Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

Download on the App Store

Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล) episodes

  • 25641105pm--ลบดึงดูดลบ บวกดึงดูดบวก

    5 พ.ย. 64 - ลบดึงดูดลบ บวกดึงดูดบวก : แต่ถ้าบวกดึงดูดบวก ในความหมายที่พูดมา มันเป็นกฎธรรมชาติ เมื่อเรามีเมตตากรุณากับใคร มันก็ไปกระตุ้นเอาความรู้สึกดี อารมณ์บวกของคนๆนั้นออกมา ถ้าเราดีกับเขา เขาก็ดีกับเรา อย่างไรก็ตามมันก็เป็นไปได้ว่าจะมีคนที่พูดไม่ดีกับเรา ทำไม่ดีกับเราหรือแสดงอารมณ์ที่เป็นลบกับเรา ก็ไม่ได้หมายความว่า พอเราเจอคนแบบนี้แล้ว เราจะต้องรู้สึกลบไปกับคนเหล่านั้นด้วย ถึงแม้ว่าความรู้สึกลบของคนเหล่านั้นจะดึงเอาความรู้สึกลบในใจของเราออกมา ว่ามันมีตัวป้องกัน

    ถ้าเรามีสติ รู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น เวลาเจอคนมาต่อว่าด่าทอ เราโกรธเลย แต่พอเรามีสติรู้ทัน มันก็ทำให้อารมณ์ลบ มันไม่ทันได้ออกมาจากใจของเรา สติเป็นตัวราบ สติเป็นตัวทำให้อารมณ์ลบในใจของเราที่ถูกกระตุ้นเร้าจากคำพูดและการกระทำของคนอื่น สงบลง เจอคนพูดลบเจอคนที่มีพฤติกรรมลบกับเรา แต่เราไม่มีความรู้สึกลบกับเขา เพราะเรามีสติ สติเป็นตัวป้องกันไม่ให้ความรู้สึกลบในใจของเราถูกกระตุ้นเร้า จนแสดงออกมาเป็นการกระทำหรือคำพูด อันนี้ ก็จะทำให้ลบไม่สามารถที่จะดึงดูดลบ ลบของคนอื่น หรือลบจากคนอื่น ไม่สามารถจะมาดึงดูดลบจากใจของเราได้ เพราะเรามีเครื่องป้องกันคือ สติ เขาจะพูดลบ เขาจะรู้สึกลบกับเราอย่างไร แต่เราก็เป็นปกติได้ หรือบางทีเขาอาจจะไม่ตั้งใจ เช่น เขาเป็นคนเหงา เขาเป็นคนหดหู่ อยู่ใกล้เขาแล้ว ไม่จำเป็นต้องหดหู่หรือเหงาตามเขาก็ได้ เพราะเรามีสติ รู้ทันอารมณ์และความคิดในใจเรา
     
    เวลาเราไปเยี่ยมคนป่วย คนป่วยบางคนท้อแท้ห่อเหี่ยว ก็ไม่ได้แปลว่า เราจะต้องท้อแท้ห่อเหี่ยวตามไปด้วยถ้าเรามีสติ อันนี้ก็ทำให้ลบไม่สามารถจะดึงดูดลบได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้เราเกิดพลังบวกขึ้นมา ที่สามารถกระตุ้นเร้าพลังบวกในใจของเขาออกมา เมื่อเรามีเมตตากรุณา เมื่อเรามีสติ เมื่อเรามีความแจ่มใส มันก็ช่วยทำให้เขาซึ่งห่อเหี่ยวเกิดแจ่มใสขึ้นมา หรือที่กำลังหงุดหงิดก็เกิดความรู้สึกโปร่งโล่งเกิดความสบายขึ้นมา อันนี้อยู่ในวิสัยที่เราทำได้
     
    เพราะฉะนั้น อย่าปล่อยให้ลบมาดึงดูดลบจากใจของเรา ต้องรู้จักป้องกัน และในขณะเดียวกัน ก็ใช้สติปลุกกระตุ้นเร้าความรู้สึกบวกขึ้นมา เพื่อที่จะแผ่ออกไป หรือดึงความรู้สึกบวกให้เกิดขึ้นในใจของคนรอบข้าง อย่างที่เราพบว่าคนที่สงบเย็น คนที่อยู่ใกล้ก็พลอยสงบเย็นไปด้วย เมื่อเราอยู่ใกล้ครูบาอาจารย์บางท่าน เราพลอยสงบเย็น โดยที่อธิบายไม่ได้ ทั้งนี้เพราะความสงบในใจของท่านมาดึงดูดความสงบเย็นที่มันซุกซ่อนอยู่ในใจของเราออกมา มันดึงดูดเอาความรู้สึกเมตตากรุณา หรือความรู้สึกที่เป็นกุศลออกมา อันนี้คือสิ่งที่เราสัมผัสได้ อย่างนี้แหละที่เรียกว่า บวกดึงดูดบวก
    30 min
  • 25641105am--รักษากายและใจให้เกื้อกูลกัน

