Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

Download on the App Store

Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล) episodes

  • 25640919pm--ใช้ตัวกูและกิเลสให้เป็นประโยชน์

    19 ก.ย. 64 (เย็น) - ใช้ตัวกูและกิเลสให้เป็นประโยชน์ : คนเราเมื่อมีความยึดมั่นสำคัญมั่นหมายตัวกู มันก็ปรารถนาอยากให้ตัวกูนี้ดี มีความสุข ก็ใช้ตัวกูนั่นแหละทำความดี มีศีลมีธรรม จะได้ประสบความสุขความเจริญ และเมื่อปรารถนาความสุขยิ่งๆขึ้นไป ไม่อยากให้มีความทุกข์ ก็ชวนมาปฏิบัติธรรม มาเจริญสมาธิวิปัสสนา มาบำเพ็ญสมถกรรมฐาน มาทำวิปัสสนากรรมฐาน เจริญสติปัฏฐาน

    ทีแรกก็หวังให้ฉันมีความสุข ไกลจากความทุกข์ แต่พอปฏิบัติไปๆ มันก็จะเห็นความจริงว่า ตัวกูไม่มีจริง มันเป็นแค่สิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมาด้วยความหลง ถึงตอนนี้ก็จะเพิกถอนความยึดมั่นสำคัญหมายในตัวกูได้ แต่ทั้งหมดนี้ก็ต้องเริ่มต้นจากความต้องการของตัวกูหรือตัวฉันมีความสุข ไม่ถูกความทุกข์บีบคั้น
     
    อันนี้เรียกว่าใช้ความยึดมั่นสำคัญหมายว่ามีตัวกู ไปในทางส่งเสริม ไม่ใช่แค่ความดี แต่ยังเป็นตัวขับเคลื่อนให้คนเข้าถึงสัจธรรมความจริงขั้นสูงสุดที่เรียกว่าอนัตตาหรืออนัตตภาวะ อนัตตลักษณะ อันนี้เป็นลักษณะหนึ่งของพระพุทธศาสนาก็คือว่า ตราบใดที่คนเรายังมีความหลงผิดอยู่ในเรื่องตัวกู ก็ใช้ความหลงผิดนั้นแหละเป็นตัวผลักดันให้เกิดสิ่งดีงามขึ้นมา
    27 min
  • 25640919am--ฉลาดในการจัดการตัวกู

    19 ก.ย. 64 (เช้า) - ฉลาดในการจัดการตัวกู : บางทีการขาดความรักอาจจะเกิดขึ้นกับเราเองก็ได้ หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองพร่องหรือขาดสิ่งนี้ บางทีก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมีอาการแบบนี้ เช่น ขี้อิจฉา ก้าวร้าว หงุดหงิด เครียด จนเป็นโรคนั้นโรคนี้ขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ถ้าเราขาดความรัก เราก็สามารถเติมเต็มความรักให้กับตัวเองได้เหมือนกัน ไม่ต้องรอคอยหรือคาดหวังความรักจากคนอื่น เพราะว่าเขาอาจจะไม่รู้ หนทางหนึ่งที่จะเติมเต็มความรักให้ตัวเราคือการให้ความรักกับผู้อื่น ซึ่งมันจะย้อนกลับมาช่วยเติมเต็มความรักให้กับจิตใจของเราด้วย

