
Sign up to save your podcasts
Or


16 ต.ค. 64 - อย่าหวงแหนภาพลักษณ์ : บางครั้งเราก็ต้องทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อไม่เปิดช่องให้อัตตานี่มันเข้ามาฉวยโอกาสยกหูชูหาง ซึ่งก็อาจจะหมายถึงไม่ถนอมภาพลักษณ์ พร้อมที่จะฉีกภาพลักษณ์ หรืออย่างน้อยๆแม้ว่าจะมีความดี ความเก่ง ความสามารถอะไร ก็อดใจไม่อวดไม่โชว์ไม่ประกาศ เพราะว่าถ้าทำอย่างนั้น มันก็เปิดช่องให้อัตตามันเข้ามาครองใจหรือยกหูหางได้
15 ต.ค. 64 - สงบได้เมื่อฝึกใจไว้ดี : การปฏิบัติแท้ก็คือว่า ไม่ว่ามีอะไรมากระทบรวมทั้งคำติฉินนินทา คำต่อว่าด่าทอ เราก็สามารถรักษาใจให้ปกติ นี้คือการปฏิบัติแล้ว ออกไปข้างนอกเจอผู้เจอคน สนทนากัน พูดคุยกัน นั่นคือการปฏิบัติเหมือนกัน อย่าไปคิดว่า ออกไปข้างนอกแล้วจะไม่ได้ปฏิบัติ ที่จริงปฏิบัติยิ่งกว่าที่เราอยู่ในกุฏิหรืออยู่ในวัดเสียอีก มันเป็นการปฏิบัติกับของจริง
14 ต.ค. 64 - ทำเดี๋ยวนี้ อย่าเดี๋ยวก่อน : ถ้ามีโอกาสต้องรีบทำ จะผัดผ่อนไม่ได้เลย เพราะว่าผัดผ่อนเมื่อไหร่ อาจจะกลายเป็นว่าปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอยไปเลยก็ได้ อันนี้คือสิ่งที่เราควรจะทำเสียแต่วันนี้ หรือทำเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งสำคัญแล้วก็รีบด่วน รวมทั้งสิ่งสำคัญและไม่รีบด่วน
13 ต.ค. 64 - ทำตัวตนให้เล็กลง : เวลาถูกตำหนิหรือถูกท้วงติงแล้วเกิดความรู้สึกขุ่นเคืองไม่พอใจ มองให้ดีจะพบว่า ที่จริงแล้วไม่ใช่เราที่เป็นทุกข์ กิเลสหรือมานะ คือความถือตัวว่า ดีกว่า สูงกว่า เก่งกว่า ต่างหากที่เป็นทุกข์ แต่คนเราก็มักจะเผลอยึดเอาความทุกข์ของกิเลสมาเป็นความทุกข์ของเรา เมื่อมีคนตำหนิ กิเลสหรือมานะย่อมไม่พอใจ มันก็เลยสั่งให้เราด่ากลับหรือตอบโต้ทันที ทั้งที่มันไม่ได้เป็นผลดีกับเราเลย
12 ต.ค. 64 - อนุภาพของการเห็น : แต่การเห็น การมอง การจ้อง การรู้ซื่อๆ มันไม่เหนื่อย แต่ว่าคนเรา สิ่งที่มันง่ายๆก็ไม่ค่อยจะทำเท่าไหร่ กลับไปทำสิ่งที่ยาก แล้วมันก็ไม่ค่อยได้ผลด้วย ไปสู้รบกับอารมณ์ หรือไปสู้รบกับมาร มันก็มีแต่ล้มเหลว ไม่ได้ผล มีแต่ไปเพิ่มกำลังให้กับมัน
11 ต.ค. 64 - รู้ทันภาพตัวตน : “ตัวฉัน” ไม่ได้มีอยู่จริง หากเกิดขึ้นจากการนึกคิดปรุงแต่งเอาเอง ถ้า “ตัวฉัน”มีอยู่จริง ก็น่าจะมีอยู่หนึ่งเดียว แต่เคยสังเกตไหมว่าสิ่งที่เรียกว่า “ตัวฉัน”นั้นแปรเปลี่ยนตลอดเวลา เดี๋ยวฉันก็เป็นแม่ เดี๋ยวก็เป็นลูก เดี๋ยวก็เป็นคนสวย เดี๋ยวก็เป็นคนขี้เหร่ ฯลฯ สุดแท้แต่สถานการณ์หรือผู้คนที่แวดล้อมเกี่ยวข้อง เจอฝรั่ง ฉันก็กลายเป็นคนไทย แต่พอเจอคนใต้ ความรู้สึกว่าฉันคนกรุงเทพ ฯ ก็เกิดขึ้น พอฉันเป็นแม่ ก็ทุกข์เมื่อลูกไม่เชื่อฟัง แต่พอฉันกลายเป็นลูก ก็ทุกข์ที่พ่อชอบห้ามโน่นห้ามนี่ แต่ไม่ว่าฉันจะเป็นอะไร ก็ทุกข์เสมอ แม้แต่ฉันเป็นคนเก่ง ก็ทุกข์เพราะกลัวว่าจะมีคนอื่นเก่งกว่า หรือขุ่นเคืองใจที่ไม่มีใครเห็นว่าฉันเก่ง เป็นอะไรก็ทุกข์ทั้งนั้น หากยึดมั่นสำคัญหมายหรือเผลอคิดว่า “ฉัน”เป็นอย่างนั้นจริง ๆ แต่หากรู้ว่านั่นเป็นสมมุติ ก็ไม่มี“ฉัน”เป็นผู้ทุกข์ พูดอีกอย่างคือ มีความทุกข์ แต่ไม่มีผู้ทุกข์
