เรื่องเล่าของเรา

เรื่องเล่าของเรา

By เรื่องเล่าของเราFiction
Download on the App Store

เรื่องเล่าของเรา episodes

  • EP76 : พี่ชายฉันผลาญเงินของเรา ฉันเลยทำให้เขาต้องชดใช้!

    ไง! ฉันชื่อเพนนี ฉันอายุสิบห้าปี เรื่องราวของฉันอาจดูเหลือเชื่ออยู่บ้างหรือแม้แต่น่าตกใจและฉันก็มั่นใจว่าพวกคุณหลาย ๆ คนที่ได้ฟัง จะต้องตัดสินสิ่งที่ฉันทำไปก่อนแล้ว ไม่กี่เดือนที่แล้ว ฉันแจ้งความจับพี่ชายตัวเอง อีกไม่นานเขาต้องขึ้นฟังคำตัดสินของศาลและไม่เลย ฉันไม่เคยเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป ก็เหมือนอย่างหลาย ๆ เรื่อง เรื่องราวของฉันเริ่มด้วยโศกนาฏกรรมที่เกิดในครอบครัว สองปีก่อนพ่อฉันเสียชีวิตในอุบัติเหตุ ทิ้งให้ภรรยาของเขา...แม่ของฉัน อยู่ตามลำพังกับเด็กอีกสองคน: ฉันและแซม พี่ชายคนโต แซมแก่กว่าฉันสามปีและนับตั้งแต่วันนั้น เขาก็กลายเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวในครอบครัว ตั้งแต่ก่อนเกิดอุบัติเหตุ ฐานะของเราก็ไม่ได้ร่ำรวยอยู่แล้วและตอนนี้เรายังเป็นหนี้มหาศาล ดังนั้นแม่ของฉันจึงต้องทำงานหลายอย่างเพื่อเลี้ยงดูลูก ๆ และรักษาบ้านเอาไว้ งานของแม่กินเวลาแทบทั้งหมดในชีวิตไปและถึงฉันจะเข้าใจดีว่าแม่ทำทุกอย่างเพื่อแซมและฉัน แต่ฉันก็ยังคิดว่าเป็นความผิดของแม่ที่ไม่เอาใจใส่เรา บางทีอาจจะแค่ส่วนหนึ่ง - แล้วตกลง เกิดอะไรขึ้นกับแซมน่ะหรือ?

    แซมและฉันไม่ได้สนิทกันอยู่แล้ว หลังจากพ่อของเราเสียชีวิต เขาก็ยิ่งเก็บตัว รักษาระยะห่างจากเราซึ่งเป็นครอบครัวหนึ่งเดียวของเขามากขึ้น เขาแทบไม่คุยกับแม่และฉันเลย แต่ขณะเดียวกันกลับคบเพื่อนทั้งกลุ่มที่มีท่าทางไม่น่าไว้ใจ ดูเหมือนแซมจะไม่ได้สนใจแม่หรือฉันเอาเสียเลย แทนที่จะช่วยเหลือหรือให้กำลังใจเราในช่วงเวลาที่ยากลำบาก พี่ชายของฉันดูจะคิดว่าอิสระแบบนี้คือตัวขวางกั้นไม่ให้เขาทำอะไรก็ตามที่อยากทำ กระทั่งตอนที่เขายังไม่โตเป็นผู้ใหญ่ เขาก็ชอบไปนอนค้างที่บ้านคนอื่น บางครั้งยังหายไปนานหลายวัน แต่ส่วนที่เลวร้ายที่สุดคือ เขาเริ่มสั่งให้แม่และฉันเอาเงินมาให้เขา! คุณรู้ไหม ตอนที่ฉันสูญเสียพ่อ ฉันรู้เลยว่าแม่จะต้องลำบากขนาดไหน ฉันหวังว่าแซมจะออกไปหางานทำและเริ่มช่วยเหลือครอบครัวบ้าง... และฉันก็คิดด้วยว่านี่เป็นเรื่องเดียวที่ยุติธรรมแล้วเพราะฉันจะออกไปทำงานทันทีที่โตพอ ตราบใดก็ตามที่อายุฉันถึงข้อกำหนดที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน แต่แทนที่จะช่วย แซมกลับผลาญเงินจากแม่เพื่อเป็น “ค่าขนม” โดยไม่เคยถามว่าค่าใช่จ่ายในบ้านมีพอหรือไม่ เท่านั้นยังไม่พอ เรายังไม่รู้ด้วยว่า สถานที่ลึกลับที่เขาเอาเงินไปใช้นั้นคือที่ไหนและยังมีข่าวลือในย่านที่เราอยู่ ว่าแซมออกไปไหนมาไหนกับพวกแก๊งคนไม่ดี

    เวลาผ่านไป แต่ไม่มีอะไรในครอบครัวเราเปลี่ยนไปมากนัก แม่ของฉันยังคงไม่ใส่ใจพฤติกรรมของแซมเพราะแม่เองก็มีปัญหาอื่น ๆ มากอยู่แล้ว นักสังคมสงเคราะห์จากโรงเรียนของแซมโทรมาครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อบอกเราว่าแซมโดดเรียนอีกแล้วและหลังจากแซมเรียนจบมัธยมปลายได้อย่างปาฏิหาริย์ เขาก็ยิ่งตามหาตัวยากกว่าเดิม ฉันได้งานเป็นเด็กเสิร์ฟ ทำตามแผนที่ฉันวางเอาไว้และขาดการติดต่อกับพี่ชายของฉันไปเลย - ตอนนี้เราแทบไม่เจอกันและไม่ได้คุยกันอีกแม้ว่าเราจะอยู่บ้านเดียวกัน ฉันทำงานอย่างหนักและนั่นก็ไม่ง่ายสำหรับฉันเลย และฉันยังหาเงินไม่ได้มากขนาดนั้น...คุณคิดหรือเปล่าว่าฉันพูดเรื่องเงินมากเกินไป? ที่จริงฉันตั้งใจน่ะ เพราะจากนี้เงินจะเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในเรื่องที่ฉันจะเล่าแล้ว

    8 min
  • EP75 : พ่อฉันกลับเข้ามาในชีวิตฉันหลังหายไปนาน แต่เขาต้องการตับของฉัน ไม่ใช่หัวใจของฉัน!