    เช่นเดียวกับความสุข ถ้าเราอยากได้ความสุข เราต้องเริ่มด้วยการให้ความสุขแก่ผู้อื่น ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ให้ความสุข ย่อมได้รับความสุข” ถ้าเป็นการให้ที่จริงใจ ด้วยใจบริสุทธิ์ ความสุขที่ให้เขาก็จะกลับมาสู่จิตใจของเรา ความรักก็เหมือนกัน เมื่อเราให้ความรักแก่ผู้อื่นด้วยความจริงใจ เราก็ได้ความรักมาเติมเต็มจิตใจ และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ต้องคอยดูตัวเองด้วยว่านอกจากพร่องความรักแล้ว เรามีความโกรธความเกลียดล้นเกินหรือเปล่า พร่องความรักก็แย่แล้ว แต่ถ้ามีความโกรธความเกลียดล้นเกิน ก็ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ เพราะความโกรธความเกลียดอาจจะทำร้ายจิตใจมากยิ่งกว่าการพร่องความรักก็ได้ มันไม่ได้แค่ทำร้ายจิตใจ บางทียังทำให้ร่างกายย่ำแย่ด้วย
    27 min
  • 25640918pm--แจ่มชัดในวิถีธรรม

    18 ก.ย. 64 (บ่าย) - แจ่มชัดในวิถีธรรม : โลกกับธรรม ในแง่หนึ่งไม่ได้แยกจากกัน ผู้ที่อยู่ฝ่ายโลกก็มีธรรมะช่วยเป็นเครื่องกำกับในการดำเนินชีวิตแล้วก็แก้ทุกข์ ส่วนผู้ที่อยู่ฝ่ายธรรมก็เกี่ยวกับข้องโลกช่วยสงเคราะห์โลก อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดในแง่ของคุณค่าหรืออุดมคติ โลกกับธรรมไปกันคนละทาง อย่างเช่นในทางโลก ถือว่าความก้าวหน้า อยู่ที่การมีการได้การครอบครอง ยิ่งมีมากเท่าไหร่ก็ถือว่ามีความก้าวหน้า

    อย่างเช่น มีเงินทอง มีทรัพย์สิน ลูกคนไหนจะเรียกว่าก้าวหน้า เขาก็ทำงานหาเงินได้เยอะกว่า มีหน้ามีตามากกว่า มีตำแหน่งเกียรติยศสูงกว่า ก็เรียกว่าก้าวหน้ากว่าลูกคนอื่น อันนี้เป็นเครื่องวัดความสำเร็จ ความก้าวหน้าของคนที่อยู่วิถีโลก รวมทั้งการมีชื่อเสียงเด่นดัง
     
    แต่ในทางธรรม ความก้าวหน้านั้นอยู่ที่การสละ อยู่ที่การมีน้อยลงไปเรื่อยๆ ยิ่งมีน้อยลงเท่าไหร่ก็ถือว่ามีความก้าวหน้าในทางธรรม เพราะว่าได้มีการขัดเกลา ไม่ได้วัดความก้าวหน้าที่การมีมากๆ อย่างพระเราความก้าวหน้าของพระหรือนักปฏิบัติ ก็ดูที่ว่าเราพึ่งพาวัตถุสิ่งเสพมากขึ้นหรือน้อยลง หรือว่าเท่าเดิม ถ้าเราพึ่งน้อยลง อยู่ง่ายขึ้น สมถะมากขึ้น ก็ถือว่ามีความก้าวหน้าทางธรรม โดยที่ไม่ไปอวดใคร ถ้าอวดใครแสดงว่าอยากได้อยากเด่นอยากดัง
    27 min
  • 25640918am--รอดเพราะปล่อย

    18 ก.ย. 64 (เช้า) - รอดเพราะปล่อย : สติมันทำให้รู้ทัน หรือว่ารู้ทุกข์ที่เกิดขึ้นกับใจ หรือเกิดขึ้นกับกายก็ตาม เช่น ทุกขเวทนา ก็รู้ได้ถ้ามีสติ รู้แล้วไม่ยึด รู้แล้วก็วางมัน สติไม่เพียงแต่ช่วยทำให้รู้ทันอารมณ์หรือความทุกข์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่มันยังช่วยทำให้เห็นสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง เมื่อเห็นสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง รวมทั้งเห็นความจริงของกายและใจ มันก็รู้ว่ากายก็ดี ใจก็ดี นั้นไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา ทำให้เห็นว่าที่ยึดว่าเป็นกูเป็นของกู กายเป็นของกู นั้นไม่ใช่

