Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

Download on the App Store

Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล) episodes

  • 25640904pm--รู้ทันการปรุงแต่งในใจ

    4 ก.ย. 64 (เย็น) - รู้ทันการปรุงแต่งในใจ : ถ้าไม่อยากให้ทุกข์เมื่อมีการกระทบ ก็ต้องอย่าให้มีการปรุงแต่ง อย่างที่พูดไว้เมื่อวันก่อน สักแต่ว่า สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่าได้ยิน สักแต่ว่าได้กลิ่น คืออันนี้แหละ คือเมื่อมีการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น หรือเกิดผัสสะ เกิดการกระทบขึ้นมา มันไม่มีการปรุงแต่ง แต่ว่าปุถุชนนั้น การที่ไม่มีการปรุงแต่งเลยก็เป็นไปได้ยาก แต่อย่างน้อยถ้าหากว่ารู้ทันมัน ว่ามีการปรุงแต่งเกิดขึ้นในใจ ถามว่าอะไรทำให้รู้ทัน ก็คือสติ

    สติทำให้รู้ทันการปรุงแต่ง และถ้ามีสติ ความรู้สึกตัวในชั่วขณะนั้น การปรุงแต่งตัวกู มันก็จะไม่เกิดขึ้นเพราะการปรุงแต่งตัวกูเกิดขึ้นในยามที่เผลอในยามที่หลง ถ้ามีสติมีความรู้สึกตัวในชั่วขณะนั้น มันก็ไม่มีตัวกูขึ้นมา รู้สึกตัวเมื่อไหร่ ตัวกูก็หายไป แต่ถ้าไม่รู้สึกตัว เผลอเมื่อไหร่ ตัวกูก็เกิดขึ้นจากการปรุงแต่งเพราะความหลง
    เพราะฉะนั้น ถ้าเราใช้สติอย่างทันท่วงที มันก็ช่วยระงับการปรุงแต่งที่นำไปสู่ทุกข์ได้ หรือไม่เช่นนั้นถึงแม้มีการปรุงแต่งก็รู้ทันมัน รู้ว่าตอนนี้เรามีความคาดหวัง ยึดติดในความคาดหวัง รู้ว่ามันมีการเปรียบเทียบกัน เปรียบเทียบอย่างนี้ทำให้ทุกข์ ก็วางมันลง หรือว่ามีความโกรธเกิดขึ้น ก็รู้ทันมัน ไม่เข้าไปเป็นมันเพราะว่าเห็น มันก็ช่วยลดการปรุงแต่ง ซึ่งพอลดการปรุงแต่ง หรือว่าทำให้การปรุงแต่งไม่เกิดขึ้น
     
    เหมือนกับชักสะพาน ความทุกข์ก็ไม่สามารถที่จะเข้ามาถึงใจได้ แต่ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถลดการปรุงแต่งได้ แต่อย่างน้อย ทำให้การปรุงแต่งเกิดขึ้นในทางบวก ที่มันเกิดทุกข์ เป็นเพราะว่ามันมีการปรุงแต่งในทางลบ ถ้าไม่อยากให้ทุกข์ก็ปรุงแต่งในทางบวก อย่างเช่น เสียงตำหนิ แทนที่จะมองเป็นลบ ก็มองเป็นบวก ว่าเป็นเสียงที่มาแนะนำตักเตือนให้เรารู้ว่าควรจะแก้ไขอะไร ควรจะปรับปรุงอะไร
    26 min
  • 25640904am--ไม้ตายรับมือกับความคิดและอารมณ์

    4 ก.ย. 64 - ไม้ตายรับมือกับความคิดและอารมณ์ : พออารมณ์พวกนี้มันเกิดขึ้นมาทีไร ก็อดไม่ได้ ถ้าไม่ไหลตาม ก็ผลักไสมัน เพราะเป็นความเคยชิน ไหลตามนั้นยังไม่เท่าไหร่เพราะมันเพลิน แต่ผลักไส มันเหนื่อย แล้วถ้ายิ่งกดข่ม มันก็ยิ่งเหนื่อยเข้าไปใหญ่ แล้วก็ได้ผลชั่วคราว