    ฉันคือเจนนิเฟอร์ คุณรู้ไหมว่า ส่วนที่เลวร้ายที่สุดในความสัมพันธ์ของคนเราคืออะไร? มันก็คือความผิดหวังไงล่ะ เมื่อคุณเริ่มเชื่อในความรู้สึกดีๆ ที่พวกเขามีให้คุณเป็นครั้งแรก แต่แล้วคุณก็ได้รู้ว่า พวกเขาแค่จะใช้ประโยชน์จากคุณ และเมื่อเรื่องนี้เกิดกับคนที่ใกล้ชิด หรือครอบครัวของคุณ ก็จะยิ่งเจ็บปวดที่สุด เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา. ย้อนกลับไปตอนนั้น ฉันเพิ่งอายุครบ 18 ปี เพิ่งจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมปลาย และได้งานดีๆ ที่ร้านขายของแถวบ้าน เมื่อสเตฟานีพี่สาวของฉันโทรมาหาฉันเพื่อบอกฉันว่า แม่ของพวกเราเข้าโรงพยาบาล. แน่นอนว่าข่าวนั้นทำให้ฉันเป็นห่วงแม่มากจริงๆ แต่ความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวฉันก็คือ “ได้โปรดเถอะ ขอให้แม่ไม่เป็นไร เพราะเราจ่ายค่ารักษาอะไรไม่ได้แน่”

    10 min
  • EP74 : แม่บังคับให้ฉันตรวจการตั้งครรภ์ ฉันไม่ได้อยากให้แม่รู้!

    ไงทุกคน ฉันชื่อลิซ่า ฉันอายุ 16 ปีและฉันกำลังจะบอกเรื่องบางอย่างที่น่าละอายให้คุณฟัง ไม่นานมานี้ ฉันต้องพิสูจน์ให้แม่ฉันเห็นว่าฉันไม่ได้ท้องและเพราะเรื่องนั้น ความลับของฉันเลยถูกเปิดเผย

    ต้องบอกก่อนว่า ฉันไม่ค่อยชินกับการพูดถึงเรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้นัก พ่อแม่ของฉันเป็นคนหัวอนุรักษนิยม. ตลอดทั้งชีวิต ฉันไม่ได้รับอนุญาตให้สวมเสื้อผ้าอย่างที่ฉันอยากใส่ ฉันไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ มากเท่าที่อยากไปและแน่นอน ไม่ได้รับอนุญาตให้มีแฟนด้วย ใช่ แน่ล่ะ ดังนั้น ฉันจึงเริ่มแอบคบกับเจมี่ลับหลังพ่อแม่ ฉันปิดบังเรื่องนี้ไว้อย่างดีที่สุด แต่วันหนึ่งพวกเขาก็จับได้ โอ้ ตอนนั้นฉันต้องเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากทีเดียว ฉันถูกสั่งห้ามโน่นนี่นานเป็นเดือน ๆ และต้องทะเลาะกับพ่อแม่ทุกวัน ฉันเรียกร้องให้ได้คบกับเจมี่ มันยาก แต่ฉันก็โน้มน้าวพ่อแม่จนสำเร็จ เราหาทางประนีประนอมกันได้ ฉันได้รับอนุญาตให้เจอเขา แต่ฉันต้องสัญญาว่าจะไม่ทำอะไรโง่ ๆ ดังนั้นเจมี่และฉัน จึงไม่ทำเรื่องโง่ ๆ อย่างที่ว่าเลยนานเป็นปี เราสนิทสนมกันมาก กระทั่งนึกอยากแนะนำพ่อแม่ของแต่ละฝ่ายให้รู้จักกัน...แต่นั่นกลายเป็นเรื่องเศร้าอีกเรื่องหนึ่ง เพราะแม่และพ่อฉันทนพ่อแม่ของเจมี่ไม่ได้เลย

    ฤดูร้อนครั้งหนึ่ง พ่อแม่ของฉันไปพักร้อนและจะพาฉันไปด้วย ดูเหมือนอะไร ๆ จะดี แต่นั่นเป็นทริปไปประเทศไทยสามสัปดาห์! ฉันนึกไม่ออกเลยว่าจะใช้ชีวิตเกือบเดือนโดยไม่มีเจมี่ได้อย่างไร เราเลยคิดแผนการอันยอดเยี่ยมออกมา เขาพูดให้แม่และพ่อของเขามาใช้เวลาในเมืองเดียวกันและโรงแรมเดียวกับที่เราไป! ลองนึกภาพเวลาที่พ่อแม่ฉันประหลาดใจที่ได้เห็นเจมี่และครอบครัวของเขาที่โรงแรมสิ หึ! แต่เราก็มีความสุขกันมากที่ได้พบกัน! แน่นอนว่าพ่อแม่ฉันอยากจับตามองฉันตลอดเวลา แต่พวกเขาก็อยากพักผ่อนด้วยเหมือนกัน ฉันเลยถูกปล่อยตัวออกมาบ่อยครั้งภายใต้การจับตามองของพ่อแม่เจมี่ เพื่อที่พวกเขาจะได้พักผ่อนกันตามลำพังได้ ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี! สำหรับพวกเรา นั่นคือการไปพักร้อนในฝัน. เราสนุกสนานกันทุกวันและยังได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อให้เป็นที่จดจำในภายหลังด้วย

    แต่ไม่ได้มีแค่ความทรงจำดี ๆ เท่านั้นที่ฉันพากลับมาจากประเทศไทย ท้องของฉันเริ่มปวด และฉันเกิดไม่สบาย ตอนแรกฉันคิดว่าไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แค่อากาศเปลี่ยนหรืออะไรทำนองนั้น ฉันกินยาตามปกติ แต่อาการไม่ดีขึ้นเลยและจากนั้นเรื่องราวก็เริ่มต้นขึ้น...