    5 พ.ย. 64 (เช้า) - รักษากายและใจให้เกื้อกูลกัน : จิตที่ฝึกไว้ดีแล้ว กายจะพลอยดีตามไปด้วย จิตที่มีสติ มีปัญญา รู้จักปล่อยรู้จักวาง ไม่ปล่อยให้กิเลส ตัณหา ราคะ โทสะครอบงำ ร่างกายก็ผ่อนคลายสุขสบาย เรียกว่าเกิดความผสมกลมกลืนเกื้อกูลกันทั้งกายและใจ แต่ถ้าใจไม่ได้รับการฝึกให้ดี ใช้กายไปในทางที่เสียหายขึ้นมา เสพ ดื่ม เที่ยว เล่น เพื่อสนองความต้องการของใจล้วนๆ พอกายป่วย สุขภาพย่ำแย่ สุดท้ายใจก็พลอยแย่ไปด้วย เพราะว่าพอกายป่วย ใจก็ป่วยไปด้วย เกิดความเครียด เกิดความห่อเหี่ยว เกิดความหงุดหงิด เกิดความวิตกกังวล เกิดความเศร้าหมอง จนบางทีถึงกับซึมเศร้า สุดท้ายก็ฆ่าตัวตาย เพราะว่าถูกทุกขเวทนาทางกายมันฉุดมันรั้ง เรียกว่าให้ย่ำแย่ไปทั้งสองฝ่าย ทั้งใจและกาย

    แต่พอใจฝึกไว้ดีแล้ว มันก็ช่วยกายให้มีสุขภาพดีให้แข็งแรง โดยเฉพาะใจที่รู้จักเคี่ยวเข็ญร่างกายในการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กายก็ไม่ค่อยชอบ ต้องอาศัยใช้ใจที่มีความตั้งใจความเพียรอดทนในการเคี่ยวเข็ญให้กายตื่นแต่เช้า แล้วก็วิ่ง หรือว่าว่ายน้ำ หรือว่าบริหารโยคะ กายไม่ชอบ แต่พอใจเคี่ยวเข็ญให้ทำ สิ่งดีๆ ผลดีก็เกิดขึ้นกับกาย
     
    พอกายแข็งแรง ใจก็พลอยสดชื่นแจ่มใสไปด้วย หรือถึงแม้เวลากายมันแย่เพราะความแก่ชราเพราะความป่วย แต่ว่าใจไม่เศร้าหมอง ไม่ห่อเหี่ยวเพราะฝึกไว้ดีแล้ว จากการที่ใช้กายในการภาวนา ไม่ว่าจะเป็นการเจริญสติ การทำสมาธิที่เรียกว่าจิตภาวนา ปัญญาภาวนา หรือว่าการฝึกใช้ตาหูจมูกลิ้นกาย เพื่อความเจริญงอกงามทางจิตใจ เรียกว่าการภาวนามันก็เกิดความสามัคคีกันขึ้นมา
     
    สามัคคีเป็นสิ่งสำคัญ แต่เรามักจะพูดถึงความสามัคคีกับผู้คนแวดล้อม สามัคคีในครอบครัว สามัคคีในองค์กร ในหน่วยงาน แต่ว่าสามัคคีที่เป็นพื้นฐานคือ ความสามัคคีระหว่างกายกับใจ มีความราบรื่นกลมกลืนกัน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ เมื่อมีการฝึกจิตเป็นเบื้องต้น จิตหรือใจพากายไปในทางที่ถูกต้อง ใช้กายไปในทางที่สร้างสรรค์
    แต่ถ้าจิตฝึกไว้ไม่ดี หรือว่าไม่สนใจเลย ไม่สนใจในการฝึกจิตเลย มันก็ใช้กายไปในทางที่เกิดความเสียหาย ไม่ใช่กับคนอย่างเดียว สุดท้ายก็ยังเกิดโทษทั้งต่อใจและกาย
     
