
Sign up to save your podcasts
Or


เขา ‘ตาบอด’ เพราะกระสุนนัดหนึ่งฝังในกะโหลก แต่กลับ ‘ตาสว่าง’ เพราะกระสุนนัดเดียวกันนี้ และทันทีที่ตาสว่าง เขากลับพบว่าประเทศที่ตนอาศัยอยู่ช่างมืดมน ไม่มีทางออก ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีความยุติธรรม ไม่มีสิ่งซึ่งสามารถไว้วางใจ ทุกสิ่งที่เคยมองเห็นล้วนแต่เป็นเพียง ‘ภาพลวงตา’
ตาสว่าง คือนิยายภาพ (graphic novel) ที่ดัดแปลงจากเหตุการณ์จริง ฉากหลังของเรื่องเกิดในประเทศไทยตั้งแต่ทศวรรษ 2520 ถึง ทศวรรษ 2550 งาน fiction ชิ้นนี้คือส่วนผสมระหว่างการศึกษาด้านมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย ศิลปะการประพันธ์ และงานกราฟิก องค์ประกอบเหล่านี้ได้สร้างความหมายกระทบใจในเชิงกวีนิพนธ์
คณะผู้แต่ง ตาสว่าง ได้ศึกษาค้นคว้าทางด้านมานุษยวิทยาในประเทศไทยเป็นเวลาสิบปี บวกกับบทสัมภาษณ์กว่าร้อยชั่วโมง โดยได้เข้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2558 จัดทำคลังข้อมูลทั้งในรูปแบบของภาพถ่ายและฟิล์มภาพยนตร์ กว่า 5,000 รายการ โดยใช้เอกสารจากหอสมุดแห่งชาติ หอภาพยนตร์ และงานสะสมส่วนบุคคลของนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างชีวิตของ ‘นก’ มอเตอร์ไซค์รับจ้างชาวอุดรธานีผู้เข้ามาแสวงหาชีวิตที่ดีในเมืองหลวงช่วงกลางทศวรรษ 2520 ชีวิตของนกถูกเหวี่ยงด้วยแรงลมของการเมืองที่พัดเพในแต่ละยุคสมัย แต่เขากลับรู้สึกมีอิสระดุจนกบิน หรืออาจจะตระหนักเพียงว่าเกิดเป็นนกก็ต้องบิน แต่แรงลมของการเมืองนี้เองได้ดูดดึงเขาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งกับคนเสื้อแดง ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพในสิทธิของตน เสรีภาพของตน ตื่นรู้ ตระหนักถึงตัวตนทางการเมือง อิสระดุจนกก่อนหน้านี้คือ ‘ภาพลวงตา’ ก่อนที่ลมจะพัดพรากทุกสิ่งไปหลังสูญเสียดวงตาจากการสลายการชุมนุมทางการเมืองของคนเสื้อแดง ปี 2553 และ ‘ภาพลวงตา’ กลับมาตอกย้ำภาวะ ‘ตาสว่าง’ อีกครั้งหลังรัฐบาลที่เขาสนับสนุนชนะการเลือกตั้งในปี 2554
ทันทีที่ตาสว่าง เขากลับมองเห็นประเทศที่ตนอาศัยอยู่ช่างมืดมน ไม่มีทางออก ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีความยุติธรรม ไม่มีสิ่งซึ่งสามารถไว้วางใจ ทุกสิ่งที่เคยมองเห็นล้วนแต่เป็นเพียง ‘ภาพลวงตา’
ตอนสุดท้ายของหนังสือ "ที่ผ่านมามนุษย์ไม่เคยไร้หัวใจ" ที่เราจะมาพูดถึงยารักษาความเกลียดชังที่ดีที่สุด ผ่านเรื่องราวของพี่น้องฝาแฝด "คอนสแตน และ อับราฮัม วิลญอง" คู่แฝดชาวแอฟริกาใต้ผิวขาวที่โชคชะตาทำให้เขาทั้งสอง มีเส้นทางอาชีพและแนวคิดที่อยู่คนละฝั่งกัน
