
Sign up to save your podcasts
Or


เรื่องราวของหนุ่มที่เป็นฮิคิโคโมริ กับชายวัยค่อนไปทางใกล้เกษียณที่ต้องมาตกงานก่อนวันอันควร มาเจอกันโดยไม่ได้นัดหมาย ณ สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง จริง ๆ ทั้งสองคนจะไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย ถ้าหากหนึ่งในตัวเอกของเราไม่ได้ให้ความสนใจกับใครอีกคนหนึ่ง
หนังสือเรื่อง "ผมเรียกเขาว่าเน็กไท" จะพาเราไปพบกับสภาวะปัญหาปัจจุบันที่สังคมญี่ปุ่นกำลังประสบพบเจอ
ในปี 2019 รัฐบาลญี่ปุ่นคาดการณ์ว่ามีผู้เป็นฮิคิโคโมริ ที่มีอายุตั้งแต่ 15 - 64 ปี จำนวนราว 1.15 ล้านคน (Nippon, 2019) ส่วนที่เรารับทราบเกี่ยวกับฮิคิโคโมริ อาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง และเรื่องราวนี้เป็นปัญหาที่กำลังรอการแก้ไขในระยะยาว
หนังสือเล่มนี้จะพาเราไปรู้จักกับ "โลก" ของคนที่นิยามว่าตัวเองเป็นฮิคิโคโมริ พร้อมกับบอกถึงสาเหตุที่ทำให้ตัวเอกในหนังสือกลายมาเป็นฮิคิโคโมริ
นอกจากนี้ หนังสือยังเล่าถึงความยากลำบากของมนุษย์เงินเดือน ที่จะต้องอดทนอดกลั้นไปกับการทำงานในออฟฟิศที่วนลูปไม่รู้จบ และที่สุดแล้ว การตอบแทนที่ได้รับอาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
เราเชื่อว่า มีหลายคนที่พ่อหรือแม่พยายามที่จะปั้นเราให้ไปทำในอาชีพที่พ่อแม่อยากให้เราเป็น (ถึงแม้ว่าตอนนี้เราจะอยู่ในศตวรรษที่ 21 ก็เถอะ) ไม่ว่าจะเป็นการขอร้องให้ช่วยสานต่อธุรกิจครอบครัว การไปทำอาชีพที่มั่นคง ทำงานในองค์กรขนาดใหญ่ ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม ขนาดความฝันของคนเรามีความแตกต่างกันออกไป ไม่ใช่ทุกคนที่อยากตามรอยครอบครัว ไม่ใช่ทุกคนที่อยากทำงานประจำ ... หนังสือเรื่อง "ร้านเครื่องเขียนนั้น ใต้ต้นสึบากิ" จะพาเราไปพบกับตัวละครที่ไม่อยากสานต่อในสิ่งที่บรรพบุรุษของเธอทำมา นั่นก็คือการทำหน้าที่เขียนจดหมายให้กับชาวบ้าน (ซึ่งตอนอ่านเราก็แอบงง ๆ ว่าปัจจุบันยังมีอาชีพนี้อยู่จริง ๆ ใช่ไหม) แต่ไป ๆ มา ๆ จากงานที่เคยบอกกับตัวเองไว้ว่าจะไม่ทำ ก็กลายมาเป็นรายได้หลักให้แก่ชีวิตของเธอ
การฝึกหัดให้ลายมือสวยอาจจะต้องใช้ระยะเวลา แต่การเขียนอย่างไร ให้ถูกใจลูกค้า ไม่ได้ใช้แค่ความเคยชินอย่างเดียว หากแต่ต้องมีกระบวนการคิดที่ซับซ้อนขึ้นไป รวมทั้งความใส่ใจในรายละเอียดของลูกค้า
ไม่ว่าจะเป็นจดหมายรัก จดหมายบอกเลิก จดหมายให้หยุดขอยืมเงิน (เสียที) ล้วนแต่เป็นงานแปลก ๆ ที่ตัวเอกของเราได้รับมอบหมายมาทั้งสิ้น