    เพราะฉะนั้น การสร้างความสามัคคีระหว่างกายกับใจ เป็นพื้นฐานเลยทีเดียว ฉะนั้น การเจริญสติ ถ้าเรามาฝึกใจให้มาตามดูรู้กาย ต่อไปมันก็จะรู้ทันความคิดและอารมณ์ ไม่ทำให้จิตกับกายแปลกแยกกัน หรือทำให้ตัวเราแปลกแยกหรือขัดแย้งกับผู้อื่นไปในทางที่เกิดโทษ เมื่อสามัคคี เกิดขึ้นกับกายและใจได้ การที่จะเกิดความสัมพันธ์ที่ราบรื่นกับผู้คนแวดล้อม รวมทั้งกับโลกรอบตัว มันก็เป็นไปได้ง่ายขึ้น
    27 min
  • 25641104pm--กิจด้านในที่ควรทำสม่ำเสมอ

    4 พ.ย. 64 - กิจด้านในที่ควรทำสม่ำเสมอ : ใจฟุ้งก็รู้ อย่างนี้ดี สงบก็รู้ โกรธ หงุดหงิดเกิดขึ้นก็เป็นเรื่องธรรมดา ก็แค่รู้ทัน ไม่ใช่ว่า ปฏิบัติแล้วจะโกรธไม่ได้ หงุดหงิดไม่ได้ แต่พอคาดหวังให้จิตสงบ พอโกรธก็เป็นทุกข์ พอหงุดหงิดก็ไม่พอใจว่าทำไมเกิดขึ้นกับใจของฉัน หรือทำไมเกิดขึ้นกับฉัน อันนี้เป็นเพราะว่าไปคาดหวังอยากเห็นผลไวๆ แต่พอเราวางความคาดหวังลง หรือว่าใจเย็นขึ้น การปฏิบัติก็จะกลายเป็นเรื่องที่ไม่ยากอะไรเลย เพราะว่าทำทุกครั้งก็เกิดผลทุกครั้ง เจริญสติทุกที มันก็มีสติเพิ่มขึ้นมาทุกขณะ แม้ว่าจะมีความกระเพื่อมขึ้นมาในใจก็ตาม

    เพราะฉะนั้นถึงแม้จะออกพรรษาไปแล้ว อย่าทิ้งเรื่องการปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาศีล เรื่องการฝึกจิตทำความรู้สึกตัว โดยเฉพาะกิจด้านในต้องทำสม่ำเสมอ ทำให้เป็นกิจวัตรไม่น้อยกว่าการที่เราเอากระจกส่องดูหน้าตัวเองหรือว่าดูข้อความทางโทรศัพท์มือถือในแต่ละวันๆ
    27 min
  • 25641023pm--สร้างความลุ่มลึกให้แก่จิตใจ

    23 ต.ค. 64 - สร้างความลุ่มลึกให้แก่จิตใจ : การทอดกฐินปีนี้ ก็จัดว่าเป็นการทำบุญในภาวะที่พิเศษ เพราะว่าเราทำบุญท่ามกลางสถานการณ์โควิด เราจึงไม่สามารถทำบุญอย่างที่เคยทำได้ หลายคนก็อยากจะมาแต่ก็มาไม่ได้ และทางวัดก็ไม่ได้เปิดกว้าง จึงเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจใฝ่ทำบุญมาติดตามการทำบุญทอดกฐินด้วย Facebook Live เป็นต้น

    พวกเราเมื่อทอดกฐินเสร็จ ก็ต้องกลับไปเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่ปกติต่อไป แต่ไม่ว่าโควิดจะทำความลำบากอย่างไร ไม่ว่าในทางสุขภาพ หรือว่าในทางเศรษฐกิจ ก็ขอให้เราตระหนักว่า มันจะไม่อยู่กับเราไปตลอด สักวันหนึ่งมันก็จะต้องเลือนหายไป อาจจะไม่หายไปแบบสูญพันธุ์ เหมือนกับไข้ทรพิษ อาจจะยังอยู่กับเรา เหมือนกับโรคหรือไข้หวัดใหญ่ แต่ว่ามันก็จะบรรเทาเบาบางลงไป
     
    ในระหว่างที่มันยังไม่หายไป ก็ขอให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างมีสติ ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท รักษาใจไม่ให้ทุกข์ ในยามนี้มันยิ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของสติ และธรรม ถ้าเรามีสติ ไม่ประมาท เราตั้งการ์ดอยู่เสมอ จะปลอดภัยจากโควิด และในขณะที่เราต้องเก็บตัว อยู่ในบ้าน เราก็อยู่ได้อย่างไม่มีความทุกข์ เพราะเราเรียนรู้ที่จะมีความสุขอยู่กับปัจจุบันขณะ เรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองได้ด้วยใจที่ไม่ทุกข์
     
