Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

Download on the App Store

Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล) episodes

  • 25640617pm--คาถา4ไม่ ช่วยให้ใจปล่อยวาง

    17 มิ.ย. 64 - คาถา 4 ไม่ ช่วยให้ใจปล่อยวาง : ถ้าเราลองเตือนตนเอง อย่างน้อย 1 ใน 4 ข้อนี้คือ

    ข้อ 1 มันยังไม่เกิด สิ่งที่กังวล มันยังไม่เกิด
    ข้อ 2 มันยังไม่ถึงเวลา ยังไม่ถึงเวลาที่จะไปทำงานหรือไปแก้ปัญหา อย่าเพิ่งเอามาเก็บมารกสมอง หรือมาทำให้กังวลจนนอนไม่หลับกินไม่อิ่ม
    ข้อ 3 มันเป็นสิ่งที่เราทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ จะไปกลุ้มกับมันทำไม แล้ว
    ข้อที่ 4 ไม่รู้ว่ามันจริงหรือเปล่า อาจจะเป็นการปรุงการแต่งของเราไปเอง หรือของความคิดที่ชอบระแวง มันไม่ใช่เราคิดแต่เป็นไอ้ตัวระแวงตัวหลงที่มันปรุงความคิดเหล่านี้ขึ้นมา ถ้าเราเชื่อมัน เราก็เป็นทุกข์
     
    ทั้ง 4 ไม่นั้น เป็นคาถา ที่ช่วยเตือนใจเราได้ดี ไม่ให้เราไปกังวลกับเรื่องอะไรมากเกินไป เตรียมตัวไว้บ้างนั้นดี แต่ว่าจะไปกังวลหรือพะวงกับมัน มันก็มีแต่จะสร้างทุกข์ เวลาใด เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกกังวลแล้ววางไม่ได้ ก็เตือนตนด้วยคาถา 4 ไม่ คือ มันมายังไม่เกิด มันยังไม่ถึงเวลา เราทำอะไรไม่ได้แล้ว หรือว่า เราไม่รู้ว่ามันเป็นจริงหรือเปล่า เตือนตัวเองด้วยคาถาเหล่านี้ มันก็ช่วยทำให้ปล่อยวางได้ และกลับมาอยู่กับปัจจุบัน
    29 min
  • 25640611am--ชนะด้วยความนิ่ง

    11 มิ.ย. 64 - ชนะด้วยความนิ่ง : เราสามารถเป็นอิสระจากความรู้สึกนึกคิดที่แย่ ๆ ได้ แต่ต้องเริ่มต้นจากความรู้สึกที่ไม่อยากผลักไสหรือรังเกียจมัน เมื่อใดตามที่มันผุดขึ้นมาในใจ ก็เพียงแต่รับรู้มันเฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไรกับมัน พอรู้แล้วก็ไม่ต้องสนใจมัน

    ทีแรกมันจะพยายามดึงความสนใจจากเรา พยายามยั่วให้เราเข้าไปไล่หรือผลักไสมัน แต่ขืนเราทำเช่นนั้น มันยิ่งได้ใจ เหมือนเด็กที่คอยเรียกร้องความสนใจไม่จบสิ้น แต่ถ้าเราไม่สนใจมันเลย มันพยายามยั่วยุก่อกวนเท่าไร เราก็เฉย ไม่นานมันก็จะยอมแพ้และล่าถอยไปเอง
    28 min
  • 25640610pm--ความเข้มแข็งที่แท้จริง

    10 มิ.ย. 64 (บ่าย) - ความเข้มแข็งที่แท้จริง : ถ้ำยายปริก เกาะสีชัง เป็นสถานที่วิเวก เหมาะแก่การภาวนา หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร จึงมาจำพรรษาอยู่เนือง ๆ ภายหลังท่านได้บุกเบิกและพัฒนาจนกลายเป็นวัดสมบูรณ์ มีพระและแม่ชีมาปฏิบัติธรรมเป็นจำนวนมาก