    แต่ว่าที่ทำอย่างนั้นเพราะอะไร เพราะว่ามันเป็นความเคยชิน เพราะว่าเป็นความเผลอด้วย ทำไปโดยไม่รู้ตัว ทำไปโดยอัตโนมัติ สองอย่างนี้มันไปด้วยกัน อัตโนมัติ เคยชิน กับความเผลอ ความหลง
     
    แต่พอเราตั้งสติได้ มันก็จะไม่ทำอย่างนั้นต่อไป หรือว่าจะไม่ทำอย่างนั้นบ่อยๆ มันจะมีความยับยั้งชั่งใจมันอยากจะใจอ่อนคล้อยตาม ก็หักห้ามใจ มันอยากจะไปเข้าไปต่อสู้ผลักไส ก็เตือนใจ ยับยั้งชั่งใจไม่ให้ทำอย่างนั้น แต่จะทำอย่างนั้นได้ ต้องมีการฝึกสติบ่อยๆ
     
    ที่เรามาฝึกสติกันในรูปแบบ ก็เพื่อที่จะได้สติมีกำลัง ถ้าเราใช้สติในการที่จะรู้ทันความคิดในขณะที่เดินจงกรม ให้มีสติรู้ทันกับอารมณ์ต่างๆในขณะที่สร้างจังหวะ พอมันมีอารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน สติที่ฝึกมา ก็จะเข้ามารับมือกับความคิดและอารมณ์เหล่านี้ได้ง่ายได้เร็วขึ้น มันไม่ใช่แค่มามีสติ รู้ซื่อๆในระหว่างที่ปฏิบัติ
    แต่ว่า ยังมีสติ รู้ซื่อๆ เมื่อเกิดการกระทบขึ้นในชีวิตประจำวัน หรือเมื่อมีภาพหลอน หรือว่าความคิดและอารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้น ซึ่งก็เป็นตัวหลอกหลอนเราเหมือนกัน
    เพราะฉะนั้น เราต้องฝึก ฝึกให้เราถนัดในการใช้ไม้ตายนี้ ในการรับมือกับความคิดและอารมณ์ที่มาหลอกหลอนจิตหลอนใจเรา แล้วเราก็จะพบว่าเราสามารถที่จะอยู่กับความคิดและอารมณ์เหล่านี้ได้อย่างสงบและสันติ
    28 min
  • 25640903pm--อย่าให้ความคิดปิดบังความจริง

    3 ก.ย. 64 - อย่าให้ความคิดปิดบังความจริง : เห็นความจริงที่มาปรากฏกับกายและใจ ไม่ว่าความเป็นอนิจจัง เป็นความเป็นทุกขัง ความเป็นอนัตตา สิ่งที่เกิดกับใจก็เหมือนกัน ความคิดและอารมณ์ต่างๆที่ผลัดเวียนกันเข้ามา มันก็แสดงสัจธรรมให้เราเห็น ถ้าหากว่าเราหมั่นดูหรือเฝ้าดู มันไม่ต้องใช้ความคิดเลย แค่ดูแค่สังเกตมัน ก็จะเห็นความจริงของกายและใจ อาจจะเริ่มต้นจากความคิดและอารมณ์บางอย่างที่มันเกิดขึ้นหรืออยู่ในรอบตัวเรา เช่น ความโลภ ความพลัดพราก ความอิจฉา หรือบางทีอาจจะมีความคิดที่เป็นลบกับคนใกล้ตัว กับบุพการี กับครูบาอาจารย์ บางคนไม่เคยรู้เลยว่า เรามีความคิดแบบนี้ด้วย แต่สติทำให้ยอมรับความจริงตรงนี้ได้ ทำให้เรายอมรับว่านี่คือส่วนหนึ่งของความจริงของเรา แต่ถ้ามองให้ลึกไป มันก็ไม่ใช่ตัวเรา มันเป็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้นกับใจของเรา ความคิดนั้นมันมี แต่ไม่ใช่เรา