    และเมื่อถึงวันที่โควิดได้เลือนหายไป ไม่กลายเป็นโรคระบาด เราจะกลับมามีชีวิตตามปกติ ก็ขอให้เราอย่าได้ลืมธรรม ลืมสติ ลืมปัญญา ขอให้เราตระหยักถึงความสำคัญของการฝึกใจให้กว้างและทำใจให้ลุ่มลึกดังที่กล่าวมา
    45 min
  • 25641022pm--รู้ทุกข์ ไม่เป็นทุกข์

    22 ต.ค. 64 - รู้ทุกข์ ไม่เป็นทุกข์ : ความทุกข์ใจเกิดจากหลายสาเหตุ ที่สำคัญคือความไม่ชอบ ความโกรธ ความเกลียด ความชัง การผลักไส ผลักไสอะไรก็ทุกข์ทันที เช่นเมื่อเจอเสียงดัง หรืออย่าว่าแต่เสียงดังเลย เสียงเบาๆ แถมไม่ใช่เสียงคุย แต่เป็นเสียงเพลง แต่ถ้าไม่ชอบเสียแล้ว แม้ได้ยินแค่ประเดี๋ยวเดียว หรือได้ยินแค่แผ่วเบา ใจก็ทุกข์ทันที เวลาได้ยินเสียงเพลง หรือเสียงคนคุยกัน กายไม่ทุกข์หรอก เพราะเสียงไม่ได้ดังเอ็ดตะโรระคายโสตประสาท แต่ใจมันทุกข์ ถึงตรงนี้ค่อยรู้ว่า ข้างในมันหงุดหงิด ไม่พอใจ โกรธ แต่บางคนก็ไม่รู้ เพราะเข้าไปในความหงุดหงิด ความโกรธไปแล้ว โกรธแต่ไม่รู้ว่าโกรธ จึงเป็นผู้โกรธ

    ตอนที่กำลังโกรธใจมันเป็นทุกข์ แต่ส่วนใหญ่ไม่รู้ทุกข์ คือไม่รู้ว่าโกรธ ทั้ง ๆ ที่ใจมันโกรธเข้าไปเต็มเปาเลย หรือว่าหงุดหงิดเข้าไปเต็มที่เลย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะใจมันผลักไส ไม่ชอบ แต่พอปรับใจให้เป็นกลางๆ ความทุกข์ใจก็จะหาย หรือพอปรับใจให้เป็นบวก เช่น เกิดความรู้สึกดีกับเสียงเพลงนั้น รู้สึกดีกับเสียงพูดคุยนั้น ลูกกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน แม่ก็คิดในใจว่า ลูกกำลังมีความสุข แม้ลูกส่งเสียงดัง แม่ก็ไม่เป็นทุกข์ กลับมีความสุขไปด้วย แต่ถ้าเรามองว่าเขากำลังส่งเสียงรบกวน พอคิดแบบนี้ปุ๊บใจมันผลักไสทันทีก็เลยเป็นทุกข์
     
    เวลาใจมันบ่น โวยวาย ตีโพยตีพาย หรือผลักไส แค่เราเห็นอาการดังกล่าวหรือเห็นว่าใจมันทุกข์ ก็ช่วยได้เยอะแล้ว เพราะว่าใจจะค่อยๆกลับคืนสู่ความปกติ เพราะการเห็นอาการดังกล่าว จะช่วยให้ใจมีสติ เกิดความรู้สึกตัว ทำให้หลุดจากความทุกข์ จิตกลับมาเป็นปกติ
    28 min
  • 25641021pm--เตือนตนเสมอว่าเวลาเหลือน้อย

    21 ต.ค. 64 - เตือนตนเสมอว่าเวลาเหลือน้อย : “เวลา” เป็นสิ่งมีค่าอย่างยิ่งสำหรับคนสมัยใหม่ เพราะใคร ๆ ก็มองว่าเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการแสวงหาเงินทอง ดังมีคำพูดว่าเวลาเป็นเงินเป็นทอง เป็นเพราะมีทัศนคติดังกล่าว เวลาว่างจึงหายไปจากชีวิตของผู้คน เนื่องจากไม่ยอมปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปโดยไม่มีเงินทองงอกเงย ทุกวันนี้ใคร ๆ ก็บ่นว่า ไม่มีเวลา ๆ แม้จะหาเวลาเพิ่มขึ้นได้ ก็ยังรู้สึกว่าไม่มีเวลาอีกเหมือนเดิม ไม่ต่างจากคนที่ได้เงินเท่าใดก็ไม่รู้สึกพอ

