
Sign up to save your podcasts
Or


5 พ.ค. 64 - นิ่งแต่ฉับไว : การฝึกจิตของเราก็เพื่อสิ่งนี้ แม้กายจะนิ่งแต่จิตตื่นและฉับไวขณะเดียวกันแม้กายเขยื้อนขยับรวดเร็ว แต่ว่าข้างในมันนิ่ง เป็นคุณสมบัติที่คู่กันไปได้ จิตนิ่งแต่ใจตื่นไว และก็กระฉับกระเฉง ขณะเดียวกันแม้กายจะเคลื่อนไหวแต่ว่าข้างในนิ่ง มันเป็นคุณสมบัติ 2 อย่างที่เกิดขึ้น ควบคู่กันไปได้ ถ้าเราฝึกจิตให้ดีโดยเฉพาะฝึกจิตให้ไว รวดเร็ว ให้ปราดเปรียว อันนี้ก็เป็นเครื่องวัดความก้าวหน้าในการปฏิบัติของเราว่า ในยามที่เราเคลื่อนไหว ทำงานทำการมากมาย ข้างในใจของเรานิ่งไหม และในเวลาที่กายมันนิ่ง หรือแม้แต่จิตนิ่ง แต่ว่าก็ยังมีความตื่น มีความฉับไวในการรักษาจิต รู้ทันความคิดและอารมณ์แม้เพียงเล็กน้อย ไม่ให้มันเข้ามาจู่จับ เล่นงานจิตใจได้
4 พ.ค. 64 - อยู่กับโควิด เป็นมิตรกับตัวเอง : โรคโควิด มันสร้างความทุกข์ทรมานทั้งกายและใจ เพราะว่าเวลาป่วยแล้ว มันไม่ใช่แค่หายใจลำบาก มันไม่ใช่แค่อวัยวะต่างๆย่ำแย่ แต่เป็นเพราะว่าถึงแม้จะมีคนรักจะรักเพียงใด แม้กระทั่งพ่อแม่ก็ไม่สามารถที่จะมาเยี่ยมได้ ถ้ามาเยี่ยมก็ติดและระบาดเข้าไปอีก โควิดเป็นโรคที่สอนให้เห็นความสำคัญของการอยู่กับตัวเอง ไม่ใช่เฉพาะคนที่ป่วย คนที่ยังไม่ป่วยก็ต้องอยู่กับตัวเองให้เป็น ถ้าอยู่กับตัวเองไม่เป็น ออกไปเจอผู้คนเหมือนกับที่เคยทำ ไปสังสรรค์ เที่ยว สุดท้ายก็ติดโรค กลายเป็นป่วยโควิตขึ้นมา
28 เม.ย. 64 - ตื่นรู้ด้วยความรู้สึกตัว : ความรู้สึกตัว ทันทีที่รู้ตัวว่าโกรธ เครียด เศร้า หรือมีสติรู้ทันความคิดที่กระตุ้นปลุกเร้าอารมณ์ดังกล่าว ใจก็กลับมาเป็นปกติ ไม่จมอยู่ในอารมณ์ดังกล่าวอีกต่อไป ความรู้สึกตัวทำให้จิตตื่น ไม่หลงเข้าไปในความคิดที่ฝันฟุ้งปรุงแต่ง จนไม่รู้เนื้อรู้ตัวราวหลับใหล ซึ่งมีแต่จะนำพาความทุกข์มาให้เหมือนคนที่ตกอยู่ในฝันร้าย
27 เม.ย. 64 (เย็น) - ได้ดีเพราะเจอทุกข์ : ความทุกข์เป็นสิ่งที่ไม่มีใครหนีพ้น แต่เมื่อความแก่ ความเจ็บ ความพลัดพราก ความล้มเหลวบังเกิดขึ้น ไม่จำเป็นที่เราจะต้องเศร้าโศก เสียใจ อาลัยอาวรณ์ ขุ่นเคือง ท้อแท้ หรือจมอยู่กับความตกต่ำย่ำแย่เสมอไป เหตุการณ์เหล่านี้สามารถเป็นอุปกรณ์สอนธรรม ฝึกใจเราให้เข้มแข็ง เตือนให้ไม่ประมาทกับชีวิต อีกทั้งยังเปิดใจให้เห็นสัจธรรมได้ด้วย
