
Sign up to save your podcasts
Or


8 ม.ค. 65 - ทำอย่างไรจึงจะเห็นผลไว : ทำเล่นๆก็คือการทำโดยที่ไม่อยาก เพราะอยากเมื่อไหร่ มันก็จะไม่เล่น มันก็จะเอาจริงเอาจัง มันจะกลายเป็นหน้าดำคร่ำเคร่ง ทำเล่นๆแต่ทำจริงๆ หรือว่าทำเล่นๆแต่ทำเรื่อยๆ ทำไม่หยุด แล้วก็อย่าไปควบคุมความคิด มันจะคิดมาก ก็ช่างมัน
4 ม.ค. 65 - แจ่มแจ้งในความผุดผ่องของจิต : สิ่งที่ทำให้จิตหมองมัว จะว่าไปก็มีอยู่สองชั้น ตัวหนึ่งคือความหลง คือความไม่รู้ตัว อีกตัวหนึ่งคือ อวิชชาคือการไม่รู้ความจริง การเจริญสติ การปฏิบัติธรรม ก็เพื่อทำให้ทีแรกกลับมารู้สึกตัว หรือเกิดความรู้ตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และความรู้ตัวหรือสติช่วยกันทำให้เกิดปัญญา จนกระทั่งทำให้การไม่รู้ความจริงหรืออวิชชาซึ่งเป็นตัวสร้างความหมองมัวอย่างลึกซึ้งมันจางคลายไป
3 ม.ค. 65 (เย็น) - เปลี่ยนชีวิต ไม่ผิดทาง : การดำเนินชีวิตของเราเปรียบเหมือนกับการเดินทางแต่ว่าคนส่วนใหญ่ เส้นทางชีวิตไม่ค่อยเป็นเส้นตรงเท่าไหร่ ใหม่ๆอาจจะเป็นเส้นตรง แต่ว่าพอกาลเวลาผ่านไป เส้นทางชีวิตก็ค่อยๆเปลี่ยนไป ส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนไปทีละนิด ทีละนิด ถ้าไม่ขึ้นก็ลง คือถ้าไปในทางที่ดี ก็ค่อยๆคล้อยไปสู่ทางที่ต่ำ มีไม่มากที่เส้นทางชีวิตของคนเราจะหักเหหรือซิกแซ็ก หักเหในที่นี้หมายความว่าจุดเปลี่ยน หมายความว่าชีวิตไม่ถึงกับหักเห แต่ว่าเปลี่ยนเส้นทาง
3 ม.ค. 65 (เช้า) - วิถีใหม่ ชีวิตใหม่ : ไหนๆ ปีใหม่ก็เพิ่งเริ่มต้น เราก็ควรที่จะตั้งใจทำอะไรดีๆ ที่ใหม่กว่าเดิม ให้มันเรียกว่าหลายด้านหลายมุมหน่อย สิ่งดีๆ ที่มันมีคุณค่าต่อจิตใจของเรา มันก็มีอยู่สามอย่าง ก็คือ
2 ม.ค. 65 - มันก็แค่นั้นแหละ : “แล้วมันก็จะผ่านไป” มันแสดงสัจธรรมข้อหนึ่งคือ ความไม่เที่ยง หรือ”อนิจจัง” ส่วน “มันก็แค่นั้นแหละ” มันแสดงสัจธรรมที่ชื่อว่า “ทุกขัง” คือการที่มันไม่ได้ให้ความสุขกับเราอย่างเต็มที่ อย่างเต็มอิ่ม เพราะทุกอย่างมันพร่อง จึงเรียกว่า เป็น “ทุกขัง”
1 ม.ค. 65 - เห็นสุขทุกขณะ ละทุกข์ได้ไว : ถ้าเราอยากให้ปีนี้เป็นปีที่เรามีชีวิตที่ผาสุข ก็ต้องกลับมาอยู่กับปัจจุบันให้เป็น เป็นนิจ สม่ำเสมอ ไม่ปล่อยใจให้ไหลไปอดีต ไปจมอยู่กับอนาคต จนกระทั่งจิตใจเต็มไปด้วยความโกรธ ความเศร้า ความเครียด ความวิตกกังวล กลับมาอยู่กับปัจจุบัน รวมถึงการที่เราทำอะไรด้วยใจที่เต็มร้อย ไม่วอกแวกหรือปันใจให้กับสิ่งอื่นในขณะที่เรากำลังทำสิ่งที่อยู่เฉพาะหน้า แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆ เช่น อาบน้ำ ถูฟัน ทำครัว จะเป็นงานการใดก็ตาม ขอให้เราทำด้วยใจที่เต็มร้อย คือมีสติอยู่กับสิ่งนั้น ไม่ทำหลายอย่างพร้อมกัน ถ้าเราทำอะไรด้วยใจเต็มร้อย สติของเราก็จะเติบโต สติของเราก็จะมีกำลัง มันไม่เพียงแต่ทำให้เรามีสมาธิในสิ่งต่างๆได้ง่ายขึ้น แต่มันยังทำให้เรารู้ทันความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจด้วย
