มเลี้ยงหมูอีกแห่งชื่อฟาร์มจินจู้ก็เช่นกันเอาน้ำปุ๋ยหมักจากขี้หมูไปปลูกกาแฟรสชาติอร่อย ยี่ห้อ ไป๋เฮ่อ (白鶴咖啡) ถึงกับมีคนกล่าวว่าา ปุ๋ยดีจะไม่ไหลไปยังสวนหรือฟาร์มเกษตรผู้อื่น (肥水不落外人田) ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
ปัจจุบัน ฟาร์มต้าเฟิงมีการเลี้ยงหมูจำนวนทั้งหมด 7950 ตัว ลงทุนในฟาร์มเลี้ยงหมู 23 ล้านเหรียญไต้หวัน เริ่มตั้งแต่เดือนมิ.ย.ปี 2017 เริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าไบโอก๊าชจากขี้หมู และในปีเดียวกันของเดือนต.ค.ก็เพิ่มการผลิตปุ๋ยหมักจากขี้หมู น้ำหมักจากขี้หมูนำมาใช้ในการเพาะปลูกในฟาร์มเกษตรละแวกใกล้เคียงจำนวน 5 ตัน นายจางเหวินซาน (張文山) เจ้าของฟาร์มเลี้ยงหมูบอกว่า เขาไม่เคยคิดว่าน้ำหมักจากขี้หมูเอามาใช้เพาะปลูกได้ผลผลิตที่ดีมากๆ และที่สำคัญพืชผลทางการเกษตรอื่น ไม่ว่าจะเป็นมะละกอ กล้วยหอม หรือมะนาว ล้วนไม่มีโรคพืช แม้จะอยู่ใกล้กับฟาร์มเลี้ยงหมู อย่างนี้ต้องบอกว่าเป็นปุ๋ยที่ปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและจนถึงผู้บริโภค ผลผลิตที่ปลูกได้ ต้องรับประทานได้เช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับคำว่าเกษตรอินทรีย์
ทั้งนี้ เมืองผิงตงมีฟาร์มเลี้ยงหมูทั้งหมด 1,800 แห่ง เนื่องจากไม่นานมานี้เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม น้ำเสียจากฟาร์มเลี้ยงหมูรวมทั้งกลิ่นเหม็นจากขี้หมูที่แพร่กระจายในบริเวณใกล้เคียงล้วนเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ของผู้คนและทางกรมสิ่งแวดล้อมมักจะถูกต่อว่าต่างๆนาๆจากประชาชนในการไม่ดูแลเอาใจใส่มลภาวะสิ่งแวดล้อม นายจางเหวินซานบอกว่า ในเมื่อต้องการหาเงินก็จำเป็นต้องดูแลสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะฉะนั้น เขาก็เลยมีการปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อกำจัดมลภาวะให้หมดไป จนกระทั่งในปัจจุบัน น้ำเสียที่เกิดจากการเลี้ยงในฟาร์มของเขาจำนวน 120 ตัน/วัน ได้ผ่านขั้นตอนการแยก แล้วนำกลับใช้ในรูปของการผลิตกระแสไฟฟ้าและใช้เป็นน้ำปุ๋ยในการเพาะปลูก
ไต้หวันส่งเสริมผลิตไฟฟ้าจากแก๊สมีเทนมูลสุกร
มูลสุกรและน้ำในสัดส่วนความเข้มข้นที่เหมาะสม ช่วยให้ต้นข้าวในนาสมบูรณ์งอกงาม
นายจางเหวินซาน (張文山) (สวมเสื้อแดง) เกษตรกรเมืองผิงตงใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากมูลสุกรปลูกพืชผลและกาแฟ ทั้งงามทั้งอร่อยแถมไม่สร้างมลภวะ
From the publisher's feed
ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน
รายการนี้ นำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เกี่ยวกับไต้หวัน ขอเชิญรับฟังกัน อย่าพลาด แล้วคุณจะรู้จักไต้หวัน ตั้งแต่ยังไม่ได้เดินทางมาไต้หวัน