    8 min
  • EP73 : ฝันร้ายของผมเกิดจากเรื่องราวที่ยากจะเข้าใจในอดีต

    สวัสดี ผมชื่อโอลิเวอร์ อายุ 15 ปี และ...มีเรื่องประหลาดบางอย่างเกิดขึ้นในตอนที่ผมยังเด็ก และผมก็อยากให้คุณช่วยผมคิดหน่อยว่ามันคืออะไร... น่าประหลาดที่ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นเมื่อผมดูหนังเรื่อง “เบรกกิ้งแบด” คุณคงรู้นะ ในเรื่องมีฉากทะเลทรายและรถจำนวนมาก และทั้งหมดนั้นกระตุ้นบางอย่างในตัวผมให้ตื่นขึ้น...ผมรู้สึกแปลก ๆ ตอนดูหนังเรื่องนี้ เหมือนมีความทรงจำที่ผมลืมไปนานแล้วเริ่มปรากฏในห้วงความคิดของผมอีกครั้ง ภาพนั้นเป็นเรื่องอะไรสักอย่างเกี่ยวกับทะเลทราย และ...มันแปลกมาก ดูเบลอ ๆ เลือน ๆ แล้วจากนั้นผมก็ฝันถึงเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ในความฝันของผม ผมยังเด็กมาก...อย่างอายุสัก 3 หรือ 4 ขวบได้ และผมก็นั่งอยู่ที่เบาะหลังของรถยนต์ เห็นทะเลทรายอยู่ด้านนอกหน้าต่าง และที่เบาะหน้า...ตรงนั้นมีผู้ชายสองคน พวกเขานั่งกันเงียบ ๆ ส่วนผมกอดม้าหรือไม่ก็ลาสีน้ำเงินไว้ในมือ ผมจำได้ว่าตัวเองกอดรัดและบีบมันแน่นเพื่อข่มความกลัวเอาไว้

    ผมตื่นขึ้นมาด้วยอาการเหงื่อแตกพลั่กตัวเย็นเฉียบ กอดหมอนเหมือนอย่างที่ผมกอดม้าในความฝัน ผมกลัวมากเสียจนไม่อาจหายใจได้ตามปกติ มันน่ากลัวมาก และผมก็พยายามข่มตานอนให้หลับ แต่กลายเป็นว่าผมลงเอยด้วยการนอนจ้องเพดานเป็นชั่วโมง ก่อนจะผล็อยหลับไปในที่สุด อีกหลายวันต่อมา ผมเอาแต่คิดถึงแต่เรื่องนี้ เพราะมันให้ความรู้สึก...สมจริงมาก ๆ ในที่สุดพอผมลืมไปได้ จากนั้นผมก็เริ่มกลับมาฝันแบบเดิมอีกรอบ แล้วก็ฝันอีกเป็นครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ จนถึงตอนนั้น จึงไม่มีทางที่ผมจะลืมหรือคิดถึงเรื่องอื่นนอกจากความฝันของผมได้แล้ว ชายสองคนนั้นเป็นใคร และม้าสีน้ำเงินแปลก ๆ นั่นอีกล่ะ? ผมเริ่มคิดว่าบางทีนะ...แค่บางที นั่นอาจเป็นความทรงจำจริง ๆ ของผมที่ผมลืมไปแล้วก็ได้ ผมถามพ่อแม่เกี่ยวกับความฝันนี้ และแม่ก็สับสนงุนงงอย่างเห็นได้ชัด แม่ตอบว่าไม่ ไม่เคยมีอะไรอย่างนั้นเกิดขึ้นเลย แต่พ่อผม...พ่อผมแสดงอาการประหลาดมากจริง ๆ เขาบอกหนักแน่นเลยว่า ไม่มีอะไรแบบนั้นเกิดขึ้น แต่เขาก็เขียนอะไรสักอย่างขยุกขยุยบนกระดาษไปด้วย อย่างที่เขาชอบทำเสมอเวลาที่รู้สึกกระวนกระวายใจ จากนั้นก็โยนเศษกระดาษนั้นลงถังขยะต่อมา ผมไปคุ้ยขยะนั่นกลับมา เพราะบางทีอาจมีบางอย่างบอกใบ้ไว้ แต่ไม่เลย ในนั้นมีแค่รอยขีดเขียนมั่ว ๆ

    ผมเริ่มสงสัยในปฏิกิริยาของพ่อผมอย่างมาก เพราะว่าเขาต้องรู้อะไรบางอย่างอย่างแน่นอน ในความคิดผม ผมนึกถึงทฤษฎีที่เลวร้ายไปแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และพ่อของผมอาจมีส่วนรู้เห็นด้วย แม่ไม่รู้อะไรแน่นอน แต่แม่เป็นคนที่ตื่นตระหนกและตกใจกับอะไร ๆ ได้ง่ายเสมออยู่แล้ว เธอคิดว่าบางทีผมอาจมีปัญหาจากอาการเครียดเรื่องเรียน ดังนั้นเธอเลยพาผมไปพบนักบำบัด นักบำบัดพยายามถามผมเรื่องความเครียดและการเรียน แต่ผมไม่อยากพูดเรื่องนั้นเลย เพราะผมรู้ว่านี่เป็นอะไรที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ผมบอกแม่ผมไม่ได้เพราะผมอยากได้ยินความจริงจากปากพ่อโดยตรงเสียก่อน.