    แม้กระทั่งความโกรธก็ไม่ใช่กู ใจก็ไม่ใช่กู พอมันเห็นเช่นนี้ เห็นความจริงของกายและใจ ก็เกิดปัญญาขึ้นมา แล้วมันก็ทำให้ความหลงผิดลดน้อยถอยลง จนรู้ว่าไม่มีอะไรที่จะยึดเป็นของกูได้ ตรงนี้ปัญญาก็เกิด พอปัญญาเกิด การปล่อยวางแม้กระทั่งในสิ่งที่ให้ความสุขแก่เรามันก็เกิดขึ้น เพราะรู้ว่ายึดไม่ได้ ไม่ว่าจะยึดเป็นของกู ยึดเป็นกู หรือว่าสุดก็ตาม ยึดว่าเที่ยงก็ตาม เพราะในที่สุดก็ต้องแปรผันไป ในที่สุดก็ต้องสูญเสียไป
     
    เพราะฉะนั้น การมีสติรู้ทันความคิดและอารมณ์ รวมทั้งเห็นความจริงของกายและใจ มันสำคัญมากนอกจากตัวมันเองช่วยทำให้ปล่อยวางความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับใจได้แล้ว มันยังช่วยทำให้เกิดปัญญาที่ทำให้สามารถปล่อยวางสิ่งที่มันให้ความสุขกับเราได้ ซึ่งที่จริงถ้ามีปัญญาก็จะพบว่า มันไม่ใช่ให้ความสุขกับเรา 100% มันก็เป็นสุขที่เจือไปด้วยทุกข์ บางทีก็เป็นสุขชั่วคราวและทุกข์ยาวนาน แล้วก็มองไปมีปัญญาเจริญพิจารณาเห็นความจริงไปเรื่อยๆ ก็จะพบว่าสุขที่เจือไปด้วยทุกข์ มันทุกข์ล้วนๆเลย
     
    ถึงตอนนั้นแหล่ะ มันก็วาง วางเลย อันนี้เพราะว่ารู้ ทีแรกรู้ตัวก่อน รู้ตัว เพราะมีสติ พอได้สติ ต่อไปก็รู้ความจริง เกิดปัญญาขึ้นมา แต่แม้ว่าจะยังไม่รู้ความจริงอย่างแจ่มแจ้ง แต่ถ้ารู้ตัว ไม่ไปเผลอยึดความทุกข์ความเศร้าความโศกในยามที่สูญเสียสิ่งรัก สิ่งที่ยึดติดเอาไว้ มันก็ยังช่วยได้เยอะ อย่างน้อยก็ทำให้รอดจากวิกฤตหรือพ้นจากอันตรายได้ หรือว่าไม่ซ้ำเติมตัวเอง
     
    แต่ถ้าหากว่ามีสติมากขึ้น เจริญสติบ่อยๆเป็นนิจ มันจะไม่แค่รู้ตัวต่อเนื่อง แต่มันจะรู้ความจริง จนกระทั่งสามารถที่จะวางแม้กระทั่งสิ่งที่คิดว่ามันให้ความสุขกับเรา ไม่ใช่แค่ทรัพย์สมบัติ แต่รวมถึงทั้งกายและใจได้เลย
    28 min
  • 25640917pm--มีสุขแต่อย่าเพลิน

    17 ก.ย. 64 - มีสุขแต่อย่าเพลิน : ความสุขกับความทุกข์คือความจริงของชีวิตที่ทุกคนต้องประสบ เช่นเดียวกับกลางวันและกลางคืน เราไม่อาจเลือกความสุข โดยปฏิเสธความทุกข์ เหมือนกับที่เราไม่อาจเลือกกลางวัน โดยปฏิเสธกลางคืน