    ช่วงหนึ่งมีการก่อสร้างกำแพงหินด้านหน้าวัด เมื่อหินศิลาแลงมาถึง หลวงพ่อได้สั่งให้กองไว้ด้านนอกวัดเพื่อนำมาก่อกำแพงในวันรุ่งขึ้น บังเอิญกองหินเหล่านั้นวางเหลื่อมล้ำเข้าไปในที่ของชาวบ้านรายหนึ่ง ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับวัดมานาน เหตุเพราะต้องการยึดครองที่ดินของวัด อันที่จริงกองหินนั้นล้ำเข้าไปในที่ของเขาเพียง ๑-๒ นิ้วเท่านั้น แต่เมื่อเจ้าของที่รู้เข้าก็ไม่พอใจ เดินมาที่วัดพร้อมตะโกนขึ้นว่า
     
    “เฮ้ย ใครหน้าไหนวะ มันบังอาจเอาหินเอาดินมากองในที่ของกู ออกมาเจอกันหน่อยซิ”
     
    หลวงพ่อประสิทธิ์กำลังนั่งพักผ่อนอยู่ที่กุฏิหน้าประตูวัดพอดี จึงเดินไปหาชายผู้นั้น แล้วพูดว่า “เออแน่ะโยม จะเอาอะไรกับพระกับเจ้านักหนา หลวงพ่อขอวางไว้แค่สักคืนหนึ่งเท่านั้นแหละ พรุ่งนี้ก็จะขนออกแล้ว ค่อยพูดค่อยจากันก็ได้”
     
    ชายผู้นั้นไม่ฟัง ตวาดกลับว่า “ไม่รู้ล่ะ ประเดี๋ยวพวกมึงไปขนออกจากที่กูให้หมดเลยนะ” พูดพลางชี้หน้าหลวงพ่อ พร้อมกับขู่ว่า ถ้าไม่ขนออกไป จะไปแจ้งทั้งนายอำเภอและตำรวจ “เอาพวกมึงเข้าคุกให้หมด ข้อหาบุกรุกที่ของกู โธ่เอ๋ย พวกมึงน่ะ ก็เป็นแค่ไอ้พระเฮงซวย”
     
    ทั้ง ๆ ที่ถูกสบประมาทด้วยถ้อยคำหยาบคาย หลวงพ่อประสิทธิ์ยังคงนิ่งสงบ ไม่มีอาการโกรธหรือหงุดหงิดแต่อย่างใด ท่านกลับไปนั่งหน้ากุฏิและดื่มน้ำปานะอย่างสบาย ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
     
    วันรุ่งขึ้นนายอำเภอและตำรวจมาที่วัด แต่หลังจากตรวจดูกองหินหน้าวัดแล้ว ก็เห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย หินล้ำเขาไปในที่ของชายผู้นั้นแค่นิ้วสองนิ้ว ไม่น่าเอะอะโวยวายจนเป็นเรื่องเลย สักพักก็ลาหลวงพ่อกลับ
     
    หลังจากวันนั้น มีศิษย์คนหนึ่งซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ตลอด เล่าให้หลวงพ่อประสิทธิ์ฟังว่า เขาเสียใจมากที่เห็นหลวงพ่อถูกด่า รู้สึกตกใจและว้าวุ่นเป็นที่สุด
     
    หลวงพ่อหัวเราะอย่างคนอารมณ์ดีแล้วพูดว่า “ปัดโธ่เอ๊ย เอ็งก็ไปคิดมากทำไม จำไว้นะ คำพูดน่ะมันก็แค่ลมปาก พูดไปก็ดับไป เป็นล้มเป็นแล้งไปทุกคราวคำ ถือสาอะไรกับมัน แล้วลิ้นคนก็ไม่มีกระดูกสักหน่อย จริงจังกับมันแล้วได้อะไรขึ้นมา”
     