    8 min
  • EP72 : แฟนของผมแกล้งความจำเสื่อมเพื่อกำจัดผมออกไป

    สวัสดี ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงมาเล่าเรื่องนี้ บางทีอาจเพื่อมาบอกว่าตอนนี้ผมรู้สึกเศร้าใจแค่ไหนก็ได้ ผมชื่ออาเธอร์ และผมอายุ 16 ปี เรื่องราวของผมมันเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมรักผู้ซึ่งจำไม่ได้เลยว่าระหว่างเรามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และผมเองก็ไม่สามารถทำอะไรได้ทั้งสิ้น มาฟังเรื่องราวของผมกัน

    เมื่อประมาณหนึ่งปีที่ผ่าน มีนักเรียนใหม่จากฮ่องกงมาที่โรงเรียนของเรา การมีนักเรียนแลกเปลี่ยนเป็นชาวต่างชาติถือเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับที่นี่ จึงทำให้ไม่ค่อยมีใครสนใจนักเรียนหน้าใหม่เท่าไหร่นัก ยกเว้นอาจารย์ที่ปรึกษาของเรา แน่นอน เขาขอให้ผมดูแลเธอซักพักเพื่อช่วยให้เธอปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ ผมเป็นคนที่มีผลการเรียนและชื่อเสียงที่ดีสำหรับอาจารย์ที่ปรึกษามาโดยตลอด แน่นอน ผมจึงต้องรักษาประวัติของตัวเอง  ดังนั้นผมจึงตอบตกลงก่อนที่ผมจะได้เจอหน้านักเรียนใหม่คนนั้นด้วยซ้ำ ผู้มาเยือนชาวฮ่องคนคนนั้นมีชื่อว่า หลิน เป็นชื่อที่จำง่ายใช่มั้ยล่ะ? ผมเองก็ไม่เคยเรียนภาษาจีนมาก่อนเลยรู้สึกประหม่านิดหน่อย แต่กลายเป็นว่าผมไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยสักนิด เพราะภาษาอังกฤษของหลินนั้นสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว! แต่นั้นไม่ใช่เรื่องเดียวที่เธอสมบูรณ์แบบเท่านั้น! หลินเป็นคนที่สวยมาก ผมหมายถึง...สวยมากจริง ๆ!  ผมไม่เคยรู้สึกชอบใครมากเท่าเธอมาก่อน ตั้งแต่ได้พบ หลิน ผมก็ไม่สามารถหยุดคิดถึงเธอได้อีกเลย

    หลังเลิกเรียนผมมักจะพาเธอไปรอบ ๆ เมือง เหมือนกับเป็นการพาเธอไปชมเมืองแบบส่วนตัวพร้อมกับเล่าเรื่องการใช้ชีวิตของพวกเราในสหราชอาณาจักรให้เธอฟังไปด้วย ผมบอกคุณได้เลยว่า ผมกำลังตกหลุมรัก ไม่ช้าผมก็ขอหลินเป็นแฟน และเธอก็ไม่ปฏิเสธ! หลินเป็นผู้หญิงคนแรกในชีวิตที่ผมเคยจูบด้วย แต่แล้วความสุขก็อยู่กับผมได้ไม่นาน เพราะการเกิดอุบัติเหตุที่ร้ายแรงทำให้เราต้องแยกจากกัน

    8 min
  • EP71 : พ่อแม่ของผมทิ้งผมไว้ตามยถากรรม แต่ผมอยู่รอดและกลายเป็นดารา

    สวัสดีทุกคน! ชีวิตในวัยเด็กของผมอาจทำให้คุณต้องตกใจ แต่ในขณะเดียวกันมันอาจช่วยให้คุณเปลี่ยนความคิดที่ว่าชีวิตของคุณมันลำบากแค่ไหน และเมื่อคุณพร่ำบ่นหรือน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาตัวเอง คุณจะต้องจำไว้เสมอว่ายังมีคนอีกมากมายในโลกนี้ที่ลำบากมากกว่าคุณ แต่คุณก็ยังสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้ด้วยการกำหนดทางเดินชีวิตของตัวเอง และบางทีคุณอาจจะพอมีโชคอยู่บ้าง  เอาหล่ะ มาฟังเรื่องราวของผมกัน ผมขอเริ่มเล่าตั้งแต่ตอนที่ชีวิตของผมเริ่มลืมตาดูโลก แน่นอนผมจำอะไรในตอนนั้นไม่ได้หรอก แต่พอหลังจากที่ผมรู้ความจริง ผมก็รู้สึกทั้งมีความสุขและเศร้าในเวลาเดียวกัน แล้วคุณจะเข้าใจว่าเพราะอะไร ขอให้ผมอธิบายให้คุณฟัง คุณรู้มั้ยครอบครัวของผมยากจนมากตอนที่ผมเกิด พ่อกับแม่ของผมไม่มีแม้กระทั่งเงินที่จะจ่ายให้กับหมอคนที่ทำคลอดให้ผม คุณจินตนาการออกมั้ย? และคุณรู้หรือเปล่าว่ามันเกิดอะไรขึ้นต่อไป? หมอคนนั้นเสนอให้พ่อแม่ผมทิ้งผมไว้กับเขา...แทนเงินที่จะต้องจ่ายในการทำคลอด ผมจินตนาการออกว่าเขาจะทำอะไรกับทารกแรกเกิดอย่างผม แต่โชคดี ที่พ่อของผมพยามยามหาเงินและกู้ยืมเงินรวบรวมทุกบาททุกสตางค์จนกระทั้งครบตามจำนวนที่ต้องจ่ายให้กับผม

    ผมเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง และเพื่อใช้พลังเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ พ่อของผมจึงปลุกให้ผมตื่นตั้งแต่เช้ามืดเพื่อฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ เราฝึกกังฟูด้วยกันและเขายังสอนให้ผมหัดทำกายกรรมง่าย ๆ เช่น ตีลังกาและโดดพลิกหลัง แต่เมื่อทักษะการต่อสู้และการแสดงกายกรรมของผมเริ่มพัฒนาดีขึ้น ทักษะการเรียนของผมกลับแย่ลง ผมมีความบกพร่องด้านความจำและไม่สามารถแม้กระทั่งเขียนคำให้ถูกต้องได้ ดังนั้นผมจึงสอบตกในปีแรกของการเข้าโรงเรียนประถม กระทั่งเพื่อน ๆ เลื่อนไปชั้นประถมปีที่สามแล้ว ผมก็ยังคงตามหลังพวกเขาอยู่ และด้วยเหตุนี้จึงทำให้พ่อของผมตัดสินใจที่จะส่งผมไปเรียนการแสดง ที่โรงเรียนการละครท้องถิ่นแทน มันฟังดูน่าเหลือเชื่อใช่มั้ย? ผมยังคงจำได้ในวันแรกที่เดินเข้าไปในห้องโถงเก่า ๆ ของโรงเรียนได้อยู่เลย ผมกุมมือพ่อแน่น แต่แล้วความกลัวของผมก็หายไปเมื่อผมมองเห็นเด็กมากมายทั้งรุ่นเดียวกับผมและแก่กว่า พวกเขากำลังซ้อมตีลังกาและซ้อมใช้ดาบและไม้  นี่มัน “ดิสนีย์แลนด์” สำหรับผมชัด ๆ มันเหมือนเป็นโลกแห่งเวทย์มนตร์ของผมเอง ผมจึงรีบปล่อยมือพ่ออย่างรวดเร็วและวางฝ่ามือเล็ก ๆ ไว้ในมือของ "ท่านอาจารย์" คนใหม่ของผม แต่เวทย์มนตร์นั้นมันก็หายไปในไม่ช้าและสีสันที่แท้จริงของสถานศึกษาแห่งนี้ก็เริ่มปรากฏออกมา ผมได้รู้ความจริงในภายหลังว่า เด็กที่ลงทะเบียนเรียนกับโรงเรียนนี้จะต้องทำสัญญาระหว่างผู้ปกครองกับฝ่ายบริหารขึ้นมาตามข้อตกลงโดยมีการลงนามทั้งสองฝ่าย ใจความสำคัญข้อหนึ่งในสัญญาคือผู้ปกครองจะต้องไม่เอาความใด ๆ ในกรณีที่บุตรของพวกเขาได้รับบาดเจ็บหรือแม้แต่ ... เสียชีวิต  พ่อแม่ของผมก็ลงนามในข้อตกลงนี้ เช่นเดียวกับผู้ปกครองของเด็กคนอื่น ๆ ที่โรงเรียน

    ไม่มีปาฏิหาริย์ใด ๆ ทั้งนั้นสำหรับผมทั้งที่โรงเรียนหรือที่บ้าน  อัตราการว่างงานในประเทศบ้านเกิดของผมสูงขึ้นและเพื่อให้พ่อแม่ของผมยังคงมีงานทำอยู่ พวกเขาจึงจำเป็นต้องย้ายตามเจ้านายที่ทำงานให้กับสถานทูตแห่งหนึ่งไปที่ออสเตรเลียด้วย  แล้วคุณคิดว่าพวกเขาจะพาลูกชายอายุ 8 ขวบของพวกเขาไปด้วยมั้ย? คำตอบคือไม่  คุณอาจคิดว่ามันฟังดูแย่ที่ผู้ปกครองจะยอมทิ้งลูกเอาไว้ตามลำพังแบบนี้ แต่สำหรับครอบครัวของผมนั้น มันเป็นเรื่องของการดิ้นเราเอาชีวิตรอด

    8 min
  • EP70 : ฉันทิ้งแฟนเก่าของฉันและเขาวางแผนอันร้ายกาจเพื่อแก้แค้น

    สวัสดี ฉันชื่อซอนย่า เรื่องที่ฉันจะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องราวความสูญเสียมากมายที่เกิดขึ้นกับฉัน แต่บางเรื่องมันกลับนำไปสู่สิ่งอื่นที่ดีกว่าเดิม ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ฉันจะสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนมัธยม ฉันได้คบหากับนิคมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว เราสองคนตัวติดกันอยู่ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นที่ในโรงเรียน ตอนหลังเลิกเรียน ในโรงยิม...และเขาถึงกับกำชับว่าฉันต้องไปดูเขาซ้อมฟุตบอลด้วย และแน่นอน ฉันไม่เคยพลาดมันแม้แต่เกมเดียว ฉันแทบจะไม่ได้ใช่เวลากับกลุ่มเพื่อนผู้หญิงของฉันเลย คุณคงเดาได้ เพราะนิคจะไม่พอใจทุกครั้งถ้าฉันไปไหนมาไหนโดยไม่มีเขาไปด้วย แต่ฉันก็ไม่ได้ถือสาอะไร