    แต่การที่เห็นความจริงแบบนี้ มันก็ทำให้เรารู้จักจิตใจของตัวเองมากขึ้น เห็นความจริงของใจของตัวเอง แล้วต่อไปก็จะเห็นลึกมากไปกว่านั้น เห็นความไม่เที่ยง เห็นความเป็นทุกข์ เห็นความทนได้ยากของอารมณ์ต่างๆ ความเศร้าโศกทำให้เรากินไม่ได้นอนไม่หลับ แต่วันดีคืนดีมันก็สลายหายไป ความดีใจที่ทำให้จิตใจฟูฟ่อง แล้วอยู่ๆมันก็หายไป ความสงบที่ทำให้เราเกิดความปลื้มปิติ แต่แล้ววันหนึ่งมันก็หายไปแบบไม่มีร่องรอย
     
    ทั้งหมดนี้ มันก็ล้วนแต่แสดงสัจธรรมให้เราเห็น เรื่องความไม่เที่ยง สิ่งที่ทนทุกข์ได้ยาก มันเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราเห็นความจริงของกายและใจ แล้วพอได้เห็นมากขึ้นๆ มันก็ทำให้เรามีท่าทีที่ถูกต้องกับสิ่งภายนอกไม่ใช่แค่กับกายกับใจเท่านั้น อันนี้เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เราเข้าถึงความจริงได้โดยที่ไม่ต้องใช้ความคิด แต่ความคิดก็มีประโยชน์ เพียงแต่ว่าเมื่อถึงระดับของความจริงของกายและใจ การเห็นการดู สังเกตด้วยสติมันช่วยทำให้เราเข้าถึงความจริง หรือเห็นในสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง ตามสภาวะของมัน ได้ดีกว่าความคิด
    28 min
  • 25640902pm--มองให้ทะลุถึงความยึดติด

    2 ก.ย. 64 - มองให้ทะลุถึงความยึดติด : ถ้าเราตั้งใจในการเจริญสติอย่างจริงจัง มันจะต้องมองให้ทะลุไปถึงรากเหง้าของความคิดและอารมณ์ที่มารบกวน นั่นคือ ความยึดติดถือมั่นที่ว่ามา ซึ่งถ้าเรามีสติรู้ทัน มองเห็นทะลุไปถึงนั้น เราก็จะรู้ต่อไปว่า จะทำอย่างไรกับมัน เราจะเห็นความสำคัญของการปล่อยการวาง และเราจะรู้ว่าการปล่อยการวาง มันเกิดขึ้นได้ มันทำได้ ไม่เช่นนั้นเราจะไม่ต่างจากคนทั่วไปหรือโจรผู้ร้าย

    โจรเวลามันจะปล้น นักย่องเบา ต้องมีสติ สติในการที่จะอยู่กับปัจจุบัน ไม่ปล่อยใจฟุ้งซ่าน มีสมาธิในสิ่งที่กำลังทำ แต่เขาไม่มีสติที่เห็นกิเลสที่ซ่อนอยู่ ที่มันบงการให้มาเป็นขโมย มาเป็นโจร มาเป็นนักย่องเบา
    หรือว่านักซิ่ง ถ้าเขาไม่มีสติ เขาก็ตายไปแล้ว เวลาขับรถ เขาต้องมีสติ แต่เป็นสติแบบผิวเผิน คือมีสติอยู่กับการขับรถ แต่ว่าไม่มีสติเห็นกิเลส หรือว่าความมุทะลุ หรือความหลงตัว ต้องการแสดงอัตตา แสดงตัวตนให้คนเห็นว่ากูเก่ง กูแน่
     
