
Sign up to save your podcasts
Or


27 พ.ค. 64 - ปฏิบัติธรรมได้ทุกที่ทุกเวลา : การปฏิบัติธรรมสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา โดยเฉพาะเวลาที่เกี่ยวข้องกับผู้คน เกี่ยวข้องกับงานการ ดินจงกรม ยิ่งเจออะไรที่มากระทบแรงๆด้วยแล้ว นั่นแหล่ะคือเวลาการปฏิบัติ ถ้าหากเจอสิ่งที่มากระทบแล้ว หรืออนิฏฐารมณ์ จิตใจหงุดหงิด ไม่พอใจ นั่นแสดงว่าไม่ได้ปฏิบัติ นั่นแสดงว่าสอบตก
27 พ.ค. 64 - ใฝ่รู้คู่ใฝ่ดี : ความรู้สึกตัวหรือความรู้ตัว เป็นพื้นฐานให้เกิด “รู้” อีกชนิดหนึ่ง คือ รู้ความจริง หรือเห็นธรรมชาติของกายและใจตามความเป็นจริง เห็นกระทั่งว่า มันไม่ใช่ “กู”หรือ “ของกู” ดังนั้นจึงช่วยไถ่ถอนจิตจากความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อใดที่รู้สึกตัว “ตัวกู”ก็หายไป แม้ปุถุชนยากที่จะรู้สึกตัวได้ต่อเนื่อง แต่ละวัน ๆ อาจหลงมากกว่ารู้ แต่ความรู้สึกตัวที่เพิ่มพูนขึ้น ย่อมช่วยลดความยึดติดถือมั่นในตัวตน ความทุกข์จึงบรรเทาเบาบางตามไปด้วย สิ่งที่มาแทนที่คือความปกติสุข สดชื่น เบิกบาน
26 พ.ค. 64 - อย่าปล่อยให้ตัวกูครอบงำใจ : ความยึดมั่นสำคัญหมายใน “ตัวกู ของกู”นั้นเป็นรากเหง้าแห่งความทุกข์ ตราบใดที่ยังละวางความยึดมั่นดังกล่าวไม่ได้ ก็ยังทุกข์อยู่ร่ำไป ต่อเมื่อละวางความยึดมั่นในตัวกูของกูได้ จึงจะพ้นทุกข์อย่างแท้จริง แต่ถึงแม้จะไม่สามารถละวางความยึดมั่นดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง แต่การมีสติอยู่เป็นนิจ ย่อมช่วยให้ความยึดมั่นดังกล่าวไม่สามารถครองใจได้ต่อเนื่องจนก่อความทุกข์ไม่หยุดหย่อน
23 พ.ค. 64 - รักตนต้องฝึกตน : ขณะที่จมอยู่ในความคิด สติมันรู้ทัน มันก็ช่วยพาจิตออกมาจากความคิดได้ ยังคิดไม่สุดสาย แต่มันหลุดออกมาซะแล้ว แต่ก่อนคิดไป 10 เรื่องถึงค่อยรู้ตัว เพราะความคิดพาไป แต่ว่าตอนหลังคิดไปยังไม่ทันจบเรื่อง มันก็รู้ทันขึ้นมาแล้ว รู้ทันเพราะอะไร เพราะสติ สติมันเตือน มันก็ดึงจิตออกมา ออกจากความคิด ออกจากหลุมอารมณ์ที่เกิดจากความคิดนั้น และต่อไปมันไม่ใช่แค่รู้ทันความคิดเท่านั้น มันรู้ทันอารมณ์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความเกลียด ความเศร้า ความหนักอกหนักใจ ความเบื่อความเซ็ง รู้ทันอารมณ์มันยากกว่ารู้ทันความคิด ความคิดมันออกมาเป็นภาพเป็นคำ แต่ว่าอารมณ์เป็นอะไรที่คุมๆจิตเอาไว้อยู่ ใหม่ๆเราก็รู้ทันความคิด ดึงจิตออกมาจากความคิด ไม่ตกเป็นทาสของความคิด ไม่เป็นทุกข์เพราะมัน
20 พ.ค. 64 - คุณค่าของสิ่งที่ไม่ถูกใจ : พุทธศาสนาไม่เพียงแต่บอกเราว่า ทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง หากยังย้ำอีกว่า ทุกอย่างล้วนเป็นทุกข์ คือนอกจากจะไม่คงทน ต้องเสื่อมดับไปแล้ว ยังบีบคั้นแก่ผู้ยึดถือ เป็นเสมือนของร้อนหรือคบไฟที่กำไว้ได้ไม่นานก็ต้องรีบปล่อย ใช่แต่เท่านั้นความทุกข์ยังอยู่กับเราตลอดเวลาและรอเราอยู่ข้างหน้าด้วย “เราทั้งหลายเป็นผู้ที่ถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้ว เป็นผู้ที่มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว” คือข้อความตอนหนึ่งในบทสวดทำวัตรเช้าที่ชาวพุทธจำนวนมากคุ้นเคย
19 พ.ค. 64 - รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน อย่างถูกต้อง : รู้ว่าแต่ละคนเขาต้องการอะไร เขามีนิสัยอย่างไร หรือว่าเขาอยู่ในภาวะอารมณ์ไหน พร้อมที่จะเปิดฟังรับรู้ธรรมะ บางทีเราปรารถนาดีอยากจะช่วยคนเขากำลังเจ็บป่วยระยะท้าย ก็ไปสอนธรรมะไปใส่เขา ยัดเยียด ปรากฏว่าไม่ได้ผล กลับทำให้เขาเกิดความโกรธ โมโหด้วยซ้ำหาว่าไปแช่งเขา