    และยิ่งใกล้ถึงวันจบการศึกษามากเท่าไหร่ พวกเราก็ยิ่งห่างกันมากเท่านั้น การสอบปลายภาคใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว ดังนั้นฉันจึงต้องเตรียมตัวเรื่องการสอบ ส่งใบสมัครไปยังมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ต้องใช้เวลาในโรงเรียนมากขึ้นเพราะฉันต้องการเกรดที่ดีขึ้นและสำหรับนิคเขาเองก็ต้องใช้เวลาในการฝึกซ้อมเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ทั้งเขาและฉันไม่สามารถใช้เวลาร่วมกันได้ เปรียบเหมือนกับกลางวันและกลางคืน และนี่เองคือจุดเริ่มต้นเรื่องราวดราม่าในชีวิตฉัน พวกเราเริ่มทะเลาะกันบ่อยขึ้น ตามปกติแล้วฉันจะเป็นคนที่เป็นฝ่ายยอม ส่วนนิคก็มักจะทำตัวเป็นผู้นำเสมอ เช้าวันหนึ่งเมื่อฉันตื่นขึ้น แม่ของฉันก็เดินเข้ามาในห้องฉันด้วยน้ำตาคลอเบ้าและบอกว่าคุณทวดของฉันเพิ่งเข้าโรงพยาบาลด้วยปัญหาสุขภาพ แน่นอนฉันรู้สึกเป็นห่วงมาก ๆ พวกเราจึงพากันไปเยี่ยมเธอ คุณอาจจะคิดว่ามันก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องแปลกอะไร แต่ลองคิดดูสิว่าเธออายุตั้ง 95 ปีแล้ว พวกเราทุกคนรักนาน่ามาก และพวกเราค่อนข้างมั่นใจว่านี่จะเป็นการเข้าโรงพยาบาลครั้งสุดท้ายในชีวิตของเธอ ดังนั้นพวกเราจึงต้องจัดการทุกอย่างเพื่อเตรียมพร้อมกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น

    ฉันอดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมา ตอนที่เห็นเธอที่นั่นในโรงพยาบาล เธอดูเหนื่อยล้ามากและดูตัวเล็กลงเหลือนิดเดียว เธอบอกว่าเธอมีความสุขที่เห็นฉันมา เราคุยกันนิดหน่อยแล้วเธอก็ขอร้องฉันให้ช่วยดูแลแมวของเธอที่ชื่อสโนว์บอลในระหว่างที่เธอต้องอยู่ที่โรงพยาบาล แน่นอนฉันได้ให้สัญญากับเธอว่าฉันจะดูแลมันและฉันก็ตัดสินใจที่จะไปดูมันทันทีหลังจากที่เสร็จธุระจากโรงพยาบาล ทันใดนั้นฉันก็เห็นนิคอยู่ตรงนั้นที่ประตูทางออก

    12 min
  • EP69 : ฉันพบกับแม่มดผู้เปลี่ยนชีวิตของฉันให้กลายเป็นหนังสยองขวัญ

    สวัสดีทุกคน ฉันชื่อเบรนด้า อายุ 13 ปี วันนี้ฉันได้รวบรวมความกล้าเพื่อที่จะมาเล่าเรื่องราวที่ลึกลับและพิศวงที่สุดในชีวิตให้คุณฟัง คุณเคยเจอกับเหตุการณ์แปลกประหลาดกับตัวเองบ้างไหม? แบบเรื่องที่หาคำอธิบายไม่ได้ทำนองนั้นน่ะ? เอาหล่ะ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นตอนนี้ครอบครัวของฉันย้ายมาอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ของรัฐเทนเนสซี่ ฉันตื่นเต้นมากที่ได้ไปโรงเรียนที่มีชื่อเสียงแห่งนี้และได้เริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ ในสถานที่ใหม่ ๆ ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรต้องกังวล แต่แล้วมันก็เกิดขึ้น

    เพื่อนร่วมชั้นของฉันนิสัยดีมาก พวกเขาพาฉันไปเที่ยวชมเมืองรอบ ๆ และฉันก็เริ่มสนิทสนมกับทุกคน ยกเว้นแต่..เอเดน เขาเป็นคนประหลาด ชอบเก็บตัวเงียบและไม่สุงสิงกับใคร เขามองฉันแค่แปปเดียว และนั่นมันทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดจริงๆ ฉันถามพวกเพื่อนใหม่ของฉันเกี่ยวกับตัวเขา ทุกคนบอกว่า เขาก็เป็นแค่คนเพี้ยนๆคนนึง ไม่มีใครคบเขาซึ่งมันก็ไม่น่าเป็นเรื่องผิดปกติอะไร เพื่อน ๆ บอกว่าเขาชอบสะสมของแปลก ๆ และไม่เคยยอมให้ใครแตะกระเป๋าสะพายของเขาเลย  พูดตามตรง อันที่จริงแล้วฉันเคยเป็นพวกที่ชื่นชอบเรื่องราวลึกลับมาก่อน ฉันจึงเกิดความสนใจและจากนั้นเพื่อน ๆ ร่วมชั้นของฉันจึงได้คิดอะไรห่าม ๆ กันขึ้นมา พวกเขาต้องการขโมยกระเป๋าของเอเดนเพื่อดูว่ามันมีอะไรอยู่ในนั้นกันแน่และแผนการมันเป็นดังนี้ พวกเขาจะช่วยกันเบี่ยงเบนความสนใจของเขาและฉันจะต้องเป็นคนไปหยิบกระเป๋าของเขามา และนั่นคือสิ่งที่เราทำแต่มันกลับไม่ได้ผลอย่างที่เราคาดไว้ เอเดนสังเกตเห็นว่าฉันกำลังหยิบกระเป๋าของเขาไปและเขาก็โมโหมาก เขาร้องตะโกนและสาปแช่งฉัน! ฉันกลัวมากจึงวิ่งหนีไปอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ฉันวิ่งโดยไม่หันหลังกลับไปมอง แต่ก็ยังได้ยินเสียงเค้าตะโกนไล่หลังมาประมาณว่า “แล้วเธอจะต้องเสียใจกับสิ่งที่เธอทำ!” และหลังจากนั้นไม่นาน ทุกคนก็เปิดกระเป๋าของเขาดูและพบว่าในนั้นมันมีแต่ของแปลกๆและน่าขยะแขยง  มันเป็นพวกก้อนหิน, ขนนก, กิ่งไม้แห้งและแม้กระทั่งซากนกและอะไรก็ไม่รู้ที่ดูแล้วเหมือนซากแมวตาย