    เพราะฉะนั้น ถ้าหากสติมันเป็นเพียงแค่เห็นความคิดและอารมณ์ และก็รู้จักปล่อยรู้จักวาง สงบสบาย แต่ไม่เห็นอุปาทาน หรือความยึดติดที่ลึกไปกว่านั้น มันก็หนีความทุกข์ไม่พ้น เจอความทุกข์อยู่เรื่อย กลับจากวัด กลับจากการเข้าคอร์สไปบ้าน ก็ไปเจอทุกข์เหมือนเดิม เพราะว่ามันมีสิ่งกระทบ สิ่งที่ยึดติดถือมั่นอยู่เรื่อยๆ
    ก็ให้เราตระหนักว่า เวลาเจริญสติ หรือปฏิบัติธรรมในความหมายแรก แม้จะปฏิบัติถูกแล้ว ก็อย่าให้การเจริญสติของเราเป็นเพียงแค่เพื่อกล่อมใจเหมือนยาแอสไพลิน แต่ว่าเป็นสติที่ทำให้เรารื้อถอนความยึดติดถือมั่น ซึ่งมันจะทำให้ความทุกข์ที่คอยรบกวนจิตใจของเราลดน้อยถอยลงไป หรือขาดหายไปเลย
    28 min
  • 25640831pm--ทำโดยไม่มีผู้ทำ

    31 ส.ค. 64 - ทำโดยไม่มีผู้ทำ : การทำอย่างนั้น สักแต่ว่าทำ คือ ทำเพื่อทำก็ได้ กินเพื่อกิน หรือว่าทำเพื่อทำ กวาดบ้านเพื่อกวาดบ้าน ล้างจานเพื่อล้างจาน อันนี้ก็เป็นความหมายหนึ่งของคำว่าสักแต่ว่าทำ ส่วนใหญ่เรากิน เราไม่ได้กินเพื่อกิน กินเพื่อสุขภาพ กินเพื่อความเอร็ดอร่อย อันนั้นยังไม่ถูกทีเดียว หรือว่าอันนั้นยังไม่ดีเท่าไหร่ ดีที่สุดก็คือ กินเพื่อกิน ก็คือ สักแต่ว่าทำ

    เอาเข้าจริง ถ้าทำถูก มันให้ประโยชน์มาก เพราะว่านอกจากทำให้งานสำเร็จแล้ว จิตใจก็ยังพลอยเป็นสุขด้วยหรือว่าจิตใจก็พลอยได้รับการพัฒนา คนเราเวลาทำอะไร แม้จะทำด้วยจุดมุ่งหมายที่ดี แต่พอใจไปอยู่ที่จุดมุ่งหมาย มันก็จะรู้สึกเครียด รู้สึกทุกข์ รู้สึกกังวลว่าเมื่อไหร่จะเสร็จๆ ซึ่งบ่อยครั้งนอกจากทุกข์นอกจากเครียดแล้ว สิ่งที่ทำก็ยังไม่ดีด้วย หรือไม่ดีเท่าที่ควร
    28 min
  • 25640830am--ทุกข์แต่กาย ใจเบิกบาน

    30 ส.ค. 64 - ทุกข์แต่กาย ใจเบิกบาน : อาจารย์กำพลมักพูดเสมอว่าท่านเป็นแค่ “อุปกรณ์สอนธรรม” กล่าวคือสอนให้คนเห็นถึงความไม่เที่ยงของสังขาร วันดีคืนดีอาจล้มป่วยหรือพิการอย่างท่านก็ได้ทั้ง ๆ ที่ยังหนุ่มอยู่ ขณะเดียวกันก็สอนว่า แม้กายทุกข์แต่ใจไม่ทุกข์ก็ได้ หากฝึกใจให้มีสติและความรู้สึกตัวอยู่เสมอ ใช่แต่เท่านั้นในยามป่วย ท่านก็ยังเป็นอุปกรณ์สอนธรรมแก่ลูกศิษย์ว่า แม้กายป่วย แต่ใจก็ยังสดใสได้

    แม้กระทั่งเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง ท่านก็ยังเป็นแบบอย่างแห่งการยอมรับความตาย โดยไม่คิดต่อสู้ผลักไสหรือขัดขืนแต่อย่างใด จึงจากไปด้วยใจสงบ
    31 min
  • 25640829pm--ดับทุกข์ไม่ได้ถ้าไม่เห็นความจริง

