
Sign up to save your podcasts
Or


21 มี.ค. 64 - รู้ทันกับดักความคิด : อันที่จริงอารมณ์ฝ่ายลบหากเกิดขึ้นบ่อย ๆ น่าจะช่วยให้เรารู้จักมันดีขึ้น รู้ทันมันฉับไวขึ้น ธรรมชาติได้ให้สติแก่เราซึ่งช่วยให้เราสามารถจัดการกับอารมณ์เหล่านั้นได้ เป็นแต่เราไม่ค่อยได้ใช้มัน ผลก็คือ แทนที่เราจะรู้เล่ห์กลของอารมณ์เหล่านี้และพาจิตห่างไกลจากมัน มันกลับรู้วิธีควบคุมและบงการจิตของเราให้เป็นไปตามอำนาจของมัน กลายเป็นว่ายิ่งนานวันมันก็ยิ่งฉลาดกว่าเรา ลองหมั่นสังเกตอารมณ์ของเราบ่อย ๆ อย่าเพิ่งเชื่อหรือทำตามมันอยู่ร่ำไป
20 มี.ค. 64 - รับมือกับตัวป่วนในใจ : เมื่อเรามีสติรู้ทันความคิดและอารมณ์บ่อย ๆ ต่อไปก็จะรู้ทางว่าความคิดจะมาแบบไหน อารมณ์จะมาไม้ไหน คนเราเวลาจมอยู่ในอารมณ์ อารมณ์เหล่านี้จะพยายามครองจิตครองใจให้นานที่สุด มันมีลูกไม้หลายอย่าง เช่นเวลาเราโกรธ ความโกรธจะสั่งให้จิตส่งออกนอก ไปจดจ่ออยู่กับคนที่พูดไม่ดีกับเรา ทำไม่ดีกับเรา เราก็จะโกรธแล้วก็ด่าเขากลับ หรือถึงขั้นทำร้ายร่างกายเลย อันนี้เป็นอุบายอย่างหนึ่งของความโกรธ มันต้องการให้จิตเราส่งออกนอก จะได้ไม่หันกลับมาดูใจจนรู้ทันว่ามีอารมณ์เกิดขึ้น
15 มี.ค. 64 - มองไกล และดูใจในปัจจุบัน : นอกจากมองชีวิตในมุมกว้างที่ยาวไกลแล้ว การมองเห็นตนในแต่ละขณะๆก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เราลองสังเกตไหมเวลาเราสวดมนต์โดยเฉพาะคนที่สวดได้คล่องแล้ว บ่อยครั้งว่าแต่ปาก แต่ใจลอยใจไหลไปไหนไม่รู้ หรือแม้แต่คนที่กำลังสวดมนต์ด้วยการอ่านหนังสือ บางทีตาก็มองไปที่หนังสือแต่ว่าใจไหลไปที่อื่น เราต้องหมั่นมามองตน ดูใจของเราอยู่เสมอ ไม่ว่าทำอะไรก็ตาม ไม่ใช่แค่สวดมนต์รวมถึงการทำกิจวัตรอย่างอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นกิจเล็กกิจใหญ่ เป็นงานการหรือว่าเป็นเรื่องที่ธรรมดาสามัญเช่น อาบน้ำ ถูฟัน กินข้าว
14 มี.ค. 64 (เย็น) - อย่าเปิดช่องให้มารครองใจ : อารมณ์ก็เช่นเดียวกัน ตัวหลงก็เช่นเดียวกัน มันพยายามทุกทางที่จะครองใจของเรา แต่ว่ามันแพ้ทางสติ มันกลัวถูกรู้ ถูกเห็น นี่เป็นจุดอ่อนที่สำคัญ ดังนั้นเราจึงควรเพียรเจริญสติ หมั่นรู้สึกตัวบ่อย ๆ หมั่นสังเกตความคิด หมั่นมองตนบ่อย ๆ เราจะรู้ทันอารมณ์ได้เร็วขึ้น และไม่เปิดโอกาสให้มันครองใจเรา หรือบงการชีวิตของเราไปตามอำนาจของมัน
14 มี.ค. 64 (เช้า) - ปล่อยวางสิ่งไม่รักไม่พอใจ : รู้ทุกข์ กับ ไม่เป็นทุกข์ ต่างกันมากนะ คนส่วนใหญ่เป็นทุกข์ แต่น้อยคนที่รู้ทุกข์ เราจะรู้ทุกข์ได้เพราะเรามีสติ และเห็นว่าอารมณ์เหล่านี้ ไม่น่ายึด สติช่วยพาจิตของเราออกห่างจากอารมณ์เหล่านี้ กลายเป็นเห็น ไม่เข้าไปเป็น ไม่เข้าไปยึดว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา
13 มี.ค. 64 - ใจอยู่ถูกที่ ชีวิตอยู่ถูกทาง : ตัวเราจะอยู่ที่ไหน ขอให้ใจมันอยู่ถูกที่ถูกทางก็แล้วกัน ก็คือการอยู่กับปัจจุบัน มีสติ มีความรู้สึกตัว สิ่งนี้จะช่วยทำให้ชีวิตเราอยู่ถูกทางได้ ตัวอยู่ผิดที่ อันนี้ไม่สำคัญเท่ากับว่า ชีวิตที่อยู่ถูกทาง ชีวิตที่อยู่ถูกทางได้เพราะว่าใจอยู่ถูกที่ด้วย คือ มีสติ มีความรู้สึกตัวเป็นเบื้องต้น เป็นพื้นฐานเลย ไม่มีตรงนี้แม้จะอยู่ถูกที่ มันก็ไม่เกิดประโยชน์ มีแต่ความเบื่อ ความเซ็ง หรือว่ามีแต่ความทุกข์ร้อน เพราะใจปรุงแต่งในทางลบทางร้าย มีคนมากมาย ใจปรุงแต่งไปในทางลบจนกระทั่งเจ็บป่วย กินไม่ได้นอนไม่หลับ จนกระทั่งเส้นเลือดในสมองแตก ทั้งที่อยู่ในถิ่นที่สะดวกสบายก็ตาม เพราะฉะนั้นตัวอยู่ที่ไหนไม่สำคัญ ขอให้ใจอยู่กับความรู้สึกตัว อยู่กับปัจจุบันให้ต่อเนื่อง