    ความสุขเป็นสิ่งที่ผู้คนปรารถนา ตรงข้ามกับความทุกข์ซึ่งไม่มีใครต้องการ ในเมื่อความทุกข์เป็นสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ เราจึงควรเกี่ยวข้องกับมันอย่างถูกต้อง หาไม่แล้วเราก็จะลงเอยด้วยการซ้ำเติมตนเอง อันที่จริงแม้กระทั่งความสุข เราก็ควรปฏิบัติให้ถูกต้องด้วย หาไม่ความสุขก็จะกลายเป็นโทษ ใช่หรือไม่ว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับผู้คนทั้งหลายล้วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ทำให้เขามีความสุขมาก่อน
     
    ตรงกันข้ามกับความเข้าใจของหลายคน พระพุทธองค์ไม่ได้สอนให้ปฏิเสธความสุข แท้จริงทรงแนะนำว่าเราไม่ควรละทิ้งความสุขที่ชอบธรรม แต่ก็อย่าหลงใหลมัวเมาหรือยึดติดความสุขเหล่านั้น ทั้งนี้เพราะมันไม่เที่ยง ไม่จิรังยั่งยืน ส่วนความทุกข์ ในเมื่อเราไม่ชอบ ก็อย่าเอาทุกข์มาทับถมตน แทนที่จะจมอยู่ในความทุกข์หรือ “เป็น”ทุกข์ ก็ควรรู้จักมันหรือ “เห็น”มัน ด้วยการวางใจอย่างถูกต้อง ความสุขหรือความทุกข์ย่อมไม่อาจครอบงำจิตใจเราจนเรากลายเป็นทาสของมัน
    28 min
  • 25640916pm--อย่าหาทุกข์ใส่ตัว

    16 ก.ย. 64 - อย่าหาทุกข์ใส่ตัว : เรายังซ้ำเติมตัวเองหลายอย่างนอกจากที่พูดมาแล้ว ที่มักจะทำกันบ่อยๆก็คือว่า ชอบเอาปัญหาของคนอื่นมาสร้างความทุกข์ให้กับเรา หรือว่ามาเป็นความทุกข์ของเรา ปัญหาที่ว่านี้อาจจะหมายถึงพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของเขา ซึ่งบางทีก็ไม่ได้เกี่ยวกับเราเลย เช่น เห็นวัยรุ่นแต่งตัวไม่สุภาพ มากอดกันบนท้องถนน เห็นแล้วก็รู้สึกขุ่นมัว โกรธ วางใจไม่ได้ กลับไปบ้านก็เอาเรื่องนี้มาบ่นให้คนในบ้านฟัง

    หรือว่าบางทีเห็นคนที่ทิ้งขยะไม่เป็นที่ การกระทำเหล่านี้ไม่สมควร แต่ว่าก็เก็บเอามาทำร้ายตัวเอง สร้างความขุ่นเคืองให้กับตัวเอง อันนี้เรียกว่าเอาปัญหาของคนอื่นมาเป็นความทุกข์ของเรา เจอการกระทำที่ไม่ถูกต้องไม่เหมาะสม มันขัดหูขัดตาทั้งๆที่ไม่เกี่ยวกับเราเลยก็เก็บเอามา เหมือนกับไฟที่สุมรุมเผาลนจิตใจของเรา ทำให้เกิดความหงุดหงิด เกิดความรำคาญ เกิดความขัดเคือง
     
    เวลาทำงานแม้กระทั่งทำงานในวัดก็ดี เราทำงานของเรา แต่คนอื่นไม่ทำ ก็เกิดความไม่พอใจเขาขึ้น นึกบ่นในใจว่าเขาไม่มาช่วยงาน ทำไมเขาไม่ทำงาน ทำไมเขาไม่กวาดลานวัด ทำไมเขาไม่ปิดไฟ ทำไมไม่ปิดกระจกหน้าต่าง ปล่อยให้เราทำคนเดียว ที่เราทำแบบนี้ดีแล้ว แต่พอเราส่งจิตออกนอกไปจับจ้องอยู่กับพฤติกรรมที่มันอาจจะไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง เก็บเอามาสร้างความทุกข์ให้กับจิตใจของเรา
     