อับราฮัม เป็นผู้ที่สนับสนุนการเรียกร้องความเท่าเทียมให้กับเพื่อนร่วมชาติผิวดำ ส่วนคอนสแตนกลับเป็นถึงผู้นำฝ่ายต่อต้านที่ยึดมั่นในแนวคิดการแบ่งแยกเชื้อชาติ
อะไรทำให้สุดท้าย ทั้งสองกลับมาปรองดองกันได้
คำตอบนั้นสุดแสบที่จะเรียบง่ายเกินคาด สิ่งนั้นคือ "การพบปะ" จะเป็นอย่างไร ไปฟังพร้อมๆกันได้เลยครับ
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อผู้ใหญ่ได้สร้าง "สนามเด็กเล่นขยะ" ขึ้นมาเพื่อได้เด็กๆได้ปลดปล่อยจินตนาการได้อย่างเต็มที่
และจะเป็นอย่างไรเมื่อเรานำแนวคิดนี้มาใช้ใน "โรงเรียน"
การให้อิสระโดยไม่มีแม้แต่กำแพงห้องมาปิดกั้น เด็กทุกชั้นนั่งเรียนรวมกัน โรงเรียนที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง
ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ไปฟังพร้อมๆได้เลยครับ
ปรากฏการณ์พิกเมเลียน คือ เมื่อคนเรามี "ความเชื่อ" กับสิ่งใดมากๆ ในที่สุดสิ่งนั้นจะกลายเป็นจริง โดยได้มีการทำการทดลองกับเด็กนักเรียน และครู ผลที่เกิดขึ้นคือเมื่อเด็กและครูเชื่อว่า คนเด็กคนนั้นมีไอคิวสูง (แต่ในความจริงเป็นเรื่องที่กุขึ้นมา) ท้ายที่สุด ด้วยคำชมของครู และความเชื่อ เด็กก็มีไอคิวสูงขึ้นจริงๆ
ซึ่งตรงข้ามกับปรากฏการณ์โกเลม ที่เป็นความเชื่อในด้านลบ โดยมีการทำการทดลองโดยบอกกับเด็กว่า ตัวเด็กเหล่านั้นเป็นเด็กที่พูดไม่ชัด ซึ่งทำให้เด็กๆเมื่อโตขึ้นมาก็มีปัญหาด้านการพูดจริงๆ
ปรากฏการณ์โกเลม นี้คล้ายกับ "ยาหลอกเชิงลบ"
คำถามคือ แล้วเราจะใช้พลังแห่ง ความคาดหวัง ความเชื่อเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร
การทดลองเรือนจำสแตนฟอร์ด เป็นการทดลองทางจิตวิทยาอันเลื่องชื่อของ ฟิลิป ซิมบาร์โด นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1971 ซิมบาร์โดประกาศรับอาสาสมัครเข้าร่วมการทดลอง โดยบอกว่าเป็นการทดลองเกี่ยวกับชีวิตในเรือนจำที่ใช้เวลา 2 สัปดาห์ และมีค่าตอบแทนให้คนละ 15 ดอลลาร์ต่อวัน จากนั้นพวกเขาจะถูกสุ่มให้รับบทเป็น ‘นักโทษ’ หรือ ‘ผู้คุม’ ในเรือนจำที่จำลองขึ้นอย่างสมจริง ณ ห้องใต้ดินของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด
ผลที่ได้การจากทดลองนี้ คือการที่ฝ่าย ‘ผู้คุม’ กระทำการคุกคามและใช้อำนาจกับ ‘นักโทษ’ จนนักโทษบางคนเริ่มทนไม่ไหว เช่น การบังคับให้นักโทษแก้ผ้า สุดท้ายการทดลองนี้ต้องยุติในเวลา 6 วัน จากกำหนดการเดิมคือ 14 วัน โดยที่ ซิมบาร์โด ได้สรุปผลการทดลองว่า สภาพแวดล้อมในเรือนจำ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดพฤติกรรมอันเลวร้ายของฝ่าย ผู้คุม
ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว..... การทดลองนี้เป็นเรื่องลวงโลก !!!
แท้จริงแล้ว ฟิลิป ซิมบาร์โด มีกระบวนการในการทดลองอย่างไร แล้วอะไรคือผลลัพธ์ที่แท้จริงของการทดลองนี้ เราไปค้นหาคำตอบนี้ด้วยกันครับ
ทำไมทหารที่ออกไปรบในสงคราม ทั้งๆอยู่ในความเป็นความตาย แต่ทหารเหล่านั้นส่วนใหญ่กลับเลือกที่จะไม่ยิงปืนออกไป มีเพียงไม่ถึง 20% ที่ยิงอาวุธออกไป
อารยธรรม นำมาซึ่งความไม่เท่าเทียมจริงหรือ ถ้าครั้งนึงพวกเราเคยอาศัยอยู่บนโลกที่เท่าเทียมกัน เกิดอะไรขึ้นโลกเท่าเทียมใบนั้นหายไปเมื่อไร่กัน แล้วเราจะสามารถกลับไปเป็นโลกแบบนั้นได้ไหม
รูปปั้นโมอาย บนเกาะอีสเตอร์ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ด้วยจำนวนรูปปั้นอันมากมาย ต้องใช้คนมากมายขนาดไหนในการสร้าง แล้วผู้คนเหล่านั้นหายไปไหน หรือว่าเคยมีการฆ่ากันระหว่างเผ่าบนเกาะอีสเตอร์กัน
มาร่วมกันหาคำตอบเหล่านี้ไปพร้อมๆกันใน EP นี้ครับ
EP นี้ จะพูดถึงวรรณกรรมขึ้นหิ้งของ วิลเลียม โกลดิ้ง ที่ชื่อว่า "วัยเยาว์อันสิ้นสูญ" เนื้อหาหลักจะเป็นเรื่องราวที่เด็กกลุ่มหนึ่งติดอยุ่บนเกาะร้าง เพราะเครื่องบินตก โดยที่ไม่มีผู้ใหญ่รอดชีวิตเลย เด็กต้องดำรงชีวิตอยู่กันเอง อันนำมาซึ่งเรื่องราวที่แสดงถึงความมืดดำของจิตใจมนุษย์
ทว่า แท้จริงแล้วจิตใจของมนุษย์เราเป็นแบบในวรรณกรรมจริงหรือ คำถามนี้นำมาซึ่งการค้นหา "วัยเยาว์อันสิ้นสูญของจริง" ที่มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับในวรรณกรรม
ในบทถัดมาเล่าถึงการทดลองที่พยายามทำให้จิ้งจอกสีเงินที่เป็นสัตว์ดุร้ายมากๆ เชื่องลงจนคล้ายสุนัข ด้วยการผสมพันธุ์หลายๆรุ่นโดยใช้ปัจจัยในการคัดเลือกแค่อย่างเดียวคือ เลือกตัวที่มี "ความเป็นมิตร" ที่สุด การทดลองนี้นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่อาจเป็นการเฉลยได้ว่าทำไมพวกเรา โฮโมเซเปียน ถึงเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์สายพันธุ์เดียวที่เหลือรอดมาได้ ทั้งๆที่ญาติของเรา โฮโมนีแอนเดอร์ทาล ที่ทั้งฉลาดกว่าและมีร่างกายที่แข็งแรงกว่ากับสูญพันธุ์ไป