31 ธ.ค. 64 - วันดีมีตลอดปี ถ้าเราสามารถที่จะมองเห็นสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา มันก็ไม่ยากที่เราจะพบว่า แต่ละวันมันก็เป็นวันที่ดีของชีวิตเรา เราทุกคนก็อยากให้ทุกวันเป็นวันดี แต่ว่าอย่างที่บอก แม้ว่าจะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับเราทุกวัน แต่ถ้าใจเรายังขุ่นมัว ใจเรายังคาดหวังความสมบูรณ์แบบ รวมทั้งมองแต่สิ่งที่เป็นลบ เราก็ไม่สามารถจะพบสิ่งดีๆ ในแต่ละวันได้เลย แต่ในทางตรงข้าม ถ้าเรารู้จักทำใจของเราให้สะอาด ผ่องใส
ส่วนหนึ่งก็โดยการปลดเปลื้องอารมณ์เก่าๆ ออกไป อีกส่วนหนึ่งก็ด้วยการทำให้เกิดความรู้สึกตัวขึ้นมา ความรู้สึกตัวเป็นสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในใจของเรา แต่เราไม่ตระหนักว่ามันมี หรือไม่เห็นคุณค่าของมันเพียงพอ ถ้าเรามีความรู้สึกตัว ใจที่หมองมัวก็จะกลายเป็นใจที่ใส ใจที่คับแคบก็จะกลายเป็นใจที่โปร่งโล่ง ใจที่ร้อนรุ่มก็จะกลายเป็นใจที่สงบเย็น มันทำให้ใจเราสามารถจะเปิดรับรู้สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันได้ รู้สึกตัวเมื่อไหร่ ไม่ใช่เพียงแค่ทำให้เราเห็นสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นข้างหน้าหรือต่อหน้าเราเท่านั้น แต่ยังทำให้ช่วงเวลานั้น ขณะนั้น เป็นช่วงเวลาที่ดีด้วย เพราะเวลามีความรู้สึกตัวเมื่อไหร่ ใจจะโปร่งโล่ง จะเบาสบาย จะสงบเย็น เวลานั้นกลายเป็นเวลาที่ดีทันทีเลย และพอใจเรามีความรู้สึกตัว มันก็ใส มันก็พร้อมจะมองเห็นสิ่งดีๆ ได้
เพราะฉะนั้น นอกจากการรู้จักมองบวกแล้ว การฝึกจิตให้เรามีใจที่ใสสะอาด เริ่มต้นจากการมีความรู้สึกตัวในแต่ละขณะ รู้จักปล่อย รู้จักวาง รู้จักปลดเปลื้องอารมณ์ที่หมักหมมหรือทำให้ใจหมองมัว เราจะพบสิ่งดีๆ ในแต่ละวันได้ไม่ยาก มองไปท้องฟ้าก็จะเห็นฟ้าที่ใส เมฆที่เบา พลอยทำให้ใจเราเบา มองออกไปนอกตัวก็ง่ายที่เราจะเห็นดอกไม้และต้นไม้ที่เขียวขจี คนยิ้มแย้ม คนที่มีความยินดี เขามีความสุขเราก็รับรู้ได้
แต่ทั้งหมดนี้เราจะไม่เห็นเลยถ้าใจเราหมองมัว ใจเราจมอยู่กับความคิด หรือว่าหมกมุ่นอยู่กับอดีต มัวแต่กังวลกับอนาคต มันไม่ใช่แค่สิ่งดีๆ ที่มีอยู่รอบตัว แม้ในยามที่เรามีความทุกข์หรือมีทุกข์เกิดขึ้นกับกายของเรา เช่น เจ็บป่วย ถ้าเรามีความรู้สึกตัว มีสติ แม้เจ็บป่วยเราก็ยังสามารถจะพบกับความสุขได้
30 ธ.ค. 64 - ทำอย่างไรให้หายโกรธ : เพราะฉะนั้น เวลาพูดว่า “ทำอย่างไรให้หายโกรธ” มันไม่ใช่แค่โกรธคนอื่น โกรธตัวเองด้วย เพราะฉะนั้นการให้อภัยเป็นเรื่องสำคัญ เช่นเดียวกันให้อภัยคนที่เขาทำอะไรไม่ถูกใจเรา ถ้าไม่รู้จักการให้อภัยโดยเฉพาะการให้อภัยกับตัวเอง มันก็จะโกรธตัวเอง พอโกรธตัวเองแล้ว ความคิดที่จะปรับปรุงแก้ไขตัวเอง มันก็จะไม่มี
นอกจากการให้อภัยแล้ว บางทีการที่เรารู้จักเรียกว่าลงโทษตัวเอง มันก็ช่วยได้เหมือนกัน หลวงปู่บุดดา เวลาท่านโกรธใคร สิ่งหนึ่งที่ท่านทำ คือท่านจะกลับมากราบพระ ไม่ได้แค่กราบ 3 ครั้ง 10 ครั้ง แต่กราบเป็นร้อยครั้ง มันทำให้จำได้ มันทำให้เข็ดหลาบ เวลาจะโกรธครั้งต่อไป นึกถึงกราบ 100 ครั้ง มันก็ได้สติขึ้นมา