    29 ส.ค. 64 (เย็น) - ดับทุกข์ไม่ได้ถ้าไม่เห็นความจริง : สติช่วยทำให้เห็นสิ่งต่างๆตามสภาวะที่มันเป็น ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากให้มันเป็น หรือสิ่งที่มันควรจะเป็น ถ้าเราเห็นแบบนี้ เห็นสิ่งต่างๆตามที่มันเป็น ต่อไปก็จะเห็นความยึดความอยาก ที่เป็นตัวการทำให้เกิดการปฏิเสธ ไม่ยอมรับความจริง เมื่อเห็นความยึดความอยาก เห็นมันเรียกว่าอย่างคาหนังคาเขา

    โดยเฉพาะถ้าเห็นความจริงเป็นพื้นฐานเป็นเบื้องต้นว่า มันไม่มีอะไรที่ยึดมั่นถือมั่นได้ ความยึดความอยากที่อยากให้มันตั้งอยู่นานๆหรืออยากให้มันเที่ยง อยากให้มันเป็นไปดั่งใจ มันก็ค่อยๆสลายหายไป การยอมการยอมรับความจริงก็จะเกิดขึ้นได้ แล้วก็นำไปสู่การรู้ความจริงที่ลึกซึ้งได้ในที่สุด
     
    เพราะฉะนั้นในการปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา นอกจากการทำความดีแล้ว เราก็ต้องพัฒนาไปถึงขั้นที่เรียกว่า รู้ความจริง ยอมรับความจริง แล้วก็เห็นความจริงได้
     
    และยิ่งถ้าเรารู้ความจริงเกี่ยวกับกายและใจ เห็นความจริงของกายและใจมากเท่าไร มันก็จะยอมรับความเป็นไปของโลกธรรมที่ปรากฏกับเราได้ เราก็จะสามารถอยู่กับความผันผวนปรวนแปรด้วยใจที่ไม่ทุกข์ และถึงตอนนั้นความสุขก็จะปรากฏขึ้น ไม่ได้เป็นความสุขที่เกิดจากการเสพสิ่งปรนเปรอ แต่เป็นความสุขที่เกิดจากความสงบ เพราะว่าเห็นความจริงและก็ยอมรับความจริงได้
    27 min
  • 25640829am--แม้ถูกด่าก็เห็นสัจธรรมได้

    29 ส.ค. 64 (เช้า) - แม้ถูกด่าก็เห็นสัจธรรมได้ : มีพราหมณ์ผู้หนึ่งเกลียดพระพุทธเจ้ามาก เดินตามด่าพระพุทธเจ้าจนถึงที่ประทับ แต่พระองค์ก็ไม่ตอบโต้ ปล่อยให้เขาด่าจนพอไป เมื่อเขาหยุดด่า พระองค์ก็ตรัสถามเขาว่า “เคยมีคนมาเยี่ยมท่านที่บ้านไหม” พราหมณ์ตอบว่า “มีสิ มีมากมาย ข้าพเจ้าไม่ใช่คนสิ้นไร้ไม้ตอก” พระองค์ถามต่อว่า “เมื่อมีแขกมาเยี่ยม ท่านทำอย่างไร” เขาตอบว่า “ก็เอาของมาต้อนรับตามธรรมเนียม” พระองค์จึงถามว่า “หากแขกไม่กินของที่ท่านนำมาต้อนรับ ของนั้นจะเป็นของใคร” พราหมณ์ตอบว่า “ก็เป็นของข้าพเจ้าตามเดิมน่ะสิ” พระพุทธองค์จึงตอบว่า ในทำนองเดียวกัน “เมื่อสักครู่ท่านด่าเราด้วยถ้อยคำหยาบคาย เราไม่รับคำด่าเหล่านั้น คำด่าเหล่านั้นก็ตกเป็นของท่านตามเดิม”