    น้อยคนตระหนักว่าขณะที่ตนมีเงินทองเพิ่มขึ้นนั้น เวลาของตนในโลกนี้กลับเหลือน้อยลงทุกที และเมื่อถึงวันที่ตนหมดอายุขัย ไปสู่ปรโลก มีทรัพย์สมบัติมากมายเพียงใดก็เอาไปด้วยไม่ได้ ร้ายกว่านั้นก็คือการพบว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ตนควรทำแต่กลับไม่ได้ทำ ใครที่ตระหนักเช่นนี้ย่อมไม่ปล่อยให้เวลาของตนหมดไปกับการสะสมเงินทองหรือเพลิดเพลินในความสนุกสนาน แต่จะให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีความหมายต่อจิตใจ อันนำมาซึ่งความสงบเย็นและความสุขใจ อาทิ การทำความดี สร้างบุญกุศล ให้เวลาแก่คนที่ตนรัก รวมทั้งการเข้าถึงประโยชน์สูงสุดแห่งความเป็นมนุษย์ นั่นคือ การเป็นอิสระจากความทุกข์ และที่จะมองข้ามมิได้ก็คือ การเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมรับมือกับความตาย อันเป็นความจริงที่ไม่มีใครหนีพ้น คนที่หมั่นเตือนตนว่าเวลาเหลือน้อย ย่อมสามารถเผชิญความตายได้ด้วยใจสงบ
    28 min
  • 25641020pm--พบสุขในปัจจุบัน

    20 ต.ค. 64 - พบสุขในปัจจุบัน : เราก็สามารถมีความสุขในระหว่างการเดินทางได้ โดยเฉพาะถ้าเรามีฉันทะ ฉันทะคือความชอบ มีความชอบสุขที่ได้ทำ จะบรรลุหรือไม่ก็อันนั้นเป็นเรื่องอนาคต แต่ตอนนี้ฉันพอใจที่ได้ทำ มีฉันทะ เมื่อมีฉันทะก็มีความสุข และความสุขนี้ก็จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นตัวหล่อเลี้ยงหรือผลักดันให้เราไปถึงจุดหมายปลายทางได้

    พระพุทธเจ้าตรัสว่าจะบรรลุความสุขได้ ก็ต้องอาศัยความสุข นิพพานเป็นความสุขที่ประเสริฐยิ่ง จะบรรลุถึงพระนิพพานได้ก็ต้องอาศัยความสุข หรืออาศัยวิถีทางประกอบด้วยความสุข เพราะฉะนั้น รักษาใจให้มีความสุขอยู่เสมอในระหว่างที่เดินทาง ในระหว่างที่ปฏิบัติ พระพุทธเจ้าตรัสประโยคหนึ่งที่น่าคิดมากว่า ภิกษุผู้มากด้วยปราโมทย์ ย่อมทำความทุกข์ให้หมดสิ้นไปได้ ปราโมทย์หรือความเบิกบานร่าเริง มันเป็นสิ่งสำคัญเลยในการที่จะทำทุกข์ให้หมดสิ้นไป
     
    เพราะฉะนั้นในระหว่างที่เราเดินทาง เราก็สามารถที่จะมีความสุขกับการเดินทาง มีความสุขกับการปฏิบัติได้ ถ้าเราวางใจเป็น โดยเฉพาะการรู้จักอยู่กับปัจจุบัน.
    30 min
  • 25641019pm--ไปได้ไกล ฐานต้องแน่น

    19 ต.ค. 64 - ไปได้ไกล ฐานต้องแน่น : การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน แม้ว่าเราจะมีเป้าหมายที่สูง มุ่งไปที่ประโยชน์สูงสุดคือปรมัตถะ แต่ก็อย่ามองไปข้างหน้าอย่างเดียว ต้องเหลียวกลับมามองดูข้างหลังด้วย ว่าพื้นฐานเราแน่นไหม และได้ทำสิ่งที่เป็นพื้นฐานหรือเปล่า ในการเรียนทางโลก จะมีความรู้ในระดับมัธยมอุดมได้ อย่างน้อยต้องมีพื้นฐาน อ่านออกเขียนได้ คณิตศาสตร์ขั้นต้น ถ้าไม่มีที่เรียกว่า 3R ซึ่งเป็นพื้นฐาน มันก็ไปไม่รอดเหมือนกัน

    อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราต้องพึงตระหนัก พึงสังวรเอาไว้ โดยเฉพาะผู้ที่มุ่งเพื่อความพ้นทุกข์ มุ่งนิพพาน ต้องเหลียวกลับมามองว่า พื้นฐานที่ว่านี้เรามีมากพอไหม แน่นพอไหม ไม่เช่นนั้นมันก็จะเป็นตัวเหนี่ยวรั้ง หรือบางทีไปผิดทางก็มี
    30 min
  • 25641018pm--เตือนตนเตือนใจให้ไกลทุกข์

    18 ต.ค. 64 - เตือนตนเตือนใจให้ไกลทุกข์ : คนเราควรจะทำกรรมดีเรื่อยๆ แต่นอกจากกรรมดี เช่น การช่วยเหลือผู้อื่นแล้ว มันยังมีกรรมอย่างอื่นที่เราควรจะทำ นั่นคือเรื่องของการภาวนา การทำกรรมดีที่ว่ามานี้ มันเป็นประโยชน์ท่าน แต่ว่าการภาวนานี้ก็เป็นประโยชน์ตน โดยเฉพาะเราภาวนาเพื่อให้เกิดสติ สมาธิ ปัญญา อันนี้ก็จะช่วยทำให้เราสามารถที่จะรับมือ หรือเผชิญกับความทุกข์ที่เกิดจากอนิจจังของสังขารได้ อย่างที่พูดไว้ในตอนต้น ความแก่ ความเจ็บความป่วย ความพลัดพรากสูญเสียและความตาย มันสิ่งที่เราหนีไม่พ้น มันเป็นสิ่งที่รอเราอยู่หรือกำลังเกิดขึ้นทุกขณะ ถ้าหากว่าเราได้บำเพ็ญกรรม อันได้แก่การภาวนา เราก็จะสามารถรักษาใจให้ไม่ทุกข์ ในขณะที่สังขารร่างกายของเรามันเสื่อม มันเจ็บมันป่วย หรือว่าสังขารที่เป็นวัตถุสิ่งของทรัพย์สมบัตินอกตัว มันสูญหาย รวมทั้งคนรักล้มหายตายจากไป ใจก็ไม่ทุกข์

    อันนี้เราทำได้ แม้ว่าเราจะหนีความแก่ ความเจ็บความป่วย ความตาย ความพลัดพรากไม่พ้น แต่ว่าเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ใจเราไม่ทุกข์ก็ได้ เมื่อเรารู้จักฝึกจิตเอาไว้ ให้เข้าใจสัจธรรมความจริง การฝึกจิตก็เป็นกรรมดีเหมือนกัน และนี่ก็จะเป็นที่พึ่งของเราได้ อย่างในบทพิจารณาสังขาร มีตอนหนึ่งบอกว่า เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ถ้าเราทำกรรมดี ก็จะเป็นที่พึ่งอาศัยของใจ ใจมีที่พึ่งที่จะไม่เป็นทุกข์ แม้ในยามที่ร่างกายเจ็บป่วย แก่ชรา หรือทรัพย์สมบัติสูญหาย คนรักตายจาก
     
    อันนี้คือสิ่งที่เราควรเตือนตนของเราอยู่เสมอ ถ้าเราไม่อยากจะทุกข์เพราะว่าความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพราก มันก็ต้องหมั่นฝึกจิตฝึกใจให้เกิดสติให้เกิดปัญญาขึ้นมา เพื่อทำให้เราสามารถที่จะเข้าใจความจริงของชีวิต ยอมรับอนิจจัง และก็สามารถที่จะยกจิตให้เหนือความทุกข์ความแปรปรวน อันนี้เรียกว่าเป็นความหมายอันหนึ่งของการยกจิตอยู่ให้เหนือโลก ที่พูดเมื่อวาน หรือโลกุตระ
     
    นอกจากอยู่เหนือความผันผวนปรวนแปร อันได้แก่ ความเสื่อมยศเสื่อมลาภ หรือว่านินทาว่าร้าย รวมทั้งความทุกข์แล้ว ความเจ็บความป่วย ความแก่ชรา ความตาย ซึ่งมันเป็นทุกข์ทางสังขาร เราก็สามารถที่จะยกจิตให้เหนือได้ เพราะว่าจิตเป็นอิสระ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในร่างกาย ว่าเป็นเราเป็นของเรา หรือถึงแม้จะไม่เห็นความจริงหรือสัจธรรมขั้นนั้น แต่ว่าก็ยังรู้จักรักษาใจให้ไม่เป็นทุกข์กับร่างกายได้ ถ้าเราเตือนตนอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ ไม่ใช่เตือนอย่างเดียว ฝึกจิตฝึกใจไว้ด้วย มันก็ช่วยทำให้เรามีจิตใจที่ผ่องใสเบิกบาน แม้ในยามที่ความทุกข์อันเนื่องจากสังขารปรากฏแก่เรา
    28 min
  • 25641017pm--ยกจิตเหนือโลก