    ความหวั่นไหวในลมปากของผู้อื่นนั้น เป็นที่มาของความทุกข์ และนำไปสู่การทะเลาะวิวาทและบาดหมางกัน แม้กระทั่งในหมู่ชาววัด ก็มีปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นเนือง ๆ หลวงพ่อประสิทธิ์มักตักเตือนพระ ชี และญาติโยมอยู่เป็นประจำว่า อย่าถือสาหาความกับลมปากของผู้อื่น แต่บางครั้งก็ไม่ได้ผล จนบางคราวหลวงพ่อต้องเตือนแรง ๆ ว่า “หากขัดแย้งกันเมื่อไร ให้ลองถามกันดูซิว่า มึงต้องตายไหม แล้วถามตัวเองว่า กูต้องตายไหม อ้าวในเมื่อทั้งสองฝ่ายก็ต้องตายด้วยกันทั้งคู่ แล้วทะเลาะกันไปทำไม มันได้อะไรขึ้นมา”
     
    หลวงพ่อประสิทธิ์แม้เป็นพระที่ดูเหมือนดุ แต่เวลามีอะไรมากระทบแรง ๆ ท่านกลับสงบนิ่ง เป็นปกติ มิใช่แต่คำด่าทอเท่านั้น แม้กระทั่งการลงมือทำร้ายท่าน ก็มิอาจทำให้ท่านโกรธหรือทุกข์ร้อนได้เลย
    30 min
  • 25640610am--ฉวยโอกาสให้กับความรู้ตัว

    10 มิ.ย. 64 (เช้า) - ฉวยโอกาสให้กับความรู้ตัว : "ตัวหลง" มันพยายามทุกทางที่จะครองใจของเรา แต่ว่ามันแพ้ทางสติ มันกลัวถูกรู้ ถูกเห็น นี่เป็นจุดอ่อนที่สำคัญ ดังนั้นเราจึงควรเพียรเจริญสติ ฉวยโอกาสรู้สึกตัวบ่อย ๆ หมั่นสังเกตความคิด หมั่นมองตนบ่อย ๆ เราจะรู้ทันอารมณ์ได้เร็วขึ้น และไม่เปิดโอกาสให้มันครองใจเรา หรือบงการชีวิตของเราไปตามอำนาจของมัน 

    28 min
  • 25640609pm--สุขได้แม้ชีวิตจำเจ

    9 มิ.ย. 64 - สุขได้แม้ชีวิตจำเจ : ฝึกจิตฝึกใจให้สามารถมีความสุขได้กับชีวิตที่มันราบเรียบซ้ำซากจำเจ หรือถึงคราวที่ชีวิตเกิดผันผวนปรวนแปรขึ้นมาก็จะมีความพร้อมที่จะรับมือกับมันได้ อันนี้เรียกว่าอาศัยบทเรียนจากโควิดมาเพื่อกระตุ้นตัวเอง เพื่อให้เห็นความจำเป็นของการฝึกตนแทนที่จะมาบ่นหรืออึดอัดโวยวายตีโพยตีพายว่าเมื่อไรโควิดมันจะหมดไปเสียที ก็มีความพอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่เพราะเป็นโอกาสที่จะได้ฝึกตน 