    อย่างนี้เรียกว่าซ้ำเติมตัวเอง เหมือนกันเราทำงานแต่ทำไมเขาไม่ทำ แม้กระทั่งลูกที่ดูแลพ่อแม่ แต่ว่าคนอื่นไม่ช่วยดูแล เขาไม่ดูแลพ่อ เก็บเอามาคิด โกรธโมโห ดูแลพ่อแม่ก็เหนื่อยอยู่แล้ว อย่างนี้เขาเรียกว่าเหนื่อยกาย เจออย่างนี้เข้าเรียกว่าเหนื่อย 2 ต่อ เพราะเหนื่อยใจซ้ำเติมด้วย
    26 min
  • 25640915pm--ภาวนาเพื่อชีวิตที่ดีงาม

    15 ก.ย. 64 - ภาวนาเพื่อชีวิตที่ดีงาม : เราได้ยินคำว่าไตรลักษณ์อยู่บ่อยจนคุ้นหูจนชินชา อันนี้คือปัญหาเลย ข้อดีก็คือว่าเราได้รับรู้ถึงเรื่องของสัจธรรมความจริง ถ้าเรานำไปพิจารณาปรากฏการณ์ต่างๆทั้งภายนอกภายใน มันก็จะทำให้เกิดปัญญา แล้วก็เห็นความจริงที่ว่าได้อย่างแจ่มแจ้งมากขึ้น แต่การที่จะได้ยินได้ฟังบ่อยๆบางทีมันทำให้เราคุ้นชิน แล้วก็เฉยชา

    ซึ่งต่างจากคนที่ไม่เคยได้ยิน คนที่ไม่เคยได้ยินพอเขาได้ยิน เขาก็เกิดปัญญาลุกโพลงอย่างปัญจวัคคีย์ไม่เคยได้ยินเลยคำว่าอนัตตา พอได้ยินอนัตตาจากพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก บรรลุธรรมไปเลย เกิดจิตที่เป็นอิสระ หลุดพ้น เพราะว่าเห็นแจ้งในสัจธรรม ตามความเป็นจริง
     
    ก็เหมือนกับพระสารีบุตรสมัยที่เป็นปริพาชก เป็นคนฉลาด แต่ว่าทันทีที่ได้ยินได้ฟังธรรมของพระอัสสชิ พระอัสชิเป็นหนึ่งในปัญจวัคคีย์ พระสารีบุตรที่ตอนนั้นเป็นปริพาชก เห็นท่านอัสสชิเดินมาอย่างสุภาพอย่างสำรวมสงบ ก็ติดใจ ก็เลยถามว่าใครเป็นศาสดาของท่าน ศาสดาของท่านสอนว่าอะไร พระอัสสชิพูดไม่เก่งก็ตอบสั้นๆว่า ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตกล่าวถึงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น
     
    สารีบุตรปริพาชกหรืออุปติสสะได้ยิน ดวงตาเห็นธรรมเลย เพราะว่าไม่เคยคำแบบนี้มาก่อน เพราะประโยคสั้นๆนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นอนิจจังของธรรมทั้งหลาย เพราะมันไม่มีตัวตนมันเป็นอนัตตา มันจึงเกิดและมีดับ พอได้ฟังประโยคเท่านี้แหละซึ่งไม่เคยได้ยินมาก่อน ดวงตาเห็นธรรมเลยเพราะว่า มันเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่เรียกว่าพลิกมุมมอง ความรู้สึก
     