5 มี.ค. 64 - อย่าทุกข์ฟรี ๆ : ความทุกข์มีข้อดีแบบนี้ เพราะฉะนั้น เวลาเกิดขึ้นกับเรา ก็อย่ามัวแต่คร่ำครวญ ตีโพยตีพาย ตั้งสติดีๆ มันเป็นประโยชน์ มันเป็นเครื่องเตือนสติ ตื่นจากความฝัน ไม่ว่าจะเป็นความฝันประเภทใด ฝันดีหรือฝันร้ายให้ตื่นขึ้นมาเห็นความจริง จริงอยู่ความทุกข์ทำให้เจ็บปวด จะปวดกายปวดใจก็แล้วแต่ แต่ถ้าหากว่าเราไม่มัวแต่จมอยู่ในความทุกข์ ให้ถอนใจออกมาใคร่ครวญ แทนที่จะคร่ำครวญไม่เลิกราเสียที
4 มี.ค. 64 - ทุกข์ช่วยให้พ้นทุกข์ : เราต้องรู้จักหรือเข้าใจความทุกข์อย่างถ่องแท้ แล้วเราจะเข้าใจความทุกข์อย่างถ่อแท้ได้เราต้องเจอทุกข์เสียก่อน คนที่ใช้ชีวิตที่พยายามหนีทุกข์ จะไม่มีทางออกจากทุกข์ได้เลยแต่ที่จริงแล้วไม่ว่าจะหนีทุกข์อย่างไร มันก็หนีทุกข์ไม่พ้น ไม่ว่าจะพรั่งพร้อมบริบูรณ์ด้วยวัตถุด้วยชื่อเสียงเกียรติยศ แต่ก็ยังทุกข์นั่นแหละ ไม่ใช่ทุกข์เพราะความแก่ ความเจ็บ ความป่วย ความพลัดพราก หรือความตายเท่านั้น มันยังทุกข์เพราะรู้สึกว่ายังมีไม่พอ ที่มีมันเยอะก็จริงแต่ยังมีไม่พอ ยังอยากได้อีก หรือว่ารู้สึกเบื่อ หลายคนที่ชีวิตราบเรียบมีพร้อมทุกอย่างแต่ก็ยังทุกข์เพราะรู้สึกว่าเบื่อ เหงา เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะหนีทุกข์อย่างไร หรือพรั่งพร้อมด้วยว่าสิ่งเสพอย่างไร มันก็หนีทุกข์ไม่พ้น
28 ก.พ. 64 - ปัจจุบันคือบ้านของใจ : ที่ผ่านมาเราหาบ้านให้กาย เราทุ่มเทเงินทอง แล้วก็เวลาสำหรับการหาบ้านให้กับร่างกาย บ้านที่เราอยู่ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นบ้านเช่า ที่เป็นของเราเอง ที่จริงก็เป็นแค่บ้านของกาย แต่มันไม่ใช่บ้านของใจ แต่ถ้าเรามีความเป็นธรรมกับกาย กับใจ หาบ้านให้กายไปก่อนแล้วก็หาบ้านให้ใจ บ้านของใจก็ไม่ได้อยู่ที่ไหนมันก็คือบ้านของกาย ฝึกให้ใจมาอาศัยกายเป็นที่พักพิง เวลาเดิน ใจก็อยู่กับการเดิน เวลานั่งใจก็อยู่กับการนั่ง เวลาเรากินเคี้ยวลิ้ม ใจเราก็อยู่กับกินเคี้ยวลิ้ม เวลากายเดินไปข้างหน้า ใจก็เดินไปข้างหน้าด้วย รับรู้ว่ากายเคลื่อนไปข้างหน้า เวลากายถอยหลัง ใจก็รับรู้ เลี้ยวซ้ายแลขวา ไม่ใช่เป็นเรื่องของกายอย่างเดียว เป็นเรื่องของใจด้วย ใจก็รับรู้ด้วย
27 ก.พ. 64 (เย็น) - บ่มเพาะภูมิคุ้มใจ : จิตใจเรา ถ้าหากว่ามีภูมิคุ้มใจที่ดี มันก็ทำให้จิตใจปลอดโปร่งปลอดภัยจากอารมณ์ต่างๆ ไม่ให้มารุมเร้า แต่ถ้าหากว่า เราไม่ฝึกจิตให้ดี ไม่ฝึกสติให้ฉลาดในการรู้เท่าทันความคิดและอารมณ์ต่างๆมันก็ปล่อยอารมณ์เหล่านั้นเข้ามาเล่นงาน จนเกิดความทุกข์ เกิดความกลัดกลุ้ม กินไม่ได้นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย
From the publisher's feed

60 Listeners

38 Listeners

75 Listeners

9 Listeners

1 Listeners

3 Listeners

4 Listeners

0 Listeners

6 Listeners

19 Listeners

16 Listeners

5 Listeners

8 Listeners

8 Listeners

0 Listeners