    31 min
  • 25640605am--มองทุกอย่างเป็นอาจารย์

    5 มิ.ย. 64 - มองทุกอย่างเป็นอาจารย์ : จะเห็นได้ว่า ธรรมะ จริงๆ แล้วอยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นผู้คน ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ ภูเขา ใบบัว ลำธาร มด แมลง พวกนี้สามารถที่จะเป็นอาจารย์เราได้ทั้งนั้น แม้กระทั่งคนที่ว่าเรา ก็เป็นอาจารย์ได้ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ท่านเล่าว่าสมัยท่านหนุ่มๆ ท่านไปจำพรรษาที่อุบล เช้าวันหนึ่งก็ไปบิณฑบาต ก็เห็นโยมผู้หญิงคนหนึ่งยืนรอใส่บาตรกับลูกชายอายุประมาณ 5 ขวบ ท่านก็เดินตรงไปรับบาตร พอใกล้ถึงตรงนั้น เด็กผู้ชายคนนั้นก็พูดออกมาว่า มึงบ่แม่นพระหรอก ๆ มึงไม่ใช่พระหรอก พูดมาที่ท่าน ท่านได้ยินอย่างนั้น ท่านก็ฉุนเลย โกรธเลย แต่สักพักท่านก็เห็นความโกรธ แล้วก็มีเสียงขึ้นมาในใจว่า จริงของมัน เราไม่ใช่พระ เพราะถ้าเราเป็นพระ เราก็ต้องไม่โกรธสิ พอคิดอย่างนี้ขึ้นมาได้ ท่านสงบเลย เป็นปกติ แล้วก็เดินไปรับบาตรจากแม่ของเด็ก ด้วยอาการสงบนิ่ง ไม่มีความโกรธ ไม่คิดจะต่อว่าแม่ว่าทำไมปล่อยให้เด็กพูดอย่างนั้น โดยไม่คิดต่อว่าเด็กที่พูดแบบนั้น แล้วตอนหลังท่านพูดถึงเด็กคนนั้นว่าเป็นอาจารย์ท่าน อาจารย์ที่ทำให้ท่านได้เห็นความโกรธของตัวเอง และเห็นว่าตัวเองยังมีการบ้านที่ต้องฝึกฝน เพราะว่าเรายังมีความโกรธอยู่ เป็นพระต้องไม่โกรธ ถ้าเป็นพระบางรูปอาจจะโกรธหนักเลย มาว่ากูได้อย่างไร ก็เป็นพระ แต่ว่าหลวงพ่อพุธ ท่านบอกว่า ถ้าเป็นพระต้องไม่โกรธสิ แล้วก็ถือว่าเด็กคนนั้นเป็นอาจารย์

     

    เพราะฉะนั้น ให้เราตระหนักว่า รอบตัวเราเต็มไปด้วยอาจารย์ไม่ใช่แค่อาจารย์ที่นั่งเทศน์ ไม่ใช่ครูบาอาจารย์ที่เรานับถือเป็นหลวงปู่หลวงตาหรือว่าพระอริยเจ้า ทุกคนทั้งหมดทุกสิ่งก็สอนธรรมให้กับเราได้ อยู่ที่ว่าเราจะมองเป็นหรือเปล่า อยู่ที่ว่าตอนนั้นเรามีสติหรือไม่ ถ้าเรามีสติก็เท่ากับใจเราพร้อมที่จะเปิดรับสัจธรรมจากทุกสิ่ง
    25 min
  • 25640604pm--เรามาวัดเพื่ออะไร

    4 มิ.ย. 64 (เย็น) - เรามาวัดเพื่ออะไร : แต่ถ้าเรามาวัดเพื่อฝึกจิตให้สงบ อันนี้มีประโยชน์มากกว่า เพราะว่ามันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในจิตใจของเรา ถ้าเรารู้จักทำจิตให้สงบ กลับไปบ้าน กลับไปที่ทำงาน กลับไปสู่โลกภายนอก เราก็สามารถที่จะพบความสงบได้ในทุกที่ไม่ว่าสถานที่แห่งนั้นมันจะอึกกระทึกวุ่นวายจอแจ เรามาวัดด้วยวัตถุประสงค์แบบนี้แหละจึงจะเกิดประโยชน์ ตั้งความหวังหรือจุดมุ่งหมายให้ถูกต้อง เพราะว่าถ้ามาวัดเพื่อจะหาความสงบหลายคนก็ผิดหวังกลับไป เพราะว่าไม่ได้สงบอย่างที่คิด ธรรมชาติ อาจจะสงบ แต่ผู้คนไม่สงบ เพราะว่ามาจากทั่วสารทิศ ความคิด จิตใจไม่ตรงกัน คนที่มีปัญหาก็มีไม่น้อย