    ซึ่งต่างจากชาวพุทธสมัยนี้ ได้ยินได้ฟังบ่อยๆ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รวมทั้งอริยสัจ 4 ฟังจนกระทั่งเฉยชา เวลาเกิดอะไรขึ้น เวลารับรู้อะไร ก็ไม่ได้คิดที่จะใช้อริยสัจ 4 ในการมองหรือพิจารณาให้เห็นถึงความเป็นไตรลักษณ์ อันนี้เรียกว่า การเกิดในวัฒนธรรมแบบพุทธ ได้ยินได้ฟังบ่อยๆบางทีทำให้รู้สึกเฉยๆไม่รู้สึกแปลกหู หรือความสะดุดใจ
     
    ต่างจากปัญจวัคคีย์ หรือว่าบัณฑิต หรือว่าผู้รู้สมัยพุทธกาล แสวงหาทางหลุดพ้น แสวงหาสัจธรรม แต่ก็ไม่เคยได้ยินคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือข้อความในทำนองนั้น พอได้ยิน ปัญญาลุกโพลง เห็นแจ้งในสัจธรรม แต่ว่าถึงแม้เราจะได้ยินบ่อย แต่ว่าก็อย่าทำให้มันซ้ำซากจำเจ หมั่นพิจารณาสิ่งต่างๆให้เห็นถึงความเป็นไตรลักษณ์ ซึ่งอันนี้ก็อย่างที่บอก มันเป็นเรื่องของกายภาวนาทีเดียว คือการพัฒนาทางกายไม่ว่าจะเป็นตาดูหูฟัง พิจารณาให้ดีโดยมีสติ มันก็จะเกิดปัญญาขึ้นมาได้
     
    อย่างที่เคยเล่าถึงพระติสสะที่ได้ฟังเพลงที่นางทาสีคนหนึ่ง ที่พร่ำพรรณนาถึงความรักที่ผันผวนแปรปรวนเพราะความเป็นอนิจจังท่านฟังแล้ว เรียกว่ามีสติอยู่กับการฟัง ปัญญาก็เกิด แล้วก็หลุดพ้นตรงนั้นเอง อันนี้เรียกว่าการภาวนาก็นำไปสู่ปัญญาภาวนาได้
    28 min
  • 25640914pm--เห็นความเครียด ไม่เป็นผู้เครียด

    14 ก.ย. 64 - เห็นความเครียด ไม่เป็นผู้เครียด : ความเครียดมันไม่ทำร้ายเรา ถ้าเราเห็นมัน เช่นเดียวกับความคิดหรืออารมณ์ต่างๆ ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นอันตรายหรือเป็นภัยกับเราเมื่อมันเกิดขึ้น หลายคนเห็นว่าความคิดโดยเฉพาะความฟุ้งซ่านมันรบกวนเราจึงพยายามทุกวิถีทางที่ไม่ให้คิดจนฟุ้งซ่าน จนบังคับจิตไม่ให้คิด แต่ที่จริงแล้วเพียงแค่เรารู้ทันมันหรือเห็นมัน มันก็ไม่มีพิษไม่มีภัยหรือหมดพิษสง

    ความเครียดก็เหมือนกัน แทนที่เราจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เครียด รวมทั้งการทำให้ใจหยุดคิดจะได้ไม่เครียดไม่หงุดหงิด อันนั้นก็ดีอยู่ แต่ว่าที่ควรทำควบคู่กันไปด้วยคือ การฝึกสติให้รู้ทันความคิดและเห็นความคิด เพราะพอได้รู้ทัน เห็นมัน ความเครียดก็จะทำอะไรเราไม่ได้ เห็นความเครียดแต่ไม่เป็นผู้เครียด อันนี้สำคัญมาก
     