สุดท้ายแล้ว เรื่องราวของอาชีพที่เราออกจะไม่คุ้นหูเอาซะเลย ก็สอนให้เราเห็นถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ผ่านการใช้แว่นตามองเรื่องเล่าของคนอื่นในฐานะของคนคนนั้น
เราคิดว่าหนังสือเล่มนี้ เป็นเรื่องที่น่าอ่านเรื่องหนึ่ง
หากใครที่ชื่นชอบหนังสือแนวการจัดบ้าน ประมาณว่าชีวิตดีขึ้นทุก ๆ ด้านด้วยการจัดบ้านเพียงครั้งเดียว น่าจะถูกใจหนังสือเล่มนี้อยู่ไม่น้อย "คุณโทมาริ นักจัดบ้านด้วยการจัดใจ" เป็นหนังสือที่จะพาทุกท่านไปพบกับเรื่องราวของการจัดบ้าน ที่มีความเป็นจิตวิทยาผสมลงไปอยู่ส่วนหนึ่ง
แต่ก่อนเราเคยมีความเชื่อว่า การสะสมสิ่งของภายในบ้านนั้น มีที่มาจากการป้องกันการขาดแคลน เช่น ขาดแคลนอาหาร ของใช้ เลยเป็นเหตุผลให้สะสม อีกส่วนหนึ่งอาจมองว่าการสะสมสิ่งของคือการแสดงออกถึงความมั่งคั่ง แต่มันก็อาจจะมีอีกทฤษฎีหนึ่งที่มองว่า การสะสมสิ่งของจำนวนมากภายในบ้านนั้น สะท้อนให้เห็นถึงประเด็นที่เป็นปมปัญหาภายในจิตใจ
คุณโทมาริ นักจัดบ้าน ผู้ไม่ได้มาช่วยทำความสะอาดบ้านเป็นงานหลัก หากแต่เป็นผู้ที่ให้คำปรึกษา และปรับสภาพจิตใจของลูกค้า ให้หันมาให้ความสำคัญกับปัจจุบัน มากกว่าที่จะยึดติดอยู่กับอดีตหรือเพ้อฝันถึงแต่อนาคต คุณโทมาริจะพาผู้อ่านไปพบกับเรื่องราวของลูกค้าที่เธอมองว่า "อาการหนัก" จำนวน 4 ราย
หากใครที่ยอมแพ้ไปแล้วเรื่องการจัดบ้านของตัวเอง หรือใครที่มองว่าของบ้านเราก็ไม่ได้เยอะซะหน่อย ทั้ง ๆ ที่มีแต่คนอื่นบ่นว่าบ้านเรารก (แต่เราว่ามันไม่รกอ่ะ จะทำไม) หนังสือเล่มนี้ เหมาะสำหรับคุณ
เอาเข้าจริง ๆ เรื่องการจัดข้าวของภายในบ้าน มันไม่เข้าใครออกใคร สรุปเลยก็แล้วกันว่าหนังสือเล่มนี้ เหมาะกับทุกคน ตั้งแต่เด็กหอ ไปจนถึงคนวัยเกษียณ
หนังสือเล่มนี้ รับรองว่าถูกใจใครหลาย ๆ คน โดยเฉพาะมนุษย์ออฟฟิศ
ยอมรับตามตรงว่าตอนแรก เราอ่านหนังสือเล่มนี้ เพราะชื่อของหนังสือ "ยังไงฉันก็จะเลิกงานตรงเวลาค่ะ" แต่ต้องเล่าเนื้อหาเฉลยท่านผู้ฟังและว่าที่ท่านผู้อ่านก่อนว่า ยังไงตัวเอกของเรื่องก็จะประสบกับชะตากรรมของการเลิกงานไม่ตรงต่อเวลา
เรื่องมันก็มีอยู่ว่า ผู้จัดการไปรับงานที่น่าจะทำให้บริษัทขาดทุน ทั้งมีสเกลงานที่ใหญ่-เยอะ เดดไลน์มีระยะสั้นกว่าที่คิดไว้ แถมกดตัวเลขไปมา ก็พบว่าอาจจะไปรับงานมาแบบขาดทุน ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลไม่ส่งผลดีต่อมนุษย์ออฟฟิศอย่างแน่นอน
แต่ด้วยเจแปนสไตล์ เมื่อรับงานมาแล้ว เราก็ต้องทำให้เสร็จเดดไลน์ ทีนี้ จะทำยังไงดีล่ะ เมื่อผู้ดูแลโครงการของเรา มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าว่า คนเราควรมีโอกาสในการเลิกงานตรงเวลา ไม่ต้องมาทำงานเสาร์ - อาทิตย์ เพื่อสุขภาวะที่ดีของชีวิต