    ฉันรู้สึกละอายใจในสิ่งที่ทำและพยายามอยู่ห่างมัน ฉันมั่นใจว่าเอเดนจะต้องทนไม่ได้กับเรื่องนี้แน่ แต่แล้วในวันรุ่งขึ้นหรือแม้กระทั่งในวันถัดมา มันก็ยังไม่มีเรื่องร้ายๆอะไรเกิดขึ้น ฉันเลยคิดว่าเรื่องนี้คงจะจบลงแล้ว แต่โชคไม่ได้เข้าข้างฉันขนาดนั้น

    10 min
  • EP68 : แฟนฉันไม่อาจละสายตาจากแม่ฉันได้

    สวัสดี ฉันชื่อซิลเวีย และนี่ก็คือเรื่องราวของการเอาชนะกันเรื่องความรัก...ระหว่างฉันและแม่ฉันเอง! ตอนฉันอายุ 17 ปี ฉันเริ่มคบกับพอล เขาอายุ 18 เป็นผู้ชายนิสัยดีและฉันก็ชอบเขามาก เวลาออกไปไหนมาไหนกับเขาจะสนุกมากเสมอและหลังจากนั้นไม่นาน ฉันก็คิดว่าฉันรักเขาเข้าแล้ว ในขณะนั้นมีปัญหาแค่หนึ่งเดียว แม่ฉันเอง แม่เป็นผู้หญิงที่สวยมากและดูเด็กกว่าอายุจริง 10 ถึง 20 ปี ตอนแรกการคบกับพอลเป็นไปด้วยดีทุกอย่าง แต่แล้ว เมื่อฉันแนะนำเขาให้แม่ของฉันรู้จักและเขา...มองเธอด้วยสายตาประหลาดสุดๆ ฉันรู้สึกเหมือนกับว่า เขาเห็นแม่ของฉันเป็นฉันในเวอร์ชั่นที่สวยกว่า ตลอดค่ำวันนั้น พอลพูดคุยและหัวเราะเฮฮากับแม่ฉันและแม่ก็สนุกสนานกับการที่มีเขาอยู่ด้วย ฉันรู้สึกยังกับเป็นส่วนเกินในบทสนทนา พวกเขาไม่ได้มองมาที่ฉันด้วยซ้ำ!

    หลังจากนั้น พอลยังพูดต่ออีกหลายครั้งว่าแม่ของฉันเป็นผู้หญิงที่ยอดเยี่ยมขนาดไหนและฉันก็เริ่มวิตกกังวลว่าแฟนฉันชอบ “แม่” ของฉันจริง ๆ หรือเปล่า? เรื่องนี้เป็นไปได้จริง ๆ หรือ? ฉันเลือกที่จะลืม ๆ มันไป ถ้าไม่นับเรื่องนั้น พอลเป็นผู้ชายที่น่ารักและบางทีเขาก็คงแค่อยากให้แม่ฉันชอบเขาเพื่อเป็นการทำเพื่อฉัน. แต่ “ทุกครั้ง” ที่พวกเขาพบกัน เรื่องทำนองนี้ก็เกิดขึ้นอีก พวกเขาจะคุยกันนานมากและเมื่อฉันลองส่งสัญญาณเป็นนัย ๆ ว่า น่าจะได้เวลาที่เราต้องไปทำอย่างอื่นโดยไม่มีแม่ฉันไปด้วยแล้ว พอลจะยิ่งกว่ามีปฏิกิริยาชัดเจน. มีอยู่ครั้งหนึ่ง เราวางแผนว่าจะดูหนังกันที่บ้านตอนหัวค่ำและพอลก็ตัดสินใจชวนแม่ฉันมาดูกับเราด้วย ฉันเลยนั่งอยู่ตรงนั้น ดูพวกเขาพูดคุยและหัวเราะกันและมุดหน้าอยู่กับถังป๊อปคอร์น

    หลังจากเรื่องนี้ ฉันเลยตัดสินใจว่าต้องแยกพวกเขาให้อยู่ห่าง ๆ กัน ฉันพยายามออกไปข้างนอกกับพอลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้และถ้าเขาออกปากว่าจะไปที่บ้านฉัน ฉันมักหาข้ออ้างหลบเลี่ยง - อย่างไม่อยากไปหรือมีกิจกรรมอะไรที่ดีกว่านั้นในเมือง ครั้งหนึ่งฉันเคยบอกกระทั่งว่าแม่ฉันป่วย แล้วพอลก็ถามว่า “โอ้ เธอเป็นอะไรมากไหม? บางทีเราน่าจะไปซื้ออะไรสักอย่างให้เธอนะ เธอคงต้องทานยาด้วยใช่ไหม?” ทุกครั้งที่อะไรแบบนี้เกิดขึ้น ฉันอยากคุยกับเขา แต่ฉันจะเริ่มบทสนทนาแบบนี้ได้อย่างไร? “นี่ คุณแฟนคะ คุณ อืม เป็นไปได้ไหมว่า คุณอาจตกหลุมรักแม่ฉันอยู่?”