    17 ต.ค. 64 - ยกจิตเหนือโลก : แต่ที่จริงการอยู่บนที่สูงมันไม่ใช่เป็นแค่ชัยภูมิของร่างกายเท่านั้น แต่ยังเป็นชัยภูมิของจิตใจด้วย การที่ตัวอยู่บนที่สูง น้ำท่วมไม่ถึงฉันใด ถ้าใจอยู่บนที่สูง ความทุกข์มันก็ท่วมไม่ถึงฉันนั้น ใจอยู่บนที่สูงหมายความว่าอย่างไร มันไม่ได้หมายความถึงว่าจิตใจดีมีคุณธรรมสูงส่ง แต่มันหมายถึงการที่ใจอยู่เหนือโลก คำว่าเหนือโลก มีคำอยู่คำหนึ่งเรียกว่าโลกุตระ โลกุตระแปลว่าอยู่เหนือโลก ถ้าใจเราอยู่ในระดับโลกุตระก็เรียกว่าอยู่เหนือโลก เมื่ออยู่เหนือโลก ความทุกข์ของชาวโลกก็ท่วมไม่ถึง เหนือโลกหรือโลกุตระ ความหมายหนึ่งที่เข้าใจได้ง่ายก็คือว่า เหนือโลกธรรม

    โลกธรรมเราก็รู้ดีอยู่แล้วมันมีอยู่ 2 ฝ่าย คือโลกธรรมฝ่ายบวกกับโลกธรรมฝ่ายลบ และมันก็อยู่คู่กัน ได้ลาภเสื่อมลาภ ได้ยศเสื่อมยศ เจอคำสรรเสริญก็พบกับคำนินทา รวมทั้งสุขทุกข์ ใจที่อยู่เหนือโลกคือใจที่อยู่โลกธรรม ไม่ได้แปลว่าชีวิตจะไม่เจอกับการได้ลาภเสื่อมลาภ การได้ยศเสื่อมยศ หรือว่าสรรเสริญนินทา อันนี้เป็นธรรมดาของทุกคนที่ต้องเจอ แต่ว่าเมื่อเจอแล้ว จิตใจไม่ได้หวั่นไหว ได้ลาภก็ไม่ได้เพลิดเพลินจนหลงไหล เสื่อมลาภก็ไม่ได้เศร้า หรือว่าคับแค้น หรือจมอยู่ในทุกข์ อันนี้เรียกว่าจิตอยู่เหนือโลกธรรม มันก็เป็นสิ่งที่ชี้วัดถึงความเป็นโลกุตระ หรือเป็นคุณสมบัติหนึ่งของโลกุตรธรรม ภาวะที่อยู่เหนือ ที่อยู่เหนือโลกธรรมได้ ก็เพราะว่าอยู่เหนือการมีการหมด อยู่เหนือการได้การเสีย อยู่เหนือการสรรเสริญนินทา
     
    คำว่าอยู่เหนือในที่นี้หมายความว่า จิตไม่ยึดติด จิตเป็นอิสระ ทำให้กระทบไม่ถึง และทำให้ถูกครอบงำไม่ได้ จิตไม่ยึดติด เป็นอิสระ ไม่ยึดติดอะไร เป็นอิสระจากอะไร ก็ไม่ติด เป็นอิสระจากการมี การหมด การได้ การเสีย รวมทั้งสรรเสริญนินทา ก็ยังต้องเจอสิ่งเหล่านี้อยู่ ตราบใดที่ยังอยู่ในโลกนี้ แต่ว่าใจก็จะสามารถจะอยู่เหนือสิ่งเหล่านี้ได้ในแง่ที่ว่าจิตอิสระจากมัน ความผันผวนของสิ่งเหล่านี้ ได้ลาภเสื่อมลาภ ได้ยศเสื่อมยศ มันก็ไปไม่ถึง ไม่สามารถจะครอบงำได้ ไม่ว่าบวกหรือลบ ทำไมจิตจึงเป็นอิสระ ก็เพราะว่าไม่ยึดติดในสิ่งเหล่านี้ เมื่อไม่ยึดติดในสิ่งเหล่านี้ ความผันผวนปรวนแปรที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถจะส่งผลกระทบต่อจิตใจได้
     