10 ต.ค. 64 - ฟังเสียงของกายและใจบ้าง : แต่ว่าคนส่วนใหญ่ก็จะไม่ค่อยได้ยินเสียงธรรมชาติหรอก ไม่ว่าเสียงที่ได้ยินทางหู หรือเสียงที่รับรู้ทางใจ เพราะว่ารอบตัวก็มีเสียงดังจากโทรศัพท์มือถือ จากผู้คน จากรถรา ส่วนในใจก็มีเสียงของความคิดดังอยู่ในหัว ยิ่งในระยะหลัง ผู้คนแยกห่างจากธรรมชาติ อยู่ในเมือง อยู่ในที่จอแจ จะไปได้ยินเสียงธรรมชาติได้อย่างไร อย่าว่าแต่เสียงที่ได้ยินด้วยใจเลย เสียงที่ได้ยินทางหูก็ไม่ค่อยได้ยินแล้ว เพราะถูกกลบด้วยเสียงของความอึกทึกจอแจ
9 ต.ค. 64 - พูดสอนตน : อันนี้ก็เป็นบทเรียนว่า เวลาพูดแม้จะปรารถนาดีต่อผู้ฟัง ถ้าเกิดว่าทำเต็มที่แล้ว เขายังไม่สนใจ ก็ต้องปล่อยแล้ว มาให้ความสนใจกับผู้ฟังคนอื่นที่เขายังสนใจฟังดีกว่า แต่ถึงที่สุด สำหรับการฝึกตอน ผลของการพูดมันก็ต้องรู้จักวาง ถ้าไปสนใจคาดหวังผลจากการพูด จะให้คนเขาตามฟังไปจนตลอด มันก็จะเป็นทุกข์ได้เพราะว่าพอเจอผู้ฟังที่ไม่สนใจ คุยโทรศัพท์กลางห้อง หรือว่าพูดคุยกันต่อหน้าต่อตาเรา มันก็ยิ่งเกิดความหงุดหงิดที่ยิ่งคาดหวังว่าจะให้เขาฟัง แล้วเขาไม่ฟัง
8 ต.ค. 64 - เปลี่ยนชีวิตด้วยตัวเราเอง : ให้หมั่นรู้ทันในความหลง หรือว่ารู้ทันเมื่อมีความหลง ถ้าเราเปลี่ยนหลงให้กลายเป็นความไม่หลง หรือเปลี่ยนร้องไห้กลายเป็นความรู้ตัวอยู่บ่อยๆอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายชีวิตเราจะเปลี่ยนเอง มันจะเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ ไม่ถึงกับว่าเกิดจุดหักเหอย่างตัวอย่างที่พูดมา ถ้าไปรอให้มีเหตุการณ์ใดที่มันจะเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตเรา อันนี้ก็ถือว่าประมาทเกินไป เพราะว่าเราไม่จำเป็นต้องรอก็ได้ แต่ถ้ามันเกิดขึ้น อันนี้เราจึงค่อยนำมันมาใช้ให้เป็นประโยชน์ จะเป็นคำพูดที่สบประมาท หรือว่าคำต่อว่าด่าทอ หรือแม้กระทั่งความเจ็บความป่วย ความสูญเสียพลัดพราก พวกนี้มันสามารถจะเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตไปในทางที่ดี ให้เกิดความเจริญงอกงามในทางธรรมก็ได้
7 ต.ค. 64 - สอนตนได้ มองตนเป็น : ทุกวันนี้ทำวัตรเช้า เราก็ถาม แล้วก็สวดเป็นคำถาม ทำไฉนการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะพึงปรากฏชัดแต่เราได้ ถ้าเราถามอย่างนี้กับตัวเราเอง หรือว่าจริงจังกับคำถามแบบนี้ มันก็ช่วยทำให้เราขวนขวายในการออกจากทุกข์ แทนที่จะถามว่าทำอย่างไรถึงจะรวย ทำอย่างไรเขาถึงพูดดีกับฉัน ทำอย่างไรเขาถึงจะเข้าใจฉัน แต่พอถามใหม่ว่าทำอย่างไร การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะเกิดขึ้นแก่เราได้ มันทำให้เรากลับมาที่การฝึกตน การบำเพ็ญความเพียร โลกจะเป็นยังไง ใครจะเป็นอย่างไร มันเป็นเรื่องของเขา แต่ว่าฉันก็จะมุ่งหน้าทำความเพียรเพื่อการพ้นทุกข์
From the publisher's feed

60 Listeners

38 Listeners

75 Listeners

9 Listeners

1 Listeners

3 Listeners

4 Listeners

0 Listeners

6 Listeners

19 Listeners

16 Listeners

5 Listeners

8 Listeners

8 Listeners

0 Listeners