    ไม่ว่าจะถูกต่อว่าด่าทอเพียงใด พระพุทธองค์ไม่รู้สึกหวั่นไหว โกรธเคือง หรือเป็นทุกข์เลย เพราะพระองค์ไม่รับคำด่าของพราหมณ์ผู้นั้นหรือใครก็ตาม ถึงที่สุดแล้ว คำต่อว่าด่าทอนั้นตอกย้ำให้เราเห็นสัจธรรมของโลกว่า สรรเสริญกับนินทาเป็นของคู่กัน ไม่ว่าจะดีหรือเก่งแค่ไหน ก็หนีคำนินทาไม่พ้น นี้คือหนึ่งใน “โลกธรรม”ที่ต้องประสบ ถ้าไม่รู้จักความจริงข้อนี้ หลงยึดติดถือมั่นแต่คำสรรเสริญ ก็จะเป็นทุกข์ เมื่อเจอคำนินทาหรือต่อว่าด่าทอ แต่หากตระหนักชัดในสัจธรรมดังกล่าว ก็จะไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งเหล่านี้เลย
    27 min
  • 25640828pm--ธรรมะไม่ได้มีไว้ให้ยึดมั่น

    28 ส.ค. 64 (เย็น) - ธรรมะไม่ได้มีไว้ให้ยึดมั่น : ทำผิดในสิ่งที่ถูก สู้ทำถูกในสิ่งที่ผิดไม่ได้ แต่ถ้าจะให้ดีควรทำถูกในสิ่งที่ถูก อย่างเช่น ธรรมะเมื่อเรารู้ว่าเป็นของดีก็ควรจะประพฤติให้ดี ปฏิบัติให้ถูก จะเกิดสุขตามมา อย่าคิดว่าขึ้นชื่อว่าธรรมะแล้วจะปฏิบัติอย่างไรก็ได้ อันนั้นไม่ใช่ ถ้าคิดว่าจะปฏิบัติอย่างไรก็ได้ กิเลสจะฉวยโอกาสเข้ามาเล่นงานเราทันที กิเลสจะฉวยเอาการปฏิบัติธรรมนั่นแหละเป็นเครื่องสนองกิเลส จนอาจนำไปสู่การเบียดเบียนคนอื่นด้วย

    สงครามศาสนาเป็นตัวอย่างของการทำผิดในสิ่งที่ถูก ศาสนาเป็นสิ่งที่ดี แต่หากยึดติดถือมั่น ก็สามารถนำไปสู่การทำลายล้างกันได้ คนที่เคร่งศาสนา จำนวนไม่น้อย หลงตนว่าเป็นคนดี จะคิดหรือทำอะไรก็มักเข้าข้างตัวเองว่าเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดังนั้นเวลาเจอใครที่ไม่เห็นด้วยกับตน ปฏิบัติไม่เหมือนตน ก็มักตัดสินว่าเขาเป็นคนไม่ดี เป็นคนชั่ว และเมื่อใดที่เราตัดสินใครว่าเป็นคนชั่ว เราก็พร้อมจะทำร้ายเขา ไม่ด้วยคำพูดก็ด้วยการกระทำ โดยไม่เฉลียวใจว่าการกระทำของเรานั้นเป็นความไม่ดี หรือเป็นความชั่ว อาจชั่วยิ่งกว่าคนที่เราทำร้ายเขาด้วยซ้ำ
    27 min
  • 25640828am--ปฎิบัติธรรมให้ถูก

    28 ส.ค. 64 (เช้า) - ปฎิบัติธรรมให้ถูก : ธรรมะเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ประเสริฐ ซึ่งเราก็ทราบกันดีอยู่แล้ว แต่ว่าธรรมจะมีประโยชน์กับชีวิตของเราได้ต้องอาศัย 3 สิ่งหรือ 3 อย่างคือ อันที่ 1 คือฟัง อันที่ 2 คือคิด อันที่ 3 คือทำหรือปฏิบัติ ถ้ามี 3 อย่างนี้ครบก็ทำให้ธรรมเกิดประโยชน์ต่อเราอย่างแท้จริง จนถึงกับทำให้สิ้นทุกข์ได้

    ฟัง คิด และทำ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากในหมวดธรรมที่ชื่อโสตาปัตติยังคะ ซึ่งเป็นธรรมที่ทำให้บรรลุถึงความเป็นโสดาบัน ซึ่ง 3 ใน 4 ประการ ที่เป็นการ ฟัง คิด ทำ อยู่ในหมวดธรรมดังกล่าว
     