ในที่สุดแล้ว หนังสือเล่มนี้กำลังพาเราเข้าไปอยู่ในบรรยากาศมาคุของการทำงานของมนุษย์เงินเดือนในประเทศญี่ปุ่น ที่อันที่จริงแล้ว มันก็จะมีคนที่คิดต่าง ไม่อยากทำงานหนัก ตามประเพณีที่ทำกันมา แต่จะทำอย่างไร เมื่อความรับผิดชอบก็ต้องมี ชีวีก็ห้ามวอดวาย อารมณ์ประมาณ ห้ามเลยเดดไลน์ ห้ามตาย ห้ามขาดทุน
ตั้งแต่เรามีชีวิตมา เราอาจจะเคยมีความรู้สึกท้อแท้ ล้มเหลวมานับไม่ถ้วน ทว่า ในบรรดาความรู้สึกที่ติดลบเหล่านั้น เราอาจจะมีความรู้สึกของความล้มเหลวครั้งยิ่งใหญ่ที่จะมาเป็นบทเรียนชีวิตที่เราไม่มีวันจะลืมเพียงไม่กี่ครั้ง แม้เราจะรู้ในใจว่า เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป และในทุก ๆ ความล้มเหลว ล้วนเป็นประสบการณ์ที่สำคัญที่สุด แม้กระทั่งเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดในชีวิตของเรา เมื่อเราผ่านพ้นความทุกข์เหล่านั้น มันก็คือ สถานการณ์ฟ้าหลังฝน ที่เราอาจยังมองไม่เห็นในวันที่เราล้ม แต่มันจะเป็นของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดให้กับเรา อย่างน้อย เรื่องราวเหล่านี้ ก็สามารถเอาไว้ไปเล่าให้ผู้คนฟังได้ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้บุคคลอื่น ๆ ต่อไป
หนังสือเรื่อง "แท็กซี่คันนี้รับส่งความหวัง" อาจจะมีเรื่องราวที่ดูเหลือเชื่ออยู่บ้าง เช่น ในโลกใบนี้ยังมีรถแท็กซี่ที่รับผู้โดยสารโดยไม่คิดเงิน (แน่นอนว่ามันคือโลกแห่งจินตนาการ) แต่เรื่องราวที่เหลือนั้น เป็นเรื่องธรรมดาสามัญของชายวัยกลางคนที่กำลังประสบปัญหาครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต ทั้งเรื่องงานที่ไม่เป็นไปตามความหวัง เรื่องเงินที่ไม่มีความมั่นคง รวมไปถึงปัญหาของครอบครัว ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เขาคือผู้แบกรับปัญหาเอาไว้ในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพียงลำพัง
เชื่อได้ว่าพออ่านแล้ว หลายคนคงอยากจะเจอพี่คนขับแท็กซี่ผู้ใจดีคนนี้ ... ถึงแม้ว่าเรื่องทั้งหมดคือเรื่องแต่ง แต่เราเชื่อว่า ทุกท่านจะได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้ไปเป็นบทเรียนแห่งชีวิตแน่นอน