    นอกเหนือจากวิธีอื่นที่พูดมา เช่น การยอมรับว่ามันเป็นธรรมดา หรือว่าเห็นว่ามันมีประโยชน์ มองแง่บวก รวมทั้งการฝึกจิตให้นิ่งแล้วนั้น แต่ที่สำคัญไม่น้อยคือ การที่มีสติรู้ทัน หรือเห็นมันได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเห็นความเครียดหรือว่ารู้ทันความคิดที่เป็นตัวการให้เกิดความเครียด ต้องฝึกตรงนี้บ่อยๆ หากรู้สึกว่าความเครียดมารุมเร้าจิตใจเรา
     
    อย่างที่พูดว่าเจออะไรไม่สำคัญเท่ากับเจออย่างไร เจอความเครียดไม่สำคัญเท่ากับว่าเจอมันอย่างไร เจอมันด้วยอาการที่ยอมรับ หรือว่าเจอมันด้วยสติ ด้วยการรู้ทัน ด้วยการเห็น ไม่เข้าไปเป็น อันนี้สำคัญกว่า
    26 min
  • 25640913pm--สติพาใจให้อยู่ในปัจจุบัน

    13 ก.ย. 64 - สติพาใจให้อยู่ในปัจจุบัน : การที่จะเป็นอยู่ในปัจจุบันจนกระทั่งมีสติตามทันสิ่งต่างๆได้อย่างต่อเนื่อง ไม่หลุดลอยไป มันจะต้องมีคุณสมบัติอีกอย่างหนึ่ง คือ การที่เห็น รู้ทันความยินดียินร้ายที่เกิดขึ้น ความชอบความชังที่เกิดขึ้นในขณะที่รับรู้ ฟังคำบรรยาย หรือว่าอ่านหนังสือ ดูสารคดี บางทีไปไม่ได้ตลอด ตามไม่ต่อเนื่อง เพราะว่าไปสะดุดอยู่กับบางตอนบางช่วง เพราะว่าพอมันยินดี ก็ถูกใจ หรือพอยินร้าย ก็ไม่ถูกใจ เพราะมีความชอบเพราะมีความชัง มันทำให้สะดุดเกิดความติดขัดขึ้นมา ถ้าชอบก็ติดใจ ภาษาไทยเรียกว่าติดใจ ติดใจแปลว่าชอบ ถ้าไม่ชอบก็ขัดใจ มันเกิดการติดขัดขึ้นมา ไม่ว่าชอบหรือชังก็ตาม มันก็ทำให้ไม่สามารถที่จะตามทันสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าได้หรือสิ่งที่กำลังทำอยู่ในขณะนั้นๆได้

    ต่อเมื่อหลุดจากความชอบความชัง ความยินดียินร้าย หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า รู้เท่าทันความยินดียินร้าย ความชอบความชัง แล้วก็ไปต่อได้ ฟังคำบรรยายอาจจะสะดุดบางตอน แต่พอรู้ทันว่าเราสะดุดเพราะว่าติคใจก็ดี หรือขัดใจก็ดี ก็หลุดจากความติดใจความขัดใจนั้น อันนี้ก็ทำให้เกิดการตามทันกับสิ่งที่เป็นปัจจุบัน แต่ถ้าไปสะดุด ไปติดใจ หรือขัดใจ ก็เรียกว่าไม่ได้อยู่กับปัจจุบันแล้ว มันไปอยู่กับอดีต เพราะฉะนั้นการที่เราจะหลุดจากความยินดียินร้าย ความชอบความชัง ความติดใจหรือขัดใจได้ มันก็หมายความว่า ต้องรู้จักทำจิตให้เป็นกลางๆ การวางใจเป็นกลางตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยทำให้เราเป็นอยู่ในปัจจุบันได้
    28 min
  • 25640912pm--ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

