
Sign up to save your podcasts
Or


4 ก.ย. 64 (เย็น) - รู้ทันการปรุงแต่งในใจ : ถ้าไม่อยากให้ทุกข์เมื่อมีการกระทบ ก็ต้องอย่าให้มีการปรุงแต่ง อย่างที่พูดไว้เมื่อวันก่อน สักแต่ว่า สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่าได้ยิน สักแต่ว่าได้กลิ่น คืออันนี้แหละ คือเมื่อมีการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น หรือเกิดผัสสะ เกิดการกระทบขึ้นมา มันไม่มีการปรุงแต่ง แต่ว่าปุถุชนนั้น การที่ไม่มีการปรุงแต่งเลยก็เป็นไปได้ยาก แต่อย่างน้อยถ้าหากว่ารู้ทันมัน ว่ามีการปรุงแต่งเกิดขึ้นในใจ ถามว่าอะไรทำให้รู้ทัน ก็คือสติ
4 ก.ย. 64 - ไม้ตายรับมือกับความคิดและอารมณ์ : พออารมณ์พวกนี้มันเกิดขึ้นมาทีไร ก็อดไม่ได้ ถ้าไม่ไหลตาม ก็ผลักไสมัน เพราะเป็นความเคยชิน ไหลตามนั้นยังไม่เท่าไหร่เพราะมันเพลิน แต่ผลักไส มันเหนื่อย แล้วถ้ายิ่งกดข่ม มันก็ยิ่งเหนื่อยเข้าไปใหญ่ แล้วก็ได้ผลชั่วคราว
3 ก.ย. 64 - อย่าให้ความคิดปิดบังความจริง : เห็นความจริงที่มาปรากฏกับกายและใจ ไม่ว่าความเป็นอนิจจัง เป็นความเป็นทุกขัง ความเป็นอนัตตา สิ่งที่เกิดกับใจก็เหมือนกัน ความคิดและอารมณ์ต่างๆที่ผลัดเวียนกันเข้ามา มันก็แสดงสัจธรรมให้เราเห็น ถ้าหากว่าเราหมั่นดูหรือเฝ้าดู มันไม่ต้องใช้ความคิดเลย แค่ดูแค่สังเกตมัน ก็จะเห็นความจริงของกายและใจ อาจจะเริ่มต้นจากความคิดและอารมณ์บางอย่างที่มันเกิดขึ้นหรืออยู่ในรอบตัวเรา เช่น ความโลภ ความพลัดพราก ความอิจฉา หรือบางทีอาจจะมีความคิดที่เป็นลบกับคนใกล้ตัว กับบุพการี กับครูบาอาจารย์ บางคนไม่เคยรู้เลยว่า เรามีความคิดแบบนี้ด้วย แต่สติทำให้ยอมรับความจริงตรงนี้ได้ ทำให้เรายอมรับว่านี่คือส่วนหนึ่งของความจริงของเรา แต่ถ้ามองให้ลึกไป มันก็ไม่ใช่ตัวเรา มันเป็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้นกับใจของเรา ความคิดนั้นมันมี แต่ไม่ใช่เรา
2 ก.ย. 64 - มองให้ทะลุถึงความยึดติด : ถ้าเราตั้งใจในการเจริญสติอย่างจริงจัง มันจะต้องมองให้ทะลุไปถึงรากเหง้าของความคิดและอารมณ์ที่มารบกวน นั่นคือ ความยึดติดถือมั่นที่ว่ามา ซึ่งถ้าเรามีสติรู้ทัน มองเห็นทะลุไปถึงนั้น เราก็จะรู้ต่อไปว่า จะทำอย่างไรกับมัน เราจะเห็นความสำคัญของการปล่อยการวาง และเราจะรู้ว่าการปล่อยการวาง มันเกิดขึ้นได้ มันทำได้ ไม่เช่นนั้นเราจะไม่ต่างจากคนทั่วไปหรือโจรผู้ร้าย
31 ส.ค. 64 - ทำโดยไม่มีผู้ทำ : การทำอย่างนั้น สักแต่ว่าทำ คือ ทำเพื่อทำก็ได้ กินเพื่อกิน หรือว่าทำเพื่อทำ กวาดบ้านเพื่อกวาดบ้าน ล้างจานเพื่อล้างจาน อันนี้ก็เป็นความหมายหนึ่งของคำว่าสักแต่ว่าทำ ส่วนใหญ่เรากิน เราไม่ได้กินเพื่อกิน กินเพื่อสุขภาพ กินเพื่อความเอร็ดอร่อย อันนั้นยังไม่ถูกทีเดียว หรือว่าอันนั้นยังไม่ดีเท่าไหร่ ดีที่สุดก็คือ กินเพื่อกิน ก็คือ สักแต่ว่าทำ