    8 min
  • EP67 : พ่อของฉันเรียนในมหาวิทยาลัยเดียวกับฉันและทุกคนคิดว่าเราเป็นแฟนกัน

    สวัสดี! ฉันชื่อแคสสิดี้ฉันเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ... และฉันเพิ่งจะได้เป็นรุ่นพี่ของพ่อหนึ่งปีในมหาวิทยาลัยนี้ ฉันรู้ว่าสมัยนี้มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใคร ๆ จะกลับไปเรียนต่อตอนอายุมากแล้ว แต่ถ้าเรื่องมันกลับกลายเป็นว่าพ่อของคุณกลายเป็นคนที่น่าสนใจในสายตาของเพื่อน ๆ มากกว่าตัวคุณแล้วล่ะก็ นั่นมันแย่สุด ๆ ไปเลย ทุกอย่างเริ่มต้นตอนที่ฉันเป็นเด็กใหม่ปี 1  ในตอนแรกอะไร ๆ มันก็เหมือนกับที่ทุก ๆ คนต่างเป็นกัน ไม่ว่าจะรู้สึกกลัว รู้สึกประหม่า แต่รวม ๆ แล้วคือความรู้สึกตื่นเต้นนั่นเอง และแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องยากเสมอสำหรับฉันในการทำความรู้จักกับผู้คน แต่สุดท้ายฉันก็ได้มีเพื่อนผู้หญิงอยู่สองคน และพวกเราก็ได้ตัดสินใจลองเข้าร่วมชมรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

    แต่แล้วฉันก็พบว่าแม่ของฉันป่วยเป็นโรคร้ายแรงมากและเธอกำลังจะจากไปในไม่ช้า แน่นอนว่าฉันอยากอยู่กับเธอในช่วงเวลาสองสามเดือนสุดท้ายของเธอ ในขณะที่พ่อของฉันเองก็ต้องการความช่วยเหลือด้วยเช่นกัน ดังนั้นฉันจึงดรอปการเรียนที่มหาวิทยาลัยหลังจากเรียนจบแค่เพียงเทอมแรก และใช้เวลากับแม่จวบจนช่วงชีวิตสุดท้ายของเธอ ฉันไม่อยากจะพูดว่ามันยากแค่ไหนในการทำใจยอมรับการจากไปของเธอ สิ่งเดียวที่ยังคงอยู่หลังจากการเสียชีวิตของเธอ นั่นก็คือพ่อของฉันที่ยังคงตรอมใจอย่างมากกระทั่งถึงกับกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ฉันจึงต้องคอยดูแลเขาและสิ่งที่แย่ไปกว่านั้นคือ เรามีปัญหาเรื่องการจ่ายหนี้จากการกู้จำนอง ดังนั้นฉันจึงจำเป็นที่จะต้องหางานทำด้วยตัวเอง สิ่งที่ฉันกำลังพยายามที่จะบอกก็คือฉันไม่มีโอกาสที่จะได้เรียนต่อที่มหาวิทยาลัยในอีกหนึ่งปีครึ่ง  และแล้ววันเวลาก็ผ่านไปและการใช้ชีวิตกับพ่อของฉันมันก็เริ่มดีขึ้นและถึงจุดที่เขารับปากกับฉันว่าฉันจะได้กลับไปเรียนต่ออีกครั้ง ฉันขอบอกเลยว่าการที่จะกลับเป็นนักศึกษาปีหนึ่งใหม่เป็นครั้งที่สองนี่มันยากกว่าเดิมเสียอีก เพราะทุกคนดูเด็กและแตกต่างจากฉันมาก ๆ ถึงแม้ว่าฉันจะแก่กว่าแค่สองปีก็ตาม ฉันรู้สึกเหมือนมันมีช่องว่างระหว่างวัยเกิดขึ้นระหว่างฉันกับเพื่อนร่วมชั้น แน่นอนว่าฉันมีเพื่อนบางคนให้ได้คุยด้วยระหว่างทานอาหารกลางวันหรือทำงานกลุ่มด้วยกัน  แต่ฉันก็ไม่สามารถพูดได้ว่าเราเป็นเพื่อนกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ และส่วนใหญ่ฉันมักใช้เวลาอยู่ตัวคนเดียว

    นี่คือเหตุผลที่ฉันต้องการที่จะได้รับปริญญาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ดังนั้นฉันจึงตัดสินใจที่จะใช้เวลาในมหาวิทยาลัยตลอดช่วงฤดูร้อนและลงเรียนเพิ่ม ฉันรู้ว่าเรื่องนี้มันจะทำให้พ่อของฉันหงุดหงิดเพราะว่าเขาคิดถึงฉันมากโดยเฉพาะตอนนี้ที่ไม่มีแม่อยู่อีกต่อไป และลองนึกภาพดูว่าฉันจะประหลาดใจแค่ไหนในวันแรกของภาคเรียนฤดูร้อน ในคาบเรียนแรกที่เข้าไปนั้น ฉันสังเกตเห็นพ่อของตัวเองนั่งอยู่ในแถวสุดท้ายในห้องเรียน

    8 min

About เรื่องเล่าของเรา

From the publisher's feed

เรื่องเล่าส่วนตัวของผู้เล่าเป็นแอนิเมชัน

More shows like เรื่องเล่าของเรา

Learning English Grammar by BBC Radio

Learning English Grammar

305 Listeners

Harry Potter and The Methods of Rationality Audiobook by Jack Voraces

Harry Potter and The Methods of Rationality Audiobook

315 Listeners

5 Minutes Good Time by Mission To The Moon Media

5 Minutes Good Time

12 Listeners

พี่อ้อยพี่ฉอด พอดแคสต์ by CHANGE2561

พี่อ้อยพี่ฉอด พอดแคสต์

10 Listeners

Kaihuaror Studio Podcast by Kaihuaror Studio Podcast

Kaihuaror Studio Podcast

0 Listeners

คุยให้คิด by Thai PBS Podcast, Thai PBS Radio

คุยให้คิด

3 Listeners

Mission To The Moon by Mission To The Moon Media

Mission To The Moon

21 Listeners

What If วรรณคดี by Beauty and the Yacht

What If วรรณคดี

0 Listeners

นิทานฟังสบายกับปลายฟ้า by Piefaa Kanjana

นิทานฟังสบายกับปลายฟ้า

0 Listeners

Myth Universe by Salmon Podcast

Myth Universe

6 Listeners

ศาลา13 by Sala13th

ศาลา13

0 Listeners