    ฟังคือฟังธรรม ฟังจากใคร ก็ฟังจากสัตบุรุษ หรือว่าครูบาอาจารย์ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะฟัง ก็จะมีข้อหนึ่งคือการเสวนาสัตบุรุษ หรือการคบหาสัตบุรุษ เป็นกัลยาณมิตร เมื่อคบหาก็จะเกิดการฟังธรรมสวนะ
     
    ส่วนการคิดนั้น ท่านก็เจาะจงเลยว่าหมายถึงโยนิโสมนสิการ ไม่ใช่คิดเรื่อยเปื่อย โยนิโสมนสิการคือการคิดอย่างมีเหตุผลหรืออย่างถูกวิธี เช่น มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าเป็นปัญหา เป็นความทุกข์ ก็มองหาสาเหตุ หาตัวสมุทัยหรือว่า มิฉะนั้นก็ สาวหาเหตุว่า มันมีความเป็นมาอย่างไร หรือมองไปถึงว่า มันจะส่งผลกระทบอย่างไร รวมทั้งการรู้จักคิดบวกคิดลบ คิดให้ถ้วนทั่ว คิดให้ครบทุกด้าน ด้านที่เป็นคุณด้านที่เป็นโทษ
     
    แล้วที่ดีกว่านั้นก็การหาทางออกจากสิ่งที่เป็นโทษ อันนี้เป็นตัวอย่างของโยนิโสมนสิการ หรือการคิดถูกคิดเป็น ซึ่งเมื่อนำมาใช้กับธรรมะ ก็ทำให้เกิดความเข้าใจธรรมะ ทั้งสิ่งที่เป็นสัจธรรมความจริง และสิ่งที่เป็นจริยธรรม หรือข้อพึงประพฤติปฏิบัติ จากนั้นก็ลงมือปฏิบัติ
     
    ฟัง คิดและก็ทำ เป็นบ่อเกิดปัญญาเลย ปัญญานั้นมี 3 สุตมยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการฟัง ฟังในที่นี้รวมไปถึงการอ่านด้วย หนังสือที่ประกอบด้วยธรรม ตั้งแต่จากพระไตรปิฎกลงมา อันนี้เรียกว่าเป็นสุตตะซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญาได้
     
    จินตามยปัญญา เป็นปัญญาที่เกิดจากการคิด พิจารณา และประการสุดท้าย ภาวนามยปัญญาคือปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติ ภาวนาในที่นี้ ความหมายคือการปฏิบัติให้มากขึ้น
    24 min

About Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

From the publisher's feed

เสียงบรรยายธรรมของหลวงพ่อไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต

More shows like Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม by dhamma.com

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม

60 Listeners

THE STANDARD PODCAST by THE STANDARD

THE STANDARD PODCAST

38 Listeners

The Secret Sauce by THE STANDARD

The Secret Sauce

75 Listeners

5 Minutes Good Time by Mission To The Moon Media

5 Minutes Good Time

9 Listeners

Keep Me Busy by Infinity Podcast (ประเทศไทย)

Keep Me Busy

1 Listeners

แปดบรรทัดครึ่ง by ต้อง กวีวุฒิ

แปดบรรทัดครึ่ง

3 Listeners

ลงทุนแมน by longtunman

ลงทุนแมน

4 Listeners

Good Night #ฟังก่อนนอน by Mission To The Moon Media

Good Night #ฟังก่อนนอน

0 Listeners

Mission To The Moon Podcast by Mission To The Moon Media

Mission To The Moon Podcast

6 Listeners

Mission To The Moon by Mission To The Moon Media

Mission To The Moon

19 Listeners

The Library by THE LIBRARY

The Library

16 Listeners

เกลา นิสัยอันตราย PODCAST by KLAOSHOW

เกลา นิสัยอันตราย PODCAST

5 Listeners

Myth Universe by Salmon Podcast

Myth Universe

8 Listeners

THE MONEY COACH by โค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์

THE MONEY COACH

8 Listeners

TOP TO TOE by THE STANDARD

TOP TO TOE

0 Listeners