หนังสือ "ที่ผ่านมา มนุษย์ไม่เคยไร้หัวใจ" หรือ "Humankind : A Hopeful History" เล่มนี้ จะพาเราไปสำรวจจิตใจมนุษย์ผ่านประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ด้วยมุมมองใหม่ที่ว่ามนุษย์ล้วนเป็นคนดีโดยกำเนิด โดยผู้เขียนได้สืบเสาะและค้นหาความจริง ด้วยการพาเราย้อนไปกว่า 200,000 ปี เพื่อที่จะค้นพบว่า โฮโมเซเปียนกลายเป็นเผ่าพันธุ์เดียวที่ครองโลกและได้ไปเหยียบดวงจันทร์ เพราะพวกเรามีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน เขายังท้าทายทฤษฎีและการทดลองชื่อดังก้องโลกต่าง ๆ ที่ล้วนบอกกับเราว่า มนุษย์นั้นทำเรื่องชั่วร้ายได้มากมายเพียงใด นั่นรวมไปถึงการสังหารหมู่ชาวยิวของนาซี
ด้วยการสืบค้น สัมภาษณ์และเสาะหาข้อผิดพลาดจนพบว่า ความเชื่อที่เราถูกพร่ำสอนกันมาล้วนถูกบิดเบือน เพราะหลักฐานที่เขาค้นพบแสดงให้เห็นว่ามนุษย์ไม่เคยไร้หัวใจ และเราไม่เคยทอดทิ้งกัน ฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่เราจะมองมนุษยชาติในมุมใหม่ มุมที่เราล้วนเป็นคนมีหัวใจ และพร้อมหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กันเสมอ
ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ที่ต้องพบเจอกับปัญหาเหล่านี้ ลูกไม่ค่อยจะฟังสิ่งที่เราพูด ลูกงอแง ยิ่งบอกให้เงียบยิ่งเสียงดัง
รวมถึงปัญหาเรื่องการเรียน ทำไมเราถึงรู้สึกว่าลูกเราเรียนไม่เก่ง สู้เพื่อนๆไม่ได้ จะให้ลูกที่อายุอ่อนเกณฑ์เข้าเรียนเลยดีไหม
EP นี้มีคำแนะนำดีๆให้คุณแน่นอนครับ กับหนังสือ "ดีต่อลูก"
ความสัมพันธ์กับลูกไม่ดี ลูกไม่ฟังเรา อยากเข้าใจลูก อยากให้ลูกเข้าใจเราบ้าง ลูกเรียนไม่เก่ง ลูกช้ากว่าเด็กคนอื่น ลูกวัยอนุบาลให้เรียนหรือเล่นดี กลัวลูกไม่ทันเพื่อน ทะเลาะกับลูก ไม่อยากรุนแรงกับลูกแต่หลุดทุกที สับสนเรียนแบบไหน ส่งเสริมลูกแบบไหนดีในยุคนี้ บางทีเราพ่อแม่เริ่มหมดกำลังใจ บางครั้งก็เหนื่อย หมดหวังกับลูก และหมดหวังกับสังคมกับเด็กสมัยนี้
นี่คือส่วนหนึ่งในอีกหลายๆสารพัดปัญหาของพ่อแม่ในยุคนี้ ยุคที่ความรู้หาง่ายแต่ไม่รู้จะหยิบอันไหนมาใช้ดี
หนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่หนังสือพัฒนาการเด็ก และไม่ใช่หนังสือเลี้ยงลูก แต่เป็นหนังสือที่พ่อแม่อ่านแล้วเข้าใจง่าย ในสไตล์ดีต่อลูก เป็นหนังสือสำหรับพ่อแม่ทุกคนที่อยากจะเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ อยากเป็นพ่อแม่ที่มีความสุข มีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก อยากให้ลูกมีพฤติกรรมดีขึ้น อยากเห็นสังคมดีขึ้น และอยากเห็นลูกเราและลูกคนอื่นอยู่ในสังคมด้วยกันได้อย่างปลอดภัย
From the publisher's feed

76 Listeners

2 Listeners

9 Listeners

3 Listeners

3 Listeners

4 Listeners

0 Listeners

4 Listeners

17 Listeners

19 Listeners

16 Listeners

6 Listeners

8 Listeners

8 Listeners

0 Listeners