    12 ก.ย. 64 (เย็น) - ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด : การทำปัจจุบันให้ดีที่สุด จึงเป็นหลักประกันอย่างเดียวในชีวิตว่า สิ่งที่ฝันใฝ่จะเป็นจริงได้ เพราะปัจจุบันคือสิ่งเดียวที่เรามีอยู่และสามารถทำอะไรได้ อดีตนั้นผ่านไปแล้ว ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ส่วนอนาคตก็ยังมาไม่ถึง และจะมาถึงในลักษณะใดก็ไม่มีใครล่วงรู้ได้ อย่าว่าแต่จะจัดการเลย (ภาษิตธิเบตกล่าวว่า ระหว่างพรุ่งนี้กับชาติหน้า ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะมาถึงก่อน) แน่นอนการวางแผนถึงอนาคตเป็นสิ่งดี แต่เมื่อถึงเวลาลงมือทำ ก็ควรใส่ใจกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ให้ดีที่สุด ซึ่งรวมถึงภาระหน้าที่ที่กำลังมีอยู่ด้วย

    มีคนไม่น้อยใช้เวลามากมายในการตามล่าหาฝัน หมกมุ่นอยู่กับการสร้างอนาคตที่วาดหวังให้เป็นจริง แต่กลับละเลยปัจจุบัน ลืมครอบครัว ลืมสุขภาพ ลืมกายลืมใจ แล้ววันหนึ่งก็พบว่าตนเองป่วยเป็นโรคร้าย ไม่สามารถบรรลุถึงเป้าหมายที่วาดหวัง ถึงตอนนั้นจึงเสียใจที่ให้เวลาน้อยมากกับลูก ๆ และพ่อแม่ แต่ครั้นจะขอเวลาเพิ่มเพื่ออยู่กับเขาให้มากขึ้น ก็ทำไม่ได้เสียแล้ว เพราะเวลาที่อยู่บนโลกนี้ใกล้จะหมดแล้ว
     
    จดจ่อใส่ใจกับแต่ละก้าวให้ดีที่สุด ย่อมถึงจุดหมายปลายทางในที่สุด แต่หากมีเหตุพลิกผัน ไปไม่ถึง อย่างน้อยก็ยังได้รับความสุขในปัจจุบัน เพราะทุกขณะแห่งปัจจุบันมีความสุขรอให้เราเก็บเกี่ยวเสมอ ตรงกันข้ามหากหมกมุ่นอยู่กับอนาคต เพราะหวังความสุขข้างหน้า นอกจากจะพลาดความสุขในปัจจุบันแล้ว แม้แต่ความสุขข้างหน้าที่วาดหวังก็อาจไม่ได้รับเช่นเดียวกัน เพราะไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง
    28 min

About Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

From the publisher's feed

เสียงบรรยายธรรมของหลวงพ่อไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต

More shows like Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม by dhamma.com

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม

60 Listeners

THE STANDARD PODCAST by THE STANDARD

THE STANDARD PODCAST

38 Listeners

The Secret Sauce by THE STANDARD

The Secret Sauce

75 Listeners

5 Minutes Good Time by Mission To The Moon Media

5 Minutes Good Time

9 Listeners

Keep Me Busy by Infinity Podcast (ประเทศไทย)

Keep Me Busy

1 Listeners

แปดบรรทัดครึ่ง by ต้อง กวีวุฒิ

แปดบรรทัดครึ่ง

3 Listeners

ลงทุนแมน by longtunman

ลงทุนแมน

4 Listeners

Good Night #ฟังก่อนนอน by Mission To The Moon Media

Good Night #ฟังก่อนนอน

0 Listeners

Mission To The Moon Podcast by Mission To The Moon Media

Mission To The Moon Podcast

6 Listeners

Mission To The Moon by Mission To The Moon Media

Mission To The Moon

19 Listeners

The Library by THE LIBRARY

The Library

16 Listeners

เกลา นิสัยอันตราย PODCAST by KLAOSHOW

เกลา นิสัยอันตราย PODCAST

5 Listeners

Myth Universe by Salmon Podcast

Myth Universe

8 Listeners

THE MONEY COACH by โค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์

THE MONEY COACH

8 Listeners

TOP TO TOE by THE STANDARD

TOP TO TOE

0 Listeners