    ยังไม่นับประเภทที่ว่ามาวัดแล้วสงบก็จริงเพราะมาอยู่ชั่วคราว ทิ้งภารกิจการงานเอาไว้ที่บ้าน ที่ทำงาน ใจโปร่งเบา ผู้คนก็ต่างปฏิบัติ ไม่ได้มาเกี่ยวข้องกันเท่าไหร่ ก็พบกับความสงบได้อย่างที่ต้องการ แต่พอกลับไปบ้านก็เกิดเครียดขึ้นมาเลย เกิดอาการหงุดหงิด เพราะว่าที่บ้านไม่สงบเหมือนที่วัด เกิดอาการประเภทหูร้อน โดยเฉพาะคนที่มาเข้าคอร์สปฏิบัติหลายวัน มันสบาย แต่พอกลับไปบ้าน ไปเจอผู้คน ผู้ร่วมงาน หูร้อนขึ้นมาเลย เกิดความเครียดและไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะไม่ได้ฝึกจิตที่จะรับมือสิ่งเหล่านี้
    27 min
  • 25640604am--รู้เห็นเหตุแห่งทุกข์

    4 มิ.ย. 64 (เช้า) - รู้เห็นเหตุแห่งทุกข์ : “ทุกข์เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้” ไม่ใช่สิ่งที่ต้องละ สิ่งที่ต้องละคือสมุทัย ซึ่งเป็นเหตุแห่งทุกข์ เมื่อเราเจอทุกข์ อย่างแรกที่ต้องทำคือรู้ทุกข์ คือรู้ว่ากำลังทุกข์อยู่ รู้ว่ากำลังโกรธ รู้ว่ากำลังหงุดหงิด เวลามีอารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้นคนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว เพราะกำลังถูกอารมณ์ครอบงำอยู่ การมีสติจะช่วยให้เรารู้ทันอารมณ์เหล่านั้น เมื่อมีทุกข์ ก็รู้ว่าทุกข์ นี้คือความหมายแง่หนึ่งของ การรู้ทุกข์

    ต่อมาก็เห็นว่าที่กำลังทุกข์อยู่นั้นไม่ใช่เราทุกข์ มันเป็นกายที่ทุกข์ เป็นกายที่ปวด ไม่ใช่เราปวด ที่ร้อนนั้นไม่ใช่เราร้อน แต่เป็นกายที่ร้อน ที่โกรธก็ไม่ใช่เราโกรธ แต่เป็นจิตที่โกรธ ถ้าไม่มีสติก็ไม่เห็น หลงคิดว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่ไปหมด ไปคิดว่าเราปวด เราเจ็บ เราโกรธ เราโมโห มีแต่ตัวเราเป็นผู้กระทำ แต่พอมีสติเราจะเห็นว่าที่จริงแล้วความปวดนั้นเป็นเรื่องของกาย ส่วนความโกรธเป็นเรื่องของใจ เวลาเดินก็เห็นว่า ที่เดินนั้นคือรูปหรือกาย ไม่ใช่เราเดิน เวลาเผลอคิด ก็เห็นว่าใจคิด ไม่ใช่เราคิด ต่อไปก็จะเห็นว่า เวลามีความโกรธเกิดขึ้น ไม่ใช่จิตโกรธหรอก แต่เห็นว่ามีความโกรธเกิดขึ้นที่ใจ ความโกรธก็อันหนึ่ง จิตก็อันหนึ่ง เวลาเมื่อยหรือเกิดทุกขเวทนา ก็จะเห็นว่าทุกขเวทนาก็อันหนึ่ง ร่างกายหรือรูปก็อันหนึ่ง คือจะเห็นแยกเป็นส่วน ๆ แต่ก่อนนั้นไม่ใช่อย่างนี้ คือ รู้สึกว่าฉันปวด ฉันเมื่อย ฉันโกรธ
     