คนเรา ถ้าไม่มีวิธีการกำราบตัวเอง ด้วยการลงโทษแบบนี้ กิเลสหรือตัวโทสะก็จะยังครองจิตครองใจเราเรื่อยไปเพราะมันย่ามใจ แต่พอลงโทษตัวเองด้วยการกราบเป็นร้อยครั้ง มันจำได้ สติมาได้เร็ว
เพราะฉะนั้น เรื่องการทำงานกับความโกรธ มันต้องอาศัยอุบายหลายอย่าง ทำหลายวิธี แล้วก็ต้องทำอย่างสม่ำเสมอทำเรื่อยๆ เพราะยิ่งทำเรื่อยๆมากเท่าไหร่ สติก็จะมาไวขึ้น เร็วขึ้น พอมีสติ ความโกรธก็จะค่อยๆล่าถอยไป เพราะว่ามันเป็นปฏิปักษ์กัน
แต่นอกจากสติแล้ว การให้อภัย การมีเมตตาก็สำคัญ แผ่เมตตาให้กับคนที่เราโกรธ แผ่เมตตาให้กับคนที่เรามีเรื่องกระทบ แผ่เมตตาให้กับคนที่ทำไม่ถูกใจเรา แล้วก็แผ่เมตตาให้กับตัวเอง มันก็จะทำให้ความโกรธทุเลาลง
29 ธ.ค. 64 - อย่าจุดไฟเผาใจตนเอง : เตือนใจอยู่เสมอว่าเราหลงเมื่อไหร่เราเผลอเมื่อไหร่ก็เหมือนจุดไฟเผาใจตัวเองเมื่อนั้น ถ้าไม่อยากทำอย่างงั้นก็ต้องมีสติมีความรู้สึกตัวอย่างอย่างสม่ำเสมอ ใจไหวทันเวลามีอารมณ์ผุดขึ้นมาในใจไม่ว่าเกิดจากรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสมากระทบหูตาจมูกลิ้นกายใจ หรือเวลาใจมันเผลอคิดไปตามอำนาจของกิเลส ไปตามอำนาจของความเคยชิน
ถ้าเรามีสติ มีความรู้สึกตัว ใจเราก็จะรู้จักสงบเย็นได้ เราก็สามารถจะรักตัวเองได้อย่างแท้จริง เพราะว่าการรักตัวเองขั้นพื้นฐานก็คือการที่ไม่ทำร้ายตัวเอง โดยเฉพาะการจุดไฟเผาใจตัวเอง
24 ธ.ค. 64 - จากธรรมะสู่ธรรม : การเห็นสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง มันก็ทำให้เกิดความสงบเย็นในจิตใจได้ และยิ่งถ้าหากว่าทำด้วยความต่อเนื่อง และก็เห็นความจริง หรือเห็นมันตามที่เป็นจริงอย่างลึกซึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งทะลุสิ่งที่เป็นสมมติ เข้าถึงความจริงขั้นปรมัตถ์ ความจริงนั้นแหละที่มันจะพาเราเข้าสู่อุดมคติสูงสุดของความเป็นชาวพุทธ
เพราะฉะนั้นเรื่องการทำความดีเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ว่าทำแล้วอย่าไปติดดี ขณะเดียวกัน ก็ไม่ลืมที่จะมาภาวนาเพื่อฝึกจิตให้เห็นความจริงด้วย อย่างที่เคยพูดไว้ว่า ธรรมะนั้นมี 2 ระดับคือ จริยธรรมและสัจธรรม จริยธรรมคือการทำความดี ความดีเป็นสิ่งที่ควรทำ ส่วนสัจธรรมคือความจริง เป็นสิ่งที่ควรเห็น หรือควรเข้าถึง
ปฏิบัติธรรมต้องทำให้ครบถ้วน คือทั้งทำดี แล้วก็เห็นความจริง ทำดีก็ไม่ทิ้ง ความดีก็ไม่ทิ้ง ส่วนความจริงก็ต้องใส่ใจ ถ้าทำแต่ความดี แต่ว่ามองข้ามการฝึกจิตที่ให้เห็นความจริง ก็ยังต้องเจอกับทุกข์เพราะว่าความยึดติดอยู่ สำหรับชาวพุทธเรา ความดีต้องไม่ทิ้ง แต่ความจริงก็ต้องใส่ใจด้วย
From the publisher's feed

59 Listeners

38 Listeners

75 Listeners

9 Listeners

1 Listeners

3 Listeners

4 Listeners

0 Listeners

6 Listeners

19 Listeners

16 Listeners

5 Listeners

8 Listeners

9 Listeners

0 Listeners