27 เม.ย. 64 (เช้า) - รู้ทุกข์ รู้ทันกิเลส : รู้ทุกข์ กับ ไม่เป็นทุกข์ ต่างกันมากนะ คนส่วนใหญ่เป็นทุกข์ แต่น้อยคนที่รู้ทุกข์ เราจะรู้ทุกข์ได้เพราะเรามีสติ และเห็นว่าอารมณ์เหล่านี้ ไม่น่ายึด สติช่วยพาจิตของเราออกห่างจากอารมณ์เหล่านี้ กลายเป็นเห็น ไม่เข้าไปเป็น ไม่เข้าไปยึดว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา
26 เม.ย. 64 - ยอมรับได้ ใจไกลทุกข์ : คล้ายกับการฉีดวัคซีน คนที่พอได้รับวัคซีนมันก็ทำให้เกิดปฏิกิริยาของภูมิคุ้มกัน ไม่เกิด Over react เวลามีเชื้อโควิคเข้ามา ถ้าไม่ฉีดวัคซีน ภูมิคุ้มกันของร่างกายของเราจะตื่นตระหนกได้ง่าย เวลามีเชื้อไวรัสเข้ามา วัคซีนเป็นตัวช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายของเรามีปฏิกิริยาพอดี ไม่คุ้มคลั่ง ไม่ตื่นตระหนกจนกระทั่งทำร้ายร่างกายตัวเอง จิตของเราถ้าเติมสติลงไป มันก็ทำให้จิตของเราไม่มีปฏิกิริยารุนแรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นที่มาจากการผลักไส จนกระทั่งเกิดความทุกข์ มันก็จะดูเฉยๆ ก็ดูความโกรธที่เกิดขึ้น ความกลัวที่เกิดขึ้น ความหงุดหงิดที่เกิดขึ้น พอดูมันไป ไม่ไปข้องเกี่ยว ไม่ไปข้องแวะกับมัน ไม่เข้าไปเป็นมัน ไม่เข้าไปแบก ไม่เข้าไปยึด มันก็จะค่อยๆเสื่อมลงค่อยๆสลายไป หรือว่าอาจจะกลายเป็นของดีก็ได้ เพราะกลายเป็นตัวที่มาสอนมาแสดงสัจธรรม ทำให้เห็นความกลัว
21 เม.ย. 64 - หาตัวช่วยให้ใจปล่อยวาง : ตัวช่วยทำให้จิตมันวางความทุกข์ เพื่อมาจดจ่อใส่ใจอยู่กับสิ่งอื่นแทน ซึ่งถ้าสิ่งนั้นมันทำให้จิตเป็นสมาธิหรือว่าทำให้จิตเป็นกุศลก็ยิ่งดี เช่น การสวดมนต์ หรือว่าทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ เช่น การปลูกต้นไม้ หรือว่าการวาดรูป จริงๆแม้กระทั่งเราเดินจงกรมแล้วเรารู้สึกเผลอ เกิดความทุกข์ขึ้นมาเพราะใจไปนึกถึงเรื่องราวในอดีต หรือไปพะวงกับเรื่องราวในอนาคต เกิดความเศร้า เกิดความวิตกกังวลขึ้นมา แล้วใจก็เผลอไปยึดไปแบกอารมณ์เหล่านั้น เราก็รู้ แต่ว่าใจมันไม่ยอมวาง ทำอย่างไรให้ใจยอมวางได้ ก็อาจจะเปลี่ยนความสนใจของจิต ไปมองท้องฟ้า ฟังเสียงนกร้อง หรือว่ามองต้นไม้ มองดอกไม้ที่ขึ้นอยู่ตามข้างทาง