ถ้าใครเป็นแฟนคลับ Matt Haig จากหนังสือเรื่อง "The Midnight Library มหัศจรรย์ห้องสมุดเที่ยงคืน" รับรองว่าท่านจะต้องอยากหยิบ "Reasons to Stay Alive แด่ผู้แหลกสลาย" มาอ่านอย่างแน่นอน เรื่องแรกเป็นเรื่องแต่งออกแนวจินตนาการแฟนตาซี แต่เรื่องที่สองถือเป็นเรื่องเล่าเชิงสารคดี ไดอารี อัตชีวประวัติ เรื่องราวของผู้เขียนและทัศนคติที่มีต่อโรคซึมเศร้าที่ตนเองเคยเป็นและมีอาการหนักมากเมื่อสมัยวัยหนุ่ม
จากคนเคยคิดอยากฆ่าตัวตาย ผู้กลายมาเป็นนักเขียนผู้ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงระดับนานาชาติ
Matt Haig พยายามจะบอกเราทั้งเล่มนั่นแหละว่า เฮ้ย มันโอเคนะ วันนี้มันอาจจะมืดหม่น แต่เชื่อสิ เดี๋ยวมันก็จะมีวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส และใช่ วันนั้นจะเป็นวันที่คุ้มค่าแก่การรอคอย
เราคงไม่อาจหาญมาบอกให้ใครก็ตามว่า "สู้ ๆ นะ จงสู้ต่อไป" ในวันที่ท่านหดหู่จนไม่มีแรงอยากจะทำอะไร เราขอแค่ให้ท่านพักใจ นอนเอาแรง ทานข้าวเท่าที่ไหว และใช่ เดี๋ยวมันก็จะถึงวันพรุ่งนี้ และจะผ่านไปอีกวัน
เรามักคิดเสมอว่า เรายังมีเวลาเหลืออยู่ในโลกใบนี้อีกมากมาย โดยที่เราอาจลืมนึกไปว่า เราทุกคนนั้นมีโอกาสที่จะตายได้อยู่ทุกเมื่อ คำถามก็คือว่า เราประมาทกับชีวิตเกินไปหรือไม่ กลุ่มแรกอาจบอกว่า เกิดมาแล้วเราควรใช้ชีวิตให้คุ้ม กลุ่มที่สองเลือกทางเดินสายกลาง กระจายความเสี่ยงเผื่ออนาคตของชีวิต กลุ่มที่สามคือผู้ที่ระลึกถึงความตายในช่วงเวลาหลายขณะจิต
จะอย่างไรก็ตาม ในวันที่เป็นวัยรุ่น เรามักจะคิดว่า เราจะเป็นอะไรก็ได้ในโลกใบนี้ เรายังมีอนาคต มีชีวิตอีกยาวไกล และแน่นอนว่า ความตาย ช่างเป็นสิ่งที่ห่างไกล จนเราไม่มีความจำเป็นต้องนึกถึงสิ่งนั้น
และจะเป็นอย่างไร หากเราอยู่ในร่างของวัยรุ่นที่กำลังจะตาย ด้วยโรคเปล่งแสง โรคสมมติที่ไม่มีอยู่จริง เมื่อเป็นแล้วไม่มีโอกาสหาย ต้องรอวันตายอย่างเดียวเท่านั้น เด็กสาวในเรื่องผู้เป็นโรคเปล่งแสง เพียงต้องการให้ใครคนหนึ่ง ทำตามความฝันแนว bucket list ของเธอให้เป็นจริง และเรื่องราวดำเนินไปได้ดียิ่งกว่าที่เราคิด เมื่อชายหนุ่ม ตกลงดำเนินตามความฝันให้เธอ
เพียงแต่ว่า.....ตอนจบ อาจจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ป.ล. อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว รู้สึกว่าได้ตั้งคำถามกับชีวิตที่เหลืออยู่ไม่น้อยเลยค่ะ ใครที่สนใจ ไปติดตามฟังได้ในตอนนี้เลยค่ะ
ในรอบสัปดาห์นี้ เราจะพาทุกท่านไปพบกับเรื่องราวสืบสวนสอบสวน ที่ตัวเอกของเรื่องมักจะเริ่มต้นทุกสิ่งทุกอย่างที่ร้านซูชิจานหมุน (อะไรนะ!) คดีฆาตกรรมซูชิจานหมุน พาเราไปพบกับเรื่องราวการไขคดีฆาตกรรม 2 ศพ ประวัติศาสตร์ร้านอาหาร (ซึ่งบอกตามตรงว่าเราได้ความรู้มาไม่น้อยเลยทีเดียว) และเรื่องราวของความรักฝังใจ โอ้ย จิกหมอน