    และเมื่ออิสระจากสิ่งเหล่านี้ มันก็ไม่สามารถที่จะมามีอำนาจครอบงำจิตใจได้ มีก็ไม่เหลิง หมดก็ไม่ทุกข์ หรือว่าคร่ำครวญ คับแค้น อันนี้เพราะอะไร ทำไมจิตจึงไม่ยึดติด เป็นอิสระจากมันได้ ก็เพราะเห็นว่า มีกลับหมด ได้กับเสีย สรรเสริญนินทา เป็นแค่สิ่งสมมุติ และอีกประการหนึ่งก็เพราะรู้ว่า มันไม่เที่ยง คำว่ามีกับหมด มันก็ชี้อยู่แล้วว่ามีไม่นานก็หมด ได้ไม่ช้าก็เร็วก็เสีย สรรเสริญก็เหมือนกันมันก็มาคู่กับนินทา ถ้าไปยึดมันก็ทุกข์ รู้เช่นนี้ก็ไม่ไปยึดติดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้น เพราะเห็นว่ามันไม่เที่ยง การที่เห็นว่ามันเป็นสิ่งสมมุติ และเห็นว่ามันไม่เที่ยง มันก็เป็นเรื่องของปัญญา เมื่อรู้เช่นนี้ มีปัญญาเห็นเช่นนี้ จิตมันก็วาง ไม่คิดจะเข้าไปยึด เมื่อไม่ยึดไม่ติด จิตก็เป็นอิสระ เมื่อจิตเป็นอิสระ มันจะเป็นไปอย่างไรก็ไม่สามารถจะมากระทบถึงใจได้
     
    เหมือนกับน้ำท่วม มันก็ไม่สามารถที่จะท่วมมาถึงหลังเขาได้ เพราะมันอยู่บนที่สูง จิตที่อยู่สูง ความทุกข์เพราะหมดเพราะเสีย มันก็ไม่สามารถจะมากระทบถึงได้ รวมทั้งคำติฉินนินทาว่าร้าย ที่จริงมันก็ไม่ใช่เฉพาะอยู่เหนือมีเหนือหมด อยู่เหนือได้เหนือเสีย อยู่เหนือสรรเสริญเหนือนินทา มันยังรวมถึงการอยู่เหนือดีเหนือชั่ว อยู่เหนือสิ่งที่เรียกว่าสุภาพหยาบคายก็ได้ ดีชั่วก็เป็นเรื่องของสมมุติ และมันก็ไม่เที่ยง ที่สำคัญพอไปยึดเข้า ดีแค่ไหนก็กลายเป็นโทษอย่างเช่น ความดี ถ้าไปยึดเมื่อไร มันก็เกิดโทษทันที เช่น เกิดความติดดี หรือเปิดช่องให้ตัวกิเลส เช่น ตัวกูของกู เข้ามาครอบงำ ดีก็เลยสามารถที่จะก่อทุกข์ก่อโทษขึ้นมาได้ และส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของสมมุติ เป็นเรื่องของนิยาม เป็นเรื่องของการบัญญัติของผู้คนในแต่ละที่ ในแต่ละเวลาด้วย ส่วนใหญ่เป็นอย่างนั้น
    32 min

About Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

From the publisher's feed

เสียงบรรยายธรรมของหลวงพ่อไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต

More shows like Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม by dhamma.com

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม

60 Listeners

THE STANDARD PODCAST by THE STANDARD

THE STANDARD PODCAST

38 Listeners

The Secret Sauce by THE STANDARD

The Secret Sauce

75 Listeners

5 Minutes Good Time by Mission To The Moon Media

5 Minutes Good Time

9 Listeners

Keep Me Busy by Infinity Podcast (ประเทศไทย)

Keep Me Busy

1 Listeners

แปดบรรทัดครึ่ง by ต้อง กวีวุฒิ

แปดบรรทัดครึ่ง

3 Listeners

ลงทุนแมน by longtunman

ลงทุนแมน

4 Listeners

Good Night #ฟังก่อนนอน by Mission To The Moon Media

Good Night #ฟังก่อนนอน

0 Listeners

Mission To The Moon Podcast by Mission To The Moon Media

Mission To The Moon Podcast

6 Listeners

Mission To The Moon by Mission To The Moon Media

Mission To The Moon

19 Listeners

The Library by THE LIBRARY

The Library

16 Listeners

เกลา นิสัยอันตราย PODCAST by KLAOSHOW

เกลา นิสัยอันตราย PODCAST

5 Listeners

Myth Universe by Salmon Podcast

Myth Universe

8 Listeners

THE MONEY COACH by โค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์

THE MONEY COACH

8 Listeners

TOP TO TOE by THE STANDARD

TOP TO TOE

0 Listeners