20 เม.ย. 64 - โลกรู้แล้วยึด ธรรมรู้แล้ววาง : ถ้าเราเจริญสติเราก็จะเห็นของจริง เห็นความจริง เห็นสัจธรรมเกี่ยวกับตัวเรา เห็นความจริงเกี่ยวกับกายและใจ ว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เห็นอย่างนี้แล้วก็จะปล่อยวาง เพราะรู้ว่ายึดไม่ได้ และไม่น่ายึด เพราะมันเป็นทุกข์ แปรเปลี่ยนอยู่เสมอ นี้คือปัญญาที่เกิดจากการเห็นกายเห็นใจอยู่เสมอ ปัญญาทำให้ใจสว่าง ทีแรกจะทำให้เกิดความสงบ แต่ในที่สุดก็ทำให้เกิดความสว่าง ส่วนความสงบนั้นถือว่าเป็นเรื่องสมถะ สมถกรรมฐานคือการฝึกใจให้เกิดความสงบ แต่การทำให้ใจสว่างเป็นเรื่องของวิปัสสนา สว่างคือเกิดปัญญาแล้วปล่อยวางได้ ปล่อยวางความยึดติดถือมั่นใน ตัวกูของกู นี้เป็นเรื่องที่ชาวพุทธเราควรจะเข้าใจ ถึงแม้จะเป็นเรื่องยาก แต่ว่ามันช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง เพราะว่าความทุกข์ถึงที่สุดแล้วเกิดจากความยึดติดว่าเป็นตัวกูของกู ยึดติดร่างกาย ยึดติดจิตใจว่าเป็นตัวกูของกู หลงคิดว่า ใจนี้บังคับได้ ร่างกายนี้บังคับได้ พอไม่เป็นไปอย่างที่คิดหวังก็ทุกข์ โมโห โกรธกายกับใจ บางทีก็โมโหใจที่มันเอาแต่โกรธเอาแต่อยาก ทำไมไม่ยอมสงบเสียที นี่ก็เพราะความยึดติด เพราะความไม่รู้ว่าใจไม่ใช่ของเรา
12 เม.ย. 64 (เย็น) - เชื่อมสัมพันธ์ด้วยน้ำใจ : เพียงแค่สรงน้ำพระพุทธรูปเท่านั้น ไม่พอ ต้องสรงน้ำพระในใจเราอย่างต่อเนื่องทุกวันๆ ไม่ใช่แค่วันเดียว แล้วสิริมงคลก็จะเกิดขึ้นกับเราอย่างแท้จริง ตลอดไปก็ว่าได้ เพราะฉะนั้น ทุกวันๆก็ขอให้เราถามตัวเราเองว่า วันนี้เราได้สรงน้ำพระในใจเราหรือยัง สามารถที่จะกราบจะไหว้ตนเองได้หรือเปล่า เวลามีคนมาต่อว่าด่าทอ เราสามารถที่จะอดกลั้น ไม่โกรธ ไม่มีความเกลียด อันนี้ก็ถือว่าเรากำลังทำสิ่งที่ดีแล้ว เรายังไหว้ตัวเองได้ หรือยิ่งกว่านั้น เรายังทำดีกับผู้คนทั้งกายและใจ อันนี้ก็เรียกว่าว่า เราไหว้ตนเองได้ อันนี้ก็ถือว่าไม่เพียงแต่ชำระสิ่งเศร้าหมองออกไปจากใจ แต่ยังทำให้เกิดความงดงาม เหมือนกับเราได้นำเครื่องหอมมาบูชา มาสรงน้ำพระพุทธรูปของเรา
From the publisher's feed

60 Listeners

38 Listeners

75 Listeners

9 Listeners

1 Listeners

3 Listeners

4 Listeners

0 Listeners

6 Listeners

19 Listeners

16 Listeners

5 Listeners

8 Listeners

8 Listeners

0 Listeners