จะเป็นอย่างไร และจะสับสนขนาดไหน หากรักครั้งแรกของคุณ ก็คือคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรม และคุณเองก็มีอาชีพเป็นตำรวจสายสืบสวนที่ต้องตามล่าหาความจริง
เราจะสลัดเรื่องส่วนตัวออกจากเรื่องงานได้หรือไม่ และความรักครั้งแรกสมัยวัยเด็ก มันจะส่งอิทธิพลมาอย่างยาวนานจนวัยกลางคนได้ (จริง ๆ หรือ)
ไปติดตามฟังกันค่ะ
ถ้าใครอยากจะมาอ่านหนังสือเล่มนี้ เพื่อความผ่อนคลายแล้วละก็... เราขอให้ทุกท่านคิดใหม่ แต่ถ้าท่านอ่านหนังสือเล่มนี้โดยตั้งต้นแบบไม่ได้คิดอะไรมาก ท่านจะพบว่า หนังสือเล่มนี้ มีความล้ำ มีความสดใหม่ แบบที่ทุกท่านไม่เคยเจอมาก่อน (เราคิดงั้นนะ)
หนังสือเล่มนี้ประกอบไปด้วยเรื่องสั้น 7 เรื่อง บางเรื่องทำเอาเราขนลุก บางเรื่องทำเอาเราลุ้นตัวโก่ง ในขณะที่บางเรื่องเรากลับสะเทือนใจ
ถึงแม้ในใจจะรู้ว่ามันเป็นเรื่องแต่ง แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าผู้เขียน เขียนได้ดีมากจนเราเชื่อไปว่ามันคือเรื่องจริงในห้วงเวลาที่เรากำลังอ่านหนังสือเล่มนี้
เป็นอีกเรื่องที่เราวางไม่ลง และเมื่ออ่านจบแล้ว เราขอให้ 10 คะแนนเต็ม
ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบทานขนม โดยเฉพาะขนมแนวสายหมี สายตุ้ย ถ้าคุณชอบแมว และคุณชอบดูดวง ยินดีด้วยค่ะ เรามั่นใจว่าคุณชอบหนังสือเรื่อง"แมวนักพยากรณ์แห่งร้านกาแฟจันทร์เต็มดวง" อย่างแน่นอน
เรื่องราวของ "แมวนักพยากรณ์แห่งร้านกาแฟจันทร์เต็มดวง" พูดถึงเรื่องการดำเนินชีวิต อุปสรรคที่คนเราต้องพบเจอ เคยไหม ในบางครั้งเราก็ไม่มีเหตุผลว่าทำไมช่วงนี้ เรารู้สึกว่าดวงตกจัง ทำไมเราต้องเจอคนที่ใจร้ายเข้ามาในชีวิตของเรานะ ทำไมลงทุนอะไรไปก็ไม่ได้ทุนคืนมาซักที บางที ชีวิตของเราก็อาจจะมีเบื้องลึกเบื้องหลัง พูดง่าย ๆ ก็คือดวงชะตาที่ถูกกำหนดตั้งแต่เกิดนั่นแหละ
จะดีกว่าไหม ถ้าในวันหนึ่ง เรามีหมอดูแม่น ๆ ที่เสนอดูดวงให้กับเราฟรี ๆ โดยที่ไม่มีจุดประสงค์แอบแฝง เพียงแต่ต้องการให้ชีวิตเราดีขึ้นจริง ๆ
ถ้าพร้อมแล้วเราไปดูดวง...เอ้ย ไปตามฟังกันค่ะ
From the publisher's feed

4 Listeners

17 Listeners

17 Listeners

2 Listeners

10 Listeners

2 Listeners

0 Listeners

1 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

2 Listeners

0 Listeners

66 Listeners

3 Listeners

13 Listeners

12 Listeners

17 Listeners

3 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

1 Listeners