    บ่อยครั้งเรามักจะเอาความทุกข์ของรูป ความทุกข์ของนาม มาเป็นความทุกข์ของเราหรือตัวเรา ที่จริงแล้วตัวเราหรือ “ตัวกู”นั้นไม่มีอยู่จริง แต่เกิดจากการปรุงแต่งขึ้นมา แล้วก็หลงคิดว่ามันมีจริง ๆ ตัวกูนี้แหละที่รับสมอ้างว่าเป็นเจ้าของความทุกข์ต่าง ๆ มากมาย ไปเอาความทุกข์ของกายมาเป็นความทุกข์ของกู ไปเอาความทุกข์ของใจมาเป็นความทุกข์ของกู ก็เลยทุกข์หนักขึ้น ที่จริงแล้วยิ่งทุกข์เท่าไร ยิ่งต้องสลัดความทุกข์ออกไป ไม่ใช่ดึงมาเป็นของกูหรือตัวกูตลอดเวลา แต่ถ้าเราเจริญสติ พอมีทุกข์ก็จะเห็นว่าที่ทุกข์นั้นไม่ใช่เราทุกข์ แต่เป็นกายที่ทุกข์ เป็นกายที่ปวด ที่โกรธก็ไม่ใช่เราโกรธ แต่เป็นใจที่โกรธ และต่อไปก็จะเห็นว่าความโกรธก็อันหนึ่ง ใจก็อันหนึ่ง แต่ถ้าไม่มีสติ จิตก็จะไปรวมกับความโกรธ หรือสำคัญมั่นหมายว่าความโกรธเป็นกู แล้วก็เลยมีกูผู้ทุกข์ขึ้นมา
    27 min
  • 25640603pm--รู้ทันความหงุดหงิด

    3 มิ.ย. 64 - รู้ทันความหงุดหงิด : แม้จะเผลอไปปล่อยให้ความโกรธเข้ามา แต่ถ้าคนที่ไวหน่อย แม้จะเผลอไป ปล่อยให้ความโกรธเผารนแต่ก็ยังเห็น รู้ทันความโกรธ และเห็นไปถึงขั้นว่า เห็นใจไม่ยอมรับ ใจผลักไสเหตุการณ์เหล่านี้เป็นอุปกรณ์สอนใจเราได้อย่างดี ที่ทำให้เห็นว่าเหตุแห่งทุกข์ที่แท้ มันอยู่ที่ใจ ไม่ใช่ใจที่ยึดใจที่อยากอย่างเดียว แต่รวมถึงใจที่ผลักไสด้วย ซึ่งที่จริงก็เป็นเรื่องเดียวกัน อยากกินไอติม มันจึงทุกข์มากพอเห็นไอติมละลายโดยที่ทำอะไรไม่ได้ จากความอยากมันก็กลายเป็นความผลักไสทันที

    เวลาเราไปตักอาหาร เคยเห็นอาการอย่างนี้ของใจไหม เห็นอาหารไม่ถูกปาก เป็นอย่างนี้ไหม เห็นความโกรธเกิดขึ้นไหม บางคนไม่เห็น พอเห็นอาหาร เห็นกับข้าวไม่ถูกปาก ก็โยนช้อนโยนทัพพีทันทีเลย อันนี้เรียกว่าเผลอไปแล้ว แต่ถ้าหากว่ากลับมาดูใจ ก็จะเห็น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่อาหารอยู่ข้างหน้า แต่อยู่ที่ใจที่ยึดใจที่อยาก ใจที่หลงไม่ทันเห็นความยึดความอยากนั้น รวมทั้งไม่เห็นอาการผลักไส จนกระทั่งโมโหโยนช้อนโยนทัพพี เสียงดังเลย เหตุการณ์แบบนี้ สิ่งที่ขัดใจ มันเป็นสิ่งที่สอน ทำให้เราเห็นใจของเราได้ดีมาก อยู่ที่ว่าจะเฉลียวหรือฉลาดในการมองใจของตนหรือเปล่า
    27 min
  • 25640528am--ชักสะพานความทุกข์

    28 พ.ค. 64 - ชักสะพานความทุกข์ : ความทุกข์ใจเกิดจากหลายสาเหตุ ที่สำคัญคือความไม่ชอบ ความโกรธ ความเกลียด ความชัง การผลักไส ผลักไสอะไรก็ทุกข์ทันที เช่นเมื่อเจอเสียงดัง หรืออย่าว่าแต่เสียงดังเลย เสียงเบาๆ แถมไม่ใช่เสียงคุย แต่เป็นเสียงเพลง แต่ถ้าไม่ชอบเสียแล้ว แม้ได้ยินแค่ประเดี๋ยวเดียว หรือได้ยินแค่แผ่วเบา ใจก็ทุกข์ทันที เวลาได้ยินเสียงเพลง หรือเสียงคนคุยกัน กายไม่ทุกข์หรอก เพราะเสียงไม่ได้ดังเอ็ดตะโรระคายโสตประสาท แต่ใจมันทุกข์ ถึงตรงนี้ค่อยรู้ว่า ข้างในมันหงุดหงิด ไม่พอใจ โกรธ แต่บางคนก็ไม่รู้ เพราะเข้าไปในความหงุดหงิด ความโกรธไปแล้ว โกรธแต่ไม่รู้ว่าโกรธ จึงเป็นผู้โกรธ

    ตอนที่กำลังโกรธใจมันเป็นทุกข์ แต่ส่วนใหญ่ไม่รู้ทุกข์ คือไม่รู้ว่าโกรธ ทั้ง ๆ ที่ใจมันโกรธเข้าไปเต็มเปาเลย หรือว่าหงุดหงิดเข้าไปเต็มที่เลย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะใจมันผลักไส ไม่ชอบ แต่พอปรับใจให้เป็นกลางๆ ความทุกข์ใจก็จะหาย หรือพอปรับใจให้เป็นบวก เช่น เกิดความรู้สึกดีกับเสียงเพลงนั้น รู้สึกดีกับเสียงพูดคุยนั้น ลูกกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน แม่ก็คิดในใจว่า ลูกกำลังมีความสุข แม้ลูกส่งเสียงดัง แม่ก็ไม่เป็นทุกข์ กลับมีความสุขไปด้วย แต่ถ้าเรามองว่าเขากำลังส่งเสียงรบกวน พอคิดแบบนี้ปุ๊บใจมันผลักไสทันทีก็เลยเป็นทุกข์
     
    เวลาใจมันบ่น โวยวาย ตีโพยตีพาย หรือผลักไส แค่เราเห็นอาการดังกล่าวหรือเห็นว่าใจมันทุกข์ ก็ช่วยได้เยอะแล้ว เพราะว่าใจจะค่อยๆกลับคืนสู่ความปกติ เพราะการเห็นอาการดังกล่าว จะช่วยให้ใจมีสติ เกิดความรู้สึกตัว ทำให้หลุดจากความทุกข์ จิตกลับมาเป็นปกติ
    31 min

About Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

From the publisher's feed

เสียงบรรยายธรรมของหลวงพ่อไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต

More shows like Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม by dhamma.com

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม

60 Listeners

THE STANDARD PODCAST by THE STANDARD

THE STANDARD PODCAST

38 Listeners

The Secret Sauce by THE STANDARD

The Secret Sauce

75 Listeners

5 Minutes Good Time by Mission To The Moon Media

5 Minutes Good Time

9 Listeners

Keep Me Busy by Infinity Podcast (ประเทศไทย)

Keep Me Busy

1 Listeners

แปดบรรทัดครึ่ง by ต้อง กวีวุฒิ

แปดบรรทัดครึ่ง

3 Listeners

ลงทุนแมน by longtunman

ลงทุนแมน

4 Listeners

Good Night #ฟังก่อนนอน by Mission To The Moon Media

Good Night #ฟังก่อนนอน

0 Listeners

Mission To The Moon Podcast by Mission To The Moon Media

Mission To The Moon Podcast

6 Listeners

Mission To The Moon by Mission To The Moon Media

Mission To The Moon

19 Listeners

The Library by THE LIBRARY

The Library

16 Listeners

เกลา นิสัยอันตราย PODCAST by KLAOSHOW

เกลา นิสัยอันตราย PODCAST

5 Listeners

Myth Universe by Salmon Podcast

Myth Universe

8 Listeners

THE MONEY COACH by โค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์

THE MONEY COACH

8 Listeners

TOP TO TOE by THE STANDARD

TOP TO TOE

0 Listeners