13 พ.ค. 64 - อย่าเชื่อความคิดว่าเป็นความจริง : เราต้องแยกให้ออก แยกให้ได้ระหว่างความคิดกับความจริง มันมีความคิดเกิดขึ้นก็รู้จักทักท้วงมันบ้าง อย่าไปหลงเชื่อมันทีเดียว หรือเลยอย่าไปหลงเชื่อทั้งหมด แม้สิ่งที่คิดมันจะเป็นการคิดลบคิดร้าย จริงๆก็มีประโยชน์อย่างที่ว่า ช่วยให้เราระแวดระวังแล้วก็เตรียมการ แต่ถ้าเราปล่อยใจหลงไปอยู่กับความคิดนั้นจนนึกว่าเป็นความจริง ตรงนี้แหละมันไม่ทันจะได้เตรียมตัวหรือป้องกันแล้ว เพราะว่ามันจมอยู่กับความทุกข์ ความเศร้า ความวิตกกังวล จนไม่เป็นอันทำอะไร ที่ควรทำ ที่ควรป้องกันก็ไม่ได้ทำ กลับจมอยู่กับความทุกข์เพราะความระแวงหรือการคิดในทางลบ แล้วก็หลงเชื่อว่าเป็นความจริง จริงๆที่เราสวดกันทุกเช้า ประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์ พลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ ที่จริงยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพียงแค่ความคิดมันก็ทุกข์แล้ว คิดว่าจะต้องประสบกับสิ่งที่ไม่รักไม่พอใจ หรือคิดว่าต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอใจ หรือคิดว่าไม่ได้สิ่งที่อยาก เพียงแค่คิดเท่านั้น มันก็ทุกข์เสียแล้ว ยังไม่ต้องเจอเอง แล้วเราก็ทุกข์ฟรีๆ ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ก็เพราะเราไปหลงเชื่อความคิดนั้น แยกไม่ออกว่ามันไม่ใช่ความจริง
12 พ.ค. 64 (เย็น) - เยียวยาด้วยการฟัง : ฟังโดยไม่ตัดสินก็คือว่า เขาว่าอะไรเราก็ฟังอย่างเดียว ไม่เถียง แล้วเราก็ไม่ถึงกับห้ามปรามว่า คิดอย่างนี้ไม่ถูก เสียงในหัวก็เหมือนกัน บางทีก็เป็นเสียงของกิเลส หรือว่าเสียงของตัวโลภะ โทสะ ที่มาปลุกปั่นในใจ เราก็แค่ดูมันเฉยๆ แค่รับรู้มัน แล้วก็ไม่หลงเชื่อมัน การฟังเสียงในหัวอย่างถูกต้อง คือฟังโดยไม่ตัดสิน มันก็เป็นเรื่องเดียวกับการรู้ซื่อๆ รู้เฉยๆ ก็แค่เห็นความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้น แต่ว่าไม่ไปทำอะไรกับมัน ก็แค่รู้ว่ามีความคิดมีอารมณ์เกิดขึ้นในใจ รู้แล้วก็วางๆ อันนี้เรียกว่ารู้แบบไม่ตัดสิน ก็คือรู้ซื่อๆ ก็เป็นการฟังชนิดหนึ่งที่เราควรฟังอย่างถูกต้อง ไม่คล้อยตามมันง่ายๆ และก็ไม่ได้ผลักไสมัน ไม่ไหลตาม
12 พ.ค. 64 (เช้า) - ออกจากความเคยชิน : การที่เราออกจากความคุ้นเคย ออกจากสิ่งที่เคยชิน ในด้านหนึ่งเราก็รู้จักใช้มันให้เป็นประโยชน์ในเวลาที่เรามีความทุกข์ เพราะความเคยชิน มันทำให้เราปรับตัวได้ ไม่ทุกข์อีกต่อไป หรือทุกข์น้อยลง แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็ต้องรู้จักออกจากความเคยชินบ้าง เพื่อให้ใจมันตื่นตัว และมีการฝึกฝน มีการบ้านที่ต้องทำ มีปัญหาที่ต้องแก้ มีความทุกข์ที่ต้องก้าวข้าม อันนี้แหละที่ทำให้เกิดการพัฒนา เกิดการเติบโตทางจิตใจได้
11 พ.ค. 64 - อย่าซ้ำเติมจิตด้วยการคิดลบ : คนเราถ้าหากไม่ไปซ้ำเติมตัวเอง ไม่ไปหาทุกข์ใส่ตัวในลักษณะนี้ มันก็ไม่ทุกข์ เราสังเกตดู คนเราชอบหาทุกข์ใส่ตัว หรือว่าเอาทุกข์มาใส่ใจในลักษณะนี้อยู่บ่อยๆ อาจจะไม่รุนแรงเข้มข้นอย่างตัวอย่างที่ยกมา เช่นเห็นเพื่อนกระซิบกระซาบกัน ตอนที่เขากระซิบกระซาบ เขายังไม่รู้ว่าเราเดินมา พอเขาเห็นเรา เดินมา เขาก็หยุดกระซิบกระซาบ แล้วก็แยกย้ายกันไป เหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราพอเห็นภาพนี้แล้วเป็นอย่างไร เราก็คิดไปแล้วว่า เขากำลังนินทาเรา เขากำลังวางแผนคิดมิดีมิร้ายกับเรา พอคิดแบบนี้เข้า ทุกข์เลย เกิดความขุ่นมัว เกิดวามโกรธเคือง
From the publisher's feed

60 Listeners

38 Listeners

75 Listeners

9 Listeners

1 Listeners

3 Listeners

4 Listeners

0 Listeners

6 Listeners

19 Listeners

16 Listeners

5 Listeners

8 Listeners

8 Listeners

0 Listeners