30 ส.ค. 64 - ทุกข์แต่กาย ใจเบิกบาน : อาจารย์กำพลมักพูดเสมอว่าท่านเป็นแค่ “อุปกรณ์สอนธรรม” กล่าวคือสอนให้คนเห็นถึงความไม่เที่ยงของสังขาร วันดีคืนดีอาจล้มป่วยหรือพิการอย่างท่านก็ได้ทั้ง ๆ ที่ยังหนุ่มอยู่ ขณะเดียวกันก็สอนว่า แม้กายทุกข์แต่ใจไม่ทุกข์ก็ได้ หากฝึกใจให้มีสติและความรู้สึกตัวอยู่เสมอ ใช่แต่เท่านั้นในยามป่วย ท่านก็ยังเป็นอุปกรณ์สอนธรรมแก่ลูกศิษย์ว่า แม้กายป่วย แต่ใจก็ยังสดใสได้
29 ส.ค. 64 (เย็น) - ดับทุกข์ไม่ได้ถ้าไม่เห็นความจริง : สติช่วยทำให้เห็นสิ่งต่างๆตามสภาวะที่มันเป็น ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากให้มันเป็น หรือสิ่งที่มันควรจะเป็น ถ้าเราเห็นแบบนี้ เห็นสิ่งต่างๆตามที่มันเป็น ต่อไปก็จะเห็นความยึดความอยาก ที่เป็นตัวการทำให้เกิดการปฏิเสธ ไม่ยอมรับความจริง เมื่อเห็นความยึดความอยาก เห็นมันเรียกว่าอย่างคาหนังคาเขา
29 ส.ค. 64 (เช้า) - แม้ถูกด่าก็เห็นสัจธรรมได้ : มีพราหมณ์ผู้หนึ่งเกลียดพระพุทธเจ้ามาก เดินตามด่าพระพุทธเจ้าจนถึงที่ประทับ แต่พระองค์ก็ไม่ตอบโต้ ปล่อยให้เขาด่าจนพอไป เมื่อเขาหยุดด่า พระองค์ก็ตรัสถามเขาว่า “เคยมีคนมาเยี่ยมท่านที่บ้านไหม” พราหมณ์ตอบว่า “มีสิ มีมากมาย ข้าพเจ้าไม่ใช่คนสิ้นไร้ไม้ตอก” พระองค์ถามต่อว่า “เมื่อมีแขกมาเยี่ยม ท่านทำอย่างไร” เขาตอบว่า “ก็เอาของมาต้อนรับตามธรรมเนียม” พระองค์จึงถามว่า “หากแขกไม่กินของที่ท่านนำมาต้อนรับ ของนั้นจะเป็นของใคร” พราหมณ์ตอบว่า “ก็เป็นของข้าพเจ้าตามเดิมน่ะสิ” พระพุทธองค์จึงตอบว่า ในทำนองเดียวกัน “เมื่อสักครู่ท่านด่าเราด้วยถ้อยคำหยาบคาย เราไม่รับคำด่าเหล่านั้น คำด่าเหล่านั้นก็ตกเป็นของท่านตามเดิม”
28 ส.ค. 64 (เย็น) - ธรรมะไม่ได้มีไว้ให้ยึดมั่น : ทำผิดในสิ่งที่ถูก สู้ทำถูกในสิ่งที่ผิดไม่ได้ แต่ถ้าจะให้ดีควรทำถูกในสิ่งที่ถูก อย่างเช่น ธรรมะเมื่อเรารู้ว่าเป็นของดีก็ควรจะประพฤติให้ดี ปฏิบัติให้ถูก จะเกิดสุขตามมา อย่าคิดว่าขึ้นชื่อว่าธรรมะแล้วจะปฏิบัติอย่างไรก็ได้ อันนั้นไม่ใช่ ถ้าคิดว่าจะปฏิบัติอย่างไรก็ได้ กิเลสจะฉวยโอกาสเข้ามาเล่นงานเราทันที กิเลสจะฉวยเอาการปฏิบัติธรรมนั่นแหละเป็นเครื่องสนองกิเลส จนอาจนำไปสู่การเบียดเบียนคนอื่นด้วย
28 ส.ค. 64 (เช้า) - ปฎิบัติธรรมให้ถูก : ธรรมะเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ประเสริฐ ซึ่งเราก็ทราบกันดีอยู่แล้ว แต่ว่าธรรมจะมีประโยชน์กับชีวิตของเราได้ต้องอาศัย 3 สิ่งหรือ 3 อย่างคือ อันที่ 1 คือฟัง อันที่ 2 คือคิด อันที่ 3 คือทำหรือปฏิบัติ ถ้ามี 3 อย่างนี้ครบก็ทำให้ธรรมเกิดประโยชน์ต่อเราอย่างแท้จริง จนถึงกับทำให้สิ้นทุกข์ได้
From the publisher's feed

60 Listeners

38 Listeners

75 Listeners

9 Listeners

1 Listeners

3 Listeners

4 Listeners

0 Listeners

6 Listeners

19 Listeners

16 Listeners

5 Listeners

8 Listeners

